แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ T : Thursday แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ T : Thursday แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

The Winning from Inside

ใกล้จะผ่านพ้นเดือนแห่งความรักและเทศกาลตรุษจีนไปแล้ว อย่างไรก็ขอให้ทุกคนเฮง เฮง เฮง ร่ำรวยมั่งมีเงินทองกันทั่วหน้าตลอดปี 2558 สำหรับปีนี้ขอเริ่มต้นด้วยเรื่องดีๆ กับชัยชนะที่ต้องการด้วย
ชัยชนะเริ่มจากภายใน คำๆ นี้ ผมเคยได้ยินมานาน แต่จะมีใครเข้าใจถึงแก่นแท้หรือไม่ วันนี้ผมจะขอเขียนอย่างขยายความ คุณคิดว่า“ต้นไม้”ที่ออกดอกออกผลดกๆนั้น ส่วนไหนของต้นไม้ที่ต้องแข็งแรงที่สุด? คำตอบก็คือ “ราก” ใช่ไหม ? รากของต้นไม้เป็นสิ่งที่อยู่ใต้พื้นดินมองไม่เห็น แต่มันสร้างสิ่งที่มองเห็นคือ ผลไม้ ชีวิตของคนเราก็เหมือนกัน “ผลลัพธ์”ในชีวิตที่มองเห็นไม่ว่าจะเป็น เงินทอง ความสุข ความสำเร็จ และสายสัมพันธ์ที่ดี ก็มาจากสิ่งที่มองไม่เห็นคือ “ความคิด” การที่เราจะสร้างผลลัพธ์ในชีวิตนั้น เราต้องเรียนรู้ขั้นตอนของมันก่อนว่าอะไรที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของเรา เริ่มอันดับแรกคือ“ความคิด” ซึ่งมันจะส่งผลไปสู่ “อารมณ์หรือความรู้สึก” และเมื่อเรามีอารมณ์หรือความรู้สึกบางอย่างมันก็จะส่งผลไปสู่ “การกระทำ” และเมื่อเราได้ลงมือทำอะไรบางอย่าง “ผลลัพธ์” จึงเกิดขึ้น
สรุปเป็นขั้นตอนได้ดังนี้คือ
1.ความคิด (thought)
2.อารมณ์/ความรู้สึก (emotion/feeling)
3.การกระทำ (action)
4.ผลลัพธ์ (result)

ดังนั้น ถ้าเราต้องการเปลี่ยนผลลัพธ์ในชีวิต เราต้องเปลี่ยนที่ “ความคิด”

เวลาที่เรามีอารมณ์หรือความรู้สึกอะไรบางอย่าง มันสะท้อนถึง“ความคิด”ของเรา และการที่เราลงมือทำหรือไม่ทำอะไร ก็มีต้นเหตุมาจาก“วิธีคิด”ของเราอีกเช่นกัน สมมติว่า เจ้านายมอบหมายงานชิ้นใหม่มาให้เราทำ เราคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? ถ้าเราคิดว่า “เจ้านายใช้แต่เราอยู่คนเดียว แกล้งเราหรือเปล่าเนี่ย!” ถ้าเราคิดแบบนี้ อารมณ์ความรู้สึกของเราก็จะหงุดหงิด โกรธ ไม่พอใจ ไม่ชอบเจ้านายคนนี้ การทำงานของเราก็จะเบื่อ เซ็ง ซังกะตายทำ เพราะใจเราไม่อยากทำ ผลลัพธ์ก็คือ ผลงานออกมาไม่ดี ไม่เป็นที่น่าพอใจ ชีวิตไม่ก้าวหน้า แต่ถ้าเราคิดว่า “เจ้านายไว้วางใจเรา เห็นฝีมือเรา เราได้ฝึกฝนตัวเองมากขึ้น เรามีโอกาสได้สร้างผลงานเพิ่มขึ้น!” ว้าว! อารมณ์ความรู้สึกของเราก็จะแจ่มใส มีชีวิตชีวา เราก็จะกระตือรือร้นในการทำงาน ผลลัพธ์ก็จะออกมาดี ผลงานเป็นที่น่าพอใจของเจ้านาย ได้รับคำชม ชีวิตก้าวหน้า ถ้าคุณสังเกตให้ดีจะพบว่า ชีวิตของเรา ผู้คนที่เราพบเจอ สถานการณ์ที่เราต้องเผชิญ จะดีหรือไม่ดี ก็ขึ้นอยู่กับ “มุมมอง” และ “วิธีคิด” ของเรา! ถ้าเราเจอปัญหาและอุปสรรคแล้วเราคิดว่า “เราโชคดี ที่ได้เรียนรู้ เราจะได้เติบโต และแข็งแกร่งมากขึ้น” เราก็จะมีความสุขและกล้าที่จะเข้าไปเผชิญกับมัน แต่ถ้าเราคิดว่า “เราโชคร้าย ทำไมชีวิตฉันถึงต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้” เราก็จะทุกข์ใจและอยากจะหนีไปให้ไกลๆจากปัญหาเหล่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว “สิ่งที่เกิดขึ้น“ ก็คือ “สิ่งที่เกิดขึ้น” มีแต่เราเท่านั้นที่เป็นคน “คิด” ว่า สิ่งนั้น“ดีหรือไม่ดี“ ทุกอย่างจึงอยู่ที่ “มุมมอง”และ”วิธีคิด” ของเราทั้งสิ้น! เราต้อง“ฝึกสติ”ที่จะดู“ความคิด”ของเรา และสอนตัวเราเองไปเรื่อยๆ เวลาที่เราเฝ้ามอง ให้ฝึกคิดต่อไปด้วยว่า ถ้าเราคิดแบบนี้ การกระทำ และผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร และถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิดใหม่เป็นอีกอย่างหนึ่ง การกระทำและผลลัพธ์ของจะออกมาเป็นอย่างไร ขอให้ฝึกพิจารณาเรื่องของ “การสร้างเหตุ” และ “การได้รับผล” ไปด้วย ฝึกบ่อยๆ ปัญญาก็จะเกิด!

นอกจากเรื่อง“ความคิด”แล้ว “อารมณ์และความรู้สึก”ของเราก็มีอิทธิพลต่อการ “ลงมือทำ” ของเราเช่นกัน จำไว้ว่า “มนุษย์ถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์” ถ้าเรามีสภาวะอารมณ์ที่ดี มันจะส่งผลให้เรามีการกระทำที่น่าจะเป็นบวก แต่ถ้าเรามีอารมณ์ที่ไม่ดี มันจะส่งผลให้เรามีการกระทำที่อาจจะเป็นลบ .. “อารมณ์”คือกระจกที่สะท้อนถึง“ความคิด”ของเรา .. ดังนั้น เราต้องหมั่นสังเกตดู อารมณ์และความรู้สึกของเราอยู่เสมอ แล้วค้นหาถึงต้นตอ คือ“ความคิด”ว่า เราคิดอะไร เราถึงมีอารมณ์เช่นนี้ ถ้าเรามีอารมณ์ที่เป็นลบ เราจะต้องรีบ“ปล่อยวาง” และอย่าสับสน “ปล่อยวาง ไม่ใช่ ปล่อยปละ .. ละวาง ไม่ใช่ ละเลย .. ยอมรับ ไม่ใช่ ยอมแพ้” กรุณาแยกแยะให้ดีๆ บางคนได้ยินคำว่า “ปล่อยวาง” ก็ทิ้งงานไปเลย ไม่สนใจแล้ว อันนี้ไม่ใช่ การปล่อยวาง เวลาที่เราบอกว่า ให้ปล่อยวาง มันมีความหมายในวงเล็บต่อท้ายว่า “ปล่อยวาง (อารมณ์ลบ)” การปล่อยวาง เป็นศิลปะชั้นสูงที่จะต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นอย่างมาก และเราสามารถที่จะปล่อยวางได้ ถ้าเรารู้“วิธีคิด” คนส่วนใหญ่จะเป็น“โรคเครียด”กันเยอะ และมันก็จะพาลไปกระทบถึงสุขภาพทางร่างกายด้วย โดยเฉพาะผู้บริหารที่มีภาระความรับผิดชอบสูง “โรคเครียด” ก็จะสูงตามไปด้วย ถ้าใครสนใจจะเชิญผมไปบรรยายในหัวข้อ “ศิลปะการปล่อยวาง” ก็ได้

ส่วนที่สำคัญมากๆๆๆอีกอย่างในการสร้างผลลัพธ์ก็คือ “การลงมือทำ” .. คนส่วนใหญ่อยากจะได้ผลลัพธ์ที่ดี อยากก้าวหน้า อยากประสบความสำเร็จ อยากมีความสุข แต่เรามักจะขาดในเรื่องของ “การลงมือทำ” .. บางคน“ทำ”น้อยเกินไป แต่หวัง”ผลลัพธ์”ซะเยอะเชียว บางคนก็ “ทำ”แบบเดิมๆ แต่คาดหวัง”ผลลัพธ์”แบบใหม่ๆ มันจะเป็นไปได้อย่างไร! .. จำไว้นะ “ถ้าเราต้องการผลลัพธ์แบบใหม่ เราต้องทำอะไรบางอย่างที่แตกต่างจากเดิม!” เมื่อปีที่แล้วผมได้มีโอกาสไปอบรมให้กับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีผู้บริหารเข้าร่วมสัมมนาเกือบ 100 ท่าน ตอนแรกก็กังวลอยู่เหมือนกัน เพราะทราบว่าผู้บริหารกลุ่มนี้เป็นระดับท็อปๆทั้งนั้น วัยวุฒิและคุณวุฒิสูงมาก คงผ่านการเรียนรู้ และมีประสบการณ์ทำงานมามากมาย ไม่รู้ว่าจะสนใจรับฟังสิ่งที่เราจะถ่ายทอดหรือเปล่า? น้ำจะเต็มแก้วไหม? แต่พอถึงเวลาที่ผมได้บรรยายแล้ว ผมรู้สึกผ่อนคลาย สนุก และมีความสุขมาก เพราะทุกท่านน่ารัก ให้ความเป็นกันเอง ตั้งใจฟัง ร่วมกิจกรรมทุกอย่าง แสดงออกถึงพลัง ความรัก ความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มิน่าล่ะ บริษัทของเขาถึงยิ่งใหญ่ เพราะมีผู้บริหารที่สุดยอดนี่เอง! ผมชื่นชมและประทับใจจริงๆเลย


วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เคล็ดลับ แวว(คน)รวย 1

“ เมล็ดพันธ์ที่ดีย่อมเจริญเติบโตในผืนดินที่ดีฉันใด คนจะร่ำรวยประสบความสำเร็จย่อมต้องมีความพร้อม มีองค์ประกอบ มีปัจจัยความสำเร็จฉันนั้น ”
วันนี้อากาศเย็นขึ้นกว่าเมื่อวาน เพราะฝนตก ผมต้องขอบคุณฝน ที่ทำให้โลกนี้เย็นขึ้น แม้ว่าความจริงโลกก็ร้อนอยู่ แต่มันก็ไม่เป็นปัญหากับการที่ผมจะเขียนเรื่องต่อไปนี้ " แววคนรวย " คนทุกคนเมื่อเกิดมาแล้วล้วนต้องการความสำเร็จในชีวิตด้วยกันทั้งนั้น ทุกคนมีความหวังมีความใฝ่ฝัน ต้องการมีวิถีทาง มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่มีใครอยากจน อยากลำบาก ทุกคนอยากรวย อยากประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ในช่องทางหลายๆ ช่องทาง หลากหลายอาชีพที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนรวยนั้น ล้วนแล้วแต่มีเหตุมีปัจจัยของความสำเร็จด้วยกันทั้งสิ้น เหตุและปัจจัยของความสำเร็จในแต่ละอาชีพนั้น คือแนวโน้มของคนคนนั้นว่าจะประสบความสำเร็จได้หรือเปล่า กล่าวอีกความหมายหนึ่งคือ มีแววที่จะประสบความสำเร็จได้หรือไม่ หรือถ้าไม่มีก็ต้องสร้างขึ้นมาให้ได้  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้กล่าวถึงแวว 7 ประการของคนที่จะประสบความสำเร็จ เปรียบเสมือนแสงสีเงิน แสงสีทองของพระอาทิตย์ในยามเช้าหรือรุ่งอรุน ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น ซึ่งบ่งบอกว่ากำลังจะเช้าแล้ว เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่มีแววที่สิ่งนั้นๆ จะปรากฎขึ้นทั้งสิ้น คนจะรวยหรือจะประสบความสำเร็จก็เช่นกันล้วนแล้วแต่ต้องมีแววของความสำเร็จนั้นก่อน เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงอยากรู้ว่ามันคืออะไร แล้วท่านมีแววของความสำเร็จหรือไม่ แววของคนที่จะร่ำรวยพบกับความสำเร็จนั้นมี 7 ประการด้วยกัน กล่าวคือ

1. มีกัลยาณมิตร หรือ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ กัลายาณมิตรตา ” แววของคนจะประสบความสำเร็จในประการแรกนี้คือ เราต้องมีมิตรที่ดี มีผู้สนับสนุนที่ดี อยู่ในสภาพแวดล้อมของบุคคลที่ดี มีคนคอยค้ำชู เคยมีคำกล่าวว่า “ นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน ย่อมขึ้นสู่ที่สูงไม่ได้ ” คำกล่าวนี้มีความชัดเจนอยู่ในตัวเอง คนเราแม้จะเก่งเพียงใดแต่ถ้าขาดผู้สนันสนุน ขาดคนเอาใจใส่ดูแล ขาดมิตรที่ดี ขาดเพื่อนที่ซื่อสัตย์ ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามล้วนแล้วต้องมีผู้สนับสนุนทั้งสิ้น ทำธุรกิจไม่มีลูกค้าสนับสนุนจะมีรายได้มีกำไรได้อย่างไร เป็นเจ้านายไม่มีลูกน้องช่วยงาน งานนั้นจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร ฉันใดก็ฉันนั้น ทุกอย่างต้องมีต้นน้ำ มีคนคอยค้ำชู การสำนึกรู้บุญคุณ มีความกตัญูญู คือฐานของความสำเร็จในข้อนี้ ไม่มีใครอยู่คนเดียวในโลกใบนี้ได้ หากลองมองย้อนกลับไปตั้งแต่เกิด ถ้าคนทุกคนไม่มีคุณพ่อคุณแม่ ปู่ ยา ตา ยาย ญาติ พี่น้อง ที่ให้การดูแลเอาใจใส่มาตั้งแต่เล็กๆ คนทุกคนคงไม่เจริญเติบโตมาถึงบัดนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากประสบความสำเร็จในชี้วิตไม่ว่าจะเป็นด้านใดๆ ก็ตาม เราต้องสร้างมิตรมากกว่าสร้างศัตรู ต้องช่วยเหลือผู้คนให้มากๆ สร้างลักษณะนิสัยที่ดี มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ยิ้มแยมแจ่มใส ไม่สร้างเหตุและปัจจัยที่ก่อศัตรู เช่นการเอาเปรียบผู้อื่น แสวงหาประโยชน์จากผู้อื่นมาเป็นของตน ยิ่งมีคนรักมากเท่าไหร่ก็จะมีคนสนับสนุนมากเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการสนับสนุนจากคนดีมีเมตตา ดังนั้นให้คบคนดีเยอะๆ คบคนดีมากๆ ดั่งสุภาษิตที่ว่า “ คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล ” มีคำถามถามว่า ถ้าอยู่คนเดียวแล้วเราจะคบกับใคร คำตอบคือ คบกับความคิดด้านที่เป็นบัณฑิต คือด้านบวก ด้านที่สร้างสรรค์ ด้านที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จมีช่องทางร่ำรวย อย่าคบกับความคิดด้านที่เป็นคนพาล คือความคิดที่เป็นลบ ความคิดที่ไม่ดี เพราะโดยปกติความคิดของคนเรามักจะมีความคิดที่ไม่ดีอยู่แล้ว เพราะสิ่งแวดล้อมที่เราเป็นอยู่มักจะนำเสนอสิ่งที่เป็นลบตลอดเวลา ดังนั้นแววของคนรวยคนที่ประสบความสำเร็จในประการแรกนี้คือ มีกัลยาณมิตร มีเพื่อนที่ดี มีคนที่มีความคิดรวยสนับสนุน

2. มีความสงบ เรียบร้อย ไม่ก่อเวร ไม่ก่อศัตรู ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ ศีลสัมปทา ” แววของผู้ประสบความสำเร็จ ในประการที่ 2 นี้ จะสอดคล้องกับข้อแรกคือ นอกจากเรามีมิตรที่ดีที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลแล้วต้องไม่มีศัตรู คอยอาฆาตมาตรร้าย การมีศัตรูไม่ใช่เรื่องดี เป็นการบั่นทอนความสำเร็จ ต้องระมัดระวัง หวาดระแวงว่าภัยจะมาถึงตัวเมื่อไหร่ ไปไหนมาไหนก็ไม่สะดวก จะทำกิจการอะไรก็ติดขัดไปหมด ดังนั้น คนที่จะประสบความสำเร็จมีแววของความร่ำรวยนั้น ต้องมีพฤติกรรมไม่ก่อศัตรู มีแต่ให้อภัย ให้ความรักความเมตตา ทำอะไรก็จะมีแต่คนห้อมล้อมสนับสนุน เคยดูภาพยนต์กาหลีชุด “ อิมซังอ๊ก ” ยอดพ่อค้าหัวใจทรนง มีคำกล่าวว่า “ ถ้าเราทิ้งดาบความแค้น 1 เล่ม เราจะได้ดาบช่วยเหลือคน 1,000 เล่ม ” ดังนั้น หากเรามีศัตรูอยู่แล้ว การละทิ้งความแค้น ความอาฆาต พยาบาท จะทำให้เรามีจิตใจดีขึ้น อยากจะกล่าวว่า “ ถ้าเราทำให้ศัตรูมาเป็นมิตรได้ 1 คน เท่ากับเรามีมิตรเพิ่มขึ้น 1,000 คน ” การทำบุญแผ่นเมตตาให้กับศัตรูทุกวันก่อนนอน จะช่วยทำให้อุปสรรค ปัญหา ขวากหนามต่างๆ หมดไป ทำให้ศัตรูไม่คิดทำร้าย ความสำเร็จที่ต้องการ ก็จะใกล้เข้ามามากขึ้น ฉะนั้นแววของผู้ประสบความสำเร็จในประการ 2 นี้คือ มีความสงบเรียบร้อย ไม่ก่อเวร ไม่ก่อศัตรู

