แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ M : Monday แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ M : Monday แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

มหัศจรรย์ เลข 4(00) ของหนังไทย

อดมานานที่จะได้เขียนบทความวิพากวิจารณ์หนังระดับเทพ " พี่มาก...พระโขนง " ที่บอกได้เลยว่า ไม่คิดว่าจะทำรายได้ทะลุทะลวงมาได้มากขนาดนี้ แบบถล่มทลายมากมายเกินคาดหวัง เพราะเมื่อได้ดูหนังเรื่องออกมาจากโรง ผมเป็นคนหนึ่งที่บอกกับเพื่อนๆ และน้องที่ดูมาด้วยกันว่า หนังเรื่องนี้การันตี เกิน 100 ล้านบาท ทำไมกล้าพูด ทั้งๆ ที่เรื่องอื่นๆ ที่ดูมาก็ดีหมด กลับไม่ทำรายได้มากขนาดนี้ เหตุผลง่ายๆ ก็คือ มันไม่ใช่ ไม่โดนไงหล่ะครับ เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ผมต้องขอยอมรับในทุกอย่างที่เจตนาตรง(มาก) ในการทำให้เป็นหนังที่มีมุขยิงมาให้ก๊ากทุกๆ ฉาก ซึ่งเหตุผลที่ทำให้เกิดขึ้นแบบนี้ มีวัตถุประสงค์เดียวคือ ต้องการให้หัวเราะจริงๆ และก็นานมาหลายเพลาแล้วที่ผมไม่ได้ดูหนังที่ทำให้ตลกแบบนี้จริงๆ พอดูก็บอกได้ว่า ไม่เสียดาย และเขียนถึงช้าหน่อย เพราะรอดูว่าจะทำรายได้ถึงเท่าไร ปรากฎว่า ตอนนี้ได้ 4 ร้อยล้านไปแล้ว เกินความคาดหมายจริงๆ เล้ย ตอนผมดูใหม่ๆ หนังสามารถเล็งไปที่ตัวเลขสองร้อยล้านได้เลย กระแสบอกต่อที่กำลังส่งเสียงดังไปทั่ว โดยเฉพาะในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก คือหนึ่งแรงผลักที่จะส่งให้หนังเรื่องนี้ทำเงินอย่างเอิกเกริกในช่วงสัปดาห์สองสัปดาห์นี้ ขณะที่จังหวะที่หนังเข้าฉายช่วงปลายเดือนชนต้นเดือน มันคือจังหวะที่คนมีพลังในการจับจ่าย และความรู้สึกว่าการจ่าย 100 กว่าบาทให้กับหนังที่ใครต่อใครก็พูดถึงในทางที่ดี ยิ่งง่ายเข้าไปอีก เหมือนกับหลายคนที่รู้สึกว่า มุมมองเกี่ยวกับเรื่องความรักของพ่อมากซึ่งมีต่อแม่นากที่หนังนำเสนอนั้นเป็นอะไรที่แปลกใหม่ไปจากเดิม โจทย์ของหนังก็คือการค้นหาว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ความรู้สึกของผู้ชายอย่าง มาก นั้นเป็นเช่นไร ในเวอร์ชั่นที่ผ่านๆ มา มักจะเน้นเจาะลึกลงไปในความรู้สึกนึกคิดของตัวละครหญิงอย่างแม่นาก ขณะที่พ่อมากก็ถูกนำเสนอในลักษณะของคนที่ อยู่แบบไม่รู้ และสุดท้ายก็หม่นหมองเศร้าสร้อยกับการสูญเสียเมียรัก แต่ใน พี่มาก..พระโขนงหนังพยายามเจาะลงไปในจิตใจของพ่อมากว่าเขารู้สึกนึกคิดอย่างไร และอยู่ร่วมกับสถานการณ์ดังกล่าวแบบใด นี่คือการมองอีกมุมที่ได้ผลดีต่อความรู้สึกของคนดูผู้ชมอย่างไม่อาจปฏิเสธ แต่สัจธรรมเกี่ยวกับความรักของแม่นากก็ยังเป็นแก่นแกนอีกฝั่งที่หนังยังคงเก็บรักษาไว้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
    
ในความรักอันเป็นตำนานเรื่องนี้ มันมีทั้งคนที่หลอก และมีคนที่ถูกหลอก ผมจะไม่บอกว่ามุมมองที่เปลี่ยนไปของเรื่องราวนี้เป็นอย่างไร แต่ถ้ามองอย่างเข้าใจในความรักของแม่นาก สิ่งหนึ่งซึ่งผมรู้สึกว่ามันมีคุณค่าเหนือกาลเวลาเสมอมา ก็คือ แม่นากนั้น จำต้องหลอกคนรักเพื่อให้ตนเองได้อยู่ร่วมกับคนที่ตนรัก การหลอกแบบนี้ แม้หลายคนจะกล่าวว่ามันเป็นความเห็นแก่ตัว เหมือนที่ตัวละครในเรื่องพูด แต่ที่สุดแล้ว มันก็มีความงามในตัวของมันเอง เพราะเป็นการหลอกเพราะรักเพื่ออยากอยู่ด้วย ไม่ใช่อยู่ด้วยแล้วยังหลอก นอนเตียงเดียวกัน แต่ฝันถึงคนอื่น ก็เยอะแยะมากมาย จริงไหม?  
พี่มาก พระโขนง” ตอนนี้ยังแรงไม่หยุดกวาดไปเพิ่มขึ้น ถ้ายังไม่ถอดออกก่อน ชาวเน็ตลุ้นโดนใจทะลุ 400 ล้าน พร้อมชูเป็นอันดับ 1 หนังไทยทำเงินสูงสุด ขณะที่ผู้กำกับนักแสดงบินโปรโมตหนังที่อินโดฯ ด้าน คู่กรรมน่าห่วงสุดๆ 3 วันเก็บไม่ถึง 20 ล้าน แถมถูกลดโรงฉายอีก (น่าสงชาน)
เรื่องนี้ขอยอมรับว่าแรงไม่มีตกที่เข้าฉายสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ 3 แล้วทว่าก็ยังคงมีแฟนหนังแห่ไปชมหนังเรื่องนี้กันอย่างล้นหลาม โดยเมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมา พี่มาก พระโขนงก็เก็บรายได้ไปอีกหลาย ล้านบาท ทำให้ยอดรวมจากการฉายทั้งหมดเกือบ 20 วัน หนังไทยเรื่องนี้สามารถทำรายได้ไปแล้วถึง 374 ล้านบาทเลยทีเดียว
       
จากตัวเลขดังกล่าวจึงส่งผลให้ พี่มาก พระโขนงกลายเป็นภาพยนตร์ทำเงินอันดับที่หนึ่งของค่าย จีทีเอชลบสถิติเดิมของ “ATM เออรัก เออเร่อที่ทำรายได้ไป 152.5 ล้านบาท รวมถึงส่งให้ พี่มาก พระโขนงกลายหนังไทยทำเงินสูงสุดอันดับที่ 2 โดยยังเป็นรอง สุริโยไทของท่านมุ้ยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคลซึ่งทำไว้สูงถึง 550 ล้านบาท  อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนี้ได้มีชาวโลกออนไลน์พากันคาดเดากันว่ามีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่ พี่มาก พระโขนงจะทำรายไม่เพียงแค่ 300 ล้านบาทเท่านั้น แต่อาจจะไปไกลถึง 400 ล้านบาทเลยทีเดียว หากยังคงรักษากระแสและจำนวนรายได้ไปอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ เนื่องจากหนังตลกนั้นคงจะเป็นทางเลือกที่หลายๆ คนให้ความสนใจอย่างแน่นอน  อีกประเด็นที่ชาวอินเทอร์เน็ตได้มีการพูดถึงกันเป็นอย่างมากในตอนนี้ก็คือการที่หนังพี่มาก พระโขนง สามารถทำรายได้สูงถึง 374 ล้านบาทไปแล้วนั้นน่าจะยกให้เป็นหนังไทยที่ทำเงินอันดับหนึ่งหรือเปล่า? โดยให้เหตุผลว่าการได้มาซึ่งรายได้ 550 ล้านบาทจากหนัง สุริโยไทของท่านมุ้ยนั้นมีปัจจัยในหลายอย่างเข้ามาประกอบ ไม่น่าจะเอามาคิดรวมกัน อย่างไรก็ตามก็ได้มีบางส่วนที่แย้งว่าหากจะคิดเรื่องรายได้ก็ต้องว่ากันถึงเรื่องรายได้ เพราะไม่เช่นนั้นก็คงจะต้องเอาหนังไทยในอดีตที่มีรายได้สูงๆ มาคำนวนใหม่ด้วยเนื่องจากค่าเงิน รวมถึงค่าตั๋วที่เปลี่ยนไปนั่นเอง
       
ทั้งนี้นอกจากจะโกยเงินในบ้านเราเป็นว่าเล่นแล้ว ทางทวิตเตอร์ของค่าย จีทีเอชยังรายงานด้วยว่า ในวันนี้ทางผู้กำกับหนัง พี่มาก พระโขนง อย่าง โต้ง บรรจง ปิสัญธนะกูล รวมถึงนักแสดง อาทิ ใหม่ ดาวิกา, ฟรอยด์ ณัฏฐพงศ์, เชน อัฒรุต ฯ ก็จะไปร่วมเปิดตัวรอบพรีเมียร์ของหนัง พี่มาก พระโขนง ที่ประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย  สำหรับหนังไทยอีกเรื่องอย่างคู่กรรมซึ่งได้พระเอกสุดดังแห่งยุค ณเดชน์ คูกิมิยะมารับบทเป็น โกโบริประกบกับนางเอกหน้าใหม่ ริชชี่ อมราวดี ดีคาบาเลสที่หลายคนมองว่าจะเป็นหนังที่เป็นคู่แข่งโดยตรงกับ พี่มาก พระโขนงนั้น หลังจากเข้าฉายเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาทำรายได้ไปไม่ดีนัก 8.4 ล้านบาท ถึงตอนนี้กระแสก็ยังไม่กระเตื้องสักเท่าไหร่ โดย คู่กรรมทำรายได้จากการเข้าฉายรวม 3 วันไปเพียง 19 ล้านบาทเท่านั้น นอกจากนี้เมื่อได้ตรวจสอบรายละเอียดไปยังโรงฉายและจำนวนรอบที่โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ปรากฏว่าจำนวนโรงและจำนวนรอบของหนัง คู่กรรมในวันนี้กลับถูกลดจำนวนลงแล้ว ผิดกับทางหนังเรื่อง พี่มาก พระโขนงรวมถึงหนังแอ็กชันต่างประเทศอย่าง “G.i. Joe 2” ที่ต่างเข้าฉายสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ 2 แล้วแต่ก็ยังมีการเพิ่มจำนวนโรงและรอบขึ้นมาในช่วงวันหยุด ผมว่าคงยากแล้วล่ะครับที่คู่กรรมจะถึง 100 ล้าน ถึงตอนนี้เอาแค่ให้คุ้มทุนทำหนัง 70 ล้านที่ยังไม่รวมทุนโปรโมตอีกต่างหากก่อนดีกว่า...” ได้มีนักดูหนังคนหนึ่งแสดงความเห็น พร้อมกับแสดงทัศนะด้วยว่า โดยส่วนตัวแล้วส่วนหนึ่งที่ คู่กรรมทำรายได้ไม่ดีมากนักแม้จะได้ตัวของพระเอกหนุ่ม ณเดชน์มารับบทนำก็อาจจะเป็นเพราะว่าตลาดคนละกลุ่มกันนั่นเอง  ปัจจัยหนึ่งผมมองว่า คนที่ชอบณเดชน์นะ ส่วนใหญ่จะเป็นแฟนละครที่ดูณเดชน์ทางทีวีมากกว่า คือคนดูหนังประจำแล้วเป็นแฟนณเดชน์ด้วยรวมถึงคนที่เป็นแฟนณเดชน์ที่ไม่ได้ชอบดูหนังแต่สามารถที่จะซื้อตั๋วเข้ามาดูหนังได้ก็คงจะมีส่วนหนึ่ง แต่อาจจะไม่มากพอ แล้วที่สำคัญก็คือ ราตั๋วหนังที่แพงจนถูกต่อว่า พอรวมเข้าในหลายๆ จุดตรงนี้จบเลย เพราะมันยากที่จะสร้างกระแสปากต่อปาก ต่อให้คนที่เป็นแฟนณเดชน์หลับหูหลับตาเชียร์เท่าไหร่ แต่ถ้าคนดูหนังส่วนใหญ่เขารู้สึกได้เหมือนๆ กันว่ามันไม่ดีเนี่ย ผมว่ายากนะ" ท้ายนี้ ขออวยพรให้พี่มากจงรวยวันรวยคืนเน้อ ดีใจด้วยที่หนังไทยทำรายได้ชนะหนังต่างประเทศ
     

