แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ W : Wednesday แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ W : Wednesday แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

New Idea of Organization Management

เราเคยสังเกตหรือไม่ว่าทำไมคนสมัยก่อนมีแต่โรคหวัด โรคอหิวาตกโรค ท้องเสีย ไข้ทรพิษ โรคเรื้อน ฯลฯ คงไม่มีโรคเอดส์หรือโรคที่แปลกๆเหมือนสมัยนี้ ทั้งนี้เพราะการใช้ชีวิตของคนในสมัยก่อนอยู่บนพื้นฐานของความเรียบง่ายและไม่เหินห่างจากธรรมชาติ ไม่เปิดโอกาสให้โรคมีวิวัฒนาการอะไรมากมาย แต่พอสมัยนี้การดำเนินชีวิตของคนเปลี่ยนไปตามความเจริญของโลก บริโภคอาหารสังเคราะห์ บริโภคอาหารปนเปื้อนสารเคมี ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมลภาวะเป็นพิษ นวตกรรมต่างๆที่มนุษย์คิดค้นขึ้นด้านหนึ่งคือสร้างประโยชน์มหาศาล แต่อีกด้านหนึ่งคือโทษมหันต์เหมือนกัน เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็นเครื่องอำนวยความสะดวก เมื่อหมดอายุลง อุปกรณ์เหล่านี้ก็จะกลายเป็นสารพิษพร้อมที่จะทำลายมนุษย์ได้เสมอ พูดง่ายๆคือยิ่งเจริญก้าวหน้าทางวัตถุมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้มนุษย์เรามีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและโรคใหม่ๆเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

องค์กรก็เช่นเดียวกันในสมัยก่อนปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กร ก็ไม่ค่อยมีอะไรซับซ้อนมากเหมือนสมัยนี้ ปัญหาองค์กรมักจะเป็นเรื่อง ไม่มีเงินทุน ขาดแรงงานที่มีฝีมือ หาแรงงานไม่ได้ วัตถุดิบไม่พอ การขนส่งไม่ทันเวลา การผลิตมีของเสียเยอะ เครื่องจักรไม่ทันสมัย ฯลฯ แต่สมัยนี้มีทั้งปัญหาการเมืองในองค์กร การเมืองในธุรกิจ ปัญหาที่เกิดจากความซับซ้อนของเทคโนโลยีในการผลิต ปัญหาต้นทุนของเงินทุนเทียบกับความคาดหวังของนักลงทุน ปัญหาจากกฎระเบียบข้อบังคับของระบบมาตรฐานสากล กฎหมาย ข้อกำหนดของลูกค้า ตลาดหลักทรัพย์ หลักบรรษัทภิบาล ปัญหาวัฒนธรรมองค์กร ปัญหาสไตล์ของผู้นำองค์กร ปัญหาจริยธรรมในการทำงาน ปัญหาเรื่องภาพลักษณ์องค์กร ฯลฯ
สำหรับแนวทางการรักษาผู้ป่วยในสมัยก่อนก็ไม่มีวิธีการอะไรที่ซับซ้อนมากมาย เป็นปวดหัวตัวร้อน ท้องเสีย ก็รักษาตามอาการ เป็นอะไรก็ไปหาหมอที่เก่งด้านนั้น เป็นหลายอาการก็ไปหาหมอทีท่านเพื่อแก้ปัญหาทีละอาการ เท่านี้ก็สามารถรักษาผู้ป่วยให้หายเป็นปกติได้แล้ว แต่เมื่อโรควิวัฒนาการขึ้น แนวทางการรักษาแบบเดิมคงจะใช้ไม่ได้ผล เพราะโรคบางโรคไม่สามารถรักษาตามอาการได้แล้ว เนื่องจากอาการนั้นเป็นแค่ผลเท่านั้น ไม่ใช่สาเหตุ โรคบางโรคให้คุณหมอที่เก่งเรื่องเดียวท่านเดียวรักษาไม่ได้แล้ว เพราะโรคบางโรคมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับระบบในร่างกายหลายระบบ เราจะเห็นว่าสมัยนี้การรักษาโรคเริ่มเปลี่ยนจากการใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านรักษาไปตามอาการ มาเป็นการรักษาโดยใช้ทีมที่มาจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขามาร่วมกันรักษา ตั้งแต่การวินิจฉัยโรค การกำหนดทางเลือกในการรักษา การดำเนินการรักษา ตลอดจนการติดตามประเมินและสรุปผลการรักษา ซึ่งจะทำร่วมกันในทุกขั้นตอน เพราะบางครั้งการรักษาโดยใช้การผ่าตัดอาจจะส่งผลกระทบเรื่องหนึ่ง รักษาโดยการฉายแสงก็จะส่งผลกระทบอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าใช้ผู้เชี่ยวชาญเพียงด้านเดียว การรักษาผู้ป่วยก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนสมัยก่อน

การจัดการกับปัญหาในองค์กรสมัยใหม่ก็เช่นเดียวกัน คงไม่สามารถปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่ง หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง อาชีพใดอาชีพหนึ่ง แก้ปัญหาด้วยตัวเองได้แล้ว เช่น ปัญหาสินค้าเดทสต๊อก ถ้าเราปล่อยให้คนดูแลสต๊อกเป็นคนจัดการเหมือนสมัยก่อน คงไม่ได้ผลแล้ว เพราะสมัยก่อนการผลิตส่วนใหญ่เป็นแบบผลิตเก็บเข้าสต๊อก และเบิกไปขาย ถ้าบริหารสต๊อกดีก็ไม่มีสินค้าเดทสต๊อกอย่างแน่นอน แต่ปัจจุบันระบบการบริหารสต๊อกซับซ้อนกว่าเดิม เพราะมีระบบการบริหารจัดการสต๊อกเปลี่ยนไป ใช้ระบบแทนคน มีทั้งผลิตเข้าสต๊อก ผลิตตามออเดอร์ บริการดูแลสต๊อกให้ลูกค้า จ้างคนอื่นเก็บสต๊อก การสต๊อกสินค้าเพื่อเก็งกำไร ความผันผวนของความต้องการของตลาด ความไม่แน่นอนของวัตถุดิบ ความหลากหลายของสินค้า มาตรฐานการจัดเก็บที่แตกต่างกัน ฤดูกาลของสินค้า ความคุ้มค่าในการผลิต การบริหารสต๊อกเพื่อสร้างความได้เปรียบคู่แข่งขัน ฯลฯ

เมื่อเป็นเช่นนี้ การจัดการกับปัญหาต่างๆในองค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนไปจากเดิมเช่นกัน จากเดิมที่แก้ปัญหาตามอาการ แก้ปัญหาโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเฉพาะเรื่องมาเป็น “การบริหารจัดการบนพื้นฐานของโซลูชั่น (Solutions Based Management)” หมายถึงการบริหารจัดการโดยยึดเอาปัญหาหรือประเด็นใดประเด็นหนึ่งเป็นตัวตั้งแล้วระดมผู้เชี่ยวชาญในทุกๆด้านที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นมาช่วยกันกำหนดแนวทางในการจัดการกับปัญหาหรือพัฒนาเรื่องนั้นๆให้ตลอดจนสรุปได้ว่าได้ผลหรือไม่
ตอนนิ้บางองค์กรเริ่มนำแนวทางนี้มาใช้บ้างแล้ว แต่มักจะอยู่ในรูปของคณะทำงาน เช่น คณะทำงานเพื่อแก้ปัญหาสินค้าล้นสต๊อก คณะทำงานเพื่อออกสินค้าใหม่ คณะทำงานเพื่อจัดการกับข้อร้องเรียนลูกค้า ฯลฯ เหตุผลที่ยังเป็นรูปแบบคณะทำงานอยู่ก็เพราะว่าทุกคนยังมีงานประจำที่ต้องทำตามหน้าที่ตามวิชาชีพของตัวเองอยู่ แต่ในอนาคตงานที่ต้องทำงานเป็นทีมจะเริ่มมีมากขึ้น งานประจำตามวิชาชีพจะลดน้อยลงเพราะระบบและเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยทำงานแทนมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อไปการจัดโครงสร้างการบริหารจัดการในองค์กรอาจจะต้องเปลี่ยนไปเป็นการจัดโครงการตามตามโซลูชั่น เช่น อาจจะมีหน่วยงาน Service Solution, Product Solution, Customer solution, Finance solution, Logistics solution, Quality solution ฯลฯ ซึ่งแต่ละหน่วยงานอาจจะประกอบไปด้วยคนจากสหสาขาอาชีพที่ต้องมาทำงานร่วมกัน และอาจจะต้องมีหน่วยงานกลางที่คอยกำกับดูแลภาพรวมของทุกโซลูชั่น (ISC : Integrated Solutions Center) เพื่อหาจุดสมดุลในภาพรวมของทั้งองค์กร
รูปแบบของการบริหารงานบนพื้นฐานของโซลูชั่นในอนาคคต แตกต่างจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันตรงที่ไม่ใช่รอปัญหาเกิดแล้วค่อยคิดโซลูชั่น แต่องค์กรต้องคิดโซลูชั่นที่เป็นไปได้ทั้งหมดไว้ก่อนล่วงหน้า เพราะโซลูชั่นบางอย่างเป็นโซลูชั่นเพื่อการพัฒนา และถ้าเรามีโซลูชั่นอยู่บนชั้นของการบริหารจัดการ แสดงว่ามันพร้อมที่จะถูกนำออกมาใช้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาพัฒนา ค้นหา หรือปรับแต่งให้เสียเวลา ดังนั้น องค์กรจำเป็นต้องให้ทุกยูนิตคิดโซลูชั่นขึ้นมาให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา และเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนก็ต้องปรับเปลี่ยนโซลูชั่นนั้นๆให้ทันสมัยอยู่เสมอ


ผมเชื่อว่าในอนาคตองค์กรไหนได้นำเอาแนวคิดเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับ Solutions Based Management ที่ได้นำเสนอนี้ไปใช้ก่อน องค์กรนั้นน่าจะก้าวหน้าและพัฒนาองค์กรได้ดีกว่าและเร็วกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ และน่าจะเป็นผู้นำในการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่งอย่างแน่นอนครับ

วันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Team Learning


การเรียนรู้เป็นทีม หมายถึง การที่สมาชิกในองค์การเกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างสมาชิกด้วยกัน ซึ่งสมาชิกแต่ละคนในทีม
จะมีอิทธิพลส่งเสริมการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนความรู้และเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่องการเรียนรู้เป็นทีม
(Team Learning) เป็นวินัยที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญา อารมณ์ สังคม และจิตใจ โดยเริ่มจากตนเอง และพัฒนาความรู้ร่วมกับผู้อื่น
ในทีมเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเป็นกระบวนการของการจัดแนวคิด แนวปฏิบัติให้สอดคล้องกัน มีจุดมุ่งหมายในการทำงานให้
บรรลุผลสำเร็จที่ตั้งใจไว้ไปในแนวทางเดียวกันเป็นการพัฒนาศักยภาพของทีมงาน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่สมาชิกทุกคนต้องการ
อย่างแท้จริง

ความสำคัญและประโยชน์ของการเรียนรู้เป็นทีม การเรียนรู้เป็นทีม เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับการเรียนร
ู้ให้เกิดขึ้น ในขณะทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งช่วยขยายความรู้ความสามารถของพนักงานในขณะทำงานร่วมกัน เนื่องจาก
การเรียนรู้เป็นทีมเป็นคุณลักษณะที่ปฏิบัติได้จริง มิใช่แค่ทฤษฎี อีกทั้งการเรียนรู้ของทีม (Team leaning) เป็นรูปแบบการพัฒนา
การทำงานเป็นทีมที่มีลักษณะข้ามฝ่ายงาน (Cross Functional) ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ การเรียนรู้เป็นทีม สามารถสร้างคุณค่าของทีมให้อยู่เหนือกว่าคุณค่า ของบุคคล โดยการนำความแตกต่างและ
ศักยภาพของแต่ละคนในทีมนั้นผสมผสาน เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพเหล่าให้เกิดเป็น "พลังแห่งความหลากหลาย" ทำให้การทำงาน
ร่วมกันเป็นทีมมี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การเรียนรู้เป็นทีมในระหว่างการทำงานร่วมกันช่วยสร้างความเชื่อ ค่านิยม เป้าประสงค์
ขององค์กร นอกจากนี้ยังเสริมสร้างบรรยากาศที่กระตุ้นให้คนในองค์กร เห็นความสำคัญที่จะต้องเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงและ
พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและความรู้
ข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ และความต้องการทางสังคม รวมทั้งบทบาทของทีมงาน จะมีความสำคัญยิ่งในองค์กร ยุคสมัยใหม่เนื่องจาก
จะเป็นเวทีของการตัดสินใจที่สำคัญ

พฤติกรรมการเรียนรู้ในการเรียนรู้เป็นทีม

ถ้ามองลงไปให้ลึก จะพบว่าพวกเราทุกคนเป็นนักเรียนทั้งสิ้น ไม่เพียงเพราะธรรมชาติของเราที่ต้องเรียนรู้เท่านั้น แต่เรายัง
รักที่จะเรียนด้วย ตลอดชีวิตของมนุษย์ ย่อมต้องมีการเรียนรู้เกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองหรือได้รับการสั่งสอนจาก
บุคคลอื่น การเรียนรู้ ทำให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติสุข

พฤติกรรมการเรียนรู้ในการเรียนรู้เป็นทีม เป็นด้านที่แสดงถึงการที่สมาชิกในทีม ได้รับการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อ
เนื่อง ตลอดเวลา มีความมั่นใจในการปฏิบัติงาน มีความรับผิดชอบต่อการพัฒนาตนเอง เรียนรู้จากประสบการณ์ ในการทำงานให
้บรรลุเป้าหมาย โดยจำเป็นจะต้องค้นคว้าหาความรู้ ไม่เฉพาะความรู้เกี่ยวกับงานที่ทำอยู่เท่านั้น แต่ต้องมีความรู้รอบตัวที่เกี่ยว
เนื่องกับงานที่ทำอยู่ด้วย และที่สำคัญคือการเรียนรู้จากบุคคลรอบตัว (Collaborative Learning) ในระหว่างผู้ร่วมงานภายในองค์กร
รวมถึงการเรียนรู้จากบุคคลภายนอกองค์กร หรือจากผู้ที่เกี่ยวข้องในงานที่อาจจะพบปะกันเพียงครั้งคราว อาทิ ลูกค้า ผู้จัดจำหน่าย
คู่ค้า (Supplier) พันธมิตร (Partners) ชุมชน (Community) เป็นการเรียนรู้ร่วมกันจากทุกคนรอบตัว แสวงหาความรู้อยู่เป็นนิจ วิธี
การเรียนรู้จากบุคคลอื่น อาจทำได้โดยการศึกษาลูกค้าของสินค้าและบริการนั้นๆ โดยการศึกษาข้อมูลย้อนกลับจากลูกค้า หรือการ
สังเกตปฏิกิริยาของลูกค้าในสภาพจริงและคิดเสมอว่า ความรู้เป็นสิ่งประเทืองปัญญาหรือเป็นความเจริญงอกงามทางปัญญาที่เกิด
ขึ้นได้ทุกเรื่องตลอดเวลา ทุกสถานการณ์

พฤติกรรมการสื่อสารในการเรียนรู้เป็นทีม

การสื่อสารในการเรียนรู้เป็นทีม เป็นการแสดงออกถึงพฤติกรรมและค่านิยมที่ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องของทีม ลักษณะ
เชิงพฤติกรรมของการสื่อสาร เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความแตกต่างของประสิทธิภาพของทีมแต่ละทีม จากการศึกษาลักษณะการเรียนร
ู้เป็นทีม พบว่า พฤติกรรมการสื่อสารในการเรียนรู้เป็นทีมประกอบด้วยความเชี่ยวชาญในการสนทนา(Dialogue)และการอภิปราย
(Discussion) ดังนี้

การสนทนา (Dialogue) ในการเรียนรู้เป็นการพูดคุยร่วมกันของสมาชิกในทีม โดยสมาชิกแสดงความรู้สึกหรือความเห็นใน
เรื่องต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ รับฟังสิ่งที่อยู่ในใจและร่วมคิดด้วยกันอย่างจริงใจ ทุกคนในทีมจะพูดด้วยความเคารพต่อความคิดเห็นของ
กันและกัน เปิดเผยความคิดและความรู้สึกโดยปราศจากความกลัวหรือความอาย การรับฟังทัศนคติ มุมมองและข้อสงสัยของผู้อื่น
อย่างตั้งใจ ละความคิดเห็นเดิมๆ ของตนเองไว้ ทำให้เข้าใจมุมมองต่าง ๆ ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น เกิดสมมติฐานใหม่ซึ่งจะหาไม่ได้จาก
การพูดคุยกันเฉพาะบุคคล ช่วยให้ทีมสามารถแก้ปัญหาที่ยากและสลับซับซ้อนจากความคิดอันหลากหลาย ทั้งนี้เป้าหมายของการ
สนทนา คือ เพื่อแสวงหาความหมายหรือสร้างความเข้าใจใหม่ในเรื่องที่คลุมเครือ ไม่แน่ใจ หรืออยากจะตีความ ตลอดจนเพื่อสำรวจ
ความคิดความเชื่อของแต่ละคน ทำให้เราได้มีโอกาสสังเกตและค้นพบความเชื่อของตนเอง และผู้อื่นมีความเข้าใจแตกต่างกันเช่นไร
ทำให้ได้รับรู้ความคิดที่หลากหลาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องได้ข้อตกลง หรือข้อสรุปหลักจากการสนทนานั้นแต่เป็นการยกระดับทัศนคติของ
สมาชิกให้สูงขึ้น สร้างความเข้าใจในความรู้สึกของกันและกันมากขึ้น ซึ่งในบางครั้งการสนทนาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความ
คิดเห็นหรือพฤติกรรมของสมาชิกอย่างถาวร และอาจช่วยการตัดสินใจในอนาคต

การอภิปราย (Discussion) ในการเรียนรู้เป็นทีมสมาชิกแต่ละคนจะแสดงความคิดเห็นของตนเองโดยมีการแลกเปลี่ยนความ
คิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างเต็มที่และแสดงเหตุผล ปกป้องความคิดเห็นของตนเพื่อให้สมาชิกทุกได้วิเคราะห์สถานการณ์ทั้งหมดการ
อภิปรายเน้นการวิเคราะห์และแยกประเด็นที่สนใจออกเป็นส่วนๆเป็นการแสดงเหตุผลเพื่อให้สมาชิกในทีมยอมรับแนวคิดมุมมองที่ตน
เสนอเป้าหมายของการอภิปราย คือเพื่อการตัดสินใจเลือกหาข้อตกลง ข้อสรุป หรือหาทางแก้ปัญหาที่มีการตกลงร่วมกันเพื่อใช้เป็น
แนวทางการปฏิบัติของทีมในช่วงเวลานั้น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม การอภิปรายมีความจำเป็นต้องปฏิบัติควบคู่กับการสน-
ทนา และควรจัดให้มีการสนทนากันก่อนเพื่อช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในการอภิปรายต่อไป