3. มีแรงจูงใจที่อยากประสบความสำเร็จ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ ฉันทสัมปทา ” แววของคนรวยคนที่ประสบความสำเร็จในประการที่ 3 นี้ ถือเป็นข้อที่สำคัญอย่างยิ่งคือ แรงจูงใจหรือเป้าหมายที่ต้องการความสำเร็จ อาจกล่าวได้ว่า ที่ใดไม่มีเป้าหมาย ที่นั่นไม่มีความสำเร็จ คนเราอยากรวย อยากประสบความสำเร็จ ต้องมีแรงจูงใจหรือเป้าหมายที่ต้องการก่อน แล้วหาวิธี หาเส้นทาง หาอาชีพ ที่ตนเองถนัด ที่ตนเองรัก ที่ตนเองชอบ ทำอย่างสุดชีวิต ทำให้บรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการ ชีวิตคนเราเกิดมาต้องมีเป้าหมาย ถ้าไม่มีเป้าหมายก็เหมือนแมงกระพรุนที่ล่องลอยในทะเล ไม่มีทิศทางที่แน่นอน ไม่รู้จะไปทางไหน คนเรารวยได้ทุกคน เพียงแต่ต้องมีแรงจูงใจหรือมีพลังที่มากพอ การสร้างเป้าหมายให้ประสบผลสำเร็จคือการทำสิ่งที่ยังเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ดังนั้น แรงจูงใจมีผลต่อความสำเร็จของคนเราเป็นอย่างมาก ดังนั้นคนที่สร้างความร่ำรวยทุกคน คนที่ประสบความสำเร็จทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องมีแรงจูงใจ อยากที่จะรวยหรือประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งนั้น แววของผู้ประสบความสำเร็จในประการที่ 3 นี้คือ มีแรงจูงใจอยากประสบความสำเร็จ
แววของผู้ประสบความสำเร็จที่จะก้าวไปสู่ความร่ำรวยนั้นมีทั้งหมด 7 ประการ ผ่านมาแล้ว 3 ประการด้วยกัน ทุกๆ คนก็อยากตรวจเช็คดูว่าเรามีแววของความสำเร็จบ้างหรือเปล่า ผมเชื่อว่าทุกๆ คนมีแววของความสำเร็จอย่างแน่นอน เพราะถึงแม้บางประการยังไม่มีเราก็สามารถสร้างได้ ส่วนแววความสำเร็จอีก 4 ประการ โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ

เคล็ดลับ แวว(คน)รวย 2

ที่ผ่านมาผมได้เขียนแววของคนที่จะประสบความสำเร็จจากทั้งหมด 7 ประการ ให้พวกเราทราบไปแล้ว 3 ประการด้วยกัน  ตอนนี้เรามาเรียนรู้กันต่อว่า อีก 4 ประการนั้น มีอะไรบ้าง คนที่จะประสบความสำเร็จ นอกจากจะต้องมี 1. มีกัลยาณมิตร มีเพื่อนที่ดี มีคนสนับสนุน ค้ำชูดี 2. มีความสงบ เรียบร้อย ไม่ก่อเวร ไม่ก่อศัตรู 3. มีแรงจูงใจที่อยากประสบความสำเร็จ ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว ประการต่อไปคือ

4. มีการพัฒนาศักยภาพตนเองอยู่ตลอดเวลา ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ อัตตสัมปทา ” แววของคนที่จะประสบความสำเร็จในประการนี้คือ การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง มนุษย์เรามีศักยภาพมากมาย มีศักยภาพเหลือหลาย ยิ่งใช้เท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เพียงแต่ว่าเรารัก เราถนัดใช้ศักยภาพด้านใด คนเราถ้าต้องการความสำเร็จ อยากร่ำรวย แต่ไม่อยากพัฒนาตนเอง อยากอยู่เฉยๆ จะประสบความสำเร็จร่ำรวยได้อย่างไร? การพัฒนาคือการทำให้ดีขึ้น เราต้องคิดอยู่เสมอว่า เราจะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร? การฝึกฝนบ่อยๆ จะทำให้เรามีความชำนาญและเก่งขึ้น ต้องคิดเสมอว่า จะทำอะไรก็ตาม ครั้งที่ 2 ต้องดีกว่าครั้งที่ 1 เสมอ แววของความสำเร็จในประการนี้ หากใคร ตรวจสอบตัวเองอยู่ตลอดเวลาในสิ่งต่างๆ ที่ทำลงไปแล้วทำสิ่งใหม่ๆ ให้ดีขึ้นกว่าเดิม รับรองได้ว่าความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลอย่างแน่นอน แต่โดยส่วนใหญ่คนเรามักชอบทำอะไรแบบเดิมๆ ไม่ชอบคิดไม่ชอบทำอะไรใหม่ๆ ทำอะไรผิดพลาดก็ทำซ้ำๆ เหมือนเดิม มันก็ไม่สำเร็จร่ำรวยซักที ดังนั้นการฝึกทักษะในสายงานอาชีพ ที่ตนเองรัก ที่ตนเองถนัด ให้มีการพัฒนาความสามารถตลอดเวลาจะทำให้เราใกล้ความร่ำรวยเข้าไปทุกที แววของผู้ประสบความสำเร็จในประการที่ 4 นี้ก็คือ มีการพัฒนาศักยภาพตนเองอยู่ตลอดเวลา

5. มีความมุ่งมั่นขยันหมั่นเพียร ไม่สำเร็จไม่เลิก ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ ฑิฐิสัมปทา ” แววของคนที่จะร่ำรวยประสบความสำเร็จในประการนี้ สนับสนุนแววความสำเร็จประการที่4 ได้เป็นอย่างดี เพราะถ้าเรามุ่งมั่น ขยันหมั่นเพียร ขยันฝึกฝนบ่อยๆ การพัฒนาศักยภาพก็จะมีมากขึ้นไปด้วย ไม่ว่าจะทำงานอะไร? การไม่ละทิ้ง ไม่ท้อถอยง่ายๆ ตั้งปณิธาณในใจว่า ถ้าจะทำอะไรต้องสำเร็จ ไม่สำเร็จ ไม่เลิกเด็ดขาด สักวันต้องประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน เราคงได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ว่า “ คนเราไม่มีทางล้มเหลว ถ้าไม่ล้มเลิกเสียก่อน ” คำกล่าวนี้ไม่ต้องตีความก็รู้แล้วว่าหมายถึงอะไร? มีคนหลายคนขาด แววความสำเร็จในประการนี้ จึงเปลี่ยนงานอยู่บ่อยๆ หรือเปลี่ยนอาชีพไปเรื่อยๆ แต่ใจก็ร่ำร้องอยากร่ำรวยอยากประสบความสำเร็จ แต่มีจุดอ่อนอยู่ตรงที่ว่า พบเจออุปสรรคปัญหาก็ท้อถอย เจอปัญหามากๆ ก็ท้อแท้ อุปสรรคปัญหาเป็นเรื่องปกติของคนที่จะประสบความสำเร็จ ยิ่งเจออุปสรรคปัญหามาก ก็ยิ่งใกล้ความสำเร็จ ความขยัน หมั่นเพียรไม่ยอมท้อถอย คือความสำเร็จอีกประการหนึ่งของคนที่ร่ำรวย แววของผู้ประสบความสำเร็จในประการที่ 5 นี้ก็คือ มีความมุ่งมั่นขยันหมั่นเพียร ไม่สำเร็จ ไม่เลิก

6. ไม่ประมาท ตื่นตัวอยู่เสมอ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ อัปมาทสัมปทา ” แววของคนที่ร่ำรวยประสบความสำเร็จในประการนี้คือ อย่าผลัดวัน ประกันพรุ่ง อย่ามัวแต่รีรอ ต้องกระตือรือร้นตื่นตัวอยู่เสมอ คิดอยู่เสมอว่าถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตเราจะทำอะไรให้ดีที่สุดและมากที่สุด เวลาไม่เคยรอคอยใคร เวลานั้นมีค่ามากกว่าที่เราคิด เวลาผ่านไป อายุเราก็มากขึ้น กำลังเราก็จะเหลือน้อยลง ดังนั้น หากต้องการร่ำรวย ต้องการความสำเร็จในเรื่องใด เราต้องเร่งรีบ ต้องกระตือ รือร้น ไม่ประมาท ตื่นตัวอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่ตื่นเต้นจนร้อนรนทำอะไรไม่ถูก การฝึกฝนตัวเราเองให้เป็นคนกระตือรือร้น ตื่นตัวอยู่เสมอ ต้องกำหนดเวลาในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วทำให้สำเร็จตามเวลาที่กำหนดไว้ จากประสบการณ์ไม่เคยเห็นคนที่ประสบความสำเร็จแล้วร่ำรวย มีอาการเฉื่อยชา แบบอยู่ไปวันๆ เพราะฉะนั้น แววของผู้ประสบความสำเร็จในประการที่ 6 นี้ก็คือ ไม่ประมาท ตื่นตัวอยู่เสมอ

7. สร้างภาพความสำเร็จไว้ล่วงหน้า ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ โยนิโสมนสิการ ” แววของผู้ประสบความสำเร็จในประการสุดท้ายนี้นับเป็นแสงสีทองเลยก็ว่าได้ถือว่ามีความสำคัญมาก หากพูดไปแล้วก็คือ การจินตนาการ การสร้างภาพ นั่นเอง แต่โดยส่วนใหญ่มีผู้คนอีกมากมายไม่เข้าใจในเรื่องการสร้างภาพความสำเร็จไว้ล่วงหน้า และมักไม่ค่อยมีใครทำ บางคนอาจจะบอกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ หรือบางคนทำแล้วบอกว่า ไม่เห็นได้ผลสำเร็จสักที เลิกทำดีกว่า ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงๆ ของคนที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก ถือเรื่องนี้เป็นเคล็ดลับความสำเร็จเลยก็ว่าได้ เราจะเห็นได้จากหนังสือ The Secret ที่ขายดิบขายดีติดอันดับต้นๆ ของยอดหนังสือขายดีทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ในหนังสือจะอธิบาย รายละเอียดเรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างภาพความสำเร็จไว้ล่วงหน้า การสร้างภาพความสำเร็จไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ไม่ต้องเสียเงิน แต่คนที่ไม่เข้าใจเรื่องราวเล่านี้มักจะว่าเราบ้า เป็นไปได้อย่างไร เพราะสิ่งนั้นยังไม่เกิดขึ้น เช่น เราอยากได้รถเบนซ์ สีเงิน เราก็จินตนาการสร้างภาพใส่ความรู้สึกว่าเรา กำลังขับรถเบนซ์ สีเงิน ทั้งๆ ที่เรากำลังนั่งรถเมล์อยู่ ภาพความสำเร็จคือสิ่งที่เราอยากได้ยังไม่เกิดขึ้น เป็นเรื่องอนาคต แต่ความเป็นจริงคือเรื่องปัจจุบัน ที่เป็นอยู่ ภาพความสำเร็จเหล่านี้มีผลต่อจิตใต้สำนึกของเราเป็นอย่างมาก คนที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยหลายคนใช้หลักการเหล่านี้ ดังนั้น แววของผู้ประสบความสำเร็จในประการสุดท้ายนี้ก็คือ การสร้างภาพความสำเร็จไว้ล่วงหน้า