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

หนังจีน (รีเมค) ที่น่าดู

คำว่า " รีเมค " หรือนำกลับมาทำใหม่ ถูกใช้กันมากขึ้น เพราะด้วยไม่มีแนวคิดอะไรใหม่ หรือขี้เกียจคิดไปหรือไม่ ผมไม่อาจรู้ได้กับผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง และผู้เขียนบทคิดอย่างไร ทั้งๆ ที่หนังบางเรื่องยังไม่เก่าเลย ก็นำมารีบูท (จับมาทำซ้ำ มาเรียบเรียงขยายความใหม่) เสียแล้ว ซึ่งตอนที่จะเขียนนี้ก็เป็นหนังที่ขอเรียกว่ากึ่งรีเมค ที่เรียกว่ากึ่งรีเมค เพราะไม่ได้ใช้ชื่อหนังใหม่ แต่เนื้อหาเป็นตอนต่อยอดใหม่จากตอนเดิม ชื่อหนังคือ "พยัคฆ์ ตะลุย พยัคฆ์” หรือ Flying Swords Of Dragon Gate เป็นหนังจีนกำลังภายใน ที่ผมมีโอกาสได้ดู เป็นผลงานฝีไม้ลายมือของคนเก่าคนแก่ ชื่อคุ้นเคยอย่างกันดีอย่าง “ฉีเคอะ” พร้อมจุดขายการเป็นหนังกำลังภายในสามมิติเรื่องแรกของโลกกันเลยทีเดียว อ่านแล้วรู้สึกไหมว่า น่าสนใจ สำหรับผม คอหนังจีนคนหนึ่ง บอกได้ว่า ก็น่าสนใจดี แต่อันที่จริงแล้วความน่าสนใจของงานชิ้นนี้ไม่ได้อยู่กับจุดขายเรื่องความทันสมัยของเทคนิคทางภาพแต่อย่างใด แต่เรื่องการพาคนดูย้อนกลับไปหาบรรยากาศเก่าๆ ของหนังกำลังภายในต่างหาก สำหรับหนังชุด Dragon Gate ถือว่าไม่ใช่ของใหม่แกะกล่องในโลกกำลังภายใน แต่เป็นหนังสุดคลาสสิกเรื่องหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของงานประเภทนี้เลยก็ว่าได้

หนังเรื่องนี้ต้นฉบับเป็นงานของ “คิง ฮู” หรือ “หูจินฉวน” ที่ถูกออกฉายเมื่อปี 1967 ภายใต้ชื่อภาษาไทยว่า “ตะลุยแดนพยัคฆ์” (ผมไม่มีโอกาสได้ดู) และประสบความสำเร็จอย่างสูง จนถูกฉีเคอะนำกลับมาสร้างใหม่อีกครั้งในปี 1992 ด้วยชื่อว่า New Dragon Gate หรือ “คัมภีร์แดนพยัคฆ์” (ผมมีโอกาสได้ดู ขอบอกว่าสนุกมาก) ในบ้านเรานัยว่าผู้จัดจำหน่ายในเมืองไทย คงหวังสานต่อความสำเร็จจาก “เดชคัมภีร์เทวดา” ที่กำลังดังอยู่ในช่วงนั้น แม้จะถูกเรียกว่าเป็นหนังรีเมค (ปี67, ปี92) แต่หนังฉบับเก่าทั้งสอง 2 เรื่องก็ไม่ได้มีเนื้อเรื่องตรงกันเสียทีเดียว รายละเอียดต่างๆ แตกต่างกันในหลายจุด แต่โดยรวมแล้วมีองค์ประกอบที่ใกล้เคียงกัน กับฉากหลังในโรงเตี๊ยมเล็กๆ ในเขตทะเลทราย แหล่งพักพิงก่อนออกด่านอันแร้นแค้น ในเรื่องราวที่ว่าไปถึงยุคสมัยราชวงศ์หมิงที่ขันทีเรืองอำนาจ เมื่อเหล่าจอมยุทธ์ตัดสินใจ รวบรวมผู้กล้า ในภารกิจช่วยเหลือทายาทผู้รอดชีวิต ของข้าราชการตงฉิน ที่ถูกสั่งฆ่าล้างโคตร ให้หลบหนีออกนอกด่านทาง “ประตูมังกร” สำหรับฉบับของ หูจินฉวน นั้นโดดเด่นด้านเทคนิคการถ่ายทำที่ล้ำสมัย, การถ่ายทอดทัศนียภาพธรรมชาติได้สวยงาม และฉากต่อสู้ที่เหมือนหลุดออกมาจากหน้านิยายกำลังภายใน เป็น 1 ใน "ไตรภาคโรงเตี๋ยม" ของ หูจวินฉวน ที่ยังประกอบไปด้วยหนังอีก 2 เรื่องได้แก่ Come Drink With Me (หงส์ทองคะนองศึก) และ The Fate of Lee Khan ที่ก็ถือว่าสุดยอดเป็นงานระดับคลาสสิกทุกเรื่อง

ส่วนฉบับของ ฉีเคอะ มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดด้านเนื้อเรื่องไปบ้าง โดยเลือกที่จะไปเน้นเรื่องรักสามเส้าระหว่าง จอมยุทธ์หนุ่มผู้ทรงคุณธรรม, จอมยุทธ์สาวหญิงคนรักของเขา และเถ้าแก่เนี้ยแห่งโรงเตี๋ยมมังกร เป็นหลัก เป็นงานที่ทำออกมาสนุกดี มีคิวบู๊มันส์แบบหนังกำลังภายในยุค 90s ดาราหญิงทั้ง จางม่านอวี้ และ หลินเชิงเสีย ก็โดดเด่นมาก ส่วนยอดนักบู๊ เจินจื่อตัน ที่พลิกบทบาทมาแสดงเป็น ขันที จอมโหดก็ขโมยซีนไปไม่น้อย แม้จะปรากฏตัวเพียงตอนต้น และท้ายเรื่องเท่านั้น เป็นงานที่มีคนบอกว่าสนุกลงตัวกว่า เดชคัมภีร์เทวดาเสียอีก ในตอนแรกมีข้อสงสัยอยู่ไม่น้อยเหมือนกันครับ ว่า Flying Swords Of Dragon Gate จะออกมาอีท่าไหนกันแน่ เป็นงานรีเมคอีกครั้ง? รีเมกหนังฉบับไหน หรือถ้าเป็นภาคต่อจะต่อจากฉบับไหนกันแน่? ตัวของฉีเคอะเองก็อธิบายแบบงงๆ ว่าหนังจะเป็นการ "Re-imagine" งานต้นฉบับของ หูจินฉวน ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้ว Flying Swords Of Dragon Gate ก็คือหนังที่เป็นภาคต่อเนื่องจากฉบับปี 1992 ของฉีเคอะเองนั่นแหละ

หนังเริ่มต้นเรื่องราวด้วยการกล่าวถึงจอมยุทธ์หนุ่ม “จ้าวฮวยอัน” ศัตรูอันดับ 1 ของเหล่าขุนนางกังฉิน โดยเฉพาะเหล่าขันทีที่ครองความเป็นใหญ่อยู่ในวังหลวง ที่เขาเด็ดหัวทิ้งไปหลายราย จนเกิดความวิตกกังวลขึ้นมาในหมู่ขันที ถึงขั้นพยายามตามล่าเพื่อหวังกำจัดยอดฝีมือรายนี้ให้ได้ ในเวลาเดียวกันยังเกิดความวุ่นวายในวังหลวง เมื่อนางกำนัลคนหนึ่ง เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา สร้างความไม่พอใจให้กับสนมคนโปรด ที่สงวนสิทธิ์การให้กำเนิดรัชทายาทของฮ่องเต้ไว้กับตัวเองเพียงเท่านั้น หญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายจึงไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากการหลบหนีออกจากนอกวัง

โชคชะตาได้นำพาให้ จ้าวฮวยอัน ได้เดินทางกลับไปที่ โรงเตี๋ยมมังกร อีกครั้งเพื่อการคุ้มครองนางกำนัลท้องแก่ จากเหล่าสมุนของขันทีโหดคนสนิทของสนมเอก แต่สถานการณ์กลับวุ่นวายขึ้นไปอีก เมื่อโรงเตี๋ยมในเขตชายแดนกลับดึงดูดผู้คนมากมายมารวมกัน ทั้ง องค์หญิงสุดห้าวจากเผ่าตาด, นักเดินทางปริศนา และ จอมยุทธ์หญิงที่สวมรอยเป็น จ้าวฮวยอัน และยื่นมือให้ความช่วยเหลือนางกำนัลผู้โชคร้ายอีกคน ในช่วงเวลาที่กำลังจะเกิดพายุทะเลทรายครั้งใหญ่ขึ้น อย่างที่บอกเอาไว้ว่า Flying Swords Of Dragon Gate คือภาคต่อเนื่องของ Dragon Inn ฉบับปี 1992 แต่ก็เป็นภาคต่อที่เชื่อมโยงกันแบบ "หลวม ๆ" เท่านั้นนะครับ มีตัวละครจากภาคก่อนปรากฏตัวในหนังภาคนี้เพียง 2 ตัวละครเท่านั้น เรื่องราวก็ไม่จำเป็นต้องดูหนังฉบับเก่ามาก็สามารถเข้าใจเรื่องราวได้อย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าดูหนังจะฉบับ 1992 มาก่อนก็อาจจะมีอะไรประทับใจมากขึ้นนิดหน่อย จากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่หนังสองภาคเชื่อมโยงกัน

โดยภาพรวมแล้วผมพอใจใน Flying Swords Of Dragon Gate นะครับ หนังเล่าเรื่องได้น่าติดตาม มีมาตรฐานงานสร้างที่น่าพึงพอใจเทียบเคียงกับหนังโปรดักชั่นแผ่นดินใหญ่ได้สบายๆ ทีมนักแสดงร่วมงานกันได้อย่างเข้าขา ฝ่ายหญิงนั้นโดดเด่นอยู่แล้ว โจวซวิ่น เป็นจอมยุทธ์หญิงผู้เงียบขรึมเหมือนเป็นส่วนผสมของตัวละครของทั้ง จางม่านอวี้ และ หลินชิงเสีย ในอดีตดาราสาวตาปรือ กุ้ยหลุนเหม่ย พลิกบทบาทมาแสดงเป็นตัวละครองค์หญิงแห่งพวกคนเถื่อนเผ่าตาดได้บ้าบอดี, เมวิส ฟาน ก็สวมบทเป็นนางกำนัลท้องแก่ขี้โรค ได้อ่อนแอน่าสงสาร, ส่วนนักร้องสาวที่โด่งดังจากรายการประเภทประกวดประขันร้องเพลงของเมืองจีน หลีอี่ว์ชุน เป็นจอมยุทธ์หญิงห้าวที่แต่งตัวเป็นชาย แม้แต่สาวเซ็กซี่ จางซิ่นหยู ที่ปรากฏตัวกับบทเป็นเล็ก ๆ เป็นนางสนมคนโปรดของฮ่องเต้ก็ดูร้อนแรงน่าสนใจดี

ผู้กำกับฉีเคอะ นั้นขึ้นชื่อในการปั้นตัวละครหญิงให้โดดเด่นมีเสน่ห์อยู่แล้ว ซึ่งในหนังเรื่องนี้ก็มีผู้หญิงในแบบต่าง ๆ ของฉีเคอะให้ดูกันแทบทุกสไตล์เลย ส่วนฝ่ายชายที่โดดเด่นเป็นพิเศษเห็นจะเป็นดาราหนุ่มหล่อผิวเข้ม เฉินคุน ที่มีเซอร์ไพรซ์กับการสวมบทเป็น 2 ตัวละคร หนึ่งคือขันทีโหดตัวร้ายของเรื่อง และยังควบบทจอมยุทธ์หนุ่มฉายา "กระบี่ลมกลด" จอมกะล่อนด้วย เรียกว่าเป็นสีสันสำคัญของหนังโดยเฉพาะในส่วนของเสียงหัวเราะกับการแสดงที่ยิงมุขเล่นบทตลกได้อย่างลื่นไหลจริงๆ ที่ดูจืดชืดก็เห็นจะเป็นบทพระเอกของ หลี่เหลียนเจี๋ย เรียกว่าสานต่อความจืดจางจาก เหลียงเจียฮุย จากหนังปี 1992 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนั้นด้วยความเป็นหนังประเภทดวลกระบี่เน้นเทคนิคพิเศษ ตลอดทั้งเรื่องจึงไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ เจ็ท ลี ได้โชว์ทักษะด้านคิวบู๊ อันเป็นจุดขายสำคัญของเขาเท่าไหร่ด้วย

พูดกันถึงเรื่องคิวบู๊ ต้องยอมรับว่าน่าผิดหวังนิดหน่อยครับ ที่ Flying Swords Of Dragon Gate ดูจะต้องการโชว์ภาพ 3-D มากไปซักหน่อย จนฉากต่อสู้น้อยใหญ่ที่ใส่เข้ามาดูจะเป็นฉากประเภทที่พึ่งพาเทคนิคประเภท CG ไปเสียหมด แม้จะทำออกมาดีกว่าหนังจีนหลายๆ เรื่อง แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ถึงระดับมาตรฐานของฮอลลีวูด และไร้ความตื่นเต้นถึงอกถึงใจแบบหนังกำลังภายในขนานแท้อยู่บ้าง ถ้าจะให้เทียบกันจริงๆ ก็ต้องบอกว่าถ้านับเฉพาะฉากพะบู๊ล้วนๆ หนังงงๆ ง่วงๆ อย่าง Seven Swords (7 กระบี่เทวดา) ยังทำออกมาได้สนุกกว่า ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าคิวบู๊ของ Flying Swords Of Dragon Gate จะย่ำแย่แต่ประการใดนะครับ เพียงแต่เทียบดีกรีความมันส์สะใจแล้วปกติ ฉีเคอะ จะทำได้ดีกว่านี้