นอกจากการใช้การสนทนาและการอภิปรายแล้ว อาจใช้เทคนิคของการบริหารงานเป็นทีม (Team Management) ซึ่งเป็นเรื่อง
ของการใช้ความสามารถของหัวหน้าทีมในความเป็นผู้นำ (Leadership) และความเข้าใจในจิตวิทยาของการบริหารทีมงานเพื่อให้เกิด
การเรียนรู้จากผลสำเร็จ หรือความผิดพลาดร่วมกัน หรือใช้เทคนิคของการบริหารโครงการธุรกิจ (Business Project Management)
โดยบริหารในรูปโครงการ มีหัวหน้าและสมาชิกในโครงการมีจุดเริ่มต้น และกำหนดแล้วเสร็จที่ชัดเจน มีกิจกรรมพร้อมผู้รับผิดชอบ
ตลอดจนมีกระบวนการของการบริหารอย่างเป็นระบบโดยทุกคนในโครงการจะมีโอกาสได้รับความรู้ความเข้าใจในงานทุกขั้นตอน
โดยเท่าเทียมกัน

สรุปได้ว่าการเรียนรู้เป็นทีมจะต้องมีการทำงานร่วมกันเป็นทีมและเครือข่าย (Team Work and Networking) ตระหนักถึงความ
ร่วมมือกัน การแบ่งปันการทำงาน และการแก้ปัญหาร่วมกัน การเรียนรู้เป็นทีม จึงเน้นการทำงานร่วมกันเป็นทีมในทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต
่การเรียนรู้ การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สามัคคีกัน ขยันคิด ขยันเรียนรู้ และขยัน โดยใช้เทคนิคของการสนทนา (Dialogue) การอภิปราย
(Discussion) การบริหารทีมงาน และการบริหารโครงการเข้ามาช่วย ซึ่งเปรียบเสมือนการถ่ายทอดอัจฉริยภาพหรือถ่ายทอดวิธีการ
ปฏิบัติที่นำไปสู่ความสำเร็จระหว่างกันและกัน ทำให้เกิดพัฒนาการขึ้นในเวลาอันรวดเร็วและได้ประสิทธิผลสูงสุด

วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Solutions Based Management

เราเคยสังเกตหรือไม่ว่าทำไมคนสมัยก่อนมีแต่โรคหวัด โรคอหิวาตกโรค ท้องเสีย ไข้ทรพิษ โรคเรื้อน ฯลฯ คงไม่มีโรคเอดส์หรือโรคที่แปลกๆเหมือนสมัยนี้ ทั้งนี้เพราะการใช้ชีวิตของคนในสมัยก่อนอยู่บนพื้นฐานของความเรียบง่ายและไม่เหินห่างจากธรรมชาติ ไม่เปิดโอกาสให้โรคมีวิวัฒนาการอะไรมากมาย แต่พอสมัยนี้การดำเนินชีวิตของคนเปลี่ยนไปตามความเจริญของโลก บริโภคอาหารสังเคราะห์ บริโภคอาหารปนเปื้อนสารเคมี ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมลภาวะเป็นพิษ นวตกรรมต่างๆที่มนุษย์คิดค้นขึ้นด้านหนึ่งคือสร้างประโยชน์มหาศาล แต่อีกด้านหนึ่งคือโทษมหันต์เหมือนกัน เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็นเครื่องอำนวยความสะดวก เมื่อหมดอายุลง อุปกรณ์เหล่านี้ก็จะกลายเป็นสารพิษพร้อมที่จะทำลายมนุษย์ได้เสมอ พูดง่ายๆคือยิ่งเจริญก้าวหน้าทางวัตถุมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้มนุษย์เรามีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและโรคใหม่ๆเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

องค์กรก็เช่นเดียวกันในมัยก่อนปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กร ก็ไม่ค่อยมีอะไรซับซ้อนมากเหมือนสมัยนี้ ปัญหาองค์กรมักจะเป็นเรื่อง ไม่มีเงินทุน ขาดแรงงานที่มีฝีมือ หาแรงงานไม่ได้ วัตถุดิบไม่พอ การขนส่งไม่ทันเวลา การผลิตมีของเสียเยอะ เครื่องจักรไม่ทันสมัย ฯลฯ แต่สมัยนี้มีทั้งปัญหาการเมืองในองค์กร การเมืองในธุรกิจ ปัญหาที่เกิดจากความซับซ้อนของเทคโนโลยีในการผลิต ปัญหาต้นทุนของเงินทุนเทียบกับความคาดหวังของนักลงทุน ปัญหาจากกฎระเบียบข้อบังคับของระบบมาตรฐานสากล กฎหมาย ข้อกำหนดของลูกค้า ตลาดหลักทรัพย์ หลักบรรษัทภิบาล ปัญหาวัฒนธรรมองค์กร ปัญหาสไตล์ของผู้นำองค์กร ปัญหาจริยธรรมในการทำงาน ปัญหาเรื่องภาพลักษณ์องค์กร ฯลฯ
สำหรับแนวทางการรักษาผู้ป่วยในสมัยก่อนก็ไม่มีวิธีการอะไรที่ซับซ้อนมากมาย เป็นปวดหัวตัวร้อน ท้องเสีย ก็รักษาตามอาการ เป็นอะไรก็ไปหาหมอที่เก่งด้านนั้น เป็นหลายอาการก็ไปหาหมอทีท่านเพื่อแก้ปัญหาทีละอาการ เท่านี้ก็สามารถรักษาผู้ป่วยให้หายเป็นปกติได้แล้ว แต่เมื่อโรควิวัฒนาการขึ้น แนวทางการรักษาแบบเดิมคงจะใช้ไม่ได้ผล เพราะโรคบางโรคไม่สามารถรักษาตามอาการได้แล้ว เนื่องจากอาการนั้นเป็นแค่ผลเท่านั้น ไม่ใช่สาเหตุ โรคบางโรคให้คุณหมอที่เก่งเรื่องเดียวท่านเดียวรักษาไม่ได้แล้ว เพราะโรคบางโรคมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับระบบในร่างกายหลายระบบ เราจะเห็นว่าสมัยนี้การรักษาโรคเริ่มเปลี่ยนจากการใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านรักษาไปตามอาการ มาเป็นการรักษาโดยใช้ทีมที่มาจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขามาร่วมกันรักษา ตั้งแต่การวินิจฉัยโรค การกำหนดทางเลือกในการรักษา การดำเนินการรักษา ตลอดจนการติดตามประเมินและสรุปผลการรักษา ซึ่งจะทำร่วมกันในทุกขั้นตอน เพราะบางครั้งการรักษาโดยใช้การผ่าตัดอาจจะส่งผลกระทบเรื่องหนึ่ง รักษาโดยการฉายแสงก็จะส่งผลกระทบอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าใช้ผู้เชี่ยวชาญเพียงด้านเดียว การรักษาผู้ป่วยก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนสมัยก่อน
การจัดการกับปัญหาในองค์กรสมัยใหม่ก็เช่นเดียวกัน คงไม่สามารถปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่ง หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง อาชีพใดอาชีพหนึ่ง แก้ปัญหาด้วยตัวเองได้แล้ว เช่น ปัญหาสินค้าเดทสต๊อก ถ้าเราปล่อยให้คนดูแลสต๊อกเป็นคนจัดการเหมือนสมัยก่อน คงไม่ได้ผลแล้ว เพราะสมัยก่อนการผลิตส่วนใหญ่เป็นแบบผลิตเก็บเข้าสต๊อก และเบิกไปขาย ถ้าบริหารสต๊อกดีก็ไม่มีสินค้าเดทสต๊อกอย่างแน่นอน แต่ปัจจุบันระบบการบริหารสต๊อกซับซ้อนกว่าเดิม เพราะมีระบบการบริหารจัดการสต๊อกเปลี่ยนไป ใช้ระบบแทนคน มีทั้งผลิตเข้าสต๊อก ผลิตตามออเดอร์ บริการดูแลสต๊อกให้ลูกค้า จ้างคนอื่นเก็บสต๊อก การสต๊อกสินค้าเพื่อเก็งกำไร ความผันผวนของความต้องการของตลาด ความไม่แน่นอนของวัตถุดิบ ความหลากหลายของสินค้า มาตรฐานการจัดเก็บที่แตกต่างกัน ฤดูกาลของสินค้า ความคุ้มค่าในการผลิต การบริหารสต๊อกเพื่อสร้างความได้เปรียบคู่แข่งขัน ฯลฯ
เมื่อเป็นเช่นนี้ การจัดการกับปัญหาต่างๆในองค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนไปจากเดิมเช่นกัน จากเดิมที่แก้ปัญหาตามอาการ แก้ปัญหาโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเฉพาะเรื่องมาเป็น “การบริหารจัดการบนพื้นฐานของโซลูชั่น (Solutions Based Management)” หมายถึงการบริหารจัดการโดยยึดเอาปัญหาหรือประเด็นใดประเด็นหนึ่งเป็นตัวตั้งแล้วระดมผู้เชี่ยวชาญในทุกๆด้านที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นมาช่วยกันกำหนดแนวทางในการจัดการกับปัญหาหรือพัฒนาเรื่องนั้นๆให้ตลอดจนสรุปได้ว่าได้ผลหรือไม่
ตอนนี้บางองค์กรเริ่มนำแนวทางนี้มาใช้บ้างแล้ว แต่มักจะอยู่ในรูปของคณะทำงาน เช่น คณะทำงานเพื่อแก้ปัญหาสินค้าล้นสต๊อก คณะทำงานเพื่อออกสินค้าใหม่ คณะทำงานเพื่อจัดการกับข้อร้องเรียนลูกค้า ฯลฯ เหตุผลที่ยังเป็นรูปแบบคณะทำงานอยู่ก็เพราะว่าทุกคนยังมีงานประจำที่ต้องทำตามหน้าที่ตามวิชาชีพของตัวเองอยู่ แต่ในอนาคตงานที่ต้องทำงานเป็นทีมจะเริ่มมีมากขึ้น งานประจำตามวิชาชีพจะลดน้อยลงเพราะระบบและเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยทำงานแทนมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อไปการจัดโครงสร้างการบริหารจัดการในองค์กรอาจจะต้องเปลี่ยนไปเป็นการจัดโครงการตามตามโซลูชั่น เช่น อาจจะมีหน่วยงาน Service Solution, Product Solution, Customer solution, Finance solution, Logistics solution, Quality solution ฯลฯ ซึ่งแต่ละหน่วยงานอาจจะประกอบไปด้วยคนจากสหสาขาอาชีพที่ต้องมาทำงานร่วมกัน และอาจจะต้องมีหน่วยงานกลางที่คอยกำกับดูแลภาพรวมของทุกโซลูชั่น (ISC : Integrated Solutions Center) เพื่อหาจุดสมดุลในภาพรวมของทั้งองค์กร
รูปแบบของการบริหารงานบนพื้นฐานของโซลูชั่นในอนาคคต แตกต่างจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันตรงที่ไม่ใช่รอปัญหาเกิดแล้วค่อยคิดโซลูชั่น แต่องค์กรต้องคิดโซลูชั่นที่เป็นไปได้ทั้งหมดไว้ก่อนล่วงหน้า เพราะโซลูชั่นบางอย่างเป็นโซลูชั่นเพื่อการพัฒนา และถ้าเรามีโซลูชั่นอยู่บนชั้นของการบริหารจัดการ แสดงว่ามันพร้อมที่จะถูกนำออกมาใช้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาพัฒนา ค้นหา หรือปรับแต่งให้เสียเวลา ดังนั้น องค์กรจำเป็นต้องให้ทุกยูนิตคิดโซลูชั่นขึ้นมาให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา และเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนก็ต้องปรับเปลี่ยนโซลูชั่นนั้นๆให้ทันสมัยอยู่เสมอ

ผมเชื่อว่าในอนาคตองค์กรไหนได้นำเอาแนวคิดเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับ Solutions Based Management ที่ได้นำเสนอนี้ไปใช้ก่อน องค์กรนั้นน่าจะก้าวหน้าและพัฒนาองค์กรได้ดีกว่าและเร็วกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ และน่าจะเป็นผู้นำในการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่งอย่างแน่นอนครับ

วันพุธที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560

ทำแบบนี้แล้วจะประสบความสำเร็จ (ต่อเนื่อง)

พฤติกรรมที่ทำแล้วประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จใครก็ต้องการ แต่ความสำเร็จจะรอพึ่งโชคชะตาหรือผู้อื่นคงไม่ได้ ตัวเราเองต่างหากที่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะไขว่คว้าความสำเร็จนั้นมาอยู่ในมือ ทองพันชั่ง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินรางวัลไคเซ็น (KAIZEN) ยอดเยี่ยม ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจัดโดยวิศวกรรมสถาน แห่งประเทศไทย ในงานประชุมวิชาการวิศวอุตสาหการแห่งชาติ 2010 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา ในวันที่ 16-17 ธันวาคม 2553 ในหัวข้อ เทคนิควิศวกรรมอุตสาหการ เพี่อพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน จากการที่ได้พิจารณาการนำเสนอจากทั้งหมด 26 ทีม ผมได้สังเกตเห็นพฤติกรรมที่เหมือนกันของสมาชิกในทุกกลุ่ม ซึ่งผมประทับใจ และคิดว่ามีประโยชน์กับผู้อ่าน ซึ่งสรุปพฤติกรรมหลักๆ ได้ 6 ข้อ ดังต่อไปนี้

พฤติกรรมที่ 1 เป็นคนช่างสังเกต โดยมักจะมองจุดเล็กจุดน้อย เพื่อนำมาปรับปรุงเสมอ ไม่ยอมปล่อยผ่าน แล้วนำมาเป็นหัวข้อเพื่อนำไปสู่การปรับปรุง โดยคิดว่า ดีกว่านี้ได้ไหม? เร็วกว่านี้ได้ไหม? ประหยัดกว่านี้ได้ไหม? สะดวกกว่านี้ได้ไหม? ปลอดภัยกว่านี้ได้ไหม? มีของเสียน้อยกว่านี้ได้ไหม? เป็นต้น แนวทางการพัฒนาตนเองให้เป็นคนช่างสังเกต ฝึกฝนให้เป็นผู้ที่มีความละเอียดรอบคอบในการปฏิบัติงาน โดยควรหมั่นตรวจสอบเพื่อค้นหาจุดบกพร่อง จุดผิดปกติ หรือสิ่งที่น่าจะเกิดปัญหา หรือความสูญเปล่าต่าง รวมไปถึงจุดที่อาจจะทำให้เกิดอันตราย

พฤติกรรมที่ 2 เป็นผู้ที่มีความตั้งใจ และไม่ย่อท้อ เพื่อเจอปัญหา หรืออุปสรรคื ก็ไม่ย่อท้อ ทำแล้วทำอีก แก้ไขแล้ว แก้ไขอีก ไม่ประสบความสำเร็จไม่เลิก ปรับปรุงให้ดีขึ้น ๆ อยู่เสมอ ไม่พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ โดยคิดว่า "วันนี้ต้องดีกว่าเมื่อวานนี้ และวันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้"
แนวทางการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่มีความตังใจ และไม่ย่อท้อ เพื่อฝึกทำงานภายใต้ภาวะกดดัน หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ และต้องมีวิน้ยไม่ทอดทิ้งก่อนที่จะดำเนินงานให้บรรลุผลสำเร็จ

พฤติกรรมที่ 3 ทำงานเป็นทีมเวอร์ค (TEAM) ด้วยความรัก และสามัคคี เพราะต้องช่วยกันเก็บข้อมูล ช่วยกันปรับปรุง ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ โดยรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนๆในทีม ถ้าหากทะเลาะกัน รับรอง ไม่รุ่งแน่นอน ซึ่งนี่ละครับ ไม่เพียงแต่การดำเนินกิจกรรมไคเซ็นเท่านั้น กิจกรรมอื่นๆ ก็ต้องอาศัย ความรัก ความเข้าใจ และความสามัคคี ด้วยเช่นกันครับ
แนวทางการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่ทำงานเป็นทีมด้วยความรัก และสามัคคี ต้องฝึกฝนตนเองให้เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น โดยไม่ยึดเอาความคิดของตนเองเป็นใหญ่ ทำงานแบบเป็นพี่ๆ น้องๆ ไม่ใช้อาอารมณ์ หรือนำเรื่องส่วตัวมาปนกับเรื่องงาน มีนำใจ พร้อมช่วยเหลือ และให้อภัยเสมอเมื่อเกิดข้อผิดพลาด แล้วพร้อมที่จะก้าวเดินไปด้วยกัน

พฤติกรรมที่ 4 ใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ โดยสังเกตได้จากการที่แต่ละกลุ่มต้องไปค้นคว้า เพื่อค้นคิดหาวิธีการใหม่ๆ ตามหลักวิชาการต่างๆ หรือแม้แต่การลองผิด ลองถูก เพื่อมาปรับปรุง และพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้น ซึ่งรวมไปถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ อีกด้วย แนวทางการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่ใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ อ่านให้มาก ฟังให้มาก จดให้มาก และคิดให้มาก และอุปกรณ์ง่ายๆที่ผมชอบใช้คือ การใช้สมุดบันทึกเล่มเล็กๆ (Note Book) พกใส่กระเป๋าเสื้อเสมอ เพื่อบันทึกสิ่งต่างๆที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ไอเดียดีๆ เด็ดๆ ที่ผ่านเข้ามาในสมอง ก็รีบบันทึกเอาไว้ทันที รับรองเรื่องดีๆ จะไม่มีตกหล่นอย่างแน่นอน

พฤติกรรมที่ 5 มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะสังเกตได้จากการที่แต่ละกลุ่มมีการค้นคิด ประดิษฐ์ ลดลอง นำเครื่องมือ เครื่องจักร ทั้งคิดใหม่ และนำของเก่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาทำให้เกิดประโยชน์อีกครั้ง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดีมากๆครับ แนวทางการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ อันนี้แนะนำว่า ต้องอ่านหนังสือ หรือค้นหาข้อมูลทาง Internet ที่สร้างความคิดสร้างสรรค์ (Idea) หรือไปศึกษาการใช้ เช็คลีสท์ของออสบอนด์ เพื่อสร้าสิ่งใหม่ๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องกล้าคิด กล้าฝัน และกล้าจินตนาการ บนพื้นฐานของความจริงนะครับ

พฤติกรรมที่ 6 มีความสามารถในการประสานงาน จะเห็นได้ว่าเกือบทุกเรื่องที่เราทำ เราทำด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ เราต้องอาศัยพึ่งพาอาศัยความรู้ และความช่วยเหลือจากผู้อื่นเสมอ ดังนั้นถ้าหากใครขาดศิลปะด้านนี้ แล้วละก็ การประสานงาน ก็จะเปลี่ยนะเป็นประสานงาทันทีโดยไม่ต้องสงสัย แนวทางการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่ความสามารถในการประสานงาน ควรเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักใช้คำพูดที่เหมาะสม (ประเภทพูดแบบ มะนาวไม่มีน้ำ อย่าทำเด็ดขาด) เช่นควรใช้ประโยคขอร้อง มากกว่าประโยคคำสั่ง และที่สำคัญอีกประการคือ ต้องรู้จักกาลเทศะ ควรเลือกเวลาที่เหมาะสมสะดวกทั้งผู้ที่เราไปขอความช่วยเหลือจากเขา และตัวเราเองด้วย ถ้าหากเขายุ่งอยู่ละก็ อย่าไปกวนใจเขาเด็ดขาดเชียวครับ เดี๋ยวงานจะไม่เดิน