คงพอสรุปได้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จ มีความร่ำรวยนั้น ต้องมีแวว 7 ประการของผู้ประสบความสำเร็จอันประกอบด้วย
1. มีกัลยาณมิตร มีเพื่อนที่ดี มีคนสนับสนุน ค้ำชูดี   
2. มีความสงบ เรียบร้อย ไม่ก่อเวร ไม่ก่อศัตรู 
3. มีแรงจูงใจที่อยากประสบความสำเร็จ 
4. มีการพัฒนาศักยภาพตนเองอยู่ตลอดเวลา  
5. มีความมุ่งมั่นขยันหมั่นเพียร ไม่สำเร็จไม่เลิก  
6. ไม่ประมาท ตื่นตัวอยู่เสมอ  
7. สร้างภาพความสำเร็จไว้ล่วงหน้า
มาถึงตรงนี้หลายๆ คนที่อ่านเรื่องแวว 7 ประการของผู้ประสบความสำเร็จของผมมาตลอด  คงพอจะมองออกแล้วว่า เรามีแววของความสำเร็จ ความร่ำรวย บ้างหรือเปล่า แต่ไม่ต้องตกใจหรอกครับ ถึงไม่มี หรือมีไม่ครบเราก็สามารถสร้างได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา เราคือ ผู้กำหนดอนาคต กำหนดชีวิตตัวเอง เพียงแต่อย่าให้ใครมาขโมยความฝันของเราไป ทุกคนมีช่องทางที่จะประสบความความสำเร็จ สร้างความร่ำรวยด้วยกันทุกคน ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จและโชคดี สวีดัด...สวัสดีครับ

วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

พลังแห่งความเชื่อ 4

และแล้วก็มาถึงในตอนสุดท้ายที่ผมจะได้พูดถึงหลักการในการสร้างความเชื่อ BELIEF ข้อที่ 5
คือ E = Emotion = อารมณ์ความรู้สึก วันนี้เรามาศึกษาหลักการของการสร้างความเชื่อ ในภาษาอังกฤษ ตัวที่ 6 ซึ่งเป็นตัวสุดท้าย ของคำว่า B –E –L –I –E - F : ความเชื่อมั่น (n) นั่นก็คือ F = Faithful = ความซื่อสัตย์ , คำมั่นสัญญา  ในหลักการของการสร้างความเชื่อไม่ว่าจะเป็น B = Better = ดีขึ้นกว่าเดิม E = Example = เป็นแบบอย่างที่ดี L = Lovely = ความสวยงาม, Long term = ระยะยาว I = Information = ข้อมูล ความเป็นจริง E = Emotion = อารมณ์ ความรู้สึก
ข้อสรุปสุดท้ายของการสร้างความเชื่อถือได้อย่างมั่นคงยาวนานที่สุดคือ ความซื่อสัตย์ คำมั่นสัญญา

การสร้างความเชื่อถือ หรือ ความเชื่อมั่น ความซื่อสัตย์ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุด ถึงแม้เราจะมีหลักการของการสร้างความเชื่อทั้งหมดตั้งแต่ B –E –L –I –E แต่ถ้าขาด F = Faithful = ความซื่อสัตย์ , คำมั่นสัญญา ความเชื่อนั้นก็สิ้นสุดลงทันที การนำเสนอ ว่าเรื่องนั้นๆ เป็นอย่างโน้น อย่างนี้ ใช้หลักการทั้งหมดของการสร้างความเชื่อ แต่ถ้าไม่เป็นจริงดั่งคำมั่นสัญญาที่พูดไว้ คือไม่ซื่อสัตย์ ความเชื่อนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน ความจริงปรากฎเมื่อไหร่ ความเชื่อนั้นก็สิ้นสุดทันที ดังมีข่าวสารมากมายตามหน้าหนังสือพิมพ์  ความซื่อสัตย์ , คำมั่นสัญญา ถือเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือได้อย่างทรงอานุภาพมากที่สุด เวลาที่เราพูดหรือเราจะทำอะไร? ให้ใครเชื่อถือ แม้จะมีคนเชื่อในขณะที่พูด แต่ในเวลาต่อมา ไม่เป็นไปตามที่พูดไว้ ความเชื่อถือนั้นก็สิ้นสุดลงทันที ตัวอย่างง่ายๆที่ชัดเจนมากที่สุดก็คือ เวลามีคนมายืมเงินเรา แล้วให้คำมั่นสัญญาว่า จะเอาเงินที่ยืมมาคืนวันโน้นวันนี้ เราเชื่อในคำพูดเขา แล้วเราก็ให้เขายืมไป แต่เมื่อถึงเวลาจะคืน ก็ไม่เอามาคืนตามที่สัญญาไว้ หรือเอามาคืนผิดเวลาจากที่นัดหมายไว้ เราก็จะไม่เชื่อถือเขาอีกเลย ครั้งต่อไปมายืมเงินอีกเราก็จะไม่ให้เพราะผิดคำพูดที่เคยให้ไว้ หรือผิดคำมั่นสัญญาคือไม่ซื่อสัตย์นั่นเอง มีคนหลายคนผิดพลาดขาดความน่าเชื่อถือก็เพราะไม่สามารถทำได้ตามที่พูด หรือเวลารับปากใครไว้แล้วทำไม่ได้ตามนั้น
สรุปแล้วหลักการสร้างความเชื่อมีองค์ประกอบด้วยกันทั้งหมดคือ
B = Better = ดีขึ้นกว่าเดิม
E = Example = เป็นแบบอย่างที่ดี
L = Lovely = ความสวยงาม
Long term = ระยะยาว
I = Information = ข้อมูล ความเป็นจริง
E = Emotion = อารมณ์ ความรู้สึก
F = Faithful = ความซื่อสัตย์

จากข้อมูลทั้งหมดคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนในการสร้างความเชื่อ ที่ทำให้คนเชื่อถือเรา หรือถ้าเราจะเชื่อถือใคร? หรือเชื่อถืออะไร? สักอย่างหนึ่ง ลองเอาหลักการนี้ไปใช้ดู โดยเฉพาะการพูดที่ทำให้ใครเชื่อเราในเรื่องนั้นๆ เราต้องพูดให้ผู้ฟังรู้สึกว่าถ้าเขาเชื่อในสิ่งที่เราพูดแล้ว เขาจะดีขึ้นกว่าเดิม พร้อมทั้งพูดยกตัวอย่างประกอบเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน มีข้อมูลความเป็นจริงเพียบพร้อม ใส่อารมณ์ความรู้สึกหนักแน่นจริงจัง หากตัวท่านมีเสน่ห์ ผู้ฟังเชื่นชอบคุณ เขาก็จะยิ่งเชื่อถือ และที่สำคัญสิ่งที่เราพูดต้องเป็นจริงตามที่พูด คือต้องมีความซื่อสัตย์ ผู้ฟังก็จะเชื่อ และความเชื่อนั้นก็จะอยู่ได้ยืนยาว ทำให้เราเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ ดังนั้นการพูดที่ทำให้คนเชื่อถือจึงเป็นเรื่องที่ควรฝึกฝน ในทางกลับกัน ถ้าคุณจะเชื่ออะไร? คุณลองเอาหลักการนี้ไปใช้ดู คุณจะมีสติพิจารณาได้อย่างรอบคอบ แล้วคุณจะไม่ถูกหลอก ขอความสำเร็จโชคดี...จงมีแด่ทุกคนสวัสดีนะครับ.

พลังแห่งความเชื่อ 3

ผมขอต่อเลยนะ ในตอนที่แล้วเราได้พูดถึงหลักการในการสร้างความเชื่อ BELIEF ข้อที่ 3 L = Lovely = ความสวยงาม ความน่ารัก ความรัก และ Long – Term = ระยะยาว

วันนี้เราจะมาเรียนรู้ในหลักการของการสร้างความเชื่อในภาษาอังกฤษ ตัวที่ 4 ของคำว่า BELIEF (n) นั่นก็คือ ตัว I = Information = ข้อมูลรายละเอียดความเป็นจริงที่ชัดเจน
ข้อมูลรายละเอียดที่ชัดเจนเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญมาก และที่สำคัญมากที่สุดคือข้อมูลรายละเอียดนั้นต้องมีความเป็นจริง มีเหตุมีผล จึงจะรักษาความเชื่อนั้นไว้ได้ในระยะเวลาที่ยาวนาน ถ้าเป็นข้อมูลเท็จ ข้อมูลที่บิดเบือน ความจริงในเรื่องนั้นปรากฎเมื่อไหร? ความเชื่อนั้นก็จะสิ้นสุดลงทันที การตัดสินใจเชื่ออะไรสักอย่างหนึ่งต้องดูข้อมูลรายละเอียดประกอบด้วยว่าเป็นอย่างไร? มีความเป็นจริงมากน้อยขนาดไหน? เหตุผลในเรื่องนั้นเป็นอย่างไร? มีรายละเอียดมากพอหรือไม่? บางครั้งหากไม่พิจารณาให้รอบคอบก็อาจจะพลาดพลั้งเสียทีได้เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น หากมีเสียงโทรศัพท์ที่เป็น Voice Mail โทรเข้ามาในสายไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์บ้าน บอกเราว่า “สวัสดีค่ะ โทรจากสรรพากร ท่านมีภาษีคืน” กด 1 เพื่อฟังซ้ำ กด 0 เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ เมื่อเรา กด 0 เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อสอบถามรายละเอียด ก็จะมีเจ้าหน้าที่รับสาย เป็นเสียงผู้ชาย เมื่อเราถามว่า” ได้รับภาษีคืนเท่าไหร? เจ้าหน้าที่แจ้งว่า 165,000 บาท ผมขอชื่อ นามสกุล เลขที่บัตรประชาชนเพื่อตรวจสอบข้อมูลในระบบ เพื่อจะทำภาษีคืนให้”เมื่อซักถามมากขึ้นคนที่แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ก็ตอบไม่ได้ จะโอนสายไปมาหลายๆคน เพราะไม่รู้ความเป็นจริง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ คือข้อมูลส่วนตัวของเรา

