วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

BM : 1 2 3 ตอนที่ 1

กลับมาแล้ว กลับมาเขียนอีกที หลังจากห่างไปนาน พอดีช่วงเมื่อวานนี้ว่างก็ได้ไปดูหนังเรื่องมันประจำเดือนนี้เลย ซึ่งผมได้มีโอกาสดูติดต่อกันมาแล้ว 3 ภาค(ใหม่) ภาคนี้จัดเป็นภาคที่บอกตรงๆ กินใจในความเป็นธรรมดาของตัวแสดงนำเป็นแบทแมนอย่างมากที่สุด นั่นคือ Bat Man : The Dark Knight Rise
ในอดีตเป็นคนที่ได้ติดตามเรื่องราวหนังแนวซูเปอร์ฮีโร่มามาก โดยเฉพาะเรื่อง Bat Man นี้ ดูมาแล้วทุกเวอร์ชั่น เปลี่ยนพระเอกมาก็มาก ตั้งแต่ ไมเคิล คีตัน มาเป็น วาล คิมเมอร์ แล้วมาจบเป็น จอร์จ คูลนี่ย์ แต่ก่อนจะไปเขียนถึงในภาค 3 ที่กำลังฉายอยู่นี้ ผมขอย้อนอดีตสักเล็กน้อย ตอนนั้นเป็นช่วงแรกๆ ที่บ.วอร์เนอร์ฯ ประกาศสร้างแบทแมนภาคสามต่อ โดยใช้ชื่อว่า Batman Forever พร้อมตั้งความหวังว่าแบทแมนจะกลับมาโกยเงินอีกครั้ง แต่แล้วก็เกิดปัญหาขึ้นจนได้ เมื่อมีการเปลี่ยนหัวเรือใหญ่กลางคัน เดิมทีนั้นชื่อของเบอร์ตันและคีตัน ยังคงนอนมาในฐานะผู้กำกับและนักแสดงนำเหมือนเคย แต่เบอร์ตันประกาศถอนตัวจากโปรเจคต์นี้ซะดื้อๆ หลังจากที่มีความเห็นไม่ลงรอยกับทางผู้บริหาร โดยทางวอร์เนอร์ฯ อยากให้แบทแมนภาคนี้ดูสดใสมากขึ้น ลดความหดหู่ลงอีกหน่อย ซึ่งมันขัดแย้งกับแนวทางของเขาอย่างสิ้นเชิง แล้ว Batman Forever ก็เลยไม่มีชื่อของ ทิม เบอร์ตัน ในที่สุด ส่วนทาง ไมเคิล คีตัน ก็ถอนตัวตามออกมาอีกราย เข้าทำนองว่าลูกพี่ไปไหนผมไปด้วย เพราะทั้งเขาติดตามและโด่งดังขึ้นมาได้เพราะเบอร์ตัน ดังนั้นเมื่อเบอร์ตันถอนตัวเขาจึงถอนตามอย่างไม่ต้องคิด แต่อีกกระแสหนึ่งก็ลือว่า คีตันที่เริ่มมีชื่อเสียงแล้วไม่พอใจที่บทของแบทแมนถูกลดความสำคัญลงไปมาก แล้วไปเน้นที่ตัวละครอย่าง โรบิน ทูเฟซ ริดเลอร์ ที่ล้วนแต่รับบทโดยดาราระดับแม่เหล็ก เมื่อถูกลดบทบาทลงเขาก็เลยโบกมือลาดีกว่า