จากแนวคิด และการพัฒนาพฤติกรรมทั้ง 6 ที่ผมได้นำมาแลกเปลี่ยนนี้ ท่านผู้อ่านก็ลองนำไปปฏิบัติดู รับรองได้เลยครับว่าท่านจะประสบความสำเร็จเหมือนกับผู้ที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันไคเซ็นนี้อย่างแน่นอน สุดท้ายขอฝากข้อคิดของ ริเชิร์ท เบิร์ด ที่ว่า "ผู้พยายามทำอะไรบางอย่างแล้วล้มเหลวนั้น ดีว่าผู้ที่ไม่พยายามทำสิ่งใดเลยแล้วสำเร็จอย่างใหญ่หลวง" ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านได้ในการปรับปรุง และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) ตามหลักคิดของไคเซ็น โชคดีทุกคนนะครับ

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การแจ้งผลการปฏิบัติงาน (มีเทคนิคอย่างสร้างสรรค์)

นี่ก็ใกล้สิ้นปีเข้าไปแล้ว ถ้าใครมีทีมงาน มีลูกน้องก็จะต้องรายงานทำเตรียมประเมินผล และถ้าสามารถทำการแจ้งกลับถึงผลงานที่ดีได้ ย่อมเป็นสิ่งดี แล้วยิ่งรู้ถึงเทคนิคการแจ้งผลการปฏิบัติงานอย่างสร้างสรรค์ได้ย่อมส่งผลดี
บทบาทที่หนักและยากอีกบทบาทหนึ่งของผู้ที่เป็นหัวหน้า กับการบริหารผลงาน ก็คือ การแจ้งผล
การปฏิบัติงาน ให้ลูกน้องได้รับทราบ และยอมรับในผลการประเมินนั้น ซึ่งทุก ๆ ปีในเทศกาลแจ้งผลงาน
จะมีลูกน้องส่วนหนึ่งดีใจกับผลประเมิน ในขณะเดียวกัน ลูกน้องอีกส่วนหนึ่งก็เสียใจ และบางคนไม่ยอมรับ
กับผลการประเมินนั้น ซึ่งบางองค์กรต้องประสบกับปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่าง หัวหน้าและลูกน้อง
ด้วยเหตุเกิดจากการแจ้งผลการประเมิน นั่นเอง
ดังนั้น หลายองค์กรจึงเตรียมพร้อมในเรื่องนี้ โดยการจัดอบรมหลักสูตร “Coaching & Feedback
ผลการปฏิบัติงาน” เพื่อพัฒนาให้หัวหน้าหรือผู้บริหาร มีศิลปะและทักษะในการแจ้งผลงานที่ดี
เพื่อจะทำให้ช่วงเวลาแห่งการแจ้งผลการประเมิน เป็นช่วงเวลาที่ดีต่อกันระหว่างหัวหน้าและลูกน้อง
การแจ้งผลการปฏิบัติงานของลูกน้อง ไม่ใช่เพียงแค่ระบุว่า ผลงานอยู่ในระดับใด สูงกว่ามาตรฐาน
เท่ากับ หรือต่ำกว่าระดับมาตรฐาน และคุณจะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นเท่าใดเท่านั้น การแจ้งผลงาน
ยังรวมไปถึงการให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) ทั้งในด้านบวก ได้แก่ การชมเชยถึงผลงานที่ทำได้ดี
และพฤติกรรมการทำงานที่ตั้งใจ เพื่อให้ลูกน้องภูมิใจและปฏิบัติเช่นนั้นต่อไป ซึ่งการให้ Feedback
ด้านบวก เป็นสิ่งที่หัวหน้า หรือผู้บริหารไม่เดือดร้อนใจ เพราะบอกได้ไม่ยาก ยกเว้น หัวหน้าหรือ
ผู้บริหารบางคนที่ไม่เคยชมลูกน้องมาก่อนเลย ก็อาจจะขัดเขินบ้างเล็กน้อย แต่การให้ข้อมูลย้อนกลับ
หรือ Feedback ด้านลบ เช่น การแจ้งว่าลูกน้องจำเป็นต้องแก้ไข ปรับปรุงพฤติกรรมการทำงานอย่างไร
และทำการ Coaching เพื่อให้ลูกน้องร่วมกันวางแผนที่จะปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นนั้น จำเป็นต้องใช้
คำพูดที่สร้างสรรค์เพราะถ้าพูดไม่ดีอาจทำให้เกิดความขัดแย้งได้ในทันที
การแจ้งเรื่อง พฤติกรรมการทำงาน ถือเป็นเรื่องยากในการพูดของหัวหน้า โดยเฉพาะหัวหน้า ซึ่ง
เป็นคนไทย เพราะวัฒนธรรมของคนไทยจะเป็นแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ถนอมน้ำใจ ไม่ชอบที่จะตำหนิหรือ
ดุว่าใคร จากเหตุผลนี้เองจึงทำให้ผู้บริหารคนไทยหลาย ๆ คน ไม่กล้าที่จะให้ Feedback ด้านลบแก่ลูกน้อง
หรือบางคนก็เกรงว่า หากให้ Feedback ด้านลบไปแล้ว จะทำให้ลูกน้องไม่ชอบตนเอง ก็เลยมอบแต่ซอง
เงินเดือนที่ระบุว่า จะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นเท่าใดเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้ลูกน้องไม่ทราบว่า ตลอดระยะเวลา
หนึ่งปีที่ผ่านมา ตนเองทำงานได้ตามที่หัวหน้าคาดหวัง หรือมีพฤติกรรมการทำงานเป็นอย่างไร จำเป็น
ต้องแก้ไข ปรับปรุงอะไร ดังนั้นในปีต่อ ๆ ไป ก็จะปฏิบัติงานด้วยรูปแบบเดิม ๆ อีก ทำให้ไม่เกิดการพัฒนา
ให้ดีขึ้น ผลงานโดยรวมของหน่วยงาน องค์กรก็ไม่ดีขึ้นอีกเช่นกัน
แต่สำหรับผู้บริหารหรือหัวหน้ามืออาชีพแล้ว นอกจากจะให้ความสำคัญกับการประเมินผลงาน
อย่างเป็นธรรมแล้ว ผู้บริหารหรือหัวหน้ามืออาชีพ ยังทำการบ้านไว้ก่อน โดยการเตรียมข้อมูลต่าง ๆ
สำหรับเป็นตัวช่วยสนับสนุนให้การแจ้งผลงานเป็นไปอย่างชัดเจน โดยมีความพร้อมที่จะแจ้งให้ลูกน้อง
แต่ละคนได้รับรู้และเห็นด้วยกับผลการประเมินนั้น แถมด้วยการแจ้งว่า หัวหน้าเต็มใจที่จะส่งเสริม และ
สนับสนุนให้ลูกน้องมีผลงานที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้บรรยากาศของการแจ้งผลงาน เป็นบรรยากาศที่
เข้าอกเข้าใจกัน และพร้อมที่จะร่วมมือกันปรับปรุงและพัฒนางานให้ดีขึ้น

ลองมาดูแนวทาง การแจ้งผลงานของหัวหน้ามืออาชีพกันนะคะว่า เขาเริ่มแจ้งผลงานและสิ้นสุด
การแจ้งผลงานกันอย่างไร ?
ขั้นตอนการแจ้งผลงานอย่างมืออาชีพ
1. สอบถามความคิดเห็นของลูกน้องเกี่ยวกับผลงานของตัวเขาเอง
2. สอบถามถึงปัญหาในการปฏิบัติงาน
3. แสดงถึงความใส่ใจ และการเต็มใจช่วยเหลือลูกน้อง
4. แจ้งผลการประเมินในมุมมองของหัวหน้า
5. ให้ Feedback พฤติกรรมการทำงานด้านบวก หรือลบ
6. แจ้งสิ่งที่จะหัวหน้าจะเข้ามาช่วยเหลือ รวมทั้งระบุสิ่งที่ลูกน้องจำเป็นต้องพัฒนาเพิ่มเติม
7. สอบถามว่า ลูกน้องต้องการที่จะพัฒนาความรู้ ทักษะด้านใดเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงาน
ปัจจุบัน หรือเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
นอกจากการเตรียมคำถาม คำบอกกล่าวต่าง ๆ ข้างต้นแล้ว ผู้บริหารหรือหัวหน้ามืออาชีพ ยังได้
มีการวิเคราะห์ลูกน้องแต่ละคนว่ามีสไตล์อย่างไร ทั้งนี้เพื่อจะได้สื่อสารให้ลูกน้องคนนั้น ๆ ได้เหมาะสม
เช่น บางคนชอบโวยวาย บางคนเงียบไม่พูด ไม่แสดงความคิดเห็น บางคนดื้อเงียบ บางคนไม่รับฟัง
เหตุผล เป็นต้น การวิเคราะห์สไตล์ลูกน้องอาจใช้เครื่องมือ เช่น DISC, Johary Window
หรือเครื่องมืออื่น ๆ
จะเห็นได้ว่า ศิลปะและทักษะการแจ้งผลงานอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่เรื่องยากเลยใช่ไหม ดังนั้น
หวังว่าการแจ้งผลงานปีนี้ ทุกท่านจะมีความเป็นมืออาชีพกันนะ

วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559

สบาย สบาย ในที่ทำงาน

แต่ละวันในออฟฟิศก็ยุ่งพออยู่แล้ว อย่าทำให้ชีวิตเรายุ่งยากไปด้วยอีกเลย นี่คือวิธีดูแลตัวเองง่ายๆ ที่ทำให้เป็นคนลัลล้าได้ ตั้งแต่ จันทร์ถึงศุกร์ ไม่เจ็บไม่ไข้ และใจเป็นสุข
1. เช็ดโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานอาทิตย์ละ 1 ครั้ง อาการ สิวขึ้นเป็นแถบที่ข้างแก้ม นั้นคือสิวที่เกิดจากโทรศัพท์ที่เราพูดลงไปทุกวัน ทั้งฝุ่น ทั้งน้ำลาย แต่ไม่ต้องห่วง สำลีชุบแอลกอฮอล์ช่วยคุณได้

2. ช้อนส้อม 1 ถ้วยกาแฟ 1 ฟองน้ำล้างจาน 1 ต้องมี! ไม่ ใช่ว่ารังเกียจ ไม่ได้ทำตัวเป็นคุณหนู แต่มีไว้ใช้เป็นของส่วนตัวสบายใจ สบายตัวที่สุด เพราะคุณจะรู้หรือว่าใครไม่สบายเป็นอะไรกันบ้าง แล้วคุณรู้มั้ยว่าฟองน้ำล้างจาน ตรงมุมกาแฟนั้น แม่บ้านเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

3. อย่าเด็ดขาด! อย่าใส่ชุดสีดำทึม เทาในวันที่ซึมเศร้า เบื่อหน่าย ไปทำงาน เพราะจะทำให้คุณรู้สึกแย่ไปกว่าเดิม

4. ดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-10 แก้ว เชื่อหรือไม่? ว่าอากาศในออฟฟิศที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำนั้น แห้งได้พอๆ กับทุ่งนากลางแจ้งผิวคุณก็จะขาดความชุ่มชื่นไปได้อย่างไม่รู้ตัว

5. ยิ้มทุกครั้งเวลาที่รับโทรศัพท์ จะช่วยให้เสียงสวยจนปลายสายอยากเห็นหน้า

6. ตั้งกระจกไว้ที่โต๊ะทำงาน ช่วยแก้ฮวงจุ้ยได้บ้าง แต่งงานหลักเอาไว้ให้เราได้ฝึกยิ้มอยู่เสมอ ยิ้มบ่อยๆ จะเครียดน้อยลง ใจจะสบายขึ้น

7. โหลดวอลล์เปเปอร์เป็นรูปขำๆ หรือวิวสวยๆ ไว้ที่หน้าจอ พักสายตาได้ดี

8. วางแฮนด์ครีมกลิ่นหอมๆ ถูกใจที่สุด ไว้ไกล้ๆ มือ หาบ่อยๆ กลิ่นหอมจะช่วยผ่อนคลายได้ แถมมือยังนุ่มตามมา

9. เลือกเพลงแจ๊สเบาๆ หรือ เป็นเพลงแบบมิวสิค บ็อกซ์ ใสๆ ฟังได้สบายๆ หรือจะเป็นเพลงคลาสสิกก็ดี คลื่นสมองเราจะทำงานได้สงบดีขึ้น แล้วจะเลือกแผ่นไหนดี ให้เลือกเพลงที่ฟังได้เพลินๆ ทำงานไปได้เรื่อย โดยที่ไม่รู้สึกว่าเสียสมาธินั่นละ

10. One free Day แค่ อาทิตย์ละวัน... วันไหนที่ไม่ต้องมีนัดกับใครไม่ต้องไปประชุมกับลูกค้า ยกเว้นนั้นให้ตัวเองได้ แต่งตัวสบายๆ หยุดพยายามสวยกันสักหนึ่งวัน

11. ขยับตัว ยืดหลัง 2 ครั้ง ต่อวัน... เป็นอย่างน้อย

12.วางคริสตัลหรือแท่งแก้ว หินสีไว้ที่โต๊ะทำงาน ศาสตร์ทางฮวงจุ้ยบอกว่าจะช่วยดูดพลังร้ายๆไป ศาสตร์เรื่องหินจะบอกว่า จะช่วยดูดซับพลังความร้อนจากคอมพิวเตอร์ได้

13. มีรองเท้าแตะไว้ที่ใต้โต๊ะ ไว้เปลี่ยนตอนเมื่อยๆจากรองเท้าส้นสูง

14. ซ่อนเก้าอี้ซักผ้าตัวเล็กๆ ไว้ใต้โต๊ะ ไว้พักขาา ยืดขาตอนเมื่อยๆ

15. เคลียร์โต๊ะทุกอาทิตย์ เคลียร์ เอกสาร ทุก 2 อาทิตย์ เรามักจะใช้เวลา 1 ใน 3 ของวันในการหาของหรือเอกสารที่ต้องการใช้ ถ้าเรามีโต๊ะที่ยุ่งเหยิง หาอะไรไม่เคยเจอ ยิ่งหายิ่งเครียด หงุดหงิด ทำงานไม่ได้ดี หมอดูเห็นก็จะทำนายว่าชีวิตการงานจะยุ่งเหยิง...(แม่นแน่ๆ)

16. ปัดฝุ่นบนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ก็ผลิตฝุ่นได้และมากอย่างที่เรานึกไม่ถึงด้วย วันละนิด วันละนิด

17. ลบเมล์ Delete ไฟล์ที่ไม่ใช้ใน Inbox ออกจากคอมพิวเตอร์บ้าง การทำงานจะง่ายขึ้น หาอะไรก็เจอ ความเครียดก็จะลดลง คล่องตัวขึ้น คอมพิวเตอร์ ก็เร็วขึ้นด้วย

18. Emergency Kit เพื่อความไม่ประมาท ควรมี 4 สิ่งนี้ติดลิ้นชักไว้เสมอ
* ผ้าอนามัย แค่สักชิ้นก็พอ เผื่อฉุกเฉิน
* แปรงสีฟัน+ยาสีฟัน+ควรใช้หลังอาหารเที่ยง หรือก่อนไปพบลูกค้า
* โรลออน หรือสเปรย์ระงับกลิ่นกายแบบแห้งเร็ว สำหรับวันไหนที่ร้อน และเหงื่อออกมากกว่าปกติ
* สเปรย์ระงับกลิ่นเท้า ปกติอาจจะไม่มี แต่ถ้าวันนั้นเดินมาก และเจอรองเท้าคู่อับ ก็มีสิททธิ์ได้ออกมาใช้เหมือนกัน

19. ใช้อุปกรณ์แฮนด์ฟรีหรือเฮดเซ็ท สำหรับคนที่ต้องคุยโทรศัพท์ทั้งวัน เพราะถ้าคุณเอียงคอ หนีบโทรศัพท์เรื่อยๆ มีโอกาสหมอนรองกระดูกอาจจะเสื่อม

20. รักงาน รักเพื่อน ร่วมงาน ทัศนคติ ที่ดีกับการทำงานจะช่วยให้คุณทำงานได้ดีขึ้น เหนื่อยน้อยกว่าที่ควรจะเป็นปัญหาทุกอย่างจะมีทางออกอยู่เสมอง เมื่อรู้สึกดีๆ กับงานที่ทำ กับคนที่ทำงานด้วยกัน ชีวิตจะเป็นสุข
เพียงเท่านี้ทุกๆ อย่างก็เกิดขึ้นแบบสบายๆ กัน


วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

ความสามารถ "คอม" ดีได้เจ๋ง

หวัดดี เพือนรักนักอ่าน นี่ก็เกือบจะหมดเดือนที่ 3 ของปี 2016 แล้ว เป้าหมายที่หลายคนตั้งไว้เป็นอย่างไรบ้าง ส่วนตัวผม..ก็บรรลุหลายอย่่าง ซึ่งในแต่ละอย่างล้วนสำเร็จด้วยการใช้ความสามารถทั้งสิ้น และหนึ่งในความสามารถนั้นคือ ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในโลกแห่งเทคโนโลยี ใครก็ตามที่ยังใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นจะกลายเป็นคนล้าหลัง และเป็นตัวเลือกที่จะไม่ถูกเลือกในการสมัครงานยุคปัจจุบัน พนักงานธุรการ เสมียน หรือเลขานุการยุคนี้ ต้องใช้คอมพิวเตอร์ได้คล่องแคล่ว อย่างน้อยก็ในโปรแกรมพื้นฐาน เช่น สามารถ Internet ค้นหาข้อมูลได้ รับ-ส่ง E-mail เป็น พิมพ์เอกสาร ทำตารางและใช้สูตรคำนวณ เบื้องต้น ด้วย Microsoft Word, Microsoft Excel และทำพรีเซนเทชั่นด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint ได้ เป็นต้น
คนทำงานที่ต้องการพัฒนาทักษะทางคอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง เรามีคำแนะนำที่คุณสามารถทำได้ไม่ยาก มาฝากดังนี้
1. ตั้งเป้าหมายว่าอยากจะพัฒนาทักษะคอมพิวเตอร์ในเรื่องใด
ก็ให้จดบันทึกลงไป จากนั้นให้ประเมินว่าคุณจะใช้เวลาเท่าไรในการฝึกฝนทักษะนั้นจนสามารถทำสำเร็จได้ตามเป้า เช่นคุณเป็นคนที่พิมพ์งานช้ามาก เนื่องจากยังพิมพ์สัมผัสไม่คล่อง ระหว่างพิมพ์ยังต้องคอยมองแป้มพิมพ์และใช้นิ้วจิ้มทีละตัว คุณอาจระบุเป้าหมายลงไปว่า จะต้องพิมพ์สัมผัสได้ในความเร็ว 30 คำต่อนาที ภายในเวลา 3 วัน โดยการฝึกพิมพ์นี้คุณสามารถดาวน์โหลดวิธีฝึกออนไลน์ที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายมาใช้ในการฝึกได้ หลังจากการฝึกในแต่ละครั้งให้คุณให้คะแนนตัวเองโดยเปรียบเทียบจากการฝึก ในครั้งที่ผ่านมาว่าคุณมีความก้าวหน้ามากเพียงใด เมื่อครบตามกำหนด 3 วัน มาดูกันว่าคุณสามารถทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ จากนั้นทำการกำหนดเป้าหมายต่อ ๆ ไปที่คุณต้องการพัฒนาเพิ่มเติม