จากเหตุการทั้งหมด ข้อมูลเท็จ เพียงแค่บอกว่าได้ภาษีคืน หากเราหลงเชื่อเราไม่ฉุกคิดถึงข้อมูลความเป็นจริงเราก็จะเสียทีได้ง่ายๆ เหตุผลประการสำคัญที่ต้องคิดก็คือ
1.โทร.มาวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ โดยแจ้งว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากสรรพากร
ทำงานวันหยุด ฟังไม่ขึ้น
2.ถ้ารู้ว่าได้ภาษีคืน 165,000 บาท ก็ต้องรู้ข้อมูลรายละเอียดทั้งหมด เพราะเวลา
คนเรายื่นจ่ายภาษีต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวอยู่แล้ว แล้วจะถามทำไม?
3.ถ้าได้ภาษีคืน 165,000 บาทจริง เราจะมีรายได้เท่าไหร่? แล้วเสียภาษีไปแล้วเท่าไหร? เพราะการคำนวณภาษีคำนวณมาจากรายได้ และในความเป็นจริงเราทำงานอะไร? มีรายได้เท่าไหร? เราย่อมรู้อยู่แก่ใจ เพราะฉะนั้น ภาษีคืน 165,000 บาท จึงเป็น ข้อมูลเท็จ

นี่เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ถ้าข้อมูลที่ไม่ได้มาจากความเป็นจริง โดยใช้ความรู้สึก
หลอกว่าได้เงิน จะทำให้เราหลงเชื่อได้ง่าย และอาจจะเสียที ตามที่มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์มาแล้วมากมาย ฉะนั้น ถ้าเราจะเชื่ออะไร? สักอย่างหนึ่ง ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ มีสติ หรือถ้าจะทำให้ใครเชื่อเราด้วยความบริสุทธ์ใจ เราต้องมีข้อมูลหลักฐานความเป็นจริงที่ชัดเจน รู้ที่มาที่ไป ได้ว่าเรื่องนั้นเป็นอย่างไร? ข้อมูลรายละเอียดความเป็นจริงจึงมีความสำคัญมากในหลักการของความเชื่อ

สำหรับตัว E ภาษาอังกฤษ ตัวที่ 5 ของคำว่า B –E –L –I –E - F : ความเชื่อมั่น (n) จะเป็นอย่างไร? มาอ่านกันต่อทันที หลังจากที่เราได้พูดถึงหลักการในการสร้างความเชื่อ BELIEF ข้อที่ 4 คือ I = Information = ข้อมูลรายละเอียดความเป็นจริงที่ชัดเจน วันนี้เรามาศึกษาหลักการของการสร้างความเชื่อ ในภาษาอังกฤษ ตัวที่ 5 ของคำว่า B –E –L –I –E - F : ความเชื่อมั่น (n) นั่นก็คือ E = Emotion = อารมณ์ความรู้สึก การสร้างความเชื่อให้เกิดขึ้น อารมณ์ความรู้สึกเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง ของหลักการในการสร้างความเชื่อ ถ้าผู้พูดใช้เสียงที่ดังปลุกเร้า พูดให้ผู้ฟังมีอารมณ์ความรู้สึกคล้อยตาม ในเรื่องที่พูดนั้น ผู้ฟังจะเชื่อและทำตามทันที อารมณ์ความรู้สึกเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตใจ ไม่มีเหตุผล รัก โกรธ เกลียด ชอบ ชิงชัง เป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ทั้งสิ้น คนที่มีอารมณ์อ่อนไหวง่ายมักจะถูกชักจูงให้เชื่อได้ง่าย

ในการโฆษณา หรือการขายสินค้า ผู้โฆษณา หรือผู้ขายต้องการให้ลูกค้าหรือผู้ซื้อ ซื้อสินค้า ก็ต้องทำให้เชื่อว่าสินค้านั้นดี และต้องซื้อไปในที่สุด จะสังเกตุได้ว่า นอกจากการใช้หลักการต่างๆที่ได้กล่าวมาแล้วในการสร้างความเชื่อ อารมณ์ความรู้สึกก็เป็นอีกส่วนหนี่งที่ ถูกหยิบยกนำมาใช้กัน การใช้ แสง สี เสียง เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อทั้งสิ้น สิ่งที่กระทบจิตของเรามากที่สุดคือ เสียง การใช้เสียงดังที่ปลุกเร้า เป็นการกระตุ้นทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกมีส่วนร่วมคล้อยตามในเรื่องนั้นๆ ตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า เสียง มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดอารมณ์ร่วมและคล้อยตามก็คือ เวลาที่เราไปที่ไหนสักแห่งหนึ่ง แล้วเห็นคนมุงดูเป็นจานวนมาก พร้อมได้ยินเสียงคนเขายเชิญชวนให้ซื้อสินค้าโดยใช้เสิยงดังที่ปลุกเร้าว่า “ อ้าว เร็ว สาม ตัว ร้อย ครับ สาม ตัว ร้อย นาทีทอง นาทีนี้ นาที เดียว เท่านั้น หมดแล้วหมดเลย เสื้อยืดเนื้อดีจากต่างประเทศ ราคาถูก ๆ หากันที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว มีที่นี่ ที่เดียว “ อ้าว เร็ว สาม ตัว ร้อย ครับ สาม ตัวร้อย เราเห็นคนกำลังเลือกซื้อเสื้อยืดกันเต็มไปหมด เชื่อไหมครับว่า เราจะเข้าไปเลือกซื้อทันที โดยที่ไม่คิดจะซื้อมาก่อน เราเลือกหยิบเสื้อได้ 6 ตัว พร้อมจ่ายเงินไป 200 ร้อยบาท

แต่เมื่อเราจากสถานที่นั้นมาแล้ว เราจะงงกับตัวเองทันทีว่า เราซื้อมาทำไม? เพราะที่บ้านก็มีเสื้อยึด เต็มไปหมด แสดงให้เห็นว่าเมื่อมีอารมณ์ร่วมโดยสร้างจะเสียงของผู้ขายเราจะคล้อยตาม เชื่อและซื้อทันที
จะเห็นได้ว่า กระแสหรืออารมณ์ร่วม มีอานุภาพมากขนาดไหน? เวลาแข่งเรือยาวประเพณี ในงานเทศกาล ตามจังหวัดต่างๆ สีสันที่สร้างส่วนร่วมให้กับคนดูอย่างมีมากเลยก็คือ คนพากย์เรือ หลายคนคงเคยได้เห็นและได้ยินเวลาที่มีการแข่งเรือยาวและมีคนพากย์จะสนุกมาก ทำให้เกิดอารมณ์ร่วม ดูสนุกตื่นเต้น

ดังนั้น อารมณ์ความรู้สึกเป็นอีกหลักการหนึ่งของการสร้างความเชื่อ อย่าลืม ถ้าจะพูดให้ใครเชื่อเราต้องรู้จักใช้เสียงสูง – ต่ำ – หนัก – เบา ประกอบในการพูดด้วย จะทำให้ประสบผลสำเร็จได้เร็วมากขึ้น โอกาสหน้า เราจะมาเรียนรู้กัน ในหลักการของความเชื่อ ตัวสุดท้ายของ คำว่า B –E –L –I –E - F : ความเชื่อมั่น (n) ก็คือตัว F นั่นเอง ความเชื่อจะมั่นคง ในระยะเวลาที่ยาวนานก็คือ ตัว F นี่แหละ จะเป็นอย่างไร? อย่างลืมติดตามนะครับ บาย !