ในภาพรวมคุณภาพงานของ Flying Swords Of Dragon Gate ถือว่าน่าพอใจ, แต่ในหมู่หนังยุคหลังของ "ฉีเคอะ" ทั้งหมดแล้วก็ยังสู้ Detective Dee ไม่ได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ ของหนังในฉบับนี้เห็นจะเป็นเรื่องของบรรยากาศการนำเสนอ ที่พาหนังกำลังภายในกลับไปสู่ความรู้สึกบรรยากาศเดิมๆ อีกครั้งเสียมากกว่า ในรอบหลายปีที่ผ่านมา หนังกำลังภายในกลับมาเป็นสินค้าหลักจากตลาดหนังจีนอีกครั้ง มีงานประเภทนี้ให้ติดตามกันอย่างต่อเนื่อง และยังถูกยกระดับเป็นงานประเภท “สินค้าขึ้นห้าง” ด้วยคุณสมบัติเลิศหรู มีเนื้อเรื่องอันลึกซึ้ง, งานสร้างยิ่งใหญ่ และดาราดังมากมาย จนเป็นที่สนใจสำหรับนักดูหนังทั่วโลก เป็นกระแสที่ถูกจุดขึ้นมาโดย Crouching Tiger, Hidden Dragon (พยัคฆ์ระห่ำ มังกรผยองโลก) ต่อเนื่องด้วยหนังกำลังภายใน 3 เรื่องของ จางอี้โหมว แม้แต่ ปีเตอร์ ชาน ก็ประสบความสำเร็จกับการปรับปรุงรูปโฉมใหม่ให้กับหนังกำลังภายในกับงานอย่าง Wu Xia แต่สำหรับ Flying Swords Of Dragon Gate "ฉีเคอะ" ได้พาเอาหนังกำลังภายในกลับมาสู่จุดที่เคยเป็นมา ไม่ได้พยายามจะพูดอะไรที่สูงส่ง หรือซ่อนความหมายปรัชญาอันยิ่งใหญ่ แต่เลือกที่จะเล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย, สอดแทรกมุขตลกเป็นสีสัน พูดถึงเรื่องความดีเลวอย่างชัดเจน เป็นความติดดินอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นนักในหนังแนวกำลังภายในยุคหลังๆ เป็นรสบ้านๆ แบบที่ห่างหายกันไปพักใหญ่ ในมุมที่ต้องการสาระมากของหนังเรื่องนี้ ก็รับประกันได้ว่าสอบผ่านตามมาตรฐานหนังจีน CG อีกเรื่องหนึ่ง ลองไปหามาดูกันนะ

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

นักสืบคลาสสิคแห่งปี

หนังนักสืบ เป็นหนังอีกประเภทหนึ่งที่ชอบโดยส่วนตัว เหตุผลที่ชอบ ก็เพราะมันเป็นการลำดับเรื่องราวให้ชวนสงสัย ชวนน่าติดตามตลอด ว่าทำไมคนนี้เขาถึงทิ้งปมไว้ เหตุผลที่มาที่ไปมันคืออะไร และที่สำคัญมีเรื่องมาให้คาดเดาทุกรูปแบบว่า ใครจะเป็นผู้ร้ายตัวจริง นี่หล่ะ! คือ เสน่ห์ของหนังแนวนี้ โดยส่วนตัวผมมีประสบการณ์ตรงที่ได้อ่านหนังสือแนวนักสืบมาก่อน ชื่อหนังสือคือ " ปัวโรต์ ยอดนักสืบ " เขามีชื่อเต็มๆ อย่างถูกต้อง แอร์กูล ปัวโร แต่ในหนังสือจะอ่านผิดเป็น เฮอร์คูล ปัวโรต์ ตัวละครนักสืบชาวเบลเยี่ยมนี้ ถูกเขียนให้อยู่ในนิยายนักสืบของ อกาธา คริสตี้  นักสืบปัวโรต์มีดวงตาสีเขียว ตัวอ้วน มีหนวดแข็งเพราะทาด้วยน้ำมัน เขามีผู้ช่วยคนหนึ่งซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและผู้ช่วยชื่อว่า ผู้กองเฮสติงค์และเจน มาเบล หลานสาวของเจน มาร์เปิล เท่าที่จำได้ นักสืบปัวโร ก็ได้มีการนำมาสร้างเป็นหนังด้วย ซึ่งผมก็เคยดู ทำได้ออกมาดีพอกับหนังสือ และพอมาถึงตอนนี้ ผมก็ได้มีโอกาสมาดูหนังเกี่ยวกับนักสืบอีกครั้ง นี่ก็เขียนมายาว..ขอเข้าเรื่องที่จะวิจารณ์ดีกว่า เรื่องนี้มี 2 ภาค ตอนนี้ได้ถูกทำออกมาเป็นวีซีดีให้เช่า ให้ซื้อเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหนังภาคแรกจะฉายห่างทิ้งช่วงไปนานกว่า 2 ปีพอดิบพอดี หนังเรื่องนี้เป็นแนวแอ็กชั่นที่พลิกบทนักสืบไปเลยก็ว่าได้ และน่าจะมีหลายคนให้ความสนใจติดตามอยู่พอสมควรชื่อหนังคือ "เชอร์ล็อก โฮล์มส์" กับตอนที่มีชื่อว่า A Game of Shadows (เกมพญายมเงามรณะ) ตอน(ภาค)ที่ 2  ที่ยังคงใช้สองพระเอกมาดกวน สุดหล่อ "โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์" และ "จู๊ด ลอว์" กลับมารับบทของพวกเขาอีกครั้งในบทของโฮล์มส์ และ หมอวัตสัน โดยคราวนี้ทั้งคู่ต้องต่อกรกับตัวร้ายตัวใหม่ผู้ซึ่งมีความรู้ความสามารถตลอดจนปฏิภาณไหวพริบที่ทัดเทียมกันหรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำอย่างศาสตราจารย์เจมส์ มอริอาร์ตี้ ที่ได้ "จาเร็ด แฮร์ริส" มาสวมบทดังกล่าว

จากที่เคยเป็นตัวละคร "ปริศนา" ในภาคแรก มาภาคนี้นอกจากจะเผยโฉมศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้ให้เห็นหน้าค่าตากันตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว หนังยังปูเรื่องให้รู้กันแบบไม่ต้องเก็บไปสงสัยเลยครับว่าจะมีใครอยู่เบื้องหลังเรื่องราวเลวร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นอีกหรือเปล่าด้วยการให้พระเอกของเราได้เผชิญหน้าแบบโต้งๆ กับตัวร้ายที่ประกาศก้องว่าตรูนี่แหละคือผู้ร้ายที่จะจัดการกับแก คนรักของแก เพื่อนของแก แน่จริงก็หยุดตรูให้ได้สิวะ... เพราะฉะนั้นการดำเนินเรื่องหลักๆ จึงอยู่ที่ว่าพระเอก(คู่)ของเราจะหนีรอดจากการรุกรานของอีกฝ่าย รวมถึงจะทำอย่างไรถึงจะเปิดโปงว่าศัตรูคนนี้มีแผนการรร้ายที่ยิ่งใหญ่มากๆ ซุกซ่อนอยู่

เท่าที่ผมจำได้เมื่อเทียบกับภาคแรก(ดับแผนพิฆาตโลก) แม้ปมปริศนาต่างๆ ที่ถูกผูกขึ้นมาในภาค 2 ยามเมื่อถูกถอดเฉลยออกมาจะดูขาดน้ำหนักเหตุผลความน่าเชื่อถือไปบ้างจนไม่รู้สึกว่ามีอาการอึ้ง! แต่กลับรู้สึกว่ามันมั่วไปนิดๆ เสียมากกว่า (อารมณ์เหมือนกับความรู้สึกที่ได้ดู Ocean's Eleven กับ Ocean's Twelve อย่างไรอย่างนั้น) ทว่าโดยส่วนตัวผมว่าก็เป็นหนังที่ดูสนุกดี ย้ำนะครับว่าเป็นความรู้สึกโดยรสนิยมส่วนตัวจริงๆ เพราะจากปฏิกิริยาหลังหนังจบเท่าที่สังเกต หลายคนเดินออกมาแบบเงียบๆ บางคนบอกหลับสบายดี ฯ เดาได้เลยว่าคงมีจำนวนไม่น้อยที่ถ้าได้ดูหนังเรื่องนี้อาจจะรู้สึกว่าหนังไม่มีอะไรเลย แถมออกจะน่ารำคาญด้วยซ้ำในความเก่งเวอร์ของพระเอก มุกตลกที่เดาได้ ขณะที่ตัวศาสตราจารย์เองแม้จะถูกสร้างขึ้นมาโดยให้มีความเก่ง ความฉลาดสุดๆ แต่หนังกลับถ่ายทอดออกมาให้สัมผัสถึงความรู้สึกดังกล่าวได้น้อยมากๆ แต่อย่างที่เคยบอกไว้ว่าบังเอิญหนังสไตล์แอ็กชั่นเท่ห์ๆ บวกตลกกวนๆ ยิ่งจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งเช่นนี้หากเป็นหนังที่ทำได้ถึงจุดที่ควรจะเป็น ต่อให้ปมปัญหาตลอดจนการเล่าเรื่องจะซ้ำๆ ซากๆ คาดเดาเนื้อหาหรือแม้กระทั่งบทสรุปได้ สำหรับผมแล้วดูเมื่อไหร่ก็รู้สึกสนุกเมื่อนั้นแหละครับ แถมเรื่องนี้ยังได้พระเอกที่แอบปลื้มอย่างโคจรมาเจอกันอีกต่างหาก

ว่าถึงนักแสดงอย่าง โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ต้องบอกว่ากับคาแรกเตอร์กวนๆ แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจตลอดจนสติปัญญาที่โคตรจะฉลาดนั้นดูเหมือนจะกลายเป็นคาแรกเตอร์หลักในหนังแอ็กชั่นที่แกแสดงไปแล้ว ขณะที่ทางด้านของสุดหล่อ จู๊ด ลอว์ ในบทพระรองที่ต้องตกเป็นลูกไล่เช่นนี้ก็ดูแปลกตาไปอีกแบบ ในเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ภาคที่แล้วถ้าใครดูและรู้สึกว่าฉากหึงหวง พ่อแง่พ่องอน ของโฮล์มส์กับหมอวัตสันเยอะแล้ว ภาคนี้ต้องบอกว่าเยอะกว่าครับ แถมยังดูกุ๊กกิ๊กๆ กันเสียจนถ้าพูดด้วยสำนวนวัยรุ่นก็ต้องว่า...น่าร้ากง่ะ...

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าผู้กำกับอย่าง "กาย ริตชี่" แกต้องการจะทำประชดประชัน ยั่วยวนยุไปยัง "แอนเดรีย พลังเก็ต" ผู้ถือลิขสิทธิ์นิยายและตัวละครเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ในสหรัฐฯ ที่เคยออกมาประกาศตั้งแต่ที่มีการสร้างหนังเรื่องนี้ภาคแรกแล้วว่าจะถอนสิทธิ์การสร้างหนังทันทีหากหนังมีการทำให้ตัวละครเอกสองตัวนี้ดูแล้วเป็นโฮโมเซ็กชวลกันหรือเปล่า?  ที่ดูหวือหวาขึ้นกว่าภาคแรกอีกเรื่องก็คงจะเป็นฉากแอ็กชั่นที่อึกทึกครึกโครมดีเหลือเกิน ซึ่งส่วนหนึ่งก็คงจะเป็นไปตามเนื้อผ้าเนื่องจากในภาคนี้เนื้อเรื่องส่วนหนึ่งนั้นพูดถึงเรื่องราวของ "อาวุธ" ที่ถูกพัฒนาขึ้นมานั่นเอง นี่ก็มีข่าวล่าสุด ทางต้นสังกัดบริษัทวอร์เนอร์บราเธอร์อนุมัติโปรเจกต์ให้สร้างหนังเรื่องนี้ต่อภาค 3 ซึ่งนักแสดง 2 คน และผู้กำกับยังเป็นกลุ่มเดิมครบ ส่วนลีลาการสอบสวนเป็นอย่างไร ชื่อตอนอะไร..อย่างนี้ก็คงต้องรอดูกันว่าจะสนุก และมันกว่า 2 ภาคแรกไหมหนอ..

ช่วงท้ายนี้ ผมขอพูดเรื่องอาวุธอย่างน่าตลกแล้วกันนะครับ เพราะในขณะที่มนุษย์เรามุ่งพยายามคิดค้นเทคโนโลยีต่างๆ จนได้มาซึ่งเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัยนัยหนึ่งก็เพื่อที่จะยกระดับสภาพ "การมีชีวิต" ทว่าในขณะเดียวกันความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ทันสมัยก็กลับถูกบางคนนำไปผลิตเป็น "อาวุธ" ที่มีแสนยานุภาพในการทำร้ายทำลายเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่เรากลับเรียกมันว่าการ "พัฒนา" ...จริงไหมเอ่ย

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

ฝนอะไรกัน (ตกขึ้นฟ้า)

หนังไทยที่ดี และแนวคิดแปลกๆ มีไม่มาก วันนี้ ผมขอเขียนเกี่ยวกับหนังไทยแนวนี้สักหน่อย มันเป็นปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับชีวิตของมือปืนคนหนึ่ง ซึ่งรอดตายราวปาฏิหาริย์จากการถูกลอบยิง กระสุนทะลวงศีรษะจนต้องนอนโคม่านานสามเดือน ก่อนจะตื่นมาพบว่าโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขามองเห็นภาพทุกอย่างกลับหัว หนังเรื่องนี้ถูกสร้างจาก หนังสือนวนิยาย มีชื่อว่า  “ฝนตกขึ้นฟ้า” ซึ่งเป็นนวนิยายแนวทดลองของ วินทร์ เลียววาริณ ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์แนวฟิล์มนัวร์ ว่าด้วยเรื่องของการทรยศหักหลัง ชายร้ายหญิงเลว ตำรวจชั่ว อาชญากรรมและคอร์รัปชัน นี่คือผลงานเด่นอีกเล่มที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างอื้อฉาว “ ฟิล์มนัวร์ (Film Noir) คำว่า นัวร์ ภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ดำ เรียกว่า ภาพยนตร์ดำ หรือภาพยนตร์มืด หนังที่จัดอยู่ในประเภทฟิล์มนัวร์จะใช้โทนมืดๆ หม่นๆ ตีแผ่ด้านมืดในจิตใจมนุษย์ แฉด้านอัปลักษณ์ออกมา”   ฝนตกขึ้นฟ้าในทีแรกเขียนเป็นบทภาพยนตร์ แต่ต่อมาได้พัฒนาจนจบเป็นนวนิยาย แรงบันดาลใจมาจากการหวนรำลึกถึงหนังฟิล์มนัวร์ในอดีตที่ชอบดู เรื่องของอาชญากรรม การทรยศหักหลัง ตำรวจ โจร โสเภณี ปัญหาคอร์รัปชัน ผมพยายามฉายสะท้อนปัญหาสังคมในบ้านเราออกมาตีแผ่ ฉากของเรื่องก็แทบจะเป็นกรุงเทพฯ โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว นั่นเป็นคำบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของนิยายนัวร์ๆ ตามแบบฉบับของ วินทร์ เลียววาริณ ผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นนักทดลองแห่งวงการวรรณกรรมไทย