2. ก่อนที่จะฝึกทักษะคอมพิวเตอร์ในขั้นที่สูงขึ้น
คุณจะต้องทำพื้นฐานให้แน่นเสียก่อน ให้เวลากับการฝึกทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการใช้คอมพิวเตอร์อย่างปลอดภัย เช่น การเปิด-ปิดเครื่องที่ถูกวิธี การตั้งโฟลเดอร์เพื่อจัดเก็บไฟล์งานอย่างเป็นระเบียบ การแบ็กอัพข้อมูล การสั่งพริ้นต์เอกสาร เป็นต้น หากคุณเข้าใจในทักษะเบื้องต้นเหล่านี้เป็นอย่างดีแล้วล่ะก็ คุณจะสามารถนำไปต่อยอดสู่ทักษะในขั้นที่สูงขึ้นต่อไปได้ง่าย

3. ใช้เวลาในการทำงานกับคอมพิวเตอร์ให้มาก
วิธีเดียวที่จะทำให้คุณเก่งคอมพิวเตอร์คือ อยู่กับมันให้มาก ทำความคุ้นเคยกับส่วนต่าง ๆ ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ รวมถึงวิธีการใช้งานคุณสมบัติต่าง ๆ ด้วย สะสมชั่วโมงบินให้มากเพื่อที่คุณจะมีความรู้และประสบการณ์ที่มากขึ้นเป็นลำดับ

4. อย่ากลัวที่จะทดลองโปรแกรมใหม่ ๆ
ผู้ที่เริ่มใช้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มักจะกลัวว่าจะเผลอไปลบไฟล์หรือโปรแกรมสำคัญทิ้งไป วิธีที่ดีที่สุดในการระงับความกลัวเช่นนี้คือการ แบ็กอัพข้อมูลเป็นประจำ ก่อนที่คุณจะทำอะไรกับคอมพิวเตอร์ของคุณ วิธีนี้ทำให้คุณยังมีไฟล์สำรองใช้อยู่ในกรณีที่เกิดความผิดพลาดดังกล่าว แต่พึงระลึกไว้ว่า ในการพัฒนาทักษะที่คุณเรียนรู้แล้ว คุณจะต้องหมั่นสำรวจโปรแกรมนั้น เช่นลองใช้คำสั่งต่าง ๆ ดูว่า โปรแกรมมีความสามารถในการทำอะไรเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงาน หรือทำให้การทำงานของคุณดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น ได้บ้าง ใช้เวลากับการทดลองคุณสมบัติต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของคุณ ถ้าไม่เข้าใจให้ลองใช้ความช่วยเหลือ (Help) คุณจะพบคำแนะนำในการใช้โปรแกรมนั้นอย่างถูกต้อง หรือหากคุณมีปัญหาที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ ให้คุณค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต หรือถามผู้รู้ในเรื่องนั้น ๆ โดยตรง

5. ฝึกฝนทักษะที่คุณได้เรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ
เนื่องจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นหากไม่ได้ใช้เป็นประจำก็จะลืมว่าเครื่องมือนี้ที่เคยใช้อยู่ตรงไหน ทำไมตอนนี้หาไม่เจอแล้ว การใช้งานเป็นประจำซ้ำ ๆ จะช่วยทบทวนความรู้และความจำจนกระทั่งคุณชำนาญและไม่ลืมมัน ที่สำคัญคือต้องฝึกฝนให้มาก ด้วยความสนใจและปรารถนาที่จะเรียนรู้

คุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้ จะช่วยพัฒนาทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ของคุณให้คล่องแคล่วและทำงานได้รวดเร็วกว่าคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ และยิ่งในช่วงที่คนทำงานต้องขยันขันแข็งมากขึ้นเพื่อสู้วิกฤติที่จะต้องเผชิญ ทักษะคอมพิวเตอร์ก็เป็นหนึ่งคุณสมบัติที่องค์กรใช้ในการพิจารณาพนักงานเช่นกัน และทุกวันนี้..เชื่อหรือไม่ เศรษฐีระดับโลกหลายคนรวยจากความสามารถนี้

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เคล็ดรับมือเจ้านาย

ขอต้อนรับ 3 วันสำคัญของคนไทย ตั้งแต่วันปีใหม่จีน ที่เรียกว่า ตรุษจีน ตามด้วยวันแห่งความรัก วันวาเลนไทน์ ปิดท้ายด้วยวันมาฆบูชา ใครที่ชอบเดือนนี้ชีวิตก็จะเต็มไปด้วยความสุขสมบูรณ์ด้วยความมั่งคั่ง ความรัก และความสบายใจ ที่มีแต่ทำให้ชีวิตรู้สึกดีๆ ทีนี้จะดีมากถ้าเรารู้วิธีรับมือจากเจ้านายในหน้าที่การงาน เดือนนี้ผมจึงขอเขียนถึงการรับมือเจ้านายให้ได้ดีนั้น คนเป็นเลขาควรทำอย่างไร ชีวิตของคนที่เกิดมาเป็นเลขาฯ นั้น ที่ขาดไม่ได้ก็คือ เจ้านาย เพราะถ้าไม่มีเจ้านาย แล้วจะมีเลขาฯ ไปทำไมกันเล่า เลขาฯ ที่ดีต้องรู้จัก และรู้ใจเจ้านายจึงจะสามารถทำงานได้เข้าขากัน ซึ่งเจ้านายก็มีหลายแบบแล้วแต่บุญวาสนาของเลขาฯ แต่ละคน ถ้าโชคดีได้เจ้านายที่เข้าใจหัวอกคนเป็นลูกน้องก็ดีใจด้วย แต่ถ้าโชคร้ายเจอเจ้านายเอาแต่ใจก็ต้องหาทางรับมือให้ดี ดังนั้นการได้รู้จักและเข้าใจเจ้านายแต่ละประเภททำให้เลขาฯ สามารถหายุทธวิธีสำหรับรับมือกับเจ้านายได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะทำให้สามารถปรับตัวเข้ากับสไตล์ของเจ้านายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
1.นายแบบประชาธิปไตย นายแบบนี้จะเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นอย่างเต็มที่ให้ทุกคนมีส่วนตัดสินใจ กำหนดเป้าหมายการทำงานร่วมกัน ถ้าพบว่าผู้ใต้บังคับบัญชามีจุดอ่อนอย่างไรก็ส่งไปอบรม พยายามใช้ข้อดีของแต่ละคนมาใช้ประโยชน์ในการทำงาน ถ้านายเป็นคนแบบนี้ คุณจะต้องอุทิศตนเข้าไปมีบทบาท หรือมีส่วนร่วมให้ข้อเสนอแนะ หรือให้ความช่วยเหลือและร่วมมือในเรื่องนั้นๆ

2.นายแบบเจ้าระเบียบ เป็นนายที่ยึดกฎระเบียบ ทำอะไรให้ถูกต้องตามกฎระเบียบ นายประเภทนี้จะมีประวัติที่ดีไม่ต้องการให้เกิดความด่างพร้อย การที่จะเข้ากับนายประเภทนี้จะต้องศึกษากฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ทะลุปรุโปร่งเช่นเดียวกับนาย แสดงให้เห็นว่าคุณทำงานตามกฎระเบียบ และเมื่อพูดคุยก็หยิบยกระเบียบใหม่ ๆ ขึ้นมาคุยด้วย

3.นายแบบยึดมั่น เป็นนายที่ชอบทำงานตามความชื่นชอบ จะเห็นได้จากเวลาพูดคุยกับผู้ใต้บังคับบัญชาจะอ้างถึงคนหนึ่งคนโดยเฉพาะ เพราะถือว่าเป็นต้นแบบที่ยึดมั่น และรู้สึกประทับใจเมื่อได้เรียนแบบปรัชญา วิธีการ และนโยบายตามคนที่ชื่นชอบ การเข้ากับนายประเภทนี้ต้องยึดมั่นว่า รู้ลึกซึ้งถึงคนที่นายชอบ เพราะบางครั้งนายอาจชอบบางเรื่อง แต่ไม่ชอบบางเรื่องก็ได้

4.นายแบบขยันลุยงาน เป็นนายที่สังเกตได้ไม่ยากเพราะเป็นคนที่แสวงหาความสำเร็จและยกย่องคนที่เอาจริงเอาจังนายประเภทนี้จะมุ่งทำงานให้สำเร็จอย่างไม่ย่อท้อ การที่จะเข้ากับนายประเภทนี้ได้ต้องรู้เป้าหมายของนายและช่วยงานอย่างเต็มที่ อย่าลืมชี้แนะโอกาสและอันตรายที่คุณเห็นให้กับนายด้วย รับรองถ้าได้ผู้ใต้บังคับบัญชาแบบนี้นายรัก

5.นายแบบเจ้าบุญทุ่ม นายประเภทนี้มักจะมุ่งกำไร ทุ่มเพื่อเอาชนะคู่แข่งให้ก้าวไปข้างหน้าอย่าไม่หยุดยั้ง ในขณะที่กับผู้ใต้บังคับบัญชาจะประหยัดทุกวิถีทาง ถ้าเจอนายแบบนี้ต้องเน้นให้ความสนใจที่ตรงกับนาย รับรู้และนำเป้าหมายของนายที่ตั้งไว้ไปปฎิบัติ สร้างผลงานและพฤติกรรมของคุณให้ปรากฎ และในขณะเดียวกันพยายามประหยัดค่าใช้จ่ายทุกอย่างและหากเจอวิธีการประหยัดรีบเสนอแนะทันที

6.นายแบบคุมเข้ม เจ้านายแบบนี้ชอบคอยเตือนอยู่ตลอดเวลา ชอบออกคำสั่ง สั่งการตลอดวัน ทำนั่น ทำนี่สิ... ไม่ใช่อย่างนั้นต้องอย่างนี้สิ... เมื่อเจอนายแบบนี้จะต้องยอมให้เขาควบคุมสั่งการ ปรับความรู้สึกไม่ให้กระด้างกระเดื่อง ฟังคำสั่งของนายจดบันทึกไว้และทำตาม

7.นายแบบนักผจญเพลิง เป็นนายที่ไม่มีระเบียบในการทำงาน ทำนายอารมณ์ไม่ได้ อาจจะรักคุณในตอนนี้ แต่อีกสักครู่อาจเปลี่ยนเป็นเกลียด แต่ไม่นาน ชอบชื่นชมกับงานระยะสั้นๆ รวดเร็วทันใจ การเข้ากับนายแบบนี้ก็คือ ไม่ตามไปทุกเรื่อง ควรหาปัญหาให้นายแก้ไขโดยเราเป็นผู้ช่วยแต่อย่าบ่อย เพราะหากเกิดงานที่เรารับผิดชอบไม่เสร็จ เราจะถูกยึดงานไปทำทันที

8.นายแบบอืดอาด เป็นนายที่ตรงข้ามกับแบบผจญเพลิง มักเป็นนายสิ้นหวัง ไม่คงที่ ชาเย็นอืดอาด มีความรู้สึกทางด้านลบ หวาดกลัวรู้สึกต่ำต้อยในบางครั้ง การเข้ากับนายประเภทนี้เป็นเรื่องที่ท้าทาย จะต้องให้นายตำหนิบ้าง แต่ต้องแสดงให้เห็นว่า คุณอยู่ข้างนาย ช่วยแก้ไขปัญหาให้บางส่วน ก็จะทำให้เพิ่มความสัมพันธ์กับนายมากขึ้น

9.นายแบบนักรบ เป็นนายที่ชอบตีรวนกับคนอื่น พยายามก่อเรื่องแล้วแก้ปัญหาด้วยตนเองทุกอย่าง นายประเภทนี้มักไม่ค่อยแน่ใจในอำนาจที่ตนมี จึงพยายามจะพิสูจน์ ฟันใครได้ก็ฟัน วิธีการเข้ากับนายประเภทนี้ก็คือ อย่าสู้หรือโต้กลับ จงใจเย็น สงบเสงี่ยม ไม่ใจร้อน มิเช่นนั้นจะถูกมองว่าเป็นศัตรู นายประเภทนี้จะช่วยลูกน้องชนกับคนอื่น

10.นายแบบจอมหลบ เป็นนายชอบอู้งาน หลบงาน วันๆ คอยจ้องหาแพะรับบาป ทิ้งงานประจำชอบแต่งานสังสรรค์ ไม่ค่อยรู้ว่าตนควรทำอะไร การเข้ากับนายประเภทนี้ค่อนข้างยาก เพราะเขาเป็นคนเจ้าเล่ห์ ลิ้นเป็นปลาไหล คุณจะเข้าได้ถ้าเลือกงานที่คุณชอบและทำได้ดี เพื่อช่วยนายและคุณก็จะมีชื่อเสียงไปพร้อมๆ กัน และต้องไม่ทำพลาด เพราะหากพลาดคุณจะต้องยอมรับผิดแต่ผู้เดียว

ไม่ว่าเจ้านายของคุณจะเป็นแบบใด ผมเเชื่อว่า ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าจะรับมือกับเจ้านายของคุณได้อย่างไร ขอให้โชคดีมากๆ นะ

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2559

How to manage with Officer ?

การสั่งอย่างไรให้ได้ทั้งใจและงาน ชั่วโมงที่สุ่มเสี่ยงที่สุดชั่วโมงหนึ่งของคนเป็นหัวหน้าก็คือ เมื่อต้องมีการ “สั่งงาน”
การสั่งงานเป็นภาระหน้าที่ ของนักบริหารทุกระดับ ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับการสั่งบุคคล ภายในองค์การของตน ให้ทำงาน และความที่มนุษย์ เราไม่สามารถจะล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้หมด ปัญหาการทำงาน จึงเกิดขึ้นทุกวัน คนที่เป็นหัวหน้า จึงต้องคอย วิเคราะห์ข้อมูล ของปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ที่เกิดขึ้น แล้ววินิจฉัยสั่งงาน ไปยังผู้อยู่ใต้ บังคับบัญชาของตน ให้ทราบถึงแนวทาง สำหรับแก้ไขข้อบกพร่องในการปฏิบัติงาน และทำให้งานนั้นๆ มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น ในการสั่งงาน และกระตุ้นให้คนงานด้วยความเต็มใจนั้น ผู้นำที่ดีหรือหัวหน้าที่ดี จะต้องมีความรู้เรื่องศิลปะของการเป็นผู้นำ รู้หลักมนุษยสัมพันธ์ รู้เรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคลในองค์กร และประการสุดท้ายคือ ต้องรู้หลักจิตวิทยา ในการสั่งงานด้วย จึงจะสามารถทำงานให้บรรลุเป้าหมายได้

การสั่งงานนั้น มีความหมายรวมทั้งการขอร้องให้ทำ การออกคำสั่ง และการให้คำแนะนำด้วย
การสั่งงานยังเป็นการแจ้งให้ผู้ปฏิบัติงานทราบว่า เขาจะต้องทำอะไร ทำอย่างไร ทำกับใคร ทำที่ไหน และทำเมื่อใด เป็นเบื้องต้น
ลักษณะของการสั่งงานที่ดีมีหลักอยู่ว่า ถ้าผู้รับคำสั่งเข้าใจคำสั่งถูกต้อง และปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจ งานที่สั่งไปนั้น ก็จะสำเร็จลุล่วงด้วยดี ดังนั้นลักษณะของคำสั่งที่ดีจึงต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
1.คำสั่งต้องกระจ่าง คนรับคำสั่งจะต้องปรุโปร่งเลยว่า ภารกิจที่เขาจะต้องไปทำต่อคืออะไร โดยคำสั่งนั้นต้องชี้ถึง “งาน” ที่เป็นรูปธรรม และสั่งด้วยถ้อยคำที่เข้าใจง่าย ลำดับความชัดเจน เป็นข้อๆ ได้เลยยิ่งดี และควรจะมีทั้งคำสั่ง ที่ถ่ายทอดด้วยวาจา และลายลักษณ์อักษรเพื่อกันลืม หรือเพื่อไล่เรียงปฏิบัติจนกระทั่งครบถ้วน

2.สิ่งที่สั่งนั้นจะต้องเป็นไปได้ถ้างานที่สั่งเป็นงานที่สุดวิสัย ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาจะทำได้ ย่อมไม่ได้รับความร่วมมือ ผู้สั่งงานจะต้องรู้ถึงความสามารถ ของผู้รับคำสั่ง ทรัพยากรต่างๆ ที่จะต้องใช้ และระยะเวลา ที่กำหนดว่าพอเพียง หรือไม่ มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ต้องไม่สั่งให้ทำสิ่งที่เกินจริงหรือเกินสถานการณ์

3.ถ้อยคำ น้ำเสียง และท่าทีที่ใช้ประกอบคำสั่ง ต้องชวนให้ผู้รับคำสั่งเต็มใจที่จะปฏิบัติตาม คำสั่งควรมีความชัดเจนว่า ให้ทำทันดี ให้ทำตามนี้ หรือเพียงมอบหมายภารกิจ และให้ไปคิดวิธีการกันเอาเอง แต่ผลลัพธ์ที่ต้องการเป็นอย่างไร การออกคำสั่งต้องไม่แฝงการวางอำนาจของผู้บังคับบัญชา อาจใช้วิธีออกคำสั่งในรูปแบบของการจูงใจ (Motivation) ซึ่งเป็นวิธีการกระตุ้น หรือผลักดันให้ผู้ใต้บังคับบัญชา มีความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน ที่ได้รับมอบหมาย โดยจะต้องเลือกจังหวะเวลา ในการสั่งงานที่เหมาะสม พร้อมทั้งอธิบายลักษณะงานให้ชัดเจน ใช้คำพูดที่สุภาพ เลือกท่าทีแบบขอแรง หรือกำหนดให้ทำให้เหมาะกับสถานการณ์ และอารมณ์ของคนในขณะนั้น หากภารกิจไม่ถึงกับเร่งด่วน เป็น-ตาย ควรเปิดโอกาสให้ผู้รับคำสั่งได้ร่วมตัดสินใจ และร่วมออกความเห็น เกี่ยวกับงานที่ทำด้วย ก็จะยิ่งดี

