
ใครที่เป็นผู้นำยุคนี้ต้องคิดและวางแผนอย่างไรบ้างสำหรับการบริหารจัดการ คุณสมบัติของผู้นำโลกยุคนี้ที่ควรมีนั้นมีอยู่ 4 ข้อ คือ
1. มีความยืดหยุ่น (Resilience)
2. มีความอดทน มุ่งมั่น ไม่จับจดหรือบ้าทำอะไรเป็นพักๆ
3. จัดการกับความรู้สึกกดดันให้ดี และ
4. มีความสามารถในการตัดสินใจ
ผมมองว่าองค์กรธุรกิจไทยได้ให้ความสนใจเรื่องภาวะผู้นำเช่นกัน และผู้นำคนไทยไม่จำเป็นต้องอิมพอร์ตความรู้มาจากฝรั่งเพราะในวิถีของความเป็นคนไทยนั้นมีสิ่งดีๆ อยู่มากมาย "เราต้องหาตัวตนของเราให้เจอ ค่านิยมดีๆ แบบไทยมีให้ผู้บริหารเลือกเอาไปใช้ตามความเหมาะสม เช่น คนไทยมีเรื่องพระเดชพระคุณ ที่ผ่านมาพวกเราอาจมีความขัดแย้งแต่คนไทยมีจุดเด่นตรงมีความยืดหยุ่น คนไทยสงบได้กับคำพูดที่ดีๆ "
ส่วนคุณสมบัติที่ผู้นำไทยควรมี(ไม่ว่าแวดวงใด)ก็คือ ต้องเป็นผู้ที่สามารถประสานประโยชน์ มีสติ มีหิริโอตัปปะ มีคุณธรรม (ไม่จำเป็นต้องเก่งเลิศเลอ)เพราะฉะนั้น ซีอีโอ ควรต้องตระหนักถึง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารแบบเดิมจากที่เคย 'สั่ง' ก็หันกลับมา 'ฟัง' เสียง หรือข้อมูลย้อนกลับจากพนักงาน อีกทั้งต้องคอยสอดส่องดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงาน เพื่อเป็นแรงสนับสนุนให้พวกเขาสามารถต่อสู้กับแรงกดดันในการทำงานได้เป็นอย่างดี จากที่ได้วิเคราะห์ข้อมูลพบว่าธุรกิจในเอเชียจะยืนหยัดอยู่ได้ ซีอีโอต้องให้ความสำคัญกับ 5 ปัจจัย ดังต่อไปนี้ 1. บุคลากรที่มีความสามารถ 2. การบริหารต้นทุนที่ดี 3. มีนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือ บริการ 4. เปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารจัดการ 5. ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และมีธรรมาภิบาล ขอวกกลับมาที่การบริหารบุคคล ที่เดี๋ยวนี้ซีอีโอไม่ต้องการ HR ภาษาสวย แต่เขาต้องการผลงานที่แท้จริงมากกว่า HR จึงต้องมองภาพกว้างไม่มองเพียงแค่หน้างาน อีกทั้งต้องพัฒนา เพิ่มคุณค่าให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นจะต้องสูญเสียตำแหน่งงานให้ CFO วิศวะ และแนวโน้มที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ นายจ้างนิยมส่งบุคลากรที่อยู่สายงานไฟแนนซ์ บัญชี และวิศวะ มาอบรมความรู้ในเรื่องการบริหารงานทรัพยากรมนุษย์มากขึ้น เพราะคนที่อยู่ในสายงานดังกล่าวเข้าใจเรื่องธุรกิจเป็นอย่างดีแล้ว
ที่สุดแล้ว งาน HR จึงต้องย้อนกลับคืนสู่ Back to Basic หมายถึง HR ต้องตอบโจทย์พื้นฐานที่มีอยู่ 3 ข้อให้ได้ ข้อแรก คุณมีคนเก่งให้องค์กรอยู่ตลอดเวลาหรือไม่ ข้อสอง คุณมีกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ ข้อสาม ผลงานของคุณสามารถวัดผลได้หรือไม่ ทีนี้ผมขอลงรายละเอียดอีกนิด เผื่อจะมีคนอยากรู้เพิ่ม
คุณสมบัติของการเป็นผู้บริหารและผู้นำที่ดียุค 2011 ควรเป็นเช่นนี้
1. การเป็นผู้รู้จักตนเอง(Self Realization)
รู้ถึงความต้องการแห่งตน
รู้ถึงวิธีการสร้างเป้าหมายแห่งตน ไม่ว่าในชีวิตส่วนตัว หรืองาน
รู้ถึงขีดความสามารถแห่งตน ที่จะกระทำการใดๆ ได้เพียงใด
รู้ถึงวิธีการควบคุมตนเอง การมีวินัยในการใช้ชีวิต และการทำงาน
รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อตน และการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนั้น
รู้ว่าตนจะต้องลงทุนอะไร เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งต้องการ
รู้สึกได้ถึงความสุข ความทุกข์ ที่สัมผัสได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีผู้ใดมาชี้นำ และยอมรับความจริงได้ทุกอย่าง ไม่หลอกตัวเอง
2.การเป็นผู้รู้จักการวิเคราะห์หาเหตุและผล (Analytical Mind)
มองทุกสิ่งที่ปรากฏต่อหน้า(Appearance)อย่างลึกซึ้ง คิดถึงที่ไป ที่มา ไม่ใช่แค่ที่เห็น
มองทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลึกถึงเหตุปัจจัย (Cause) และสามารถคาดคะเนผลที่เกิดตามมา (Consequence) ในปัจจุบัน และในอนาคตได้
เป็นผู้ที่ตั้งคำถามตลอดเวลา "ใคร(Who)? ทำอะไร(What)? ที่ไหน(Where)? เมื่อไร(When)?