พลังแห่งความเชื่อ 2

2 -3 เดือนที่ผ่านมานี้ ผมมีงานเข้าประจำ นี่ก็เบาขึ้น กลับมาต่อเรื่องพลังแห่งความเชื่อ ตอนที่ 2 กันหลังจากที่ติดงานไม่ได้เขียนนาน เรื่องความเชื่อ หากให้เปรียบ ขอเปรียบเหมือนเรื่อง “ไม่มีไฟ ย่อมไม่มีควัน ความเชื่อ! สร้างได้ด้วยหลักการแห่งความเชื่อ”
ในตอนที่แล้วผมได้เขียนถึงหลักการข้อที่ 2 E = Example = มีตัวอย่าง, เป็นแบบอย่างให้เห็น ของการสร้างพลังความเชื่อ B-E-L-I-E-F- = BELIEF : ความเชื่อมั่น (n) วันนี้เรามาพูดถึง หลักการข้อที่ 3 ของการสร้างความเชื่อ นั่นคือ ภาษาอังกฤษตัวที่ 3 ของ BELIEF คือ.... L = Lovely = ความสวยงาม ความน่ารัก ความรัก Long – Term = ระยะยาว

ในหลักการข้อที่ 3 นี้ L ตัวแรกคือ .... L = Lovely = ความสวยงาม ความน่ารัก ความรัก ความหมายคือทำหรือพูดให้คนรัก ทำตัวให้เป็นคนน่ารัก คนเราหากรักกันแล้ว พูดอะไรก็เชื่อไปหมด เคยมีความกล่าวที่ว่า “ความรักทำให้คนตาบอด” ความหมายคือเชื่อแบบไร้เหตุผล ความเชื่อที่เกิดจาก ความรัก นั้น รุนแรงยิ่งกว่าความเชื่อจากหลักการใดๆ บางทีอาจจะมากกว่าหลักการ 2 ข้อแรกเสียอีก บางทีเราอาจจะไม่ได้พูดอะไรที่ทำให้ได้ดีขึ้นกว่าเดิม คือ B = Better และ อาจจะไม่มีตัวอย่างประกอบชัดเจน ที่จะทำให้เชื่อ คือ E = Example แต่เราอาจจะมีเสน่ห์ทำให้คนรอบข้างชื่นชม หลงรัก สามารถทำให้เกิดความเชื่อได้ หากคิดดูให้ดี เรามักจะเข้าข้างคนที่เรารัก เชื่อมั่น เชื่อถือคนที่เรา รัก เวลาโฆษณา มักจะเอาดารา คนมีชื่อเสียง มีผู้ชื่นชอบ หรือมีแฟนคลับมากๆ มาเป็นพรีเซนเตอร์ โฆษณาสินค้านั้นๆ ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้แฟนคลับของดารานั้นๆ ซื้อสินค้าที่ดารานั้นโฆษณา จะเห็นได้ว่าการสร้างความเชื่อ ส่วนหนึ่งเกิดมาจากความรัก ความชื่นชอบทั้งสิ้น ดังนั้น ในหลักการข้อนี้ สำหรับท่านที่ต้องที่จะทำให้ใครเชื่อท่าน ท่านต้องทำให้เขารักเสียก่อน การมีรอยยิ้ม พูดจาไพเราะอ่อนหวาน มีมนุษย์สัมพันธ์ดี ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ แบ่งปัน ล้วนเป็นเสน่ห์ ที่ทำให้เกิดความรักได้ทั้งสิ้น ในครั้งหน้าจะมาอธิบายถึง ตัว L อีกตัวหนี่ง คือ L = Long – Term = ระยะยาว การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำเป็นประจำในระยะเวลาที่ยาวนานอย่างสม่ำเสมอ มีผลทำให้เกิดการสร้างความเชื่อมั่น เชื่อถือ

Long – Term = ระยะยาว ของการสร้างความเชื่อ ! ในตอนที่แล้วเราได้พูดถึงหลักการในการสร้างความเชื่อ BELIEF ข้อที่ 3 L = Lovely = ความสวยงาม ความน่ารัก ความรัก วันนี้เรามาพูดถึงตัว L อีกตัวหนึ่งของหลักการสร้างความเชื่อ ข้อที่ 3 นั่นก็คือ Long – Term = ระยะยาว การมีความมุ่งมั่นที่จะทำอะไร? สักอย่าง ถ้าทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอในระยะเวลาที่ยาวนาน ก็จะสร้างความน่าเชื่อถือได้ คนส่วนใหญ่มักจะใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ในความเชื่อเรื่องต่างๆ ว่ามีระยะเวลามายาวนาน แค่ไหนแล้ว มีความมั่นคงหรือไม่? หรือถ้าใคร? จะเชื่อใคร? สักคนก็จะดูว่า คนๆ นั้น เป็นคนอย่างไร? น่าเชื่อถือหรือไม่? ทำสิ่งนั้นมานานขนาดไหน? เป็นคนจับจดหรือไม่ ? (จับจด หมายถึง ทำไม่จริงจัง ทำอะไร? ไม่ทน ทำได้ไม่นาน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเรื่อยๆ ในระยะเวลาที่รวดเร็ว) หรือเป็นคนที่หนักแน่นมั่นคงทำอะไร? เป็นระยะเวลาที่ยาวนานไม่เปลี่ยนแปลง จะทำอะไรให้ใครเชื่อเราในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ถ้าเรื่องนั้นเราทำมาในระยะเวลาที่ยาวนาน จะเป็นความมั่นคงที่ทำให้คนเชื่อถือเรามากยิ่งขึ้น ในสุภาษิตไทย มีคำพังเพย กล่าวไว้ว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” เป็นคำพังเพยที่แทบไม่ต้องอธิบายเลยว่าหมายถึงอะไร? ระยะเวลาจะพิสูจน์ความน่าเชื่อถือ ยิ่งมีระยะเวลายาวนานมากแค่ไหน? ก็ยิ่งมีคนเชื่อถือ เพราะจะนำไปผูกโยงกับความมั่นคง ระยะเวลาเวลาที่ยาวนานเป็นบทพสูจน์เรื่องความหนักแน่นมั่นคง เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะทำให้ใคร? เชื่อถือเรา เราต้องมีความหนักแน่นมั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง ทำงานอาชีพอะไร? ก็ควรทำให้นานๆ หลายๆปี จนเป็นมืออาชีพในเงานนั้นๆ หรือถ้าเราจะเชื่ออะไร? สักอย่างหนึ่ง สิ่งที่เป็นองค์ประกอบเพิ่มเพื่อพิจารณาในความน่าเชื่อถือนั้นก็คือ มีระยะเวลาในเรื่องนั้นๆ ยาวนานขนาดไหน? ความเชื่อในขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือวัฒนธรรมที่ดีงาม ยิ่งสืบสานมานานเท่าไหร่? ก็จะมีคนเชื่อมากยิ่งขึ้น ดังนั้น Long – Term = ระยะยาว จึงเป็นอีกหลักการหนึ่งของการสร้างความเชื่อ ในครั้งหน้าพบกับ ตัว I ภาษาอังกฤษ ตัวที่ 4 ของคำว่า B –E –L –I –E - F : ความเชื่อมั่น (n) ว่าหมายถึงอะไร? และเป็นอย่างไร?
มีความสำคัญขนาดไหน? หลักการข้อนี้ จะสร้างความเชื่อได้มากขนาดไหน? หรือถ้าจะเชื่ออะไร? เราควรมีหลักการข้อนี้หรือไม่ ? อย่างลืมติดตามต่อนะ แล้วพบกันครับ

วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2556

พลังแห่งความเชื่อ 1

พลังบนโลกนี้มีหลากหลายแบบ และนี่เป็นอีกหนึ่งพลังที่เป็นเรื่องจริงจนต้องขอยอมรับ สมมุติผมมีความเชื่อว่า " ไม่มีไฟ ย่อมไม่มีควัน " แล้วพูดออกไปให้คนอื่นฟังโดยมาจากความเชื่อ! ทั้งๆ ที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ เพราะมันมาจากหลักการแห่งความเชื่อ พวกคุณจะเชื่อเลยไหม? หากวันนี้เราจะเชื่อใครสักคน หรือจะทำให้ใครเชื่อเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ ก็ตาม ต้องบอกได้เลยว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ทั้งนี้เพราะการสร้างความเชื่อ ความศรัทธา ให้คนเชื่อถือนั้น มีองค์ประกอบต่างๆ มากมาย เนื่องจากในปัจจุบัน มีการหลอกลวงกันค่อนข้างมาก ทำให้ความเชื่อถือนั้นอยู่ได้ไม่นาน เพราะขาดหลักการบางข้อที่ทำให้ความเชื่อนั้นเสื่อมคลาย  ดังนั้น หากเราจะทำให้ใครเชื่อ หรือเราจะเชื่อใครสักคน เราลองพิจารณาหลักการแห่งความเชื่อดังต่อไปนี้ จะทำให้เรามีความรู้ในการสร้างความเชื่อและมีเกราะป้องกันถ้าเราจะเชื่อใครสักคน

ผมขอให้ข้อมูลและขยายคำว่า “ความเชื่อ ในภาษาอังกฤษนั้นเพิ่มขึ้น ภาษาอังกฤษตรงกับคำว่า Belief (n) แปลว่า ความเชื่อ, ความเชื่อถือ, ศรัทธา ซึ่งเป็นคำนาม และ Believe (vt) แปลว่า เชื่อ, มั่นใจใน, ศรัทธา, เชื่อว่า ซึ่งเป็นคำกริยา ในหลักการนี้เราใช้คำว่า BELIEF (n) ที่เป็นคำนาม เราลองมาดูว่า หลักการใช้ BELIEF (n) เป็นอย่างไร? สามารถสร้างความเชื่อให้ใครเชื่อถือเรา หรือเราเชื่อถือใครได้มากน้อยแค่ไหน?