4.การอธิบายเหตุผลประกอบการสั่งงาน มีส่วนช่วยให้ผู้ปฏิบัติงาน ปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจ ตามหลักจิตวิทยาถือว่า การที่คนเราต้องทำอะไรตามคำสั่งคนอื่น โดยไม่ทราบว่าทำไปเพื่ออะไร หวังผลอะไรจากการทำงานนั้น จะขาดความรู้สึกกระตือรือร้นในการทำงาน ฉะนั้นจึงเป็นการสมควรที่ผู้สั่งงาน จะได้อธิบายถึงเหตุผล ที่ต้องทำงานนั้น ให้ผู้รับคำสั่งทราบ โดยไม่แสดงอารมณ์ฉุนเฉียว บุคลิกหรือลักษณะที่ดี ของคนที่มีหน้าที่ สั่งงานคนอื่น ก็คือ ต้องรู้จักใช้ทั้ง “พระเดช” และ “พระคุณ”
ในยามปกติ คนเป็นหัวหน้าคนต้องมีท่าทีที่เป็นมิตร เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ยิ้มแย้มแจ่มใส น่ารัก พูดจามีหลักการ เหตุผล ไม่แข็งกร้าว ไม่ใช้น้ำเสียงประเภทที่เรียกกันว่ามะนาวไม่มีน้ำ ที่สำคัญคือ ต้องพิสูจน์ให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งหมดประจักษ์ และยอมรับว่า คุณมีความสามารถที่เพียงพอ ต่อการรับผิดชอบงาน ในตำแหน่งหน้าที่นั้นจริงๆ พร้อมกันนี้คุณก็มีท่าที หรือนโยบายที่ชัดเจนว่า คุณประสงค์ที่จะทำงานเป็นหมู่คณะ มากกว่าฉายเดี่ยว
คุณจึงเห็นความสำคัญ ของผู้ร่วมงานทุกคน และให้ความสำคัญ กับพวกเขาทุกคนด้วย แต่ในยามที่คุณจะต้องเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดขึ้นมาละก็ คุณก็จะยึดมั่น ในความถูกต้องเหมาะสมเป็นสำคัญ จะไม่มีวัน ลำเอียง หรือเอนเอียง ต่อสัมพันธภาพส่วนตัวเด็ดขาด คุณพร้อมจะกำหนด หรือออกคำสั่ง ให้ใครคนใดคนหนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ในทันที มีคำแนะนำเบื้องต้นให้ และกำหนดเวลา ที่จะประเมินผล หรือทบทวนปัญหาอีกครั้ง อย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม ไม่ปล่อยไปแบบ เลยตามเลย และให้ความยุติธรรมต่อคนอื่นๆ ในเวลาเดียวกันนั้นด้วย

ผู้นำเช่นคุณจึงต้องฝึกฝนการพูดจาและท่าทีที่ “ได้ใจ” ลูกน้อง คือเป็นกันเองเมื่อมีชีวิตปกติ เป็นหัวหน้า เมื่อต้องเป็น หัวหน้า มีน้ำเสียงที่ฉะฉาน ชัดเจน เด็ดขาด แต่เอื้ออาทร ไม่ใช่แล้งน้ำใจ เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทว่าบังเอิญถูกกำหนด บทบาทหน้าที่ให้ทำงานที่ต่างกันออกไป แต่ไม่ใช่เทวดา หรือเจ้าชีวิตแน่นอน!!

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ทำลูกน้องให้เหมือน...ลูกค้า

การทำธุรกิจในทุกวันนี้ไม่ง่ายเลย นอกจากการบริหารงาน เงิน และสินค้าแล้ว การบริหารคน หรือบุคคลก็สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ หรือเงินเดือนเริ่มต้น คงไม่สำคัญเท่ากับความเร็ว และอัตราเร่ง ที่จะไต่ระดับไปสู่จุดที่สูงขึ้น ผมมักพบกับคำถามสำหรับแรงงาน คนงาน พนักงาน ที่คิดว่าตนเองเป็นเพียงผู้รับจ้างทำงาน ก็คงได้แต่วนเวียนและถกเถียงกันแค่เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ หรือเงินเดือนเริ่มต้นเท่านั้น ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วจะเริ่มต้นที่เท่าไรไม่สำคัญเท่ากับความเร็ว และอัตราเร่ง ที่จะไต่ระดับไปสู่จุดที่สูงขึ้นต่างหาก ขวัญและกำลังใจในการทำงานของพนักงานจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่ค่าแรงขั้นต่ำเท่านั้น เพราะคงไม่มีใครจะไร้ฝีมือไปตลอดกาล แต่ทั้งพนักงานและองค์กรจะต้องร่วมมือกันเพื่อยกระดับไปสู่แรงงานฝีมือ ที่นอกจากทำงานได้เร็ว ทำงานได้ดี(มีคุณภาพสูง)แล้ว ยังเป็นการยกระดับการผลิตไปสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงต่อไปด้วย จะเห็นได้ว่าองค์กรชั้นนำหลายแห่งเริ่มกำหนดคุณสมบัติของผู้บริหารระดับสูงไว้น้อยลงทุกปี จนปัจจุบันอยู่ที่ 40 ปี จะได้ไม่มีแต่ผู้บริหารที่แก่แต่อายุ เก่งแต่เรื่องเก่า เล่าแต่ความสำเร็จเดิมๆ และไม่ทันกับความต้องการใหม่ๆ ดังนั้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเราให้กลายเป็นคนที่คิดและทำแบบผู้มีผลิตภาพสูง (Higher Productivity) กันดีกว่า เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ดังนี้
P - Proactive ไม่แค่รอรับคำสั่ง ใช้ข้อมูลในอดีต หรือตั้งรับกับสถานการณ์ที่กำลังจะมา แต่ต้องมุ่งหน้าเดินเข้าสู่เป้าหมาย โดยคิดและเตรียมการกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า ที่สำคัญควรมีแผนสำรอง แผนฉุกเฉิน เตรียมพร้อมเอาไว้เสมอ

R - Respect มีสัมมาคารวะ นอบน้อมถ่อมตน ทั้งกาย วาจา และใจ โดยรักษาไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์ศรีของตนเอง ในขณะเดียวกันก็เคารพให้เกียรติผู้อื่น เชื่อมั่นในคุณค่าของคน แม้ว่าจะมีพื้นฐานที่ต่างกัน แต่สามารถพัฒนาให้มีความสามารถสูงขึ้นได้

O - Opinion แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ด้วยเหตุและผล ไม่ใช้อารมณ์ความรู้สึก ความสัมพันธ์ และความชื่นชอบส่วนตัวมาเกี่ยวข้องมากเกินไป ที่สำคัญต้องฟังคนรอบข้างด้วย

D - Duty ทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม ยึดมั่นในระเบียบปฎิบัติ และขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ตราบใดที่ยังไม่มีสิ่งใหม่ที่ดีกว่า

U - Unity สมัครสมานสามัคคี ให้ความร่วมมืออย่างเต็มกำลังความสามารถ และไม่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งที่อาจส่งผลลุกลามกลายเป็นความแตกแยกในที่สุด

C - Commitment มุ่งมั่นตั้งใจ ทุ่มเทกำลังความสามารถอย่างเต็มที่โดยไม่ท้อถอย หรือล้มเลิกกลางคัน พร้อมเผชิญปัญหาและอุปสรรคทุกรูปแบบ

T - Timeliness วางแผนงานอย่างรัดกุม ดำเนินการให้อยู่ภายในกรอบเวลาที่กำหนดไว้ และตรวจติดตามอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ เพื่อให้ผลลัพธ์เป็นไปตามที่ต้องการ อย่าลืมว่าจังหวะและเวลามีส่วนสำคัญมาก ถ้าคล่อมจังหวะหรือไม่สอดประสานกับเมื่อไร หายนะก็อาจมาเยือนไดเมื่อนั้น

I - Innovation คิดสร้างสรรค์ และลงมือทดลองปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อให้ความคิดเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางบวก

V - Vision กำหนดทิศทางและเป้าหมายในอนาคต โดยคิดให้กว้าง มองให้ไกล และกระตุ้นจูงใจให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเชื่อมั่นในสิ่งนั้น เพื่อที่จะร่วมแรงร่วมใจไปให้ถึงจุดหมายที่ตั้งไว้ให้ได้

E - Environment and Ethics คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสังคมและชุมชนรอบข้าง โดยการลดและงดสิ่งที่เป็นปัญหาต่อส่วนรวม ในขณะเดียวกันไม่เบียดเบียนตนเอง หรือเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ถึงกระนั้นการที่จะพัฒนาคนให้เป็นผู้มีผลิตภาพสูง ไม่ใช่ทำได้ด้วยการฝึกอบรมเท่านั้น แต่จะต้องเกิดจากการฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และคนที่จะชี้นำให้เกิดการปฏิบัติได้ดีก็คือ ผู้บังคับบัญชา นั่นเอง ดังนั้นความรัก ความผูกพัน และความศรัทธาจำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้

หัวหน้าจึงจำเป็นต้องมีเวลาให้ลูกน้อง และต้องให้ความสนใจใส่ใจไม่ต่างจากลูกค้า หลายองค์กรมีงบรับรองลูกค้า แต่จะมีซักกี่องค์กรที่จะมีงบรับรองลูกน้อง เพราะเท่าที่เคยพูดคุยกับหัวหน้างานชั้นยอด ผู้บริหารงานชั้นเยี่ยม พบว่าหลายคนต้องควักกระเป๋าเงินตัวเอง เพื่อจัดกิจกรรมสร้างสัมพันธ์กับลูกน้องในวาระต่างๆ ทั้งระหว่างงานและหลังเลิกงาน แต่ก็พบว่าหลายองค์กรมีงบพิเศษให้แก่หน่วยงานทั้งระดับฝ่ายและระดับแผนกเพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมสังสรรค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ภายใน ถ้าทำกันในทุกระดับเช่นนี้ความเข้าอกเข้าใจกัน ก็จะนำไปสู่ความร่วมมือกันสร้างผลงานที่ดีในที่สุด
สุดท้ายนี้ขอฝากไว้ว่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” แต่ถ้าใครอยู่ในองค์กรที่ “ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร” ก็ควรพิจารณาจากไปได้แล้ว เพราะองค์กรพวกนี้จะเต็มไปด้วยปัญหาสารพัด และสะสมจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยากจะแก้ไข ไม่นานองค์กรพวกนี้ต้องล่มสลายแน่นอน

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ทำไงดี สมาธิในการทำงาน..ด้อย

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นวันยุ่งมากสำหรับผมทำให้เขียนถึงบทความนี้ช้าไป และเมื่อพอผมมีเวลาหลังจากได้ทำงานเสร็จแล้ว ผมก็ได้มีการวางแผนไว้ว่าจะจัดการสิ่งต่างๆ อื่นๆ ที่ยังคั่งค้างไม่ได้ทำมานานอย่างไรต่อ เช่น บางท่านอาจจะวางแผนที่จะจัดของภายในบ้าน บางท่านวางแผนที่จะอ่านหนังสือที่อ่านค้างมานานในจบ บางท่านวางแผนที่จะตอบอีเมลที่ล้นให้หมด หรือในกรณีของผมก็จะวางแผนที่จะเขียนบทความ เขียนหนังสือ อ่านหนังสือ ที่วางแผนไว้นานแต่ยังทำไม่เสร็จ ให้แล้วเสร็จในช่วงวันหยุด อย่างไรก็ดี ท่านผู้อ่านลองสังเกตดูซิครับ จะพบว่าสิ่งที่เราวางแผนไว้ว่าจะทำในช่วงวันหยุดนั้น มักจะไม่ค่อยเกิดขึ้น หรือถ้าทำได้จริง ทำได้เพียงแค่ครึ่งหนึ่งของที่วางแผนไว้ก็ถือว่าเก่งแล้ว คำถามสำคัญ ก็คือ ทำไมสิ่งที่เราวางแผนที่จะทำกลับไม่สามารถทำได้สำเร็จ ใช่เป็นเพราะเราวางแผนไม่ดี หรือเราไม่มีวินัยในตัวเอง หรือมีปัจจัยภายนอกอย่างอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้การทำงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงวันหยุด หรือการทำงานโดยปกติ ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนั้น เกิดขึ้นเนื่องจากเราไม่สามารถที่จะมีสมาธิในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานๆ ท่านผู้อ่านลองสังเกตตัวท่านเองดูซิครับว่าปัจจุบันสมาธิในการทำงานของท่านนั้นลดน้อยลงกว่าในอดีตเยอะมาก คนเราในปัจจุบันดูเหมือนจะถูกโปรแกรมให้พร้อมที่จะตอบรับและตอบสนองต่อทั้งโอกาสและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเราอยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกัน เราก็เผชิญกับสิ่งที่คอยล่อหลอกและดึงดูดสมาธิทั้งในการทำงานและการเรียนหนังสือของเรามากขึ้น และยิ่งเรายอมให้สิ่งต่างๆ มาล่อหลอกและดึงดูดสมาธิของเรามากขึ้นเท่าใด ความสามารถในการทำงานอย่างมีสมาธิ และจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ ก็จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

ผมสังเกตเด็กสมัยนี้ (ทั้งระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย) ทำการบ้านหรือดูหนังสือก็นึกแปลกใจว่าเขาเหล่านั้นจะเข้าใจในสิ่งที่อ่านหรือดูอยู่หรือไม่ เนื่องจากหนังสือที่กองอยู่ข้างหน้า ยังมีเจ้าเครื่อง I Phone วางอยู่ข้างๆ แถมเปิดโน้ตบุ๊คอยู่อีกด้าน โดยในจอคอมพิวเตอร์นั้นก็เปิดทั้งโปรแกรม msn Facebook Twitter ดังนั้น ในขณะที่กำลังดูหนังสืออยู่ ถ้าเจ้า I Phone ร้องเตือนว่ามีเมลใหม่มาหรือมีคนมาคุยด้วย หรือถ้าโปรแกรมพวก Social Network ในคอมพิวเตอร์เตือนว่ามีคนติดต่อเข้ามา หรือ มีคนมาแสดงความคิดเห็น หรือมีข่าวใหม่ๆ สมาธิต่อการดูหนังสือก็จะถูกดึงดูดออกไป สุดท้ายแทนที่จะอ่านหนังสืออย่างรู้เรื่องให้เสร็จภายในเวลา 45 นาที กลับใช้เวลากว่าสองชั่วโมงในการอ่านหนังสือที่ปริมาณเท่ากัน และสุดท้าย ก็บ่นว่าดูไม่รู้เรื่อง อย่าว่าแต่เด็กนิสิต นักศึกษา หรือนักเรียน เลยนะครับ ผู้ใหญ่วัยทำงานก็เป็นโรคนี้กันเยอะพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารอย่างอีเมลเข้ามา และท่านผู้อ่านสังเกตดูนะครับว่าท่านเองมีพฤติกรรมในการจัดการกับอีเมลที่เข้ามาอย่างไร ท่านผู้อ่านจะอ่านอีเมลทุกขณะที่เข้ามีอีเมลใหม่เข้ามาหรือไม่ เนื่องจากในปัจจุบันทั้งโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ หรือโปรแกรมอีเมลใหม่ๆ จะบอกเราทันทีเลยว่ามีเมลใหม่เข้ามา หรือท่านผู้อ่านจะไม่สนใจต่อเมลใหม่ที่เข้ามา โดยจะมีการจัดสรรเวลาในแต่ละวันไว้สำหรับการอีเมล หรือจะคอยอ่านอีเมลในช่วงที่ว่างๆ มีงานวิจัยในอเมริกาที่พบว่าประมาณหนึ่งในสามของคนวัยทำงานที่จะคอยอ่านอีเมลตลอดเวลาที่มีเมลเข้ามาใหม่ และโดยเฉลี่ยแล้ว ชาวอเมริกาจะใช้เวลาไปกับอีเมลประมาณ 1 ชั่วโมง 47 นาทีต่อวัน

นอกเหนือจากพฤติกรรมในการอ่านเมลแล้ว พฤติกรรมในการตอบเมลก็น่าสนใจครับ ว่าโดยปกติท่านจะตอบเมลทันทีที่อ่านเสร็จ หรือจะแค่ดูหัวเรื่องและความสำคัญแล้วค่อยตอบเมื่อมีเวลาว่าง พวกที่คอยเช็คเมลอยู่ตลอดเวลา และตอบทันทีนั้น มักจะทำไปเนื่องจากคนเหล่านี้มีความรู้สึกว่าตัวเองจะต้องคอย update ข้อมูลในเรื่องต่างๆ ให้ทันสมัยอยู่เสมอ นอกจากนี้ การตอบเมลทันทียังทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีว่าเป็นคนทำงานที่มีประสิทธิภาพ ใส่ใจต่อความต้องการของผู้อื่น จนกระทั่งในปัจจุบันเกิดความคาดหวังขึ้นมาในสังคมโดยไม่รู้ตัวว่าเมื่อเราส่งอีเมลไป เราควรจะได้รับอีเมลตอบกลับมาโดยทันที หรือไม่เกิน 1 วัน  จริงอยู่นะครับที่การอ่านและตอบอีเมลในทันทีแสดงถึงประสิทธิภาพในการทำงาน และความเอาใจใส่ของเราต่อความต้องการของผู้อื่น แต่ในอีกมุมมองหนึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเป็นพฤติกรรมที่เกิดผลในระยะสั้น แต่เมื่อมองในระยะยาวแล้วการอ่านและตอบอีเมลอยู่เป็นประจำ หรือการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ข่าว หรือบทสนทนาต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา กลับทำลายสมาธิและความสามารถในการทำงานของเราลง เมื่อท่านพยายามตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ที่เข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทั้งอีเมล ทั้ง I Phone ทั้ง FB ทั้งเสียงโทรศัพท์ ทั้ง SMS สมาธิและความสามารถในการทำงานของท่านจะลดน้อยลง เนื่องจากสมาธิท่านจะลดลง ท่านจะถูกดึงดูดและล่อหลอกด้วยสิ่งเร้าต่างๆ มากขึ้น ในระยะยาวแล้วความสามารถของท่านในการจดจ่อ หรือทำงานในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นระยะเวลานานก็จะลดลง

ขอโยงกลับไปตอนต้นของบทความ ซึ่งคราวนี้ท่านผู้อ่านคงได้คำตอบแล้วนะครับว่าทำไมหลายๆ ครั้ง แผนงานที่เราวางไว้จะทำทั้งในช่วงวันหยุดยาว หรือในการทำงานปกติมักจะไม่ค่อยสำเร็จ ทั้งนี้ เนื่องจากการถูกดึงดูดหรือล่อหลอกด้วยสิ่งต่างๆ ดังนั้น เมื่อตั้งใจจะอ่านหนังสือ แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นอีเมลใหม่ที่เข้ามาก็อดไม่ได้ที่จะไปอ่าน จากนั้นก็จะค่อยๆ ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งงานที่เราตั้งใจจะทำตอนแรกไม่สำเร็จ สัปดาห์นี้ ผมเองใช้เวลาเขียนบทความนี้ประมาณไม่เกิน 30 นาที แต่บางสัปดาห์ใช้เวลาเป็นชั่วโมง ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากเขียนไม่ออก แต่เกิดขึ้นจากพร้อมๆ กับที่เขียนบทความก็เปิด Facebook และโปรแกรมอีเมลไปด้วย ดังนั้น สมาธิในการเขียนบทความก็จะถูกดึงดูดด้วยสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ท่านผู้อ่านก็ลองสังเกตพฤติกรรมของท่านเองนะครับ และเพื่อเพิ่มพูนสมาธิและความสามารถในการจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่ง เวลาทำงานก็พยายามปิด หรือขจัดสิ่งเร้าต่างๆ ออกไปให้ได้มากที่สุดครับ