ทำไม(Why) อย่างไร(HOW)? ” (5-W 1H)
เข้าใจถึง หลักการ "อริยสัจ 4 ” ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างดี
เป็นผู้ที่ช่างสังเกต ให้ความสนใจในรายละเอียดเพื่อเก็บมาเป็นข้อมูล
มองพฤติกรรมบุคคล (Person) เหตุการณ์ (Event) สามารถโยงถึง หลักการ(Principle)ได้ และใช้หลักการ(Principle)สร้างวิธีการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา และป้องกันปัญหา เพื่อให้เกิดเหตุการณ์ (Event)ที่ต้องการ และ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคล (Person) ให้อยู่ภายไต้การควบคุมได้
3. การเป็นผู้เรียนรู้ตลอดกาล (Life Long Learning)
มีความรู้สึกว่าตนไม่รู้อะไรอีกมาก และตระหนักถึงความเป็นผู้ใฝ่รู้ตลอดเวลา
เข้าใจดีกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ทำให้สิ่งที่เคยรู้เมื่อวันวานอาจไม่ใช่ในวันนี้อีกต่อไป
มองเห็น สิ่งของ ผู้คน เหตุการณ์ เป็นสื่อสอนตนได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งดี หรือสิ่งเลว และสามารถเลือกเก็บมาจดจำ และหยิบออกมาใช้ได้อย่างเหมาะสม
ใฝ่ค้นหา ติดตาม ความรู้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับวิชาชีพ และการดำรงชีวิต
มุ่งเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและจริงจังให้เป็นผู้รู้และเข้าใจในแต่ละเรื่องอย่างแท้จริง
สามารถนำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง ถูกเวลา และเหมาะสม
การเรียนรู้มี 2 อย่าง เรียนรู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้และเรียนรู้สิ่งที่เรารู้ให้รู้มากขึ้น
นักปราชญ์บอกไว้ว่า ความรู้ที่แท้จริง คือการ "รู้ว่าเรารู้อะไร” และ "รู้ว่าเราไม่รู้อะไร” เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้น ให้ค้นหาความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ
กระบวนการเรียนรู้ของบุคคล เริ่มจาก ความปรารถนาของตน (Personal Vision) ถูกตั้งไว้ และกำหนดเป็นเป้าหมายใน
ขั้นตอนของชีวิต เรียนรู้รูปแบบ ความคิดแห่งตนและผู้อื่น (Mental Model) อย่างเข้าใจ
ให้ความสำคัญกับ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน (Shared vision) อย่างเปิดใจกว้าง และรับฟัง
ร่วมแรงร่วมใจทำงานเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จร่วมกัน (Team Llearning)
รู้จักการคิดเชิงระบบ (System thinking) มีทักษะการวิเคราะห์ มองเหตุผล และมองเห็น คาดการณ์ ผลลัพธ์ในอนาคตได้ และสามารถสังเคราะห์กระบวนการที่สามารถนำไป สู่ความสำเร็จที่ต้องการ ได้
ความรู้ดังกล่าวของบุคคลในกลุ่มที่อยู่ร่วมกัน สามารถ นำไปสู่ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) และสังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Society) ได้ในที่สุด อันเป็น สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสังคมโลกยุคใหม่ (New Society)ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง รวดเร็ว และไม่สิ้นสุด
4. ความเข้าใจในจิตวิทยาการบริหาร