BELIEF : ความเชื่อมั่น
หลักการข้อที่ 1 คือ B = Better คือ ดีขึ้นกว่าเดิม หลักการข้อนี้ทำในสิ่งที่ ดีขึ้นกว่าเดิม หากเราทำอะไร? ให้ดีขึ้นกว่าเดิมในรื่องนั้นๆ ก็จะมีคนเชื่อถือเรา หรือ ถ้าเราพูดในสิ่งที่ผู้ฟังคิดว่า ดีขึ้นกว่าเดิม เขาก็จะเชื่อเรา ทุกวันนี้เราอยู่กับความเชื่อ เราเชื่อใครก็เพราะต้องการมีชีวิตที่ ดีขึ้นกว่าเดิม เรานับถืออะไร?ก็เพราะคิดว่าสิ่งนั้น ต้องช่วยทำให้ชีวิตเรา ดีขึ้นกว่าเดิม คนไข้ไปหาหมอก็เพราะเชื่อว่าหมอจะทำให้คนไข้หายป่วย นั้นก็หมายความว่า คนไข้ ดีขึ้นกว่าเดิมคือ หายป่วย เวลาคนเราตัดสินใจซื้อของสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ต้องคิดว่าสิ่งนั้นต้องทำให้ ชีวิตเขา ดีขึ้นกว่าเดิม หรือแม้แต่โฆษณาก็ยังบอกว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นดีอย่างไร? นั่นก็หมายความว่าถ้าผู้ซื้อเชื่อ ซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นมาใช้แล้วต้องดีขึ้นกว่าเดิม หลักการข้อนี้เราสามรถนำไปใช้ได้ทันทีที่ต้องการให้ใครเชื่อถือเรา หรือเราจะเชื่อถือใคร นั่นคือ B = Better ทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม อย่างลืมติดตามหลักการในข้อต่อๆ ไป เพราะจะทำให้ท่านเป็นคนใหม่ที่มีคนเชื่อถือ มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม

E = Example คือ มีตัวอย่าง , เป็นแบบอย่างให้เห็น
การสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับตัวเราไม่ว่าเราจะทำให้ใครเชื่อถือเราเรื่องอะไร? หรือเราจะเชื่อถือใครก็ตาม การมีตัวอย่างเปรียบเทียบที่ชี้ให้เห็นว่าดีขึ้นอย่างไร? เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้อย่างมากมาย การโฆษณาผลิตภัณฑ์หรือสินค้าหลากหลายชนิดส่วนใหญ่ก็จะมีตัวอย่างประกอบ เปรียบเทียบให้เห็นเด่นชัดว่าหลังจากใช้แล้วเป็นอย่างไร? ดีกว่าก่อนใช้อย่างไร? ตัวอย่างประกอบเป็นเสมือนหนึ่งการชี้นำความคิดให้เชื่อว่าถ้าเชื่อและทำตามสิ่งนั้นแล้วจะเป็นไปตามตัวอย่างที่แสดงให้เห็น
การพูดเพียงอย่างเดียวแม้จะพูดให้ดีขึ้นอย่างไร? แต่ถ้าไม่มีตัวอย่างประกอบหรือเป็นแบบอย่างให้เห็น โอกาสที่จะสร้างความเชื่อถือนั้นก็อาจจะทำได้ยาก การมีตัวอย่างประกอบจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งทำให้มีคนเชื่อถือได้มากกว่า เพราะการมีตัวอย่าง บ่งบอกถึงความจริงในการนำเสนอ การสอน หรือการพูดโน้มน้าวจิตใจผู้ฟังให้เชื่อและทำตาม โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ ผู้พูดต้องพูดให้ผู้ฟังคิดตามโดยใช้หลักการของเหตุผลความเป็นจริง ยกตัวอย่างประกอบ ให้เห็นภาพชัดเจน บางครั้งอาจต้องเล่านิทานประกอบเรื่องที่นำเสนอ ทั้งนี้เพื่อให้คิดตามและเชื่อ เพื่อนำข้อคิดไปปฏิบัติ อย่างไร? ก็ดี การสร้างความเชื่อมั่นในหลักการข้อที่ 2 ก็คือ ต้องมี ตัวอย่าง E = Example
การสร้างความเชื่อยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมาย เพียงหลักการ 2 ข้อ ยังไม่อาจทำให้สร้างความน่าเชื่อถือได้มากนัก โอกาสหน้ามาพบกับหลักการข้อ 3 ของการสร้างความเชื่อว่าทำอย่างไร?

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เทคนิคการสร้างภาพลักษณ์ (สำคัญนะ)

สวีดัด...สวัสดีคุณผู้รัก(ษา)ภาพลักษณ์ทุกคน ถ้าคุณเป็นสาวทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามอยู่ในที่ทำงานแล้ว คุณต้องเลิกแบ๊ว อ้อนเจ้านาย ทำตัวเป็นเด็กชิมิกับเพื่อนร่วมงานได้แล้วหล่ะ สำหรับสาวบางคนอาจเพิ่งพ้นรั้วมหาวิทยาลัย ขณะที่บางนางทำงานมาเกือบ 10 ปี ปาเข้าวัย 30 กว่าแล้ว ทว่ายังแบ๊วไม่เลิก โดยหารู้ไม่ว่าบุคลิกลักษณะอันไม่มั่นเช่นนี้เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าทางอาชีพการงานของคุณได้ ความน่าเชื่อถือน่าเกรงขามสามารถสร้างได้ ทั้งนี้ต้องมาจากภายในของคุณเองจริงๆ ถึงจะมีพลังแผ่ซ่านออกมาให้คนรอบข้างรู้สึกและยอมรับ งั้นพวกเรามาลองเรียนรู้เทคนิตตามนี้เลย

เทคนิคที่ 1 : การยืนขณะคุยโทรศัพท์
งง ละสิ อย่าครับ อย่าเพิ่งงงไปท่านผู้อ่านหลาย ท่านคงนึก “ประหลาดสิ การยืนคุยโทรศัพท์เกี่ยวอะไรด้วย”  แต่ผมขอบอกเทคนิคนี้เกี่ยวกับพลังเสียงเชียวนะ ยิ่งเป็นโทรศัพท์สายสำคัญ อย่างคุยกับบอส หรือคุยกับลูกค้า การยืนนอกจากจะช่วยให้คุณมีสมาธิกับการคุยแล้ว โทนเสียงยังออกเป็นการเป็นงานด้วย  “เสียงของคนเราสัมพันธ์กับร่างกายและจิตใจ” ผมขอขยายว่า “เมื่อคุณยืนและแสดงท่าทาง คุณจะมีพลังมากกว่าตอนคุณนั่งเอกเขนกในเก้าอี้”  แต่ไม่ใช่ออกลีลาโอเวอร์แอ็คชั่นสุดฤทธิ์สุดเดชนะครับ การแสดงท่าทางมากเกิน คุมอารมณ์ไม่อยู่ เดินไปพูดไป คุณก็จะหายใจเร็วและแรง ทีนี้แทนที่เสียงจะมีพลัง กลับกลายเป็นเสียงหอบเหนื่อย เสียบุคลิก แถมสร้างความน่ารำคาญแก่ฝ่ายตรงข้ามที่เป็นคู่สนทนาทางโทรศัพท์อีก “ขณะที่ยืนคุยโทรศัพท์ ต้องหายใจเข้าเต็มที่ถึงท้องเลย เวลาพูดก็ปล่อยเสียงออกมาจากช่องท้อง แล้วเสียงคุณจะมีพลัง” ผมขอแนะเทคนิคให้ทำการโปรเจกต์เสียงคล้ายนักแสดงละครเวที ที่ได้ผลเสียงทุ้มทรงพลังกังวานไกลมาแล้วนักต่อนัก

เทคนิคที่ 2 : การแต่งตัวเหมาะสมกับกาลเทศะ
การแต่งตัวเพื่อเสริมความสำเร็จในหน้าที่การงานไม่ได้หมายความว่า คุณผู้หญิงต้องใส่สูทนุ่งกระโปรงหรอกนะครับ “การแต่งชุดทำงานแบบเชยๆ มีส่วนทำให้คุณดูเหมือนไม่สามารถปรับตัวปรับวิธีคิด พัฒนาเปลี่ยนแปลงตัวเองตามองค์กรได้” ท่านศาสตราจารย์ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งได้บอกไว้ว่า  “มันเหมือนเป็นการกัดกร่อนอำนาจหน้าที่ของคุณโดยอัตโนมัติ”  ศาสตราจารย์ท่านได้แนะนำเพิ่มเติมว่า การแต่งตัวให้เหมาะสมกับกาลเทศะ จงยึดหลักไม่ลำลองเกิน แต่ก็ไม่โป๊ไป สาวเราต้องลงทุนซื้อเสื้อเชิ้ตคัทติ้งเนี้ยบๆ กับกางเกงทรงหลวม (slacks) เท่ๆ สีสุภาพ ไว้ประจำตู้เสื้อผ้า เพราะแนวนี้ทำให้คุณคล่องตัวในการทำงาน และดูกระฉับกระเฉงคล่องแคล่ว อ่อ รองเท้าคัทชูสีดำด้วยนะครับ สาวไทยจำนวนไม่น้อยนิยมหนีบรองเท้าแตะเดินไปเดินมาในที่ทำงาน แต่ทะลึ่งใส่ส้นสูงเวลาออกไปเฉิดฉายกินข้างกลางวันนอกออฟฟิศ เฮ้อ! ผิดกาลเทศะอย่างแรงค่ะ เพราะเท่ากับคุณไม่ให้เกียรติที่ทำงานของคุณ ยิ่งใครไปใครมาอย่างลูกค้า หรือแม้กระทั่งพนักงานส่งเอกสาร เข้ามาเห็นคุณลากรองเท้าออกมารับแขกรับของ พวกเขาคงอดรู้สึกไม่ได้ว่า บริษัทแห่งนี้ไร้ระเบียบ ปล่อยให้พนักงานแต่งตัวเหมือนอยู่บ้าน แล้วจะเชื่อถือมั่นใจในความเป็นมืออาชีพขององค์กรได้ไง

เทคนิคที่ 3 : กล้าสบสายตา
ไม่ว่าคุณกำลังนำเสนอผลงานในห้องประชุม หรือกำลังเจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์ (suppliers) คุณต้องไม่หลบสายตาฝ่ายตรงข้าม คุยกันสองต่อสอง จงมองสบสายตากับคู่สนทนาซะ ในห้องประชุมที่มีผู้ฟังจำนวนมาก ก็ต้องสื่อสารกวาดสายตาให้ทั่วถึงทุกคน “การสบสายตาบ่งบอกว่าสิ่งที่คุณกำลังพูดอยู่นั้นมีความสำคัญ และบุคคลที่คุณกำลังสนทนาด้วยเป็นคนสำคัญ” มีนักประชาสัมพันธ์เผยคุณประโยชน์ของเทคนิคสบสายตา “ผู้คนจะจำคุณได้ก็ต่อเมื่อพวกเขารู้สึกว่าคุณให้ความสำคัญต่อพวกเขา”