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

คาถาเรียกคนกลับมา..ซื้อ(ประจำ)

ช่วงนี้..คงไม่มีใครหนีเรื่องปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองได้ จะด้วยราคาสินค้าที่แพงขึ้น คุณค่าเงินที่ลดลง จนทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะซื้อสินค้า และหลายคนไม่กล้าที่จะลงทุน แต่ก็ไม่เป็นปัญหาเสียทั้งหมด ถ้าเรารู้จักวิธีการแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ นั้นอย่างแท้จริง สำหรับวันนี้ผมจะเขียนถึงวิธีแก้ปัญหาให้เจ้าของธุรกิจที่พบกับปัญหาเรื่องลูกค้าไม่กล้าตัดสินใจซื้อสินค้าอีก หรือซื้อแค่ครั้งเดียว แม้สินค้าจะดีมากก็ตาม ผมขอเริ่มจากวิธีทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อจากคุณเรื่อยๆ สิ่งหนึ่งที่เจ้าของธุรกิจควรเริ่มวางแผนตั้งแต่ตอนนี้ก็คือ ระลึกเอาไว้ว่าการกลับมาซื้อซ้ำ เท่ากับ กำไร
ความจริงก็คือ ค่าใช้จ่ายในการหาลูกค้าใหม่นั้นสูงกว่าการขายให้กับลูกค้าเดิมมากถึง 5-8 เท่า และกำไรจะเกิดขึ้นก็เมื่อมีการซื้อครั้งที่สอง สาม หรือสี่ ก่อนอื่น คุณต้องกำหนดออกมาให้ได้ว่าการที่จะ ซื้อ ลูกค้าใหม่ให้กับธุรกิจนั้นต้องใช้เงินเท่าไหร่ การซื้อที่ว่าก็คือ การใช้เงิน ไม่ว่าจะเป็นการทำโฆษณา การทำการตลาด หรือการส่งเสริมการขาย เพื่อให้ลูกค้าหน้าใหม่มาซื้อสินค้าหรือบริการจากคุณ

คำนวณง่ายๆก็อย่างเช่น ถ้าโฆษณาลงนิตยสารราคา 10,000 บาทของคุณสามารถทำให้คนสนใจและโทรมาที่บริษัทคุณได้ 100 คน นั่นเท่ากับว่าคุณจ่ายเงินต่อหัวอยู่ที่ 100 บาท เพื่อทำให้คนสนใจธุรกิจของคุณ และหากว่า 20 คนในจำนวน 100 คน กลายมาเป็นลูกค้า ก็เท่ากับว่าคุณจ่ายเงินต่อการขายอยู่ที่ครั้งละ 500 บาท

สมมติว่าคุณวางแผนให้ลูกค้าแต่ละคนใช้จ่าย 5,000 บาทกับธุรกิจของคุณ และ 1,000 บาท ในนั้นเป็นกำไร คุณจะยอมจ่ายเงิน 500 บาทที่ว่ากี่ครั้ง? แน่นอนว่าถ้าคุณอยากมีกำไรไปเรื่อยๆคุณก็จะต้องลงทุนเงิน 500 บาทนั้นไปเรื่อยๆเช่นกัน

การรู้ว่าต้องจ่ายเงินเท่าไหร่...เพื่อซื้อลูกค้า จะทำให้คุณสามารถวางแผนและรู้ตัวเลขได้ว่ามูลค่าระยะยาวของลูกค้าแต่ละคนนั้นอยู่ที่เท่าไหร่ ยกตัวอย่างร้านขายอาหารสุนัข ลูกค้าแต่ละคนใช้เงินในการซื้อสินค้าต่อปีอยู่ที่ 10,000 บาท และอายุเฉลี่ยสุนัขอยู่ที่ประมาณ 10 ปี ถ้าหากลูกค้าซื้อของกับคุณประมาณครึ่งหนึ่งของเวลา ก็คือ 5 ปี เท่ากับว่ามูลค่าระยะยาวของลูกค้าจะอยู่ที่ 50,000 บาท

ลองคิดดูว่า หากคุณสามารถทำให้เกิดการซื้อซ้ำและมีผลตอบแทนให้จากการแนะนำเพื่อน ถ้าหากว่าสามารถจูงใจลูกค้า 1 คน เข้ามาซื้ออย่างต่อเนื่องทุกๆเดือนและทำให้เขาอยากแนะนำเพื่อนมาเป็นลูกค้าอีก 2 คน นั่นก็จะทำให้ลูกค้าคนนั้นมีมูลค่าเท่ากับ 150,000 บาท และอย่าลืมว่าลูกค้าที่ถูกแนะนำมาก็สามารถพาคนอื่นๆมาซื้อต่อได้เรื่อยๆ

จะเห็นได้ว่าการมองแบบระยะยาวนั้นสำคัญมาก เมื่อคุณเห็นมูลค่าระยะยาวของลูกค้า คุณก็จะให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเขามากขึ้น และการวางแผนเพื่อดึงให้ลูกค้ากลับมาหาธุรกิจของคุณเรื่อยๆนั้น หัวใจหลักก็อยู่ที่ความสุขของลูกค้านั่นเอง และนี่คือ 5 วิธีการทำให้เกิดการซื้อซ้ำ

1. ขยันใช้ข้อมูล ข้อมูลคือ ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของบริษัท อย่าแค่ไปเก็บข้อมูลมาเข้าแฟ้มเฉยๆ แต่ให้เอามาวิเคราะห์และประมวลผล หาทุกโอกาสที่สามารถทำได้เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ธุรกิจของคุณ

2. สื่อสารไปหาลูกค้าเรื่อยๆ และทำให้น่าสนใจไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าขาดการติดต่อเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นวันสำคัญ เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันวาเลนไทน์ หรือ วันเกิดของลูกค้า คุณสามารถใช้โอกาสต่างๆเหล่านี้ในการติดต่อไปยังลูกค้าเพื่ออวยพร หรือเสนอโปรโมชั่นพิเศษ ต้องคอยเตือนให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นลูกค้าพิเศษของคุณอยู่เสมอๆ

3. ทำให้ลูกค้าซื้อได้อย่างสะดวกและซื้อได้เรื่อยๆ ลองทำตัวเป็นลูกค้าแล้วทดลองใช้สินค้าหรือบริการตามช่องทางปกติเพื่อดูว่ามีอุปสรรคอะไรขวางกั้นกระบวนการซื้อหรือไม่ ลองคิดว่าถ้าคุณเป็นลูกค้าคุณอยากให้เปลี่ยนอะไรบ้าง หรืออาจจะลองถามลูกค้าเลยก็ได้เพื่อดูว่าจะทำธุรกิจกับพวกเขาอย่างไรได้ง่ายขึ้น

4. สัญญาแล้วทำให้ได้ แน่นอนอย่างยิ่งว่าธุรกิจของคุณจะต้องดำเนินไปอย่างคำไหนคำนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เช่น บอกว่าสะสมแต้มครบแล้วจะได้ของสมนาคุณ ก็จะต้องมีให้กับลูกค้าให้ได้ สิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้จะสะสมมาเป็นความรู้สึกของลูกค้าต่อธุรกิจของคุณในที่สุด กฎก็คือ สัญญาน้อยๆเข้าไว้แต่พอถึงเวลาให้แล้วค่อยให้มากๆ ลูกค้าของคุณจะประทับใจแน่นอน

5. ทดลองและวัดผลทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการลงโฆษณา หรือการทำการตลาดต่างๆ ตัวเลขสถิติเหล่านั้นจะต้องสามารถนำมาคำนวณเพื่อวัดผลประสิทธิภาพสิ่งที่ทำไปให้ได้ เพราะเมื่อคุณรู้ค่า ROI (ค่าตอบแทนจากการลงทุน) คุณก็จะสามารถรู้ได้ทันทีว่าแผนการตลาดนั้นๆคุ้มค่าเงินที่ลงไปหรือไม่ หากไม่คุ้มคุณก็จะได้ไหวตัวและแก้เกมได้ทันนั่นเอง

ท้ายที่สุดแล้ว คนเราก็เลือกที่จะซื้อสินค้าหรือบริการจากธุรกิจที่พวกเขาชอบ และภักดีกับแบรนด์ที่พวกเขารู้สึกดีหรือผูกพันด้วย คนจำนวนมากยินดีที่จะจ่ายมากกว่าเพื่อสิ่งของหรือบริการที่ดีกว่า เพราะฉะนั้นการแข่งขันเรื่องราคาจึงไม่ใช่คำตอบเสมอไป อย่าลืมหาวิธีพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจของคุณและลูกค้าอยู่เรื่อยๆ เพราะเราเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากจะเสียลูกค้าไปให้กับคู่แข่งอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะแค่เพียงคนเดียวก็ตาม...คุณคิดเหมือนผมไหม

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เกณฑ์คัดเลือก และทักษะสำคัญของ พนง.(ถ้ามีดีมาก)

จากประสบการณ์ตรงที่เคยรับสมัครพนักงาน และทำงานด้านบุคคลมา ทำให้เดือนนี้ผมขอเขียนเกี่ยวกับเรื่องพื้นๆ ของการมีองค์กรเกิดขึ้นแล้วต้องมีการรับพนักงานที่ดีเข้ามาทำงาน ควรเริ่มต้นดูจากอะไร และทำไมต้องคัดโดยดูจากความสามารถที่เป็นแบบนี้ เพราะหากไม่มีกฎเกณฑ์ที่ดีในการคัดเลือก นั่นย่อมหมายถึงความล้มเหลวในการทำธุรกิจหรือการบริหารกำลังรอเราอยู่ สาเหตุพื้นฐานนั้นมาจากพนักงานที่ไม่ดี หรือการรับพนักงานที่มีปัญหาเข้ามาทำงาน...
นี่คือความหมายของพนักงานคือ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังม่านความสำเร็จของบริษัทมาโดยตลอด เรียกได้ว่าบริษัทไหนมีพนักงานดีก็มีชัยไปแล้วกว่าครึ่ง พนักงานจึงกลายเป็นบุคคลที่มีความสำคัญไม่ต่างจากลูกค้าของกิจการเลยก็ว่าได้ ทุกบริษัทจึงต่างแสวงหาพนักงานที่ดีและมีคุณภาพมากที่สุดเพื่อดึงเข้ามาร่วมงานกับองค์กรของตนเอง แต่พนักงานแต่ละคนก็ล้วนมีที่มาที่ไป มีความรู้ ประสบการณ์ รวมไปถึงลักษณะอุปนิสัยใจคอที่แตกต่างกันออกไป การคัดเลือกพนักงานสักคนเข้ามาทำงานภายในบริษัทจึงต้องอาศัยมากกว่าความถูกอกถูกใจของผู้ประกอบการแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องใช้บรรทัดฐานและหลักเกณฑ์ที่ดีในการพิจารณาคัดเลือกอีกด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์ที่จำเป็นต้องใช้มีดังนี้

1. ความรู้อย่างแรกที่ผู้ประกอบการจะต้องนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินรับพนักงานก็คือ “ความรู้” ซึ่งความรู้ในที่นี้จะต้องเป็นความรู้ที่พนักงานคนดังกล่าวรู้และมีความเชี่ยวชาญในสาขานั้นจริงๆ ไม่ใช่รู้แบบน้ำเต้าปูปลาอันหรือรู้แบบฉาบฉวยและไม่สามารถนำมาใช้ปฏิบัติงานได้จริง ดังนั้นก่อนที่จะรับใครสักคนเข้ามาทำงานในบริษัทผู้ประกอบการจะต้องแน่ใจเสียก่อนว่าเขามีความรู้ในเรื่องดังกล่าวจริงๆ ซึ่งอาจจะใช้วิธีการตรวจวัดโดยให้ทำแบบทดสอบหรือการทดลองงานก็ได้ จึงจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการสรรหาผู้ที่มีความรู้เข้ามาทำงานกับบริษัท

2. ประสบการณ์เป็นอีกหนึ่งหลักเกณฑ์ที่ผู้ประกอบการจำนวนมากมักจะนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการคัดเลือกพนักงาน ซึ่งผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานมักจะมีไหวพริบและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ดีกว่าคนที่ยังไม่มีประสบการณ์การทำงาน อีกทั้งผู้ประกอบการก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาเสียเวลานั่งสอนวิธีการทำงานให้ใหม่ทั้งหมด ดังนั้นประสบการณ์คืออีกหนึ่งคุณสมบัติที่ผู้ประกอบการจะต้องมองหาในการรับพนักงานแต่ละครั้งเข้ามาทำงาน

3. ผลการศึกษาผลการศึกษาก็เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการมักจะนำมาใช้ประกอบการพิจารณา เพราะเป็นการวัดระดับความรู้ของผู้ที่มาสมัครในเบื้องต้นว่ามีมากเพียงไรและความเหมาะสมกับการทำงานในบริษัทหรือไม่ ซึ่งหากจะใช้เกรดเฉลี่ยเป็นตัวเลือกหนึ่งในการตัดสินนั้น ผู้ประกอบการก็ควรจะพิจารณาลงลึกถึงในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับกิจการมากกว่าจะตัดสินจากเกรดเฉลี่ยรวม เพราะแต่ละคนย่อมจะมีวิชาที่ถนัดแตกต่างกันออกไป ซึ่งบางคนอาจจะมีความสามารถในรายวิชาที่ทางบริษัทต้องการจริง แต่อาจจะมีรายวิชาที่ไม่เกี่ยวข้องมาทำให้เกรดเฉลี่ยไม่สูงเท่าที่ควร ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการมองข้ามในเชิงลึกก็อาจจะทำให้พลาดโอกาสที่จะได้พนักงานที่มีความสามารถไปอีกหนึ่งคน

4. สถาบันการศึกษาในที่นี้ไม่อยากให้เน้นหนักในเรื่องว่าสถาบันเป็นอันดับที่เท่าไหร่ของประเทศ แ่ต่อยากให้ผู้ประกอบการมองไปที่เรื่องของสาขาที่แตกต่างกันมากกว่า เช่น สถาบัน A มีชื่อเสียงในเรื่องของวิศวกรรม แต่สถาบัน B มีชื่อเสียงในเรื่องการบัญชี ในขณะเดียวกัน เป็นต้น ดังนั้นผู้ประกอบการจึงสามารถใช้สถาบันเป็นอีกเกณฑ์หนึ่งในการตัดสินเพื่อให้ได้บุคลากรที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการ แต่ทั้งนี้ก่อนจะรับพนักงานเข้ามาทำงานในบริษัท ผู้ประกอบการจะต้องตรวจสอบข้อมูลจากทางสถาบันการศึกษาต้นสังกัดของพนักงานเสียก่อน เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจว่าคุณจะไม่ถูกย้อมแมว

5. ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบถือเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญมากในการตรวจสอบพิจารณาคัดเลือกพนักงานเข้าสู่บริษัท เพราะคนที่มีความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นจะเป็นคนที่มีความจริงใจกับบริษัทและผู้ร่วมงานมาก ซึ่งคนที่มีลักษณะดังที่กล่าวมานี้ทั้งสอง ประการจะเป็นผู้ที่มีมาตรฐานในการทำงานสูงและผู้ประกอบการสามารถไว้วางใจให้เขาดูแลในเรื่องที่สำคัญๆของธุรกิจแทนได้ในบางโอกาสด้วย โดยความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ตรวจสอบได้ค่อนข้างยากในช่วงของการสัมภาษณ์งาน จึงขอแนะนำให้ผู้ประกอบการใช้การสังเกตในช่วงการทดลองงานแทน

6. ลักษณะบุคลิกภาพการจะคัดเลือกให้ใครสักคนเข้ามาร่วมงานกับทางบริษัท ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาในเรื่องของบุคลิกภาพควบคู่กันไปด้วยเสมอ อย่าได้ใส่ใจกับข้อติฉินนินทาของคนอื่นเพราะคนที่พูดเรื่องเหล่านี้เขาไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบธุรกิจของผู้ประกอบการ ซึ่งบุคคลิกภาพตามที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นคนที่หน้าตาดีแต่ขอให้มีมารยาททั้งการพูดและการปฏิบัติ มีกาละเทศะ สะอาด แต่งตัวดูดี น่าเชื่อถือ เป็นพอ

7. มีมนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศเป็นหลักเกณฑ์ที่ผู้ประกอบการเป็นจำนวนมากมักจะหลงลืมและไม่ได้ตรวจสอบก่อนที่จะรับพนักงานแต่ละครั้งกันอยู่บ่อยๆ สำหรับเรื่องของมนุษยสัมพันธ์ในแต่ละบุคคล เพราะผู้ประกอบการต้องเข้าใจในหลักข้อนึงที่ว่าการทำงานในบริษัทเป็นลักษณะของการทำงานในรูปแบบทีมเวิร์คที่จะต้องอาศัยการพึ่งพาติดต่อระหว่างกันภายในองค์กรอยู่ตลอด ถ้าบริษัทไหนมีพนักงานที่มีมนุษยสัมพันธ์แย่ระบบการทำงานก็จะพังไปทั้งระบบ ซึ่งการตรวจสอบด้านมนุษยสัมพันธ์อาจจะอาศัยช่วงการทดลองงาน (ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 3 - 6 เืดือน) เพราะการคลุกคลีกันในระยะหนึ่งจะทำให้เห็นลักษณะนิสัยที่แท้จริงมากขึ้น แล้วจึงค่อยนำข้อมูลที่ได้มาพิจารณาในขั้นสุดท้าย ว่าพนักงานที่เข้ามาฝึกงานใหม่นั้นสามารถปรับตัวเข้าหาพนักงานคนอื่นๆได้ดีขนาดไหน แต่ทั้งนี้หากผู้ประกอบการใช้หลักเกณฑ์การอ้างอิงคำพูดจากพนักงานคนอื่นๆแล้วล่ะก็ ผู้ประกอบการก็ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีเพราะอาจพบปัญหาเรื่องอคติส่วนบุคคล ทางที่ดีผู้ประกอบการควรหาโอกาสพูดคุยและสังเกตพฤติกรรมของพนักงานด้วยตนเองเพื่อประกอบการตัดสินใจด้วย