หนังสือเล่มนี้ปรากฏต่อสายตาคนอ่านอย่างเงียบเชียบ แต่หลังได้รับการถ่ายทอดเป็นหนังในวันนี้โดยฝีมือผู้กำกับที่ผมมีความชอบเขาในเรื่องการนำเสนอมาตั้งแต่หนังเรื่องแรกที่เขาเปลี่ยนการกำกับหนังโฆษณามากำกับหนังโรง เขาคือ เป็นเอก รัตนเรือง ก็ได้รับการต้อนรับจากแฟนๆ อีกครั้ง เนื้อหาทั้งในหนังสือและหนังผมถือว่าเบามากนะ เมื่อเทียบกับข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์บ้านเรา ตั้งแต่เด็กจนโตผมก็เห็นว่ามันเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน ยังเต็มไปด้วยการฆ่าฟัน คดโกง ข่มขืน ศพนองเลือด บรรดาเรื่องเลวๆ ทั้งหลาย โดยไม่มีการเซ็นเซอร์ใดๆ ทั้งนั้น

ฝนตกขึ้นฟ้าตีความได้ทั้งในแบบรูปธรรมและนามธรรมคือ มองทุกอย่างกลับหัว เป็นสัญลักษณ์ของการมองภาพที่บิดเบี้ยว มองภาพในสังคมอีกแง่มุมหนึ่ง เรื่องราวของ ตุล อดีตตำรวจตงฉินผู้อยู่ตรงข้ามกับอบายมุขทุกรูปแบบ แต่วันหนึ่งกลับถูกสถานการณ์จำเป็นผลักไสเข้าสู่โลกอันมืดดำของอาชญากรรม ด้วยบทบาทของมือปืน ภายใต้องค์กรลับที่รับจ้างสังหารนักการเมืองคอร์รัปชันและนักธุรกิจชั่ว จนวันหนึ่งเกิดพลาดพลั้งส่งผลให้มือปืนผู้ฟื้นจากความตายต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาท มองทุกสิ่งทุกอย่างกลับหัว สายตาที่เขามองโลกก็พลันเปลี่ยนแปลงไป หลายสิ่งจะซับซ้อนพร่าเลือน แต่บางอย่างก็กลับกระจ่างแจ่มชัดขึ้น นักเขียนดับเบิลซีไรต์บอกว่าจะดูหนังก่อนแล้วค่อยอ่านนิยาย หรืออ่านก่อนดูทีหลัง อรรถรสก็ไม่แตกต่างกันมากนัก ผมว่ามันคงเหมือนกับคุณกินข้าวราดกะเพราไก่ไข่ดาว จะตักข้าว กินกะเพราไก่ หรือไข่เป็นอันดับแรก ไม่สำคัญเท่ากับอาหารจานนั้นอร่อยหรือเปล่า มันยากที่ผู้กำกับจะทำให้หนังออกมาเหมือนที่นักเขียนจินตนาการ แต่เวอร์ชันคุณเป็นเอกถือว่าน่าสนใจ เพราะสามารถถ่ายทอดฟิล์มนัวร์ออกมาผสมกับความเป็นเป็นเอกได้ชัด สด ใหม่ แปลก ไม่ค่อยได้เห็นในหนังไทยทั่วไป ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ

หนังเรื่องนี้หลังจากดูจบ ทำให้ผมเชื่อว่ายังมีคนไทยเป็นล้านๆ อยากให้มีองค์กรมือปืนที่ไล่ฆ่าพวกนักการเมืองเลวๆ นักธุรกิจชั่วๆ เหมือนในหนังสือ แต่ยังไงผมก็หวังว่าคงไม่ต้องถึงขั้นนั้น ถ้าระบบดี คนฉลาดขึ้น มีปัญญามากขึ้น นักการเมืองเลวๆ อยู่ไม่ได้หรอก ทุกวันนี้เวลาเราโทษนักการเมืองเลวๆ เมื่อมองอีกด้านหนึ่ง มองย้อนกลับมาแบบฝนตกขึ้นฟ้า เราอาจต้องโทษตัวเองด้วย เพราะความไม่รู้ เพราะเงินทอง เพราะระบบอุปถัมภ์ เพราะเราโง่เอง ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ตาม ในที่สุดเราก็เลือกเขากลับมา ท่ามกลางความมืดหม่นของโลกกลับหัวกลับหาง ผิดที่ผิดทาง ภาพที่เห็นวิปริตผิดเพี้ยนไปจากเดิม แต่ความจริงแท้แน่นอนที่สุดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ก็คือสัจธรรมที่ว่า
อย่าได้หวังว่าโลกนี้จะมีความยุติธรรม...เชื่อผมไหมหล่ะคุณ ?

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

BM : 1 2 3 ตอนที่ 2

ไม่แปลกใจเลย...หลังจากดูจบที่ขอบอกว่า หนังไตรภาคเรื่อง Bat Man นี้ จัดเป็นการจบที่มีบทสรุปอันยิ่งใหญ่ของ Bat Man ที่มีผู้สร้างคือ คริสโตเฟอร์ โนแลน และถือเป็นแบทแมนภาคสุดท้ายของทั้งพระเอก คริสเตียน เบล และผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน โดยภาคนี้แบทแมนต้องเจอกับวายร้ายคือผู้นำก่อการร้ายอย่าง เบน (ทอม ฮาร์ดี้) และนางแมวป่า (แอน แฮทธาเวย์) นี่ถือเป็นผลงานที่คอหนังตั้งตารอชมมากที่สุดของปี 2012 เพราะทันทีที่ค่ายวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ปล่อยตัวอย่างออกมาเรียกน้ำย่อย ก็มีการสร้างสถิติคนโหมโหลดมาชมมากที่สุด ถึง 12.5 ล้านครั้งภายใน 1 วัน
นี่ก็ 8 ปีแล้ว ที่แบทแมนได้หายตัวไปยามราตรี เปลี่ยนจากวีรบุรุษกลายเป็นนักโทษหลบหนี เขายอมเสียสละทุกอย่างและยอมให้ตกเป็นต้นเหตุการตายของอัยการเขต ฮาร์วี่ เดนท์ ก็เพื่อสิ่งที่เขากับอธิบดีกอร์ดอนเห็นว่าเพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่กว่า ทุกอย่างดูสงบสุขได้สักระยะหนึ่ง เมื่ออาชญากรรมต่างๆ ในเมืองก็อทแธมถูกบดขยี้ด้วยกฎหมายต่อต้านอาชญากรรมของเดนท์ จนกระทั่งการมาถึงของ "นางแมวป่า" จอมเจ้าเล่ห์ที่มีแผนการลึกลับของตัวเอง แต่ที่อันตรายยิ่งกว่านั้นก็คืออาชญากรรายใหม่ "เบน" ผู้ก่อการร้ายสวมหน้ากากที่จะสร้างความหายนะต่อก็อทแธม เพื่อต้อน "บรู๊ซ เวย์น" ให้ออกมาจากการเนรเทศตัวเอง ก่อนจะเข้าสู่การจลาจลครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยมาตรฐานงานสร้างในระดับสูงของภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่มีความจริงจังในตัวอย่าง Batman Begins (2005) สานต่อด้วยความเหนือชั้นขึ้นไปอีกกับ The Dark Knight (2008) ที่ถึงพร้อมคุณภาพด้วยตัวมันเอง โดยมี ฮีธ เลดเจอร์ (Heath Ledger) ในบทโจ๊กเกอร์ ที่เป็นภาพจำของทุกคนที่ได้ชมเมื่อเอ่ยถึงภาคนี้ แม้ว่าจะเชื่อมือผู้กำกับมือทองของยุคนี้อย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าในภาคปิดตำนานอัศวินรัตติกาล The Dark Knight Rises นั้น โนแลนจะมีอะไรมานำเสนอไม่ให้น้อยหน้า The Dark Knight ที่ใครต่างก็มองว่ามันอยู่ในระดับสูงสุดแล้ว แต่หลังจากที่ชมจบก็ทำให้ผมพบคำตอบว่า ไม่ควรสงสัยในฝีมือการกำกับของโนแลนตั้งแต่แรกแล้ว!

The Dark Knight Rises กำกับโดย คริสโตเฟอร์ โนแลน เล่าเรื่องราว 8 ปี หลังจากการเสียชีวิตของฮาร์วี่ เดนท์ สัญลักษณ์ผู้นำพาความสงบมาสู่เมืองก็อทแธม แต่แบทแมนกลับตกอยู่ในฐานะผู้ต้องหาหมายเลขหนึ่งที่ตำรวจหมายหัว ในขณะที่บรูซ เวย์น (คริสเตียน เบล) ก็เก็บตัวอยู่ในคฤหาสน์ไม่ยุ่งเกี่ยวโลกภายนอก แต่ความสงบสุขที่เมืองก็อทแธมมีเป็นเพียงความสงบก่อนที่พายุใหญ่กำลังจะมา! เมื่อ เบน (ทอม ฮาร์ดี้) อาชญากรตัวร้ายได้เดินทางมายังเมืองแห่งนี้ พร้อมเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่จะจมเมืองก็อธแธมไปพร้อมกับแบทแมน แบทแมนพร้อมพันธมิตร สารวัตรกอร์ดอน (แกรี่ โอลด์แมน), จอห์น เบรค (โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์) ฟ๊อกซ์ (มอร์แกน ฟรีแมน) และพันธมิตรใหม่สุดแสบ เซเลน่า ไคล์ (แอน แฮทธาเวย์) หรือ แคทวูแมน จึงต้องร่วมมือกันหาทางยับยั้งแผนการของเบนก่อนที่เมืองก็อทแธมจะล่มสลาย…
การเดินทางของเรื่องยังมุ่งไปตามเส้นทางที่วางไว้กับ 2 ภาคที่ผ่านมาได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นความเข้มข้นของเรื่องราว ภาวะความกดดันของสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ ยังคงเป็นเสน่ห์ที่ผู้ชมสามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเอง เสริมด้วยดนตรีประกอบของ ฮานส์ ซิมเมอร์ (Hans Zimmer) ที่ปลุกเร้าความฮึกเหิมและเน้นถึงความยิ่งใหญ่ของเรื่องราวในภาคสุดท้ายได้ อย่างยอดเยี่ยม ไม่แปลกหากคุณจะเกิดความรู้สึกหลังจากชมแล้วว่า ดนตรีประกอบบางช่วงบางตอน โดยเฉพาะท่อนที่คล้ายเสียงสวดภาวนามันยังคงก้องอยู่ในหัวสมองอยู่! แต่มันจะไร้ความหมายทันทีหากไม่ได้บทภาพยนตร์ที่ถึงพอ ซึ่งส่วนสำคัญนี้ต้องชมเชย คริสโตเฟอร์ โนแลน และ โจนาธาน โนแลน (Jonathan Nolan) ที่ร่วมกันพัฒนาบท หนังซูเปอร์ฮีโร่มันๆ ผสมผสานความดราม่าลงไปได้อย่างพอดิบพอดี

The Dark Knight Rises เป็นหนังที่เน้นหนักในการสำรวจความคิดจิตใจของ แบทแมน หรือ บรูซ เวย์น เป็นหลัก (ซึ่งต่างจาก The Dark Knight ที่ถูกแซวว่าเรื่องราวเน้นไปที่ตัวโจ๊กเกอร์มากกว่าแบทแมน) กับการเลือกของเขา สิ่งที่แตกต่างอย่างหนึ่งของหนังอัศวินรัตติกาลกับหนังแนวซูเปอร์ฮีโร่ทั่ว ไป ก็คือตัวละครจะพัฒนาและมีพลังพอที่จะสามารถกลับไปสู่กับเหล่าร้ายได้ มักจะอาศัยเทคโนโลยี อุปกรณ์เสริม ความสามารถใหม่ หรือไม่ก็ต้องได้รับพลังใจจากผู้คนรอบข้าง แต่กับแบทแมนนั้นเขาพัฒนาด้วยการฝึกฝนตนเอง โดยทุ่มเททั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณ จะสังเกตว่าเมื่อถึงช่วงซีนเหล่านี้ กล้องจะจับภาพให้เห็นแววตาของบรูซหรือแบทแมนให้เราได้เห็น เพื่อให้เราได้รับรู้อารมณ์ของบรูซอยู่ตลอด ซึ่ง คริสเตียน เบล สามารถถ่ายทอดความมุ่นมั่นในการที่จะปกป้องเมืองก็อทแธมเอาไว้ได้ไม่ว่าจะ ต้องแลกด้วยอะไรได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อบวกกับบทภาพยนตร์ที่ส่งเหลือเกินทำให้ แบทแมนในเรื่องนี้มีความเป็น ‘ฮีโร่’ ตามแบบฉบับอย่างแท้จริง!
บอสของภาคนี้แน่นอน! ว่าย่อมหลีกเลี่ยงที่จะถูกเปรียบเทียบกับโจ๊กเกอร์ที่ ฮีธ เลดเจอร์ ทำไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมไม่ได้ แต่กระนั้นก็ดูจะเป็นการไม่ยุติธรรมต่อตัวละครที่ชื่อ เบน สักเท่าไหร่ ฉากเปิดตัวของเบนนั้นถูกวางให้ผู้ชมรู้สึกถึง ความน่าสะพรึงกลัว และยิ่งใหญ่มากๆ โดยตอนต้นเรื่องถือว่าเป็นฉากที่บ้ามากๆ และเผยให้เรารับรู้ว่าความสามารถเบนนั้นไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าแบทแมนเลย เบนเป็นตัวละครประเภทเก่งทั้งบุ๋นบู๊ มีพละกำลังและฝีมือการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม  ที่สามารถสร้างหายนะให้กับเมืองก็อทแธมได้ลุกลามใหญ่โตในแบบไม่เคยมีใครทำ ได้มาก่อน เพราะวัตถุที่ครอบปากอยู่นั้นทำให้เราเห็นหน้าตาของเบนไม่ชัดนัก แต่ ทอม ฮาร์ดี้ ก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกออกมาทาง สายตาได้อย่างลุ่มลึก แต่น่าเสียดายที่เมื่อเรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ แล้ว กลับพบว่าบทบาทของเบนดูจะอ่อนด้อยลงไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เบนสามารถยึดครองเมืองก็อทแธมได้สำเร็จ นั่นรวมไปถึงจุดจบของตัวละครตัวนี้ที่ทำให้เราต้องกลับมาคิดกันใหม่กับทุก สิ่งทุกอย่างของตัวละครที่ชื่อ เบน และแม้ เบน ของ ทอม ฮาร์ดี้ จะไม่คาดเทียบเคียงกับโจ๊กเกอร์ที่ ฮีธ เลดเจอร์ เคยฝากไว้ แต่การแสดงที่ทอมมอบให้ก็นับว่าน่าพอใจมากแล้ว  ตัวละครใหม่ที่เพิ่มเข้ามาที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้อย่าง เซเลน่า ไคล์ หรือ แคทวูแมน ที่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนมุมมองเดิมๆ ที่มีต่อบุคลิกของแคทวูแมนอย่างสิ้นเชิง เพราะแคทวูแมนฉบับโนแลนนั้น สวย ทรงเสน่ห์ เซ็กซี่ ในแบบที่ไม่ต้องพยายาม ถึงแม้เธอจะเป็นตัวละครที่เพิ่งปรากฎตัวและได้รับบทบาทเด่นในภาคนี้ แต่โนแลนก็ให้เวลาพอที่จะทำให้แคทวูแมนเวอร์ชั่นนี้มีมิติไม่แบนเรียบ และ แอน แฮทธาเวย์ ก็สอบผ่านกับบทนี้ได้แบบสบายๆ รวมไปถึงตัวละคร จอห์น เบรค ตำรวจหนุ่มไฟแรง ที่ถูกวางให้เป็นสายตาของผู้ชมในการสังเกตเรื่องราวในมุมกว้าง และเอ่ยคำพูดที่เราอาจถามอยู่ในใจขณะที่ชม ไม่แปลกถ้าเราจะชอบใจไปกับกระทำของเขา นอกจากนี้เบรคถือเป็นตัวละครที่ถูกสร้างมาให้แฟนคอมมิกได้ฮือฮาและจินตนาการ กันต่อไปว่า เขาจะใช่คนที่มาสานเจตนารมณ์ของแบทแมนต่อหรือไม่?