ถึงจะขาดคีย์แมนคนสำคัญไปถึงสองรายแต่วอร์เนอร์ฯ ก็ไม่ง้อ โจเอล ชูมัคเกอร์ ถูกดันขึ้นมาคุมบังเหียนแทน ส่วนบทแบทแมนตกเป็นของหนุ่มรูปงามอย่าง วาล คิลเมอร์ ที่วอร์เนอร์ฯ เชื่อว่าเรียกคนดูได้มากกว่าคีตันแน่นอน โดยเฉพาะพวกวัยรุ่น อีกด้านหนึ่งบรรดาวายร้ายของเรื่องก็เด่นไม่แพ้กัน ทอมมี่ ลี โจนส์ ที่เพิ่งรับออสการ์มาจาก The Fugituve มาสวมบททูเฟซ อดีตอัยการเขตที่มีความแค้นฝังลึกกับแบทแมน และบทมนุษย์เจ้าปัญหา ริดเลอร์ ก็ได้ดาราตลกหน้าเบี้ยว จิม แคร์รี่ย์ มารับไป โรบิน คู่หูของแบทแมนก็ได้ฤกษ์เปิดตัวในภาคนี้เอง และได้ คริส โอดอนเนลล์ ดาราดาวรุ่งมารับบทนี้ ส่วนผู้หญิงของแบทแมนก็ได้สาวสวย นิโคล คิดแมน มาสร้างความกระชุ่มกระชวยให้
Batman Forever ออกฉายในปี 1995 ได้รับการตอบรับพอสมควร ตัวหนังแตกต่างจากสองภาคแรกโดยสิ้นเชิง ความหม่นเศร้าและหดหู่ถูกกำจัดออกไปจนเกือบหมด ความขัดแย้งในตัวเองของแบทแมน ถูกกล่าวถึงเพียงเล็กน้อย ความสนุกสนานไปตกอยู่กับสองตัวร้ายของเรื่องเสียมากกว่า ทั้งทูเฟซและริดเลอร์ต่างดูโดดเด่นทั้งในด้านการแสดงและเครื่องแต่งกาย หนังรวมๆ ดูแล้วเหมือนหลุดออกมาจากหนังสือการ์ตูนทั้งกระบิ จนอาจกล่าวได้ว่าแบทแมนภาคนี้เป็นภาคที่ให้ความบันเทิงมากที่สุด รายได้ปิดตัวอยู่ที่ 184 ล้านเหรียญเฉพาะในอเมริกาที่เดียว ซึ่งก็สูงกว่า Batman Return ส่วนรายได้ทั่วโลกปิดตัวที่ 333 ล้านเหรียญ มากกว่าเดิมอีกเช่นกัน เมื่อหักลบต้นทุนที่ 100 ล้านเหรียญ ก็นับว่าแบทแมนกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง (ทุนสร้าง 100 ล้าน นั้น ต้องจ่ายเป็นค่าตัวให้ จิม แคร์รี่ย์ คนเดียว ถึง 20 ล้าน!)  แน่นอนว่าภาค 4 ต้องตามมาติดๆ แต่ก็เจอปัญหาตั้งแต่เริ่มโครงการ เมื่อ วาล คิลเมอร์ โบกมือไม่เอาแล้ว มีข่าวว่าเขาไม่ค่อยพอใจตัวเลขที่วอร์เนอร์ฯ ยื่นให้ซักเท่าไหร่ และหันไปเล่นเป็นสายลับพันหน้าใน The Saint กับค่ายพาราเมาต์ดีกว่า และที่โจษจันกันกว้างขวางกว่าก็คือสงครามย่อยๆ ในกองถ่ายระหว่างคิลเมอร์กับผู้กำกับ โจเอล ชูมัคเกอร์ ข่าวว่าคิลเมอร์นั้นเล่นหนังไม่ได้เรื่องไม่เป็นที่พอใจของผู้กำกับซักเท่าไหร่ แถมยังทำตัวเรื่องมาก จนทำให้ป่วนไปทั้งกองถ่าย หน้าที่แบทแมนคนใหม่จึงตกเป็นของคุณหมอเสน่ห์แรงจากซี่รี่ส์ดัง ER จอร์จ คลูนี่ย์ ที่มีมาดสุขุม มีบุคลิกที่เป็นผู้ใหญ่ จนชูมัคเกอร์ออกปากชมว่า แบทแมนที่คลูนี่ย์เล่นนั้นเป็นผู้ใหญ่สมวัย แต่แบทแมนที่คิลเมอร์เล่นนั้นเป็นแบทแมนแบบเด็กๆ ส่วนบทโรบินยังเป็นของ คริส โอดอนเนลล์ เหมือนเดิม บทตัวร้ายนั้นก็เด่นไม่แพ้ของเดิมหรืออาจจะเด่นกว่าด้วยซ้ำไป นั่นคือบท มร.ฟรีซ ที่ได้ อาร์โนลด์ ชวาร์ซเนกเกอร์ มารับบทร้ายเป็นครั้งแรก ตามด้วย อูม่า เธอร์แมน ดาราคนสวยมารับบท พอยซั่นไอวี่ ยัง … ยังไม่พอ ยังมี แบทเกิร์ล เข้ามาอีกราย บทนี้ตกเป็นของ อลิเซีย ซิลเวอร์สโตน  
แบทแมนภาคสี่ใช้ชื่อว่า “Batman and Robin” ออกฉายในปี 1997 ปรากฏว่าบทหนังกลวงโบ๋ ใส่สีสันมากจนเป็นการ์ตูน (มากกว่าภาคก่อนเสียอีก) ตัวละครมากเกินจำเป็น แถมคนดูยังตั้งข้อสังเกตว่าแบทแมนและโรบิน มีอะไรลึกซึ้งกันเกินกว่าคู่หูรึเปล่าเนี่ย สรุปได้ว่า Batman and Robin ได้รับเสียงด่ามากกว่าเสียงชม ซึ่งถ้าจะว่ากันจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากมาย ซ้ำยังดูเพลินสนุกๆ เสียอีก แต่ด้วยความที่เนื้อเรื่องมันออกทะเลมากไปหน่อยเท่านั้น หนังปิดตัวในอเมริกาที่ 100 ล้านเหรียญ น้อยที่สุดเท่าที่สร้างแบทแมนมาสามภาค แถมยังเข้าชิงหนังสุดเห่ยถึง 11 รางวัล…น่าภูมิใจซะไม่มี  