หากผู้ที่มาสมัครงานกับทางบริษัทของผู้ประกอบการมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กล่าวไปแล้วล่ะก็ ต้องขอแสดงความยินดีไว้ ณ ที่นี้เลยว่าผู้ประกอบการได้พบเพชรแท้ในตลาดแรงงานเข้าให้แล้ว แต่ถ้ายังไม่เจออีก ทั้งบริษัทของผู้ประกอบการก็ยังไม่ได้รีบร้อนมากนักก็ขอแนะนำให้ค่อยๆเสาะหาพนักงานที่มีคุณสมบัติครบครันดังที่กล่าวไว้ไปก่อน เพราะทุกๆปีก็จะมีเด็กที่จบใหม่หรือพนักงานที่ลาออกจากบริษัทเดิมและพร้อมเข้าสู่ระบบการทำงานในตลาดแรงงานหลายแสนคน ผู้ประกอบการจึงมีโอกาสที่จะคัดเลือกคนที่ดีที่สุดให้กับบริษัทได้ โดยขอให้ยึดหลักสุภาษิตไทยที่ว่า “ช้าๆได้พร้าเล่มงาม” รับรองว่าผู้ประกอบการจะได้ฟันเฟืองที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมขับเคลื่อนกลไกของบริษัทอย่างแน่นอน

ทักษะในการทำงานมีความสำคัญพอๆกับความรู้ มาตรวจสอบกันว่าทักษะอะไรบ้างที่มีความสำคัญต่อการทำงานในบริษัทเมื่อก่อนการจะรับใครสักคนเข้ามาเป็นพนักงานในบริษัทมักจะมุ่งเน้นตรวจสอบและให้น้ำหนักกับความรู้เป็นสำคัญ แต่ในปัจจุบันการมีความรู้แต่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้การทำงานร่วมกันภายในองค์กรประสบความสำเร็จได้ เพราะการรับพนักงานโดยมองความรู้พื้นฐานที่จบการศึกษามาเพียงอย่างเดียวเป็นมุมมองที่แคบเกินไป เนื่องจากการทำงานจริงๆภายในบริษัทจะต้องใช้อะไรที่มากกว่านั้นพนักงานและองค์กรจึงจะสามารถอยู่รอดร่วมกันได้ ซึ่งชิ้นส่วนสำคัญที่ขาดหายไปในการพิจารณาคัดเลือกพนักงานก็คือเรื่องของ “ทักษะ” นั่นเอง โอกาสนี้ ผมจึงขอแนะนำทักษะการทำงานที่จำเป็นซึ่งพนักงานทุกคนจำเป็นจะต้องมี อันประกอบไปด้วย

ทักษะที่ 1 คอมพิวเตอร์เดี๋ยวนี้แทบจะไม่มีองค์กรไหนทำงานด้วยการใช้มือจับปากกากันอีกต่อไปแล้ว ทักษะในเรื่องคอมพิวเตอร์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากและผู้ประกอบการควรที่จะต้องเอาใจใส่ในเรื่องนี้ให้มากเป็นพิเศษ เพราะพนักงานที่มีความรู้ความสามารถบวกกับทักษะในเรื่องของคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพิมพ์แบบสัมผัส สามารถใช้โปรแกรมได้หลากหลาย รับส่งอีเมล์เป็น ฯลฯ จะสามารถทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แถมยังช่วยลดภาระการทำงานที่ซ้ำซ้อนภายในบริษัทได้อีกด้วย

ทักษะที่ 2 การฟังและพูดเพราะมนุษย์แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นๆตรงที่เรามีภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารเป็นของตนเอง ทักษะในการพูดและฟังจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะมันจะมีส่วนช่วยลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากการประสานงานที่คลาดเคลื่อนไปได้มากกว่าครึ่ง ซึ่งพนักงานที่มีทักษะการฟังที่ดีก็มักจะมีทักษะการพูดที่ดีตามไปด้วยเพราะทั้งสองสิ่งมีความเชื่อมโยงกันนั่นเอง

ทักษะที่ 3 การเขียนการเขียนในที่นี้อาจจะไม่ได้หมายรวมถึงการเขียนเป็นตัวหนังสือเท่านั้น แต่มีความหมายที่กว้างและครอบคลุมถึงการสื่อสารทั้งหมด โดยจะอยู่ในฐานะของผู้ส่งสารและจดบันทึกในเรื่องต่างๆ ทั้งการเขียนแผนธุรกิจ การนำเสนอแผนงานโครงการ การนำเสนองบดุลบัญชี ฯลฯ เป็นต้น ดังนั้นพนักงานของบริษัททุกคนจะต้องมีทักษะในเรื่องของการเขียนด้วย เพราะหากพนักงานคนไหนไร้ซึ่งทักษะตัวนี้แล้วล่ะก็การประสานงานภายในองค์กรก็จะเป็นไปอย่างยุ่งยากมากขึ้น

ทักษะที่ 4 การแก้ปัญหาเป็นอีกหนึ่งทักษะที่มีความสำคัญมากเพราะถือเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงานที่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ลงมือทำมักจะมีปัญหาแฝงมาด้วยอยู่เสมอ ดังนั้นพนักงานที่มีทักษะในการแก้ปัญหาจะสามารถเอาตัวรอดในสถานการณ์ที่บีบคั้นเช่นนี้ได้เป็นอย่างดี ทำให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินงานภายในบริษัทจะไม่หยุดชะงักเพียงเพราะแค่คนเพียงคนเดียวแก้ปัญหาไม่เป็นอย่างแน่นอน

ทักษะที่ 5 การบริหารเวลาโดยปกติการทำธุรกิจก็มีปัญหาในเรื่องของภาวะการแข่งขันในท้องตลาดให้ต้องคิดวิตกกังวลกันมากมายอยู่แล้ว แต่นอกจากนี้ในบางครั้งศัตรูที่น่ากลัวที่สุดกลับเป็นเวลาที่หมุนผ่านบนเข็มนาฬิกามากกว่า พนักงานในบริษัทจึงควรมีทักษะในเรื่องของการบริหารเวลากับการทำงานให้เหมาะสมและสามารถไปด้วยกันได้เป็นอย่างดีด้วย เพื่อให้งานสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มสมรรถนะและโอกาสในการแข่งขันกับคู่แข่งให้เพิ่มสูงขึ้นด้วยในท้ายที่สุด

ทักษะที่ 6 มนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศระบบการทำงานในบริษัทที่ประสบความสำเร็จจะมีจุดเด่นที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือในเรื่องของการทำงานแบบเป็นทีมเวิร์ค ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานในบริษัททุกยุคทุกสมัย ดังนั้นทักษะในเรื่องมนุษย์สัมพันธ์จึงเป็นอีกหนึ่งทักษะที่พนักงานทุกๆคนจำเป็นต้องมี เพราะมันมีกลไกที่สามารถช่วยลดความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงานลงได้อย่างมาก อีกทั้งยังช่วยอำนวยการให้การติดต่องานกับแผนกอื่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพไม่มีการข้ามเส้นระหว่างกันด้วย

ทักษะที่ 7 ความอดทนอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าปัญหาในการทำงานเป็นวัฏจักรอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ด้วยเหตุผลประการเช่นนี้พนักงานทุกคนจึงต้องมีทักษะในเรื่องของความอดทนที่ยอดเยี่ยมเป็นเลิศด้วย เพราะความอดทนคือคุณสมบัติขั้นต้นที่จะช่วยให้พนักงานสามารถฝ่าฟันปัญหามรสุมในเรื่องต่างๆออกมาได้

ทักษะที่ 8 ภาษาต่างประเทศถ้าพนักงานสามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศได้จะถือว่าได้เปรียบเป็นอย่างมาก เพราะต้องไม่ลืมว่าการพัฒนาเทคโนโลยีตามยุคสมัยได้มีส่วนทำลายพรมแดนทางเศรษฐกิจลงอย่างสิ้นเชิง โดยปัจจุบันบริษัทจากต่างประเทศได้เข้ามาลงทุนและติดต่อทำธุรกิจกับบริษัทสัญชาติไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พนักงานขององค์กรจึงควรมีทักษะความรู้ในเรื่องภาษาต่างประเทศติดตัวเอาไว้บ้าง ไม่ใช่เห็นชาวต่างชาติเมื่อไหร่ก็ต่างตกใจวิ่งหนีหรือเกี่ยงกัน

จะเห็นได้ว่าความรู้เพียงอย่างเดียวไม่ใช่องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดที่จะนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการคัดเลือกพนักงานอีกต่อไปเพราะความรู้จะไร้ค่าหากพนักงานขาดซึ่งทักษะในการทำงานและการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ดังนั้นหากคราวใดที่ผู้ประกอบการจะต้องเลือกพนักงานเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในองค์กรก็ขอให้พิจารณาในเรื่องของทักษะให้ดีควบคู่กับความรู้ด้วย พบกันใหม่เดือนหน้าครับ

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

วิธีเตรียมพร้อมกับการโตของ..ธุรกิจ

ผ่านไปแล้วสำหรับเดือนเมษายนที่แสนร้อน...มากๆ มาต่อกันด้วยเดือนพฤษภาคม ที่ก็ยังร้อนอยู่ ไม่ต่างกับเดือนเมษา กอรปกัปเศรษฐกิจที่ก็ยังร้อนๆ อยู่ ด้วยเหตุที่สภพคล่องยังไม่เกิดมากมาย แต่อย่างไรก็ตามธุรกิจก็จะต้องเติบโตต่อไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่นักธุรกิจมือใหม่จะพากิจการของตนเองไปรอดโดยไม่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการในช่วงบุกเบิก ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้ง การวางแผนธุรกิจ การหาเงินทุน การทำให้สินค้าและบริการติดตลาด ไปจนถึงการขับเคี่ยวกับบรรดาคู่แข่งอีกมากมายซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่บั่นทอนกำลังใจของบรรดานักธุรกิจ จนทำให้หลายต่อหลายคนต้องยอมยกธงขาวและออกไปจากสนามแข่งแต่โดยดี แต่หากคุณผ่านมันมาได้แล้ว ทางเราก็ขอแสดงความยินดีเพราะถือว่าคุณได้สอบผ่านแล้วในขั้นต้น แต่คุณก็ยังไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะแม้ว่ากิจการของคุณจะติดตลาดแล้วก็ตาม พอเริ่มเข้าสู่ปีที่ 5 ของการลงทุนเท่านั้น คุณก็ต้องประหลาดใจกับอัตราการเจริญเติบโตซึ่งเคยโตวันโตคืนที่อยู่ดีๆก็ชะงักไปแบบไม่ทันตั้งตัว ทั้งนี้ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับกิจการทั่วไปที่พอทำธุรกิจไปหลายๆปีแล้วยอดขายจะเริ่มชะลอตัว เพราะสินค้าหรือบริการของคุณได้เป็นที่รู้จักกับตลาดมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว กลุ่มเป้าหมายก็ยังภักดีในผลิตภัณฑ์ของคุณดังเดิม แเละอาจมีเพิ่มบ้างตามโปรโมชั่นที่ออกมาเพื่อกระตุ้นตลาด หรือลดลงบ้างตามภาวะเศรษฐกิจ

แต่การไม่เจริญเติบโตนั้นอาจส่งผลเสียให้สินค้าหรือบริการของคุณถูกลืมได้เมื่อมีบรรดาคู่แข่งหน้าใหม่เริ่มเข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด ดังนั้นแม้เจ้าของกิจการจะพอใจในสิ่งที่มีอยู่แล้วก็ควรเตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้า แต่สำหรับนักธุรกิจที่รักความก้าวหน้าอย่างคุณแล้วล่ะก็ เราเชื่อว่าคุณยังไม่อยากให้ยอดขายคุณชะลอตัวในช่วง 5-10 ปี ของกิจการอย่างแน่นอน เราจึงเสนอวิธีต่างๆต่อไปนี้ให้กับคุณ

นำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆออกสู่ตลาดเนื่องจากแบรนด์ของคุณได้เป็นที่เชื่อถือมาแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่คุณจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆออกมา เพราะนอกจากคุณจะสามารถเพิ่มยอดขายจากกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มเดิมของคุณแล้ว ยังเป็นการขยายตลาดผู้บริโภครายใหม่อีกด้วย ทั้งนี้การนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆออกสู่ตลาดนั้นแม้จะเป็นความคิดที่ดี แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะหากเกิดพลาดขึ้นมาก็เท่ากับว่าคุณขาดทุน ดังนั้นก่อนการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ คุณควรทำการวิจัยตลาดให้ดีเสียก่อน นอกจากนี้ด้วยเหตุที่ผู้บริโภคได้รู้จักคุณเป็นอย่างดีแล้วในสินค้าและบริการนั้นๆ ผลิตภัณฑ์ใหม่คุณจึงควรสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์เดิม เช่น ถ้าผลิตภัณฑ์ของคุณ คือ ‘น้ำปลายี่ห้อรสล้ำ’ผลิตภัณฑ์ใหม่ของคุณควรจะเป็นซีอิ๊ว ซอสปรุงรส หรืออะไรที่เกี่ยวกับการประกอบอาหารจะดีกว่าการที่คุณคิดผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นสบู่หรือยาสีฟัน เพราะผู้บริโภคของคุณคงไม่กล้าอาบน้ำด้วยสบู่จากบริษัทน้ำปลาอย่างแน่นอน

เปลี่ยนรูปลักษณ์ของบริการ ผลิตภัณฑ์ หรือบรรจุภัณฑ์ใหม่ควรให้ผู้บริโภคมีการรับรู้การเปลี่ยนรูปลักษณ์ของสินค้า ถ้าพวกเขาจำไม่ได้ คุณก็อาจสูญเสียลูกค้าเก่าไปตลอดการถ้าคุณไม่กล้าเสี่ยงกับการออกสินค้าและบริการตัวใหม่ การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาของสินค้า ขนาด ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะทำให้ผู้บริโภคกลุ่มเดิมรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ของคุณทันสมัยและมีการพัฒนาอยู่เสมอแล้ว ยังดึงดูดกลุ่มผู้บริโภครายใหม่ซึ่งอาจเป็นกลุ่มเป้าหมายของคุณแต่เป็นลูกค้าของคู่แข่งให้หันมาใช้ผลิตภัณฑ์ของคุณแทน ยกตัวอย่างเช่น คุณนาย ก. รู้สึกว่าผงซักฟอกยี่ห้อ A ดีจริงอย่างที่โฆษณา แต่ชอบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นขวดซึ่งเก็บง่ายกว่าของผงซักฟอก B จึงเลือกซื้อผงซักฟอก B มาใช้ ดังนั้นถ้าผงซักฟอก A เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นขวดบ้าง หรือเป็นแบบอื่นๆที่จัดเก็บง่าย อาจจะสามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่คิดแบบคุณนาย ก. ให้หันมาใช้ผลิตภัณฑ์ของตนก็ได้

ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงรูปแบบต่างๆของคุณควรจะสามารถเชื่อมโยงกับแบบเก่าได้ หรือทำให้ผู้บริโภครับรู้ว่าคุณมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (เช่นการโฆษณา) เพราะนั่นคือสิ่งที่ผู้บริโภครับรู้ว่ามันเป็นแบรนด์ของคุณ และไม่แน่ว่าหากคุณเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์จนลูกค้าเก่าจำไม่ได้ คุณก็อาจสูญเสียพวกเขาไปตลอดกาล

เพิ่มทรัพยากรและขยับขยายที่ตั้งของกิจการบางทีการที่กิจการไม่เจริญเติบโตขึ้นอาจจะไม่ได้มาจากปัจจัยเรื่องผู้บริโภค แต่เป็นเรื่องจำนวนทรัพยากรและพื้นที่อันจำกัดของกิจการที่ไม่สามารถเพิ่มจำนวนพนักงานเพื่อมารองรับการบริการ หรือการผลิตที่มากขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น กิจการนวดแผนโบราณแห่งหนึ่ง ตอนก่อตั้งมีเตียงสำหรับนวด 10 เตียง ซึ่งรองรับลูกค้าได้วันละ 100 คน พอหลายปีเข้าลูกค้าที่ประทับใจก็บอกต่อคนรู้จักให้มาใช้บริการเยอะขึ้น แต่จำนวนเตียงและหมอนวดมีเท่าเดิม ทำให้ไม่สามารถรองรับลูกค้าใหม่ได้ เป็นต้น

ถ้าเกิดปัญหาดังกล่าวคุณอาจจำเป็นต้องหาทรัพยากรมาเพิ่ม ปรับปรุงขยับขยายห้องทำงานให้กับพนักงาน หรือหากไม่สามารถทำได้ในที่ตั้งเก่า หากคำนวณแล้วว่าการขยายกิจการจะคุ้มค่า คุณก็ควรย้ายที่ตั้งไปยังที่ที่สามารถรองรับการขยับขยายได้จะดีกว่าปล่อยโอกาสให้สูญเปล่า สรรหาเทคโนโลยีใหม่ๆมาพัฒนากิจการในยุคโลกล้ำสมัยแบบนี้ เทคโนโลยีใหม่ๆกลายเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกให้กับคุณ นักธุรกิจจึงไม่ควรพลาดโอกาสที่จะแสวงหาเทคโนโลยีที่เอื้อประโยชน์เพื่อมาพัฒนาประสิทธิภาพให้กับกิจการของคุณไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ประมวลผลอย่างคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ตัวใหม่ หรือเครื่องจักรต่างๆ เทคโนโลยีเหล่านี้จะเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าและบริการของคุณให้ได้ประโยชน์สูงสุด จนเรียกได้ว่าคุ้มค่ากับการลงทุน เพราะนอกจากมันจะสร้างมาตรฐานให้สินค้าและบริการของคุณแล้ว ยังอาจช่วยเพิ่มจำนวนการผลิตให้มากขึ้นในเวลาที่เท่าเดิมอีกด้วย

เมื่อมีการเอาเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ คุณก็ควรจะจัดอบรมให้กับพนักงานเพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้การใช้อย่างละเอียดด้วย แม้ขั้นตอนการอบรมอาจจะสิ้นเปลืองอยู่บ้าง แต่รับรองว่าผลประโยชน์ที่ได้กลับมาจะคุ้มค่ากับการลงทุนของคุณอย่างแน่นอน หานักลงทุนเพิ่มเติม การที่คุณจะสามารถผลิตสินค้าและบริการแบบใหม่ เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ ขยายที่ตั้ง หรือจัดซื้อเทคโนโลยีเข้ามาใช้อย่างที่ได้กล่าวไปในข้อต่างๆข้างต้นได้นั้น คุณก็จำเป็นจะต้องหาเงินลงทุน เช่นเดียวกับตอนก่อตั้งกิจการที่คุณก็ต้องไปพึ่งสถาบันทางการเงิน นักลงทุนส่วนบุคคล หรือบริษัทร่วมทุน แต่ครั้งนี้การหาทุนของคุณจะสะดวกขึ้น เพราะกิจการของคุณเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ทั้งความก้าวหน้าก็เห็นอย่างเด่นชัด ทำให้บุคคลเหล่านั้นสามารถตัดสินใจให้ความช่วยเหลือกับคุณได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น แถมบางทีพวกอาจเป็นฝ่ายเข้ามาหาคุณเอง โดยที่คุณยังสามารถเจรจาต่อรองเรื่องผลประโยชน์ที่คุณพอใจได้อีกด้วย

ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลดต้นทุนบางอย่างที่ไม่จำเป็นเพื่อลดภาระรายจ่ายของกิจการหากในช่วงนี้กิจการของคุณเริ่มอยู่ตัวและมีรายได้สม่ำเสมอแล้ว คุณอาจเบนเป้าหมายจากการกระตุ้นยอดขายแบบในช่วงก่อตั้ง มาเป็นการลดต้นทุนบางอย่างที่ไม่จำเป็นเพื่อลดภาระรายจ่ายของกิจการแทน เพราะยิ่งกิจการของคุณใหญ่โตเท่าไหร่อัตราความสิ้นเปลืองก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นจึงถึงคราวที่คุณจะกลับมานั่งวิเคราะห์ทุกกระบวนการและตัดขั้นตอนที่คิดว่าไม่จำเป็นหรือค่าใช้จ่ายที่เกินตัวออกไป ยกตัวอย่างเช่น หากยอดขายของกิจการเกิดจากการซื้อซ้ำมากกว่าจากกลุ่มเป้าหมายรายใหม่ แสดงว่าฝ่ายขายมีหน้าที่เหลือเพียงรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเก่าเท่านั้น คุณจึงสามารถลดค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นการขายของฝ่ายขายลงได้ หรือถ้างานของบริษัทอยู่ตัวไม่ได้เร่งรีบมากก็อาจลดการทำโอทีและลดการจ้างพนักงานชั่วคราวลงบ้าง เป็นต้น ซึ่งเงินที่คุณสามารถประหยัดได้จากการลดต้นทุนดังกล่าวนั้นจะกลายเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนากิจการต่อไป

แม้คุณจะเป็นนักธุรกิจที่ผ่านช่วงอันตรายอย่างช่วงก่อตั้งและช่วงชะลอตัวมาได้แล้ว แต่คุณก็ไม่ควรประมาท เพราะเรื่องของธุรกิจนั้นเกี่ยวพันกับปัจจัยหลายอย่าง บางทีกิจการกำลังไปได้สวยก็ต้องมาปิดตัวลงเพราะภาวะเศรษฐกิจทำพิษ ดังนั้น ‘นักธุรกิจที่ดี’ จึงควรเป็น ‘ผู้ระวังภัย’ ที่ดีด้วย แล้วพบกันใหม่ในเดือนหน้า

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558

ธุรกิจที่ทำ...ดีไหมขึ้นดูง่ายๆ ที่นี่ไง

นี่ก็ผ่านเทศกาลสงกรานต์มาได้สักอาทิตย์แล้ว เป็นอย่างไรกันบ้าง ไปเที่ยวไหนกันมา คงได้พักผ่อนกันเต็มที่และสนุกกันดีนะ ส่วนผมไม่ได้ไปไหน แต่ได้ทำสิ่งสำคัญตามเทศกาลวันครอบครัวคือ ไปทำบุญ การรดน้ำดำหัว และขอขมา ขออโหสิกรรมพ่อแม่ ซึ่งสิ่งนี้สำคัญกว่าเรื่องใดๆ เพื่อเป็นเหมือนการเริ่มต้นของชีวิตใหม่ และเป็นการตัดเวรกรรมได้ในระดบหนึ่ง วกกลับมาถึงเรื่องที่ผมจะเขียนครั้งนี้เกี่ยวกับธุรกิจ เรื่อง "สัญญาณ...บ่งบอกว่าธุรกิจกำลังเติบโตธุรกิจที่กำลังประสบความสำเร็จ " คือ มักจะมีสัญญาณแจ้งเตือนล่วงหน้าอยู่เสมอๆ มาดูกันดีกว่าว่าสัญญาณชี้ช่องรวยสำหรับธุรกิจได้แก่อะไรบ้าง
เป้าหมายสูงสุดของการดำเนินธุรกิจก็คือความสำเร็จและการขยายตัวของกิจการแบบต่อเนื่อง และการขยายตัวทางธุรกิจนั้นมักจะมีการส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้ผู้ประกอบการได้รับทราบอยู่เสมอๆ ซึ่งโอกาสนี้ผมได้รวบรวม 5 สัญญาณที่บ่งบอกว่าธุรกิจของผู้ประกอบการกำลังเติบโตมาฝากเพื่อให้ผู้ประกอบการได้เตรียมลงมือวางแผนต่อยอดให้กับธุรกิจของตนเองได้อย่างเหมาะสม โดยสัญญาณทั้ง 5 มีดังนี้

สัญญาณที่ 1 ธุรกิจเป็นที่รู้จักมากขึ้นหนึ่งในสัญญาณที่เด่นชัดที่สุดและเป็นตัวบ่งบอกว่าธุรกิจของผู้ประกอบการกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นก็คือ “ตัวธุรกิจเป็นที่รู้จักมากขึ้น” เพราะนั่นแสดงว่าผู้ประกอบการได้ประสบความสำเร็จในเรื่องของการสื่อสารโดยใช้แบรนด์สินค้าทำตลาดไปแล้วมากกว่าครึ่ง

สัญญาณที่ 2 มีงานมากขึ้นการที่บริษัทของผู้ประกอบการมีงานเข้ามาให้ทำมากขึ้นนั่นหมายถึงธุรกิจกำลังเข้าสู่ช่วงขยายตัว ซึ่งถึงแม้งานที่เพิ่มมากขึ้นอาจจะนำมาซึ่งความเหน็ดเหนื่อยอย่างมหาศาล แต่โปรดจงเชื่อเถอะว่ามันคุ้มค่ากับผลตอบแทนที่จะได้รับกลับคืนมาแน่นอน เพราะมันอาจต่อยอดไปถึงการขยายกิจการในอนาคตได้

สัญญาณที่ 3 กระแสเงินหมุนเวียนในบริษัทมากขึ้น“งานนำมาสู่เงิน และเงินคือสิ่งวิเศษที่สามารถเนรมิตทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นจริงได้” คือ วลีติดปากผู้คนในสังคมที่ได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ซึ่ง ณ จุดนี้เองกระแสเงินสดที่หมุนเวียนอยู่ภายในบริษัทจึงสามารถใช้เป็นกระจกเงาสะท้อนการเติบโตของบริษัทได้เป็นอย่างดี ยิ่งหากธุรกิจไหนมีกระแสเงินหมุนเวียนในระบบมากนั่นยิ่งเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าธุรกิจกำลังอยู่ในช่วงของการขยายตัวนั่นเอง

สัญญาณที่ 4 ยอดการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการหากผู้ประกอบการเพิ่มยอดการผลิตจนถึงระดับที่ไม่สามารถเพิ่มได้มากกว่านี้อีกแล้ว นั่นแสดงว่าธุรกิจของผู้ประกอบการได้ก้าวมาสู่จุดที่ต้องขยับขยายธุรกิจให้มีกำลังการผลิตที่มากขึ้นกว่าแต่ก่อนเพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของตลาด และถ้าหากผู้ประกอบการไม่เร่งตอบสนองความต้องการของตลาดด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตแล้วล่ะก็ ธุรกิจของผู้ประกอบการก็อาจจะค่อยๆหดตัวเล็กลงเรื่อยๆในลักษณะของเส้นกราฟที่ทิ้งดิ่งลงในรูปของระฆัง อันมีสาเหตุหลักมาจากอุปทานไม่สามารถตอบสนองความต้องการของอุปสงค์ได้

สัญญาณที่ 5 มีผู้สนใจขอร่วมหุ้นการที่มีผู้สนใจขอเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับทางผู้ประกอบการนั้นเปรียบเสมือนเป็นการการันตีในการเติบโตได้เป็นอย่างดี เพราะนักลงทุนมักจะไม่ยินยอมจ่ายเงินให้กับอะไรก็ตามที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เขาต้องเสียไปอย่างแน่นอน ดังนั้นการที่นักลงทุนอยากจะร่วมหุ้นด้วยแสดงว่าเขาต้องมองเห็นแล้วว่าตัวธุรกิจของผู้ประกอบการยังมีทางเดินไปได้อีกยาวไกล ดังนั้นทุกครั้งที่มีผู้ขอเข้าร่วมหุ้นทางธุรกิจ นั่นหมายความว่าธุรกิจที่ผู้ประกอบการกำลังทำอยู่นั้นมีโอกาสที่จะเติบโตเดินไปได้อีกในอนาคต จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่จะต้องเป็นคนตัดสินใจให้ได้ว่าวิถีทางที่เลือกสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจจะอยู่ในรูปแบบไหนและจะยอมเปิดรับเงินทุนจากภายนอกหรือไม่ด้วย

ทุกๆความเปลี่ยนแปลงมักจะมีสัญญาณบ่งบอกให้ผู้ประกอบการของแต่ละกิจการได้รับทราบล่วงหน้าเสมอ แต่ต่างกันตรงที่ผลลัพธ์มักขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการของผู้ประกอบการแต่ละคนเอง ดังนั้นหากผู้ประกอบการท่านใดรู้เท่าทันเกมก่อน ผู้ประกอบการท่านนั้นก็จะกลายเป็นผู้คุมเกมได้ไม่ยาก

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Is it Free Lance to Free Time ?

งานฟรีแลนซ์ อิสระของการทำงาน จริงหรือเปล่า ?
ชีวิตในเมืองต้องผจญกับมลภาวะ เป็นพิษ แถมทั้งแมงเม้าส์ แมงโม้ แมงรำคาญที่วนเวียนอยู่รอบตัว นับวันยิ่งจะคุกคามเข้ามาใกล้มากขึ้น ป่วยการที่จะฮึดสู้ ถึงเวลาที่ “มนุษย์เงินเดือน” ต้องปลดแอก หันหน้าหนีงานประจำไปโชว์เดี่ยวเสียที

ความฝันของการเป็นฟรีแลนซ์นั้นเต้นอยู่ในหัวคุณหรือเปล่า คงจะไม่ใช่คำกล่าวที่เกินเลยนัก หากจะบอกว่าสมัยนี้ผู้คนหันไปให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการใช้ชีวิตอย่างสุด โต่ง ขณะเดียวกันบริษัทต่างๆ นั้นต้องรับภาระค่าบุคลากรที่แพงและสวัสดิการที่สูง พวกเขาจะหันไปขอความช่วยเหลือจากฟรีแลนซ์ ถ้าหากคุณมีความเชี่ยวชาญในสาขาที่โดน มีความเป็นไปได้สูงที่คุณจะสามารถเปลี่ยนมันเป็นอาชีพฟรีแลนซ์ได้ โดยการใช้ความรู้ ความสามารถที่มีในตัว ด้วยเหตุนี้เลยทำให้การเป็นฟรีแลนซ์กลายเป็นอาชีพยอดฮิตไปแล้ว

การทำงานฟรีแลนซ์มีอิสระ และในบางครั้งได้ผลตอบแทนดีกว่าคนที่มีงานประจำเสียด้วย แถมไม่ต้องทำงานซ้ำซากจำเจ ไม่ต้องวิ่งหน้าตั้งมาตอกบัตรหรือสแกนนิ้วมือ คอยนั่งมองนาฬิกาเดินให้จิตตก ในการเป็น Full-time freelance หรือ ฟรีแลนซ์เต็มเวลานั้น คุณจะทำงานเมื่อคุณอยากทำ คุณสามารถพักร้อนได้นานเท่าที่คุณต้องการ การพักผ่อนสุดสัปดาห์ก็จะไม่จำกัดอยู่แค่สุดสัปดาห์ และชุดสูทแทบจะเป็นอดีตไปเลย

ทว่าการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก่อนที่คุณจะเริ่มการเป็นฟรี แลนซ์ อย่างจริงจังคือ การตัดสินใจไลฟ์สไตล์แบบนี้เข้ากับลักษณะนิสัยของคุณหรือไม่ คุณควรจะคิดให้ดีก่อนที่คุณจะทำการผูกมัดกับไลฟ์สไตล์และเวิร์คสไตล์ที่อาจ จะไม่เหมาะกับตัวคุณ และในขณะที่คุณไม่มีเจ้านาย คุณยังต้องรายงานตัวกับคนๆ หนึ่ง นั่นคือตัวคุณเอง นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่การมีวินัยในตัวเอง คือกุญแจในการนำการฟรีแลนซ์ของคุณจากงานอดิเรก ไปเป็นธุรกิจที่สามารถพัฒนาได้

การเป็นฟรีแลนซ์สามารถเป็นได้หลากหลายอาชีพ เช่น นักแสดง นักร้อง ช่างภาพ ช่างแต่งผม แต่งหน้า ตัดเย็บเสื้อผ้า เขียนบทละครโทรทัศน์ ประชาสัมพันธ์ ฯลฯ แต่เดี๋ยวก่อน เพราะเรื่องมีอยู่ว่า เมื่อ 5 ปีก่อน เว็บดีไซเนอร์ สามารถทำเงินได้ดีจากการฟรีแลนซ์บริการของพวกเขา แต่ปัจจุบันความต้องการนั้นลดลง เนื่องจากผู้คนในยุคนั้นมีมากเกินความต้องการของตลาด ในขณะเดียวกัน เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กนั้นต้องการจะเรียนรู้วิธีการออกแบบเว็บด้วยตนเอง ดังนั้นในปัจจุบันการสอนออกแบบเว็บไซต์อาจจะน่าสนใจกว่าการลงมือออกแบบเอง

นี่คืออีกมุมหนึ่งที่น่าเป็นกังวลของการทำอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์ ที่สัมพันธ์กับการบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคล โดยสิ่งที่ต้องพึงระวังคือความไม่สม่ำเสมอของรายได้ ถ้าดูแลเงินไม่ดี เงินก็อาจชวดได้ภายในวันเดียว

ปัญหาการเงินที่พบอยู่บ่อยๆ กับคนที่ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ คือ รายได้ไม่สม่ำเสมอและไม่มีสวัสดิการหรือหลักประกันรายในระยะยาว ซึ่งปัญหานี้ยังมีทางออก ซึ่งจากการศึกษาค้นคว้าพบว่า แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ให้คำแนะนำไปในทิศทางเดียวกัน

มาไขปัญหาแรกก่อนเลย คือ ความไม่สม่ำเสมอของรายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกำจัดให้สิ้นซากจากการทำอาชีพอิสระ แต่ก็ไม่ยากถ้าคิดจะแก้ เพียงแต่จะต้องอาศัยระเบียบวินัย และความเคารพในตนเองมากอยู่สักหน่อย

Recording จดรายได้ทุกอย่างที่ได้รับในแต่ละวันหรือแต่ละครั้ง จะจดเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ก็ได้ เพื่อที่จะได้รู้ว่าในแต่ละเดือนเรามีรายได้เท่าไร และสิ่งที่ควรจดคู่กันไปก็คือ รายจ่ายในแต่ละเดือน จะได้รู้ว่านิสัยการใช้จ่ายของเราเป็นอย่างไร และจะสามารถสร้างสมดุลให้เข้ากับอินพุทและเอาท์พุทของเงิน ลองจดบันทึกสัก เมื่อผ่านไปสัก 2-3 เดือน ลองนำสิ่งที่จดได้มาคำนวณหาค่าเฉลี่ยว่าแต่ละเดือนเงินเข้าออกเท่าไร เพื่อช่วยในการจัดการการเงินที่เข้ามาไม่แน่นอนในแต่ละเดือน เพราะถ้าใช้อย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง เงินก็หมดไปอย่างไม่รู้ตัว

Saving ออมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยทั่วไปสำหรับคนที่มีเงินเดือนอาจจะกันเงินไว้เป็นเงินออม 10-30% ของรายได้ แต่ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์ ควรต้องกันเงินออมออกมาไว้ก่อนทันทีครึ่งหนึ่ง แล้วส่วนที่เหลือค่อยนำไปจัดสรรเป็นค่าใช้จ่าย เพราะอิสระในการทำงานทำให้รายได้ของคุณสไม่ค่อยสม่ำเสมอ เงินออมก้อนนี้จะไปช่วยเยียวยาอนาคตในกรณีที่บางเดือนอาจไม่มีรายได้เข้ามา เลย

Changing ปรับไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายสักหน่อย เพราะดิฉันเชื่อว่าไลฟ์สไตล์ของฟรีแลนซ์จำนวนไม่น้อยนิยมการเลี้ยงสังสรรค์ และมีงานปาร์ตี้อยู่เป็นประจำ เพราะการทำงานอิสระมีเวลาค่อนข้างมาก บางทีเพื่อนตัวดีชวนไปไหนก็ค่อนข้างไม่พลาด เพราะฉะนั้นคุณจะต้องจัดการกับเงินทองอย่างจริงจัง ลดความถี่ของการสังสรรค์ค์ลงบ้าง เลือกไปบางแมตช์ก็พอ ให้รายจ่ายลดลงจากสักสัก 1 ใน 4

ส่วนปัญหาอีกอย่างคือการไม่มีสวัสดิการหรือหลักประกันรายได้ในระยะยาว ทางออกคือทำประกันเพื่ออนาคต ไม่ ว่าจะเป็นประกันสุขภาพยามเจ็บป่วย หรือประกันอุบัติเหตุ ประกันชีวิตเดี๋ยวนี้สามารถตอบโจทย์ให้คุณได้หลายอย่าง ทั้งแบบสะสมทรัพย์ หรือซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยยามเจ็บ ไข้ก็ได้ ส่วนในเรื่องของการลงทุนเพื่อบั้นปลายชีวิต แนะนำว่าฟรีแลนซ์ควรจะลงทุนในรูปของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) เพราะอย่างน้อยก็เป็นการออมและลงทุนที่ช่วยประหยัดภาษี อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องพึงระวังให้มาก คือ การเป็นหนี้ เพราะความที่รายได้ไม่แน่นอน หากสร้างหนี้ไว้มาก จนกลายเป็นหนี้เสีย อาจเสี่ยงต่อการตาดแบล็กลิสต์ในเครดิตบูโร

การเติบโตของการเป็นฟรีแลนซ์นั้นต้องใช้ เวลา ต้องใช้เวลาในการตั้งตัว และต้องใช้เวลาในการทำเงิน ทั้งหมดนี้สามารถทำให้คุณคลั่ง กินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่ด้วยความสามารถ ความอดทน และโชคอีกนิดหน่อย การเป็นฟรีแลนซ์จะเป็นหนึ่งในวิธีการทำงานที่มีผลตอบแทนที่ดีที่สุดวิธี หนึ่ง หลังจากคุณจัดระบบตรงนี้ได้ลงตัว ต่อไปคุณก็จะทำงานอย่างมีความสุข และมีอิสระทางการเงิน เพราะการใช้ชีวิตที่มีความสุขขึ้นอยู่กับตัวเราเองแทบทั้งสิ้น

การแลกเปลี่ยนกับอิสระเหล่านั้น มีความเสี่ยงและความไม่มั่นคง ไม่มีการันตีสำหรับเงินเดือนเดือนหน้า วิธีการที่ดีที่สุดที่จะรับรองอนาคตการเป็นฟรีแลนซ์ คือ การให้บริการที่มีคนต้องการและพร้อมที่จะจ่าย ถ้าเพียงเพราะว่าอยากจะทำอะไรสักอย่าง ไม่ได้หมายความว่าจะมีตลาดที่พร้อมเพื่อธุรกิจ
ทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงตามความต้องการได้เสมอถึงจะพบกับความสำเร็จในงานฟรีแลนด์ พบกันใหม่ครั้งหน้า...สวัสดี