อย่างไรก็ตาม หนังยังมีข้อติอยู่บ้างตรงเรื่องราวที่จะบอกเล่านั้นมีมากเกินไปและเต็มไป ด้วยรายละเอียด ทำให้รู้ึสึกว่าบางช่วงของหนังเรื่องราวจะเดินทางไปข้างหน้าค่อนข้างเร็ว โดยให้ข้อมูลและอยู่ในจุดนั้นเพียงเล็กน้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฉากสำคัญ เช่น ปฏิบัติการลับของเหล่าตำรวจที่หาทางติดต่อขอความช่วยเหลือจากโลกภายนอก, การฝึกฝนของบรูซ เวย์นในหลุมคุมขัง เป็นต้น ซึ่งฉากเหล่านี้ควรจะทิ้งช่วงไว้สักหน่อยเพื่อที่จะเล่นกับอารมณ์ของผู้ชม ได้มากกว่านี้ แต่ก็ชดเชยด้วยการผูกเรื่องระดับเทพที่ ใช้วัตถุดิบที่ตัวเองมีทั้งภาค 1 และ 2 มาเชื่อมโยงเกี่ยวพัน เป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน ได้อย่างแนบเนียนมากๆ  รวมถึงฉากแอ็คชั่นที่ทำออกมาได้ยิ่งใหญ่ถึงใจ โดยเฉพาะฉากถล่มเมืองก็อทแธมที่รุนแรง น่ากลัวมาก และการปะทะระหว่างแบทแมนกับเบนที่นอกจากเป็นการเผชิญหน้ากันของศิษย์มีครู ทั้งสองแล้ว ยังเป็นการเผชิญหน้ากันของแนวคิดอันแตกต่างของคนสองคนที่มาจากความมืดมิด เหมือนกันอีกด้วย!

คุณค่าของ The Dark Knight Rises ที่มอบให้ นอกจากความสนุกสนานแล้วยังมีอะไรที่ให้เก็บไปคิดเป็นอาหารสมองอีก โดยเฉพาะเรื่องของความคิดคนที่มีต่อคนอื่นและสังคม! ฉากการกลับมาปรากฎตัวครั้งแรกของแบทแมนหลังจากหายตัวไป 8 ปี ที่มุมมองต่อเหตุการณ์นี้ของหลากหลายตัวละครมันเป้นตัวบอกเล่าและสะท้อนอะไร หลายๆ อย่าง ของสังคมทุกวันนี้,  ฉากการเข้ายึดครองก็อทแธมของเบน ที่เห็นแล้วรู้สึกว่ามันช่างคล้ายกับเมืองหนึ่งในโลกความเป็นจริง (ผมจำชื่อเมืองนั้นไม่ได้แล้ว!!) ราวกับว่าผู้กำักับได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ในเมืองแห่งนี้ เลยเลือกที่จะนำมาเป็นตัวสะท้อนความคิดและพฤติกรรมของคน  นอกจากนี้ The Dark Knight Rises ได้ให้คำจำกัดความใหม่ของคำว่า ‘ฮีโร่’ (Hero) ตามคำพูดของแบทแมนที่กล่าวว่า “ใครก็เป็นฮีโร่ได้”  ฮีโร่ ไม่ใช่คนที่ใช่เครื่องแบบแปลกๆ ออกไปต่อสู้กับเหล่าร้ายหรือช่วยเหลือผู้คนจำนวนมากด้วยพลังมหาศาล หรือทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่ ฮีโร่ คือ คนธรรมดาทั่วไป ที่ทำในสิ่งเล็กๆ แต่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น ล้างทัศนะคติที่เป็นลบ หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนชีวิตของคนๆ หนึ่งให้ไปสู่เส้นทางที่ถูกต้อง! แม้สิ่งที่ทำจะมีผลกระทบต่อคนเพียงคนเดียวก็ตาม เราทุกคนต่างมีความเป็นฮีโร่อยู่ในตัว ขึ้นอยู่กับเราจะใช้มันหรือไม่!
สรุปทิ้งท้าย The Dark Knight Rises ถือว่าเป็นภาคที่เป็นการปิดตำนานของอัศวินรัตติกาลที่ไม่สมบูรณ์แบบซะทีเดียว ทำไมน่ะหรือ? เพราะมีการทิ้งเบาะแสบางอย่างเอาไว้ในตอนท้าย ที่ราวกับเป็นแสงแห่งความสว่างของเมืองก็อทแธมหลังยุคแบทแมน หรือมองอีกมุมหนึ่งมันคือ คำท้าทายของผู้กำกับโนแลน ว่าจะมีใครหาญกล้ามาสานงานชิ้นนี้ต่อจากเขา? หรือเลือกที่จะเริ่มต้นเรื่องราวใหม่ตามสมัยนิยม? ซึ่งนั่นเป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่มีใครคาดเดาได้ แต่ถ้าให้กล่าว ณ เวลานี้ คงต้องบอกว่าใครก็ตามที่คิดจะสานงานต่อเรื่องราวอัศวินรัตติกาลต่อจากโนแลน ถ้าไม่ใช่ผู้กำกับอัจฉริยะผู้มั่นใจในฝีมือตัวเอง ก็ต้องเป็นผู้กำกับที่บ้าดีเดือดเข้าขั้น นั่นยังไม่นับว่าผลที่ออกมาจะสามารถเทียบเคียงกับไตรภาคที่โนแลนทำ ไว้หรือไม่ และสำหรับผู้ชมทั่วไปแล้วแบทแมนฉบับของโนแลน คือภาพยนตร์ไตรภาคที่เต็มอิ่ม มีความครบถ้วนและสมบูรณ์ในตัวของมันเอง ชนิดที่เราไม่อาจเรียกร้องอะไรไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว..จนผมต้องขอยกนิ้วโป้งให้ในมุมของคอหนังแนวซูเปอร์ฮี่โร่คนหนึ่ง

BM : 1 2 3 ตอนที่ 1

กลับมาแล้ว กลับมาเขียนอีกที หลังจากห่างไปนาน พอดีช่วงเมื่อวานนี้ว่างก็ได้ไปดูหนังเรื่องมันประจำเดือนนี้เลย ซึ่งผมได้มีโอกาสดูติดต่อกันมาแล้ว 3 ภาค(ใหม่) ภาคนี้จัดเป็นภาคที่บอกตรงๆ กินใจในความเป็นธรรมดาของตัวแสดงนำเป็นแบทแมนอย่างมากที่สุด นั่นคือ Bat Man : The Dark Knight Rise
ในอดีตเป็นคนที่ได้ติดตามเรื่องราวหนังแนวซูเปอร์ฮีโร่มามาก โดยเฉพาะเรื่อง Bat Man นี้ ดูมาแล้วทุกเวอร์ชั่น เปลี่ยนพระเอกมาก็มาก ตั้งแต่ ไมเคิล คีตัน มาเป็น วาล คิมเมอร์ แล้วมาจบเป็น จอร์จ คูลนี่ย์ แต่ก่อนจะไปเขียนถึงในภาค 3 ที่กำลังฉายอยู่นี้ ผมขอย้อนอดีตสักเล็กน้อย ตอนนั้นเป็นช่วงแรกๆ ที่บ.วอร์เนอร์ฯ ประกาศสร้างแบทแมนภาคสามต่อ โดยใช้ชื่อว่า Batman Forever พร้อมตั้งความหวังว่าแบทแมนจะกลับมาโกยเงินอีกครั้ง แต่แล้วก็เกิดปัญหาขึ้นจนได้ เมื่อมีการเปลี่ยนหัวเรือใหญ่กลางคัน เดิมทีนั้นชื่อของเบอร์ตันและคีตัน ยังคงนอนมาในฐานะผู้กำกับและนักแสดงนำเหมือนเคย แต่เบอร์ตันประกาศถอนตัวจากโปรเจคต์นี้ซะดื้อๆ หลังจากที่มีความเห็นไม่ลงรอยกับทางผู้บริหาร โดยทางวอร์เนอร์ฯ อยากให้แบทแมนภาคนี้ดูสดใสมากขึ้น ลดความหดหู่ลงอีกหน่อย ซึ่งมันขัดแย้งกับแนวทางของเขาอย่างสิ้นเชิง แล้ว Batman Forever ก็เลยไม่มีชื่อของ ทิม เบอร์ตัน ในที่สุด ส่วนทาง ไมเคิล คีตัน ก็ถอนตัวตามออกมาอีกราย เข้าทำนองว่าลูกพี่ไปไหนผมไปด้วย เพราะทั้งเขาติดตามและโด่งดังขึ้นมาได้เพราะเบอร์ตัน ดังนั้นเมื่อเบอร์ตันถอนตัวเขาจึงถอนตามอย่างไม่ต้องคิด แต่อีกกระแสหนึ่งก็ลือว่า คีตันที่เริ่มมีชื่อเสียงแล้วไม่พอใจที่บทของแบทแมนถูกลดความสำคัญลงไปมาก แล้วไปเน้นที่ตัวละครอย่าง โรบิน ทูเฟซ ริดเลอร์ ที่ล้วนแต่รับบทโดยดาราระดับแม่เหล็ก เมื่อถูกลดบทบาทลงเขาก็เลยโบกมือลาดีกว่า