ในการบริหารงาน คงจะไม่ผิดนักหากจะพูดว่าพูดคือ "การบริหารคน” นั่นเอง เพราะ คน เป็นผู้กำหนด วิธีการหรือระบบ (System) การได้มาและการบริหารการใช้ไปของทรัพยากร(Resource Management) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และผลสำเร็จของงาน การที่จะบริการคนซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ มีอารมณ์ และการแสดงออกที่ซับซ้อน ไม่ตรงไปตรงมา และมักมี "เป้าหมายซ่อนเร้นแห่งตน (Hidden Agenda)" อยู่ภายในเสมอ ทำให้การบริหารยาก และไม่อาจ กำหนดผลลัพธ์ อย่างตรงไปตรงมา ได้ ผู้นำที่เข้าใจจิตใจ ของมนุษย์ หากสามารถวิเคราะห์ผลกระทบของเหตุการณ์ต่อจิตใจของคนได้ ก็จะสามารถคาดเดา พฤติกรรม แสดงออกของคนคนนั้นได้ไม่อยาก และสามารถที่จะสร้างสถานการณ์รองรับไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกัน ผลเสียหายจากปฏิกริยาตอบโต้ของคนได้
ข้อสุดท้าย สำคัญมาก คือ 5. การเป็นคนดี "Good Person”
คนเก่งและคนดีเป็นของคู่กัน แต่บางครั้งไม่ไปด้วยกัน "คนเก่ง” สร้างได้ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งแก่เฒ่า โดยการเรียนรู้ทุ่มเท แต่ "คนดี" สร้างได้ยากกว่านักจนบางครั้งก็สร้างไม่ได้เลย คนเรามีการพัฒนา Super ego ซึ่งได้แก่ มโนธรรม และอุดมคติแห่งตนในช่วงวัยเด็ก 5-10 ขวบ จากนั้นสิ่งที่ได้รับ มาจะกลายเป็น โครงสร้างพฤติกรรม ของคนๆ นั้น(Frame of Reference)เขาจะใช้มัน ปรับให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ที่สัมผัสโดยใช้ กระบวนการ ที่ซับซ้อนมากขึ้น การเป็นคนดีจะต้องมี การพัฒนาส่วนของ Super ego ของคนๆนั้น มาแล้ว เป็นอย่างดีโดย พ่อแม่ครูอาจารย์ ในช่วงปฐมวัย เมื่อเติบใหญ่ จะเป็นคนที่สามารถ ปรับสมดุล ในตนเองให้ได้ระหว่าง "กิเลส” จาก จิตเบื้องต่ำขับเคลื่อน ด้วย สัญชาติญาณแห่ง ความต้องการ ที่รุนแรงที่ไม่ต้องการเงื่อนไขและข้อจำกัดใดๆ กับ "มโนธรรม” ที่ขับเคลื่อนด้วย ความปารถนา ในอุดมคติแห่งตนที่เต็มไปด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดคนดี ควรมีคุณสมบัติดังนี้
มีความรู้ ไหวพริบ เฉลียวฉลาด (IQ= Intelligence Quatient) รู้แจ้งถึงความดีความชั่ว รู้ที่จะเอาตัวรอด จากเล่ห์อุบายของตัณหา คนชั่ว และนำพาตนเองและผู้คนให้เห็นแจ้งในทางที่ดีควร ประพฤติปฏิบัติได้
มีความอดกลั้น สติตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยุ (EQ= Emotional Quatient) จนตกอยู่ในห้วง"กิเลส” คือ โลภะ โทสะ และโมหะ และเกิดปัญญาในการแก้ไข สร้างสรรค์ และเล็งเห็น ผลเลิศในระยะยาวได้
มีความอดทน มุ่งมั่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค (AQ= Adversity Quatient) พร้อมที่จะเสียสละแรงกาย เพื่อให้ได้มาซึ่งอุดมคติแห่งตน และความดีที่ยึดมั่น ไม่หวั่นไหว ต่อความลำบากและอุปสรรคใดๆ
ไม่เป็นผู้ยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนเกินพอดี(VQ= Void Quatient)รู้ที่จะ ปรับเปลี่ยน ตนเอง ตลอดเวลาให้สอดคล้องกับสภาวะการณ์ที่มี การเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอย่างเหมาะสม เป็นผู้มีศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม (MQ= Moral Quatient) มีสำนึกของ "ความผิดชอบชั่วดี” มีความละอายใจต่อบาป ไม่ประพฤติชั่ว มุ่งทำแต่ความดี มีจิตใจที่ผ่องใส
ทั้งหมดนี่หล่ะ คือสิ่งที่ผู้นำยุคนี้ควรมีเป็นพื้นฐานที่สุด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น