วกกลับครั้งนี้ปี 2012 ตอนแรกที่ผ่านมาได้มีการคิดนำกลับมาสร้างก่อนของเดิม เริ่มจากภาคแรกอีกที Batman Begins ตามมาด้วย The Dark Knight และ The Dark Knight Rises ที่ผมได้ไปดูมา ในภาคแรกคิดว่าน่าจะแตกต่างหมด แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้ต่างจากภาคคราวก่อนๆ มาก  หากแต่เน้นความเป็นซุเปอรืฮีโร่ที่อาศัยเทคโนโลยี อาศัยความฉลาด และแนวการเป็นคนรักความยุติธรรมมาตั้งเป็นศาลเตี้ยพิพากษาเอง การสร้างในรูปแบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ภาค 1 ภาค 2 และภาค 3 นี้ มีลักษณะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือ ใช้ดารา และผู้กำกับชุดเดียวกัน พร้อมกับมีการต่อเนื่องของเนื้อหาที่เป็นภาคจริงๆ แบบไม่จบทีเดียว ก่อนลงในรายละเอียด ผมขอเขียนถึงฉากเด็ดๆ ก่อนคือ ฉากในหนังเรื่อง The Dark Knight Rises มีฉากสำคัญที่ว่าด้วยตัวร้ายภายใต้หน้ากาก นำกลุ่มอาชญากรเข้าจู่โจมสนามกีฬาอเมริกันฟุตบอล เป็นการก่อการร้ายที่มีการใช้ปืน และระเบิดเป็นอาวุธสำคัญ เป็นฉากประเภทที่เห็นในหนังแอ็กชั่นจากฮอลลีวูดหลาย ๆ เรื่องที่เข้าฉายในทุก ๆ ปีจนกลายเป็นภาพปกติที่ไม่ได้เหนือการคาดเดาของคนดูสำหรับโลกภาพยนตร์  ซึ่งตามปกติฉากเหล่าร้ายโจมตีกลุ่มประชาชนบริสุทธิ์ ถือเป็นภาพที่พบเห็นได้ในหนังซูเปอร์ฮีโร่โดยทั่ว ๆ ไป รวมถึง The Avengers และ The Amazing Spider-man ที่ผมได้ดูมาก็ยังคงมีให้ชมกันในโรงหนังหลาย ๆ แห่งทั่วสหรัฐฯ เวลานี้ แต่สำหรับกรณีของ The Dark Knight Rises มันกลับแตกต่างออกไป เพราะฉากทำนองนี้ในหนังถูกนำเสนออย่างสมจริงสมจัง ตัวหนังเองก็เข้มข้นถึงเลือดถึงเนื้อกว่างานในตระกูลเดียวกันเรื่องอื่น ๆ มาก
     
และอย่างที่รู้กันดีว่า คริสโตเฟอร์ โนแลน ได้ใช้ไตรภาค Dark Knight ของเขาทำลายกำแพงของหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูน ด้วยแรงบันดาลใจจากหนังสือการ์ตูนชุด Batman: The Dark Knight Returns ของ แฟรง มิลเลอร์ ที่ตีพิมพ์ในช่วงยุค 80s และได้รับการยกย่องว่าเปลี่ยนแปลงวงการการ์ตูนด้วยเช่นเดียวกัน จนงานของทั้ง โนแลน และ มิลเลอร์ ได้รับความนิยมเข้าไปอยู่ในใจของแฟน ๆ มากมาย ส่วนหนัง The Dark Knight Rises ก็มีฉากการก่อการร้าย โจมตีฝูงชนอย่างน้อย 2 ฉาก ทั้งในตลาดหุ้น และสนามกีฬา ในเรื่องโปรดักส์ชั่น ยอมรับว่ายิ่งใหญ่จริง เดี๋ยวคราวหน้า ผมจะมาขอเจาะลึกให้อ่านแบบช็อตต่อช็อตในภาคใหม่กันเลยดีกว่านะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น