ถึงจะขาดคีย์แมนคนสำคัญไปถึงสองรายแต่วอร์เนอร์ฯ ก็ไม่ง้อ โจเอล ชูมัคเกอร์ ถูกดันขึ้นมาคุมบังเหียนแทน ส่วนบทแบทแมนตกเป็นของหนุ่มรูปงามอย่าง วาล คิลเมอร์ ที่วอร์เนอร์ฯ เชื่อว่าเรียกคนดูได้มากกว่าคีตันแน่นอน โดยเฉพาะพวกวัยรุ่น อีกด้านหนึ่งบรรดาวายร้ายของเรื่องก็เด่นไม่แพ้กัน ทอมมี่ ลี โจนส์ ที่เพิ่งรับออสการ์มาจาก The Fugituve มาสวมบททูเฟซ อดีตอัยการเขตที่มีความแค้นฝังลึกกับแบทแมน และบทมนุษย์เจ้าปัญหา ริดเลอร์ ก็ได้ดาราตลกหน้าเบี้ยว จิม แคร์รี่ย์ มารับไป โรบิน คู่หูของแบทแมนก็ได้ฤกษ์เปิดตัวในภาคนี้เอง และได้ คริส โอดอนเนลล์ ดาราดาวรุ่งมารับบทนี้ ส่วนผู้หญิงของแบทแมนก็ได้สาวสวย นิโคล คิดแมน มาสร้างความกระชุ่มกระชวยให้
Batman Forever ออกฉายในปี 1995 ได้รับการตอบรับพอสมควร ตัวหนังแตกต่างจากสองภาคแรกโดยสิ้นเชิง ความหม่นเศร้าและหดหู่ถูกกำจัดออกไปจนเกือบหมด ความขัดแย้งในตัวเองของแบทแมน ถูกกล่าวถึงเพียงเล็กน้อย ความสนุกสนานไปตกอยู่กับสองตัวร้ายของเรื่องเสียมากกว่า ทั้งทูเฟซและริดเลอร์ต่างดูโดดเด่นทั้งในด้านการแสดงและเครื่องแต่งกาย หนังรวมๆ ดูแล้วเหมือนหลุดออกมาจากหนังสือการ์ตูนทั้งกระบิ จนอาจกล่าวได้ว่าแบทแมนภาคนี้เป็นภาคที่ให้ความบันเทิงมากที่สุด รายได้ปิดตัวอยู่ที่ 184 ล้านเหรียญเฉพาะในอเมริกาที่เดียว ซึ่งก็สูงกว่า Batman Return ส่วนรายได้ทั่วโลกปิดตัวที่ 333 ล้านเหรียญ มากกว่าเดิมอีกเช่นกัน เมื่อหักลบต้นทุนที่ 100 ล้านเหรียญ ก็นับว่าแบทแมนกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง (ทุนสร้าง 100 ล้าน นั้น ต้องจ่ายเป็นค่าตัวให้ จิม แคร์รี่ย์ คนเดียว ถึง 20 ล้าน!)  แน่นอนว่าภาค 4 ต้องตามมาติดๆ แต่ก็เจอปัญหาตั้งแต่เริ่มโครงการ เมื่อ วาล คิลเมอร์ โบกมือไม่เอาแล้ว มีข่าวว่าเขาไม่ค่อยพอใจตัวเลขที่วอร์เนอร์ฯ ยื่นให้ซักเท่าไหร่ และหันไปเล่นเป็นสายลับพันหน้าใน The Saint กับค่ายพาราเมาต์ดีกว่า และที่โจษจันกันกว้างขวางกว่าก็คือสงครามย่อยๆ ในกองถ่ายระหว่างคิลเมอร์กับผู้กำกับ โจเอล ชูมัคเกอร์ ข่าวว่าคิลเมอร์นั้นเล่นหนังไม่ได้เรื่องไม่เป็นที่พอใจของผู้กำกับซักเท่าไหร่ แถมยังทำตัวเรื่องมาก จนทำให้ป่วนไปทั้งกองถ่าย หน้าที่แบทแมนคนใหม่จึงตกเป็นของคุณหมอเสน่ห์แรงจากซี่รี่ส์ดัง ER จอร์จ คลูนี่ย์ ที่มีมาดสุขุม มีบุคลิกที่เป็นผู้ใหญ่ จนชูมัคเกอร์ออกปากชมว่า แบทแมนที่คลูนี่ย์เล่นนั้นเป็นผู้ใหญ่สมวัย แต่แบทแมนที่คิลเมอร์เล่นนั้นเป็นแบทแมนแบบเด็กๆ ส่วนบทโรบินยังเป็นของ คริส โอดอนเนลล์ เหมือนเดิม บทตัวร้ายนั้นก็เด่นไม่แพ้ของเดิมหรืออาจจะเด่นกว่าด้วยซ้ำไป นั่นคือบท มร.ฟรีซ ที่ได้ อาร์โนลด์ ชวาร์ซเนกเกอร์ มารับบทร้ายเป็นครั้งแรก ตามด้วย อูม่า เธอร์แมน ดาราคนสวยมารับบท พอยซั่นไอวี่ ยัง … ยังไม่พอ ยังมี แบทเกิร์ล เข้ามาอีกราย บทนี้ตกเป็นของ อลิเซีย ซิลเวอร์สโตน  
แบทแมนภาคสี่ใช้ชื่อว่า “Batman and Robin” ออกฉายในปี 1997 ปรากฏว่าบทหนังกลวงโบ๋ ใส่สีสันมากจนเป็นการ์ตูน (มากกว่าภาคก่อนเสียอีก) ตัวละครมากเกินจำเป็น แถมคนดูยังตั้งข้อสังเกตว่าแบทแมนและโรบิน มีอะไรลึกซึ้งกันเกินกว่าคู่หูรึเปล่าเนี่ย สรุปได้ว่า Batman and Robin ได้รับเสียงด่ามากกว่าเสียงชม ซึ่งถ้าจะว่ากันจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากมาย ซ้ำยังดูเพลินสนุกๆ เสียอีก แต่ด้วยความที่เนื้อเรื่องมันออกทะเลมากไปหน่อยเท่านั้น หนังปิดตัวในอเมริกาที่ 100 ล้านเหรียญ น้อยที่สุดเท่าที่สร้างแบทแมนมาสามภาค แถมยังเข้าชิงหนังสุดเห่ยถึง 11 รางวัล…น่าภูมิใจซะไม่มี  

วกกลับครั้งนี้ปี 2012 ตอนแรกที่ผ่านมาได้มีการคิดนำกลับมาสร้างก่อนของเดิม เริ่มจากภาคแรกอีกที Batman Begins ตามมาด้วย The Dark Knight และ The Dark Knight Rises ที่ผมได้ไปดูมา ในภาคแรกคิดว่าน่าจะแตกต่างหมด แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้ต่างจากภาคคราวก่อนๆ มาก  หากแต่เน้นความเป็นซุเปอรืฮีโร่ที่อาศัยเทคโนโลยี อาศัยความฉลาด และแนวการเป็นคนรักความยุติธรรมมาตั้งเป็นศาลเตี้ยพิพากษาเอง การสร้างในรูปแบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ภาค 1 ภาค 2 และภาค 3 นี้ มีลักษณะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือ ใช้ดารา และผู้กำกับชุดเดียวกัน พร้อมกับมีการต่อเนื่องของเนื้อหาที่เป็นภาคจริงๆ แบบไม่จบทีเดียว ก่อนลงในรายละเอียด ผมขอเขียนถึงฉากเด็ดๆ ก่อนคือ ฉากในหนังเรื่อง The Dark Knight Rises มีฉากสำคัญที่ว่าด้วยตัวร้ายภายใต้หน้ากาก นำกลุ่มอาชญากรเข้าจู่โจมสนามกีฬาอเมริกันฟุตบอล เป็นการก่อการร้ายที่มีการใช้ปืน และระเบิดเป็นอาวุธสำคัญ เป็นฉากประเภทที่เห็นในหนังแอ็กชั่นจากฮอลลีวูดหลาย ๆ เรื่องที่เข้าฉายในทุก ๆ ปีจนกลายเป็นภาพปกติที่ไม่ได้เหนือการคาดเดาของคนดูสำหรับโลกภาพยนตร์  ซึ่งตามปกติฉากเหล่าร้ายโจมตีกลุ่มประชาชนบริสุทธิ์ ถือเป็นภาพที่พบเห็นได้ในหนังซูเปอร์ฮีโร่โดยทั่ว ๆ ไป รวมถึง The Avengers และ The Amazing Spider-man ที่ผมได้ดูมาก็ยังคงมีให้ชมกันในโรงหนังหลาย ๆ แห่งทั่วสหรัฐฯ เวลานี้ แต่สำหรับกรณีของ The Dark Knight Rises มันกลับแตกต่างออกไป เพราะฉากทำนองนี้ในหนังถูกนำเสนออย่างสมจริงสมจัง ตัวหนังเองก็เข้มข้นถึงเลือดถึงเนื้อกว่างานในตระกูลเดียวกันเรื่องอื่น ๆ มาก
     
และอย่างที่รู้กันดีว่า คริสโตเฟอร์ โนแลน ได้ใช้ไตรภาค Dark Knight ของเขาทำลายกำแพงของหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูน ด้วยแรงบันดาลใจจากหนังสือการ์ตูนชุด Batman: The Dark Knight Returns ของ แฟรง มิลเลอร์ ที่ตีพิมพ์ในช่วงยุค 80s และได้รับการยกย่องว่าเปลี่ยนแปลงวงการการ์ตูนด้วยเช่นเดียวกัน จนงานของทั้ง โนแลน และ มิลเลอร์ ได้รับความนิยมเข้าไปอยู่ในใจของแฟน ๆ มากมาย ส่วนหนัง The Dark Knight Rises ก็มีฉากการก่อการร้าย โจมตีฝูงชนอย่างน้อย 2 ฉาก ทั้งในตลาดหุ้น และสนามกีฬา ในเรื่องโปรดักส์ชั่น ยอมรับว่ายิ่งใหญ่จริง เดี๋ยวคราวหน้า ผมจะมาขอเจาะลึกให้อ่านแบบช็อตต่อช็อตในภาคใหม่กันเลยดีกว่านะ

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

อุโมงค์นี้...น่าดู

นี่ก็นานแล้วที่เพื่อนๆ ของผมไม่ได้คุยแบบตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับหนังที่มีส่วนคล้ายๆ กับเหตุการณ์ของบ้านการเมืองของไทย หนังเรื่องนี้เป็นหนังไทยที่แปลงบทจากหนังญี่ปุ่น อุโมงค์ผาเมือง หากเข้าฉายสัก 2-3 ปีที่แล้ว เนื้อหาของหนัง มันจะสอดคล้องพ้องพานกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราอย่างยิ่ง เพราะมันเป็นห้วงขณะที่ “ความจริง” ถูกท้าทาย แต่ละฝ่ายแต่ละคนต่างก็พยายามที่จะสถาปนาความจริงของตัวเอง ซึ่งก็แน่นอนว่า ความจริงของฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช่ความจริงของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ถึงกระนั้น ต่อให้เวลาเข้าฉายจะล้าหลังกว่าช่วงที่เหตุการณ์บ้านเมืองกำลังสับสนว่าอะไรคือ “ความจริงวันนี้” (ซึ่งจริงๆ ไอ้ที่บอกว่าความจริงวันนี้ อาจจะเป็น “ความลวงตลอดกาล” ก็เป็นได้) ผมก็ยังมองว่า อันที่จริง เนื้อหาทำนองนี้ไม่เคยล้าสมัยหรอกครับ ตราบเท่าที่มนุษย์ยัง “กลัว-ไม่กล้า” ที่จะพูดความจริง หรือแม้แต่มีผลประโยชน์จุกปากจนพูดความจริงกันไม่ออก บอกก็บอกเถอะครับ สำหรับผม การดูอุโมงค์ผาเมือง ในแง่ของการเล่าเรื่อง ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอีกแล้ว เพราะถ้าไม่นับรวมการได้อ่านบทละครเวทีเรื่อง “ราโชมอน” ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช (ซึ่งหนังของหม่อมน้อยใช้สอยเป็นตัวอิงหลัก) ผมเองก็ทั้งเคยอ่านเรื่องสั้นสองเรื่อง “Rashomon” (ประตูผี) และ “In a Grove” (ในป่าละเมาะ) ของอะคุตะงะวะ ริวโนะสุเกะ (ผมอ่านจากฉบับแปลโดย กิตติพล สรัคคานนท์) และยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า ผมได้ดู Rashomon ผลงานภาพยนตร์สุดคลาสสิกของอากิระ คุโรซาว่า นั่นก็หลายรอบ  การเล่าเรื่อง-เดินเรื่อง จึงไม่ใช่สิ่งที่น่าตื่นเต้นอีกต่อไปสำหรับผม ซึ่งก็ดีอย่างที่ทำให้มีโอกาสที่จะไปโฟกัสสนใจเรื่องอื่นๆ แทน

ความโดดเด่นอันดับแรกสุดที่น่าพูดถึง ผมคิดว่าหม่อมน้อยยังคงเอกลักษณ์ความดีที่เคยทำไว้ในงานชิ้นที่แล้วอย่าง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ไว้ได้ นั่นคือผลงานด้านโปรดักชั่นยังคงเนี้ยบไร้ที่ติ สถานที่ถ่ายทำโลเกชั่น ไปจนถึงคอสตูมเสื้อผ้าหน้าผม ทุกอย่างเป๊ะหมด และที่สำคัญคือดูสวยงามสมความย้อนยุคของเรื่องราวในหนังด้วย ส่วนการแสดงของคุณดอม เหตระกูล กับบทบาทของโจรป่า ไม่น้อยหน้ากับที่ดาราญี่ปุ่นรุ่นเก๋าอย่างโตชิโร่ มิฟูเน่ แสดงไว้ในงานกำกับของคุโรซาว่า ความบ้า ความผยองลำพอง ปรากฏอย่างเด่นชัดผ่านการแสดงของคุณดอม (แต่อาจจะลดความโอเวอร์แอ็คติ้งแบบญี่ปุ่นลงไปบ้าง) ก็น่าแปลกนะครับ ดอม เหตระกูล ที่ไม่ได้เป็นศิษย์ก้นกุฏิด้านการแสดงของหม่อมน้อยเหมือนกับคนอื่นๆ ในเรื่องส่วนใหญ่ กลับแสดงได้ดีอย่างเหลือเชื่อ!  ในขณะที่บทบาทของอนันดา เอเวอริ่งแฮม จากเรื่องนี้ อาจน้อยเกินกว่าที่จะทำให้เขาได้รับรางวัลด้านการแสดง (ต่างจากพลอยที่มีบทให้เล่นหลากหลายอารมณ์กว่า) ผมคิดว่า นักแสดงหลักๆ คนอื่นทุกคน ล้วนได้รับการขับเน้นให้มีความสำคัญอย่างเท่าเทียม คุณรัดเกล้า อามระดิษ จำไว้เถิดครับว่า คนส่วนใหญ่จะจำคุณได้แน่นอนจากบทคนทรงผีในเรื่องนี้ (ขณะที่หลายๆ คนก็อาจหลอนไม่เลิกกับบทนี้ของคุณ!) หม่ำ จ๊กมก เลิกตลกไร้สาระชั่วคราวมารับบทคนตัดฟืน ผมดูแล้วไม่ฝืนครับ คุณเล่นได้ดี ขณะที่ “หลวงพี่มาริโอ้” (มาริโอ้ เมาเร่อ) นอกจากศีรษะล้านโล่งที่ดูไม่สมจริงเท่าไหร่ ผมว่านักแสดงหนุ่มคนนี้เล่นหนังได้ดีวันดีคืนครับ (เรื่องก่อน ก็น่าจะเป็น “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก”) การแสดงครั้งนี้..ผมชอบบทพระของมาริโอ้ เพราะรู้สึกว่าหนังทำให้มีมิติในแบบที่เหนือความคาดหมาย ตามจริง ตัวละครทุกตัวก็ “มีมิติ” แบบ Round character ไม่ใช่ตัวละครแบนๆ ดำจัดขาวจัดด้วยกันทั้งนั้น แต่ที่ผมต้องพูดถึงหลวงพี่มาริโอ้ เพราะบทที่เขาได้รับ คือ พระ ซึ่งก็แน่ครับว่า บทบาทของพระสงฆ์องค์เจ้า ถูกคาดหวังในเชิงของการเป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณของชาวบ้าน แต่พระในเรื่องนี้ กลับดูสับสนอลหม่านอยู่ในจิตใจวุ่นวายไปหมด (แล้วอย่างนี้จะไปเป็นที่พึงทางใจให้ใครได้)

อย่างไรก็ดี ในบรรดาที่ว่ามาทั้งหมด ผมกลับชอบบทบาทของคุณอ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง มากกว่าใครเพื่อน ไม่เพียงเมคอัพใบหน้าที่ดูน่าตื่นตกใจ น่าหวาดหวั่นพรั่นสะพรึงสำหรับผู้พบเห็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด ผมอยากให้คนที่ไปดูตั้งใจฟังไดอะล็อกของคุณอ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ให้ดีๆ ครับ คือไม่ว่าตัวละคร 3-4 คน (ดอม-อนันดา-พลอย ไปจนถึงหม่ำ) ใครจะเล่าเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ แต่สิ่งที่ออกมาจากปากของอ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ นั้น ส่วนใหญ่ ล้วนแล้วแต่เป็นสัจธรรมความจริงของปุถุชนคนเดินดินด้วยกันทั้งสิ้น ยิ่งกว่านั้น ยังเสียดสีเหน็บแนมสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างดีอีกด้วย

 
อุโมงค์ผาเมือง เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ณ นครผาเมืองในสมัยกลียุค ซึ่งเกิดคดีฆาตกรรมอุกฉกรรจ์อันเป็นปริศนาที่น่าสะพรึงกลัวและซับซ้อนซ่อนเงื่อนสุดที่จะค้นหาความจริงได้ โจรป่าสิงห์คำ (ดอม เหตระกูล) ผู้โหดร้ายที่สุดในแผ่นดินถูกจับได้ในคดีฆาตกรรม ขุนศึกเจ้าหล้าฟ้า (อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม) และข่มขืน แม่หญิงคำแก้ว (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) ภรรยาของขุนศึกในป่านอกเมือง ขณะเดินทางเพื่อไปยังนครเชียงคำ  จากคำให้การของโจรป่าและแม่หญิง สร้างความปั่นป่วนและพิศวงงงงวยให้แก่เจ้าผู้ครองนครและประชาชนผู้มาฟังคำให้การเป็นอย่างยิ่ง เพราะทั้งคู่ต่างยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่าตนเองเป็นผู้ฆ่าขุนศึก เจ้าหลวงจึงเรียก "ผีมด-ร่างทรง" (รัดเกล้า อามระดิษ) มาเข้าทรงดวงวิญญาณของขุนศึกเพื่อค้นหาความจริง แต่แล้ววิญญาณของขุนศึกกลับให้การผ่านร่างทรงว่า ตนต่างหากที่ฆ่าตัวตายเอง   เหตุการณ์ทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านการพบเห็นและสนทนาของพระหนุ่ม (มาริโอ้ เมาเร่อ), ชายตัดฟืน (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) และ สัปเหร่อ (พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง) ภายในอุโมงค์ผีที่ผาเมือง ซึ่งไม่อาจเข้าใจได้เลยว่า เหตุใดทั้ง 3 คนจึงให้การปิดบังความจริงที่เกิดขึ้น  แน่นอนครับว่า เนื้อหาเรื่องราวนั้นมุ่งเน้นปั่นหัวคนดูอย่างตรงไปตรงมา ผู้ชมจะถูกท้าทายด้วยเรื่องเล่าสามเรื่องว่าเรื่องเล่าของใครกันแน่ที่บอกเล่าความจริง ขณะที่ด้านหนึ่งก็อาจจะถูกย้อมด้วยมายาคติความเชื่ออย่างผิวเผิน คือคิดและเชื่อแบบตื่นเขินว่าอย่างไรเสีย โจรก็เป็นโจรวันยันค่ำ ทั้งที่ในความเป็นจริง โลกและผู้คน อาจจะซับซ้อนกว่านั้น  เพราะจอมโจรที่วางมาดใหญ่โตเหมือนมหาโจร อาจเป็นเพียงโจรกระจอกๆ ขุนศึกสูงศักดิ์มากด้วยยศ อาจเป็นเพียงคนขี้ขลาดตาขาวคนหนึ่ง ขณะที่หญิงสาวเลอโฉม ก็อาจไม่ต่างอะไรไปจากหญิงแพศยาที่ไม่มีค่าแม้เพียงจะชายตามอง

หนังเรื่องนี้ บอกว่าอย่ามองคนเพียงภายนอก ขณะที่ก็ส่งเสียงบอกว่าอย่าเพิ่งวางใจเชื่ออะไรเพียงง่ายๆ (เขาบอกว่าจะให้หมื่นห้าพัน หรือ 300 บาทต่อวัน มันก็ต้องดูกันยาวๆ อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ)  อุโมงค์ผาเมือง นั้นมีดีอยู่แล้วด้วยต้นทุนวัตถุดิบซึ่งเป็นพื้นฐานที่มา ขณะที่หม่อมน้อย-หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล ก็ไม่ได้ทำให้ “ของดีๆ” ตกหล่นเสียหายเลยแม้แต่น้อย และก็เช่นเดียวกับหนังที่ผมดูแล้วชอบมากคือ “ชั่วฟ้าดินสลาย”  และ อุโมงค์ผาเมือง จะเป็นผลงานอีกเรื่องที่ดีในใจของผมอีกเรื่องที่อยากจะฝากให้คนรักหนังไทยไปหามาดูกันครับ!!

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2555

ออสการ์ 2012 (อดไม่ได้ที่จะเขียน)

หลังจากได้ประกาศผลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับรางวัลตุ๊กตาทองของภาพยนตร์อย่างออสการ์ ซึ่งจากผลที่ออกมา ก็ไม่มีอะไรเหนือความคาดหมายหรือพ้นไปจากที่เต็งกันไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสายหนังยอดเยี่ยมที่ตกเป็นของ The Artist หนังเงียบ-ขาวดำ จากเมืองน้ำหอม ที่พ่วงรางวัลใหญ่ๆ ไปอีกสองสาขา คือ ผู้กำกับยอดเยี่ยมและนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม เท่าๆ กับที่รู้สึกว่า เมอรีล สตรีพ จาก The Iron Lady เหมาะสมกับการได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (แม้ผมจะเชียรวิโอล่า เดวิส จาก The Help) ผมเห็นว่า หนังอย่าง The Artist นั้นสมศักดิ์ศรีอย่างไม่มีข้อโต้แย้งกับดอกผลที่ควรได้ ยิ่งเมื่อผนวกเข้ากับความจริงที่ว่า กรรมการตัดสินของออสการ์ส่วนใหญ่ (ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ลอสแองเจลิสไทม์) ล้วนแล้วแต่เป็นผู้อาวุโสแห่งวงการที่เติบโตมาทันยุคหนังเงียบด้วยแล้ว งานกำกับของมิเชล ฮาซานาวิเชียส เรื่องนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับไทม์แมชชีนที่พาพวกเขาย้อนกลับไปสู่วันเก่าๆ คืนก่อนๆ สมัยที่หนังเงียบยังมีลมหายใจ  พูดแบบนี้ไม่ได้จะบอกนะครับว่า ที่ The Artist ได้รางวัลใหญ่ไปครอง เป็นเพราะมันตอบสนองฝันหวานๆ ของบรรดาอาวุโสเหล่านั้นเพียงอย่างเดียว เพราะหากพิจารณาองค์รวมและรายละเอียดทั้งหมดของหนัง เราแทบจะมองไม่เห็นจุดด่างพร้อยอันใดเลย
     
หนังทำขึ้นเป็นการบูชาคารวะต้นทางแห่งศิลปะภาพยนตร์นั้นก็จริงอยู่ แต่ไม่ได้ทำแบบหวังจะ “เอาใจครู” เพียงอย่างเดียว เพราะในตัวของหนังเอง ก็มีเรื่องราวและคุณค่าอยู่ในตัวของมัน ผมขอบอกว่า The Artist นั้น นอกจากจะเป็นหนังที่ดูและวิเคราะห์ได้ 2-3 ชั้นแล้ว ยังมีองค์ประกอบที่เข้า “ทาง” ออสการ์อย่างยากจะปฏิเสธ  “ทาง” ที่ว่า (คำนวณจากหนังส่วนใหญ่ที่ได้รางวัล) ก็คือความเป็นหนังที่คนดูดูแล้วเข้าอกเข้าใจได้ว่า “ควรจะรู้สึกกับหนังอย่างไร” สุข โศก ตลก ซึ้ง และที่สำคัญ ได้เฮไปกับความสุขสมหวังหรือชัยชนะของตัวละคร ไม่ต้องอึ้งๆ งงๆ ว่าจะรู้สึกกับมันอย่างไรดี (และเพราะเหตุนี้ด้วยหรือเปล่า หนังที่มาพร้อมกับตอนจบแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่าง The Social Network ถึงพ่ายให้กับ The King’s Speech เมื่อปีที่แล้ว?)
     
 เมื่อพิจารณาด้วยตรรกะข้างต้น เราจะพบว่า The Artist มีอรรถรสที่เพียบพร้อมสมบูรณ์ แม้ด้วยเงื่อนไขของความเป็นหนังเงียบ แต่การสื่อสารของหนังนั้นประสบความสำเร็จอย่างหมดจด ทำให้คนดูรู้สึกร่วมไปกับเรื่องราวและตัวละครได้ โดยเฉพาะในมุมของความเป็นหนังโรแมนติก คอมิดี้ ซึ่งอ่อนหวานด้วยเลิฟ สตอรี่ และได้ความรู้สึกดีๆ เมื่อดูจบ ใช่แต่เพียงเท่านั้น ที่บอกว่าหนังเรื่องนี้สามารถวิเคราะห์ได้หลายชั้นก็เพราะว่า หนังนั้นบอกเล่าเรื่องราวของดาราคนหนึ่งซึ่งสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาในยุคของหนังเงียบจนก้าวเหยียบถึงจุดแห่งความเป็นซูเปอร์สตาร์ดาราดังระดับประเทศ ไปไหนก็มีคนมากรี๊ดมาแห่แหน อย่างไรก็ตาม เมื่อวันเวลาผ่านพ้น และโลกแห่งภาพยนตร์เดินทางเข้าสู่ยุคของหนังเสียง สตูดิโอผู้สร้างหนังต่างก็พากันหันไปผลิตหนังแบบใหม่ที่ (อ้างว่า) คนดูอยากได้ แต่ซูเปอร์สตาร์ของเรานั้น กลับยังยืนยันที่จะยืนหยัดอยู่กับหนังแบบเดิมซึ่งตัวเองเติบโตมาพร้อมกับมัน
     
 The Artist คือบันทึกประวัติศาสตร์แห่งภาพยนตร์ และจิตวิญญาณของ “ศิลปิน” ที่ได้รับแรงกระแทกจากสัจธรรมแห่งความเปลี่ยนแปลง เพราะโลกต้องหมุนไปข้างหน้า กาลเวลาไม่หยุดนิ่ง คนรุ่นเก่าหลีกทางให้กับคนรุ่นใหม่ เหมือนวัฒนธรรมเก่าซึ่งถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมใหม่ ไม่มีสิ่งใดคงที่ถาวร นี่คือสิ่งที่หนังอย่าง The Artist สื่อสะท้อนออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเมื่อบวกรวมเข้ากับความเป็นหนังตลกผสมกับโรแมนติกที่ดูแล้วซาบซึ้งกินใจ ก็เป็นเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอแล้วซึ่งทำให้หนังคว้าตุ๊กตาทองตัวใหญ่ไปครอบครอง
     
อย่างไรก็ตาม หนังออสการ์ก็คือหนังออสการ์ครับ ฟังหูไว้หู อย่าไปยึดมั่นถือมั่นหรือให้มันครอบงำว่านั่นคือสุดยอดของหนังที่ดีที่สุดในโลกแล้ว และรางวัลออสการ์ส่วนใหญ่ก็มอบให้กับผู้ผลิตหนังในฮอลลีวูดเป็นหลัก จึงไม่แปลกที่บางคนจะมองว่ารสนิยมของออสการ์นั้นค่อนข้างจำกัด ดังนั้น ผมคิดว่าน่าดีใจนะครับที่ออสการ์แตกสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมแยกออกมาอีกหนึ่งรางวัล เพราะอย่างน้อยๆ มันก็ช่วยแง้มประตูเปิดหูเปิดตาของคนที่ติดตามออสการ์ได้เปิดกว้างไปสู่การมองหนังที่มาจากแผ่นดินอื่นๆ บ้าง และในความรู้สึกส่วนตัวของผม คงต้องบอกครับว่า นี่เป็นอีกหนึ่งปีที่หนังที่ดีที่สุดบนเวทีออสการ์สำหรับตัวผมเอง (ย้ำว่า “สำหรับผมเอง” นะครับ) ไม่ใช่หนังในสาย “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” หากแต่เป็นหนังที่ได้รับรางวัลในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมอย่าง A Separation
     
The Artist นั้นดีอยู่แล้ว แต่หากมองในแง่ของชั้นเชิงด้านศิลปะการผูกเรื่องบวกกับการเล่าเรื่อง และความลึกของเนื้อหา ผมคิดว่า A Separation หนังจากประเทศอิหร่าน ดูจะยอดเยี่ยมมากกว่า นั่นยิ่งไม่ต้องพูดถึงข้อเปรียบเทียบที่ว่า The Artist นั้น มีเนื้อหาที่ค่อนข้าง “จำเพาะเจาะจง” ลงไปที่กลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว คือคนสร้างหนัง, นักทำหนัง, ดาราหนัง ที่ผูกพ่วงกับคนดูหนัง แต่ A Separation นั้น เราสามารถยกไปวางลงตรงกลุ่มสังคมใดก็ได้ และเหตุการณ์ที่เกิดในหนัง ก็ไม่จำเพาะว่าจะเกิดขึ้นได้แต่เพียงแค่ที่อิหร่านเท่านั้น
     
ผมดีใจครับที่รู้ว่า ทางโรงหนังเฮาส์ อาร์ซีเอ หยิบหนังเรื่องนี้มาฉายอีกครั้ง หลังจากเข้าโรงไปแล้วหนึ่งรอบเมื่อปลายปีก่อน แม้ว่าถึงที่สุดแล้ว คนที่สนใจจะไปดูจริงๆ ก็ไม่ได้มีมากนักก็ตามที (แต่ใครอยากดูแบบแผ่นดีวีดี ก็หาได้นะครับ)
     
ผมเห็นด้วยกับทุกเสียงที่มองว่า A Separation เป็นหนังการเมือง มันเป็นการเมืองตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว สังคม ไปจนถึงการเมืองเรื่องศาสนา     
A Separation เริ่มต้นเรื่องราวที่ภาพการหย่าร้างของสามีภรรยาชนชั้นกลางชาวอิหร่านคู่หนึ่งซึ่งความต้องการไม่ลงรอยกัน เพราะในขณะที่ผู้เป็นภรรยาต้องการย้ายไปอยู่ประเทศอื่นเนื่องจากไม่อยากให้ลูกเรียนหนังสือและเติบโตมาในสังคมแบบอิหร่าน แต่สามีกลับแสดงเจตจำนงที่จะไม่ย้ายเพราะส่วนหนึ่งเขาต้องอยู่ดูแลพ่อซึ่งแก่ชราและเป็นอัลไซเมอร์  ความยอดเยี่ยมที่ควรได้รับการยกย่องของหนังก็คือว่า จากรอยปริแตกในครอบครัวซึ่งถือเป็นหน่วยทางสังคมเล็กๆ หน่วยหนึ่ง หนังค่อยๆ ขยายวงทางเนื้อหาของตัวเองเข้าไปแตะสภาพที่เป็นอยู่และเป็นไปในสังคมอิหร่านในหลากหลายมิติ พร้อมกับตั้งคำถามอย่างแหลมคมผ่านสถานการณ์ของเรื่องราว ศาสนาที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดบีบรัด สามารถทำให้ผู้คนดำรงอยู่อย่างสันติ ทั้งสันติกับผู้อื่นและสันติในใจตัวเองได้จริงไหม?
     
ความเป็นปุถุชนที่หลุดไม่พ้นจากความขลาดเขลาและต้องโกหกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะถูกซักฟอกได้ไหมด้วยการหยิบพระคัมภีร์ขึ้นมาเอ่ยคำสาบาน? การตัดสินของศาลที่ดูเหมือนจะยกให้เป็นภาระหน้าที่ของผู้พิพากษาคดีเพียงคนเดียวนั้น สามารถทำให้ผู้คนในสังคมยินยอมน้อมรับสิ่งที่เรียกว่า “ความยุติธรรม” นั้นๆ ได้อย่างดุษฎีจริงหรือเปล่า?
     
ความขัดแย้งทั้งหลาย สามารถแก้ไขได้ด้วยการโวยวายและบีบคั้นกันและกัน หรือว่าจะนั่งลงและตั้งใจรับฟังปัญหาของกันและกันอย่างจริงใจ? ฯลฯ  ยอดเยี่ยมครับ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ใครไม่ได้ดู ถือว่าพลาดอย่างแรง!!!

วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555

จากหนังสือการ์ตูนกลายมาเป็นหนัง (จะหนุกไหมหนอ)


เช้านี้มีหนังมาให้อ่านดูครับ..สำหรับนักอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นหรือมังงะชาวไทยคนหนึ่งนั้น ความรู้สึกที่ได้ยินว่าจะมีการเอาการ์ตูนเรื่องดังๆเหล่านั้นมาสร้างเป็นหนังให้คนแสดงมักจะทำให้เราเหนื่อยใจเสมอๆ เพราะ หนังเหล่านี้มักจะมีปัญหาที่จะเลือกว่าจะเคารพในต้นฉบับชนิดที่ขยับไม่ได้เลย ซึ่งถ้าเลือกแบบนี้ ปัญหาก็เกิด เพราะ หนังจะขาดความสนุกไปอย่างมาก รวมถึงอดจะเอามาเปรียบเทียบกับตัวการ์ตูนมังงะต้นฉบับไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง 20 Century Boys ที่มี 3 ภาค หรือกรณีล่าสุดอย่าง “เรือรบอวกาศ ยามาโต้” อยู่ในระนาบนี้ คือ พอมาทำเป็นหนังกลับไม่สนุกเอาเสียเลย เพราะมันเล่าเรื่องเป๊ะๆ ตามที่การ์ตูนเขาวาดไว้ แถมคาแรกเตอร์หรือการแสดงก็ยังดูคล้ายกับจะเป็นการ์ตูนมากกว่าหนังคนแสดงเสียอีก เพราะแบบนี้ละมั้งครับ ล่าสุดที่ผมได้ดูเรื่อง Gantz ทั้ง 2ภาคจากวีซีดี ผมก็เลยไม่ได้คาดหวังว่ามันจะดีเด่นอะไรมาก แต่เพราะดูแบบไม่คาดหวัง และไม่ใช่แฟนตัวยงของการ์ตูนเรื่องนี้ สุดท้ายหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ผมมั่นใจว่าน่าจะสนุกมากสำหรับหลายๆ คนทีเดียวครับ


เหตุผลประการแรกที่ไม่ใช่แฟนของการ์ตูนเรื่องนี้ เพราะเหตุผลที่หนึ่ง เรื่อง Gantz ถูกแบนจากผู้จัดพิมพ์ในบ้านเรา เนื่องจากเนื้อหาที่รุนแรงเหลือเชื่อ แต่นันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่นะครับ เพราะถ้าเราเคยเจอการ์ตูนอย่าง บากิ แมมมอธ หรือ ริคิโอ ที่ควักไส้มาสู้กัน แต่เป็นเพราะภาพการ์ตูนที่เซ็กซี่โคตรๆ ชนิดที่ผมว่าทำให้การ์ตูนคลาสสิกอย่างคอบร้า เห่าไฟสายฟ้า ดูเป็นเด็กๆ ไปเลย แต่ขนาดที่ว่านี้ Gantz ก็ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดการ์ตูนอีกเรื่องของทศวรรษที่ผ่านมา เพราะการอ่านแบบไม่ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันมันก็ปวดตาเกินกว่าจะมานั่งอ่านบนอินเตอร์เน็ต ก็เลยทำให้ผมไม่สามารถจะเป็นแฟนมันได้ แม้จะอยากเป็นก็ตาม


ฮิโรยะ โอกุ คนเขียนเรื่องนี้คิดพล็อตเรื่องระหว่างที่เขาเรียนมัธยม โดยผสมผสานระหว่างละครพีเรียดเกี่ยวกับซามูไรที่ชื่อว่า Hissatsu กับนวนิยายของ โรเบิร์ต เช็คลีย์ ที่ชื่อว่า Time Murderer อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้เป็นที่ติดตามสำหรับคอการ์ตูนทั่วโลกก็คือ การทำลายขนบธรรมเนียมของมังงะทั้งปวงที่ว่า ตัวละครเอกที่สร้างความผูกพันกับคนอ่านจะไม่มีวันตาย เพราะโอกุทำคนช็อกด้วยการฆ่าแต่ละคนอย่างเมามัน ส่วนเรื่องที่มันโป๊มาก เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาทำเพื่อเพิ่มความลึกของเรื่องและอารมณ์ตัวละครที่สมจริง และคิดว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้วเพื่อจะได้พิมพ์ขายให้ได้โดยไม่ต้องเซนเซอร์


Gantz เป็นเรื่องราวของชีวิตหลังความตายของคนหลายคนที่รู้ทั้งรู้ว่าตายไปแล้ว แต่จู่ๆก็ฟื้นขึ้นมาแล้วมารวมกันในห้องแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าของคนตายเหล่านี้มีเพียงลูกบอลสีดำกลมๆ ที่มีมนุษย์ใส่เครื่องช่วยหายใจที่ไม่พูดอะไร นอกจากสั่งให้ทุกคนที่อยู่ในห้องปฏิบัติภาระกิจนั่นคือ ไปฆ่ามนุษย์ต่างดาวตามที่ Gantz บอก ถ้าฆ่าได้คนเหล่านั้นจะรอดแล้วกลับไปใช้ชีวิตในโลกปรกติเหมือนไม่เคยตายมากก่อน แถมยังได้คะแนนไปเรื่อยๆ ถ้าฆ่าได้ครบร้อยคะแนนเมื่อไหร่ก็จะมีสิทธิ์ที่จะเลือกว่า จะแลกรางวัลเป็นอะไร อาทิ ลบความจำแล้วออกจากโลกนี้ไป หรือ ขอให้คนที่ตายไปแล้วฟื้นคืนมา (ถ้าจำไม่ผิดในการ์ตูนมีอีกข้อหนึ่งก็คือ สามารถอัพเกรดอาวุธได้ด้วย)แต่ถ้าไม่รอดก็ตายอย่างอนาถ เรื่องมันสนุกตรงกันซึมันไม่เลือกคนนะครับว่าจะเอาเฉพาะนักรบมาจัดการมนุษย์ต่างดาว แต่คนแก่ ยายกับหลาน ยากูซ่าสุดถ่อยหรือแม้กระทั่งผู้หญิสวยๆก็ไม่เว้นที่จะถูกดูดเข้ามาในเกมนี้


สิ่งที่จะทำให้นักสู้มือสมัครเล่นพวกนี้ต่อกรกับมนุษย์ต่างดาวได้ก็มีแต่ชุดรัดรูปสีดำที่มีคุณสมบัติปกป้องคนสวมให้บาดเจ็บน้อยที่สุดกับปืนรังสีที่จะทำให้มนุษย์ต่างดาวมันระเบิดกระจุยอย่างน่าเกลียดที่สุด ฉบับหนังได้ นิโนมิยะ คัตซุนาริ กับ เคนอิจิ มัตซึยาม่า มาเป็นเพื่อนที่ต้องตายในอุบัติเหตุรถไฟใต้ดินชน โดยเฉพาะตัวนิโนมิยะนั้นสวมบทเป็น คุโรโนะ ผู้ซึ่งในโลกปรกติเขาเป็นแค่คนธรรมดาๆที่ไม่มีใครอยากจะจดจำ ประโยคที่เขาท่องไว้เสมอก็คือ มันต้องมีซักที่ซึ่งคนอย่างเขาจะพัฒนาและก้าวข้ามขีดจำกัดได้มากที่สุด และสิ่งที่เขาค้นพบว่าเขาทำได้ดีที่สุดก็คือ การออกมาไล่ฆ่ามนุษย์ต่างดาวตามคำสั่งของกันซึนั่นเอง อย่างที่บอกนะครับว่า ผมไม่อาจจะเป็นแฟนมังงะเรื่องนี้ได้เหนียวแน่นนัก แต่สำหรับฉบับภาพยนต์นี้ผมก็เลยดูมันแบบว่า ไม่ได้คาดหวัง ผลปรากฏว่ามันสนุกกว่าที่คิดไว้เยอะครับ บางอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไปจากการ์ตูนบ้าง แต่จังหวะจะโคนที่ผู้กำกับ ชินซุเกะ ซาโตะ (เคยกำกับหนังซามุไรพันธ์ทางที่ดุดันมากอย่าง The Princess Blade) ปล่อยออกมาในแต่ละช่วงที่ทีมต้องออกไปปฏิบัติการล่ามนุษย์ต่างดาวสุดโหดนั้นมันส์ ตื่นเต้น และลุ้นใช้ได้เลยละครับ เช่นเดียวกับความดราม่าที่ใส่เข้ามายามที่ต้องมีใครบางคนสูญเสียและพลัดพรากก็ได้อารมณ์เช่นกัน


ใครไม่เคยเห็นมนุษย์ต่างดาวสิงอยู่ในรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมพันมือแล้วเอาอาวุธในมือมาไล่แทงคนหลายศพ ไปจนกระทั่งบรรดาเทพอารักษ์ในศาสนาชินโตต้องมาสวมวิญญานบดขยี้ศัตรูก็ต้องลองดูครับมันชวนทึ่งไม่หยอกทีเดียว สิ่งที่หนังยังคงอยู่แบบเดียวกับการ์ตูนก็คือ เลือดและความแหวะยามที่มีคนตาย เลือดละเลงกันได้อยู่ในระดับที่โอเคทีเดียว แต่ที่ไม่เหมือนในการ์ตูนนักก็คือ ฉากโป๊ดูเหมือนจะมีอยู่น้อยมาก แต่ก็อย่างว่าแหล่ะครับ ถ้าจะดูหนังโป๊จริงๆ เราก็มีหนังเอวีอยู่เกลื่อนเนตอยู่แล้วที่พร้อมจะให้คุณโหลดมาดู หนังจบลงด้วยความสูญเสียของตัวละครที่เราผูกพันอย่างที่การ์ตูนเขาทำ พร้อมขมวดปมไว้ในภาคสองได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะไอ้เรื่องที่ว่า Gantz มันเป็นอะไรกันแน่ เอาเป็นว่าใครก็แล้วแต่ที่ไม่เคยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้เลยก็น่าจะลองหาหนังเรื่องนี้มาดูกัน ผมว่าหลายคนสนุกตื่นเต้นกับมันได้แน่ แม้หนังจะมีเรื่องที่แฟนตาซีและค่อนข้างซับซ้อน แต่ผมว่ามันไม่แฟนตาซีหลุดโลกขนาดละครไทยหลายเรื่องที่นำมาสร้างอย่างแน่นอนครับ