เทคนิคที่ 4 : การทำตัวเองให้เป็นที่เห็นชัดในห้องประชุม
ครั้นถึงเวลาถูกเรียกเข้าประชุมครั้งใด หลายคนมักแอบนั่งหลบมุม ไม่ยอมเอ่ยวาจาใดๆ เอาแต่นั่งก้มหน้าก้มตาจด ถ้าคุณเป็นเลขาผู้มีหน้าที่จดบันทึกการประชุมก็ว่าไปอย่าง ทว่าหากเป็นคนทำงานมืออาชีพ นอกจากไม่ควรหนีไปหย่อนก้นใกล้ประตูทางออกแล้ว คุณต้องกล้าลุกขึ้นยืนเมื่อแสดงความคิดเห็นด้วย  “คุณต้องยืนให้บ่อยเท่าที่เป็นไปได้” ผมแนะนำให้ยืนทุกวาระ ไม่ว่าตอนที่มีเพื่อนร่วมงานมายืนที่โต๊ะคุยกับคุณ คุณก็ควรลุกขึ้นยืนสนทนากับเขา ไม่ใช่ปล่อยให้เขายืนค้ำศีรษะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องประชุม "เวลาคุณแสดงความคิดเห็น การลุกขึ้นยืนจะทำให้ทุกคนหันมามองและเห็นคุณ แล้วคุณจะโดดเด่นขึ้นมาอย่างอัตโนมัติ”  ทั้งนี้ ‘เสียง’ ต้องไม่สั่นนะครับ มิฉะนั้น ‘แป้ก’ !
หากเสียงสั่นแล้วก็กลับไปเทคนิค1 ฝึกโปรเจกต์เสียงให้ออกมาช่องท้องช่วยคุณได้

ทุกเทคนิค ขอให้นำไปทดลองใช้ เพราะภาพลักษณ์นั้นสำคัญมาก โดยเฉพาะคนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับประชาสัมพันธ์ แผนกต้อนรับ หรือผู้บริหารด้านบุคคล คนเหล่านี้มีโอกาสต้องเป็นหน้าเป็นตาให้กับบริษัท จึงมีส่วนสำคัญอย่างมาก หากต้องการประสบความสำเร็จจากการดูก่อนการพูดคุยแล้วหล่ะก็ ควรต้องทำนะครับผ้ม..

วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555

ผู้ชายกะเฟสบุ๊ค (เป็นไง)


หวัดดีครับ คุณสาวๆ..ที่น่ารัก คุณมีหน้าเฟซบุ๊กเป็นของตัวเองกันหรือเปล่าเอ่ย ? ผมเชื่อว่าน่าจะมีกันแทบทุกคนเนอะ และสาว ๆ จำนวนไม่น้อยก็คงเคยถูกหนุ่มเกี้ยว(หรือไปเกี้ยวหนุ่ม ๆ )ผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์คสุ
ดฮิตนี้แน่ ๆ ซึ่งบางคนอาจจะเคยเห็นหน้าเห็นตากันบ้าง แต่ก็คงมีไม่น้อยที่พบเจอกันผ่านแค่ทางเฟซบุ๊ก โดยไม่รู้นิสัยใจคอจริง ๆ ของอีกฝ่ายว่าเป็นอย่างไร วันนี้ผมเลยขอนำเหนอเทคนิคเด็ด ๆ ที่จะทายนิสัยของหนุ่ม ๆ จากการใช้เฟซบุ๊กของเขามาฝากกัน เผื่อจะเป็นประโยชน์และแนวทางเนอะ
1. รูปโปรไฟล์
การเลือกรูปโปรไฟล์ของหนุ่ม ๆ เปรียบเสมือนประตูบ้าน เป็นปราการด่านแรกที่คุณสาวๆ เห็นและให้ความสนใจเมื่อเข้าไปสู่หน้าเฟซบุ๊กของเขา รูปของหนุ่ม ๆ ที่โพสต์กับรถยนต์, กีต้าร์ตัวโปรด หรือกีฬาที่เขาชื่นชอบ สิ่งเหล่านี้ล้วนบ่งบอกถึงความสนใจพิเศษของเขา หรืออย่างน้อยเขาก็อยากให้คนอื่นมองว่าเขาสนใจในสิ่งเหล่านี้ เพราะมันบอกถึงหน้าตาและบุคลิกภาพได้ทั้งหมด

2. ข้อมูล "About Me"
หากหนุ่มรายนั้นเพิ่มข้อมูลในส่วน "About Me" ลงไปเสียยาวเหยียด...ยาวแบบที่คุณไม่เคยอ่านของใครยาวเท่านี้มาก่อน ไม่รู้ว่าเขียนอะไรลงไปได้มากมาย เดาได้ว่าบางทีเขาคงเป็นคนประเภทเปิดเผยแม้กระทั่งเรื่องที่ควรเป็นเรื่องส่วนตัว เพราะฉะนั้นคุณจึงไม่ต้องประหลาดใจเลย หากเขาจะเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับความรักของตัวเองเอาไว้หราในหน้าเฟซบุ๊ก

3. การอัพเดทสถานะ

หากสถานะของหนุ่ม ๆ มีการอัพเดททุก ๆ 10-15 นาที นั่นก็ดูถี่เหลือเกิน บางทีเขาอาจจะเป็นคนประเภทย้ำคิดย้ำทำ ไม่งั้นก็มีเวลาว่างมากเกินไป หรือไม่ก็เป็นประเภทที่ให้ความสำคัญกับตัวเองมาก ๆ แบบที่คิดว่าตัวเองทำอะไร ใคร ๆ ก็อยากรู้อยากติดตามไปซะหมด

4. เกมส์ในเฟซบุ๊ก
ถ้าครึ่งหนึ่งของการอัพเดทในเพจของเขาเป็นการอัพเดทเกี่ยวกับการเล่นเกมส์ในเฟสบุ๊ก คุณก็อาจจะเดาได้ว่าเขาหลีกหนีโลกแห่งความจริงมาอยู่ที่หน้าจอ หรืออาจมีปัญหาในการเข้าสังคม โลกอินเตอร์เน็ตให้ความเพลิดเพลินได้ดีก็จริง แต่หากหมกมุ่นเกินไปมันก็น่าสงสัยจริง ๆ นั่นแหละว่ามี
ปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ

5. สถานะความสัมพันธ์
หากสถานะความสัมพันธ์ในเฟซบุ๊กของเขาแจ้งไว้ว่า เขากำลังคบหาดูใจอยู่กับใคร คุณก็ตีความได้ว่าที่เขามากิ๊กกั๊กกับคุณนั้น ก็แค่อยากหาคนคุยเล่นหรืออยากจะบริหารเสน่ห์ตัวเองก็เท่านั้น แต่ถ้าหากสเตตัสเขาบอกว่าแต่งงานกับใครสักคนแล้ว นั่นก็เป็นสัญญาณให้คุณระมัดระวังความสัมพันธ์กับเขาให้ดี คุณคงไม่อยากเป็นต้นเหตุให้พวกเขาต้องแตกกันใช่ไหม

6. การสะกิด หรือ Poke
เคยถูกหนุ่ม ๆ ใช้ลูกเล่นตัวนี้กับคุณในเฟซบุ๊กบ้างไหม การสะกิด หรือโป๊ก (Poke) ในเฟซบุ๊กก็คือ การเรียกร้องความสนใจแบบหนึ่ง อย่างเวลาที่ไม่รู้จะพิมพ์หรือทักทายอะไร ก็แค่กดโป๊กไป แล้วก็รอดูปฏิกิริยาของอีกฝ่ายนั่นเองว่าจะโป๊กกลับหรือไม่ ว่าง่าย ๆ ก็คือเขาอยากจะดูท่าทีของคุณนั่นแหละค่ะ แต่อย่าได้คิดเข้าข้างตัวเองไปนะว่าเขากำลังสนใจในตัวคุณเป็นพิเศษ หากเขาโป๊กคุณได้ เขาก็โป๊กเพื่อนคนอื่น ๆ หรือสาวคนอื่น ๆ ได้เหมือนกัน แค่คลิกทีเดียวอย่างนี้บอกความจริงใจอะไรไม่ได้มากหรอก เอาเป็นว่าเขาอาจสนใจแต่ไม่ได้จริงจังก็แล้วกัน

7. เพื่อนของเขา
ถ้าลิสต์รายชื่อเพื่อนของเขามีแต่คนในเครือวงศาคณาญาติทั้งนั้น คุณก็เดาได้ว่าเขาคงเป็นคนประเภทรักครอบครัวและญาติมาก ๆ มีกิจกรรมเฮฮาร่วมกันในหมู่เครือญาติบ่อย ๆ บางทีอาจบ่อยจนไม่ค่อยได้เข้าสังคมจริง ๆ จัง ๆ ด้วยซ้ำ แต่ถ้าหากเขามีเพื่อนในหลักพันหรือเฉี่ยวพันแล้วล่ะก็ คุณก็คงต้องกลับมานั่งคิดใหม่ดี ๆ อีกแล้วล่ะว่าชายคนนี้มีปัญหาในการบอกปฏิเสธบ้างหรือเปล่า แถมคนที่เอาแต่เฝ้าดูความเคลื่อนไหวของเพื่อน ๆ นับพันขนาดนั้นสงสัยชีวิตจริงของเขาคงจะมีแต่เรื่องน่าเบื่อน่าดู

8. กลุ่มหรือกรุ๊ปของเขา
ผมให้ลองดูว่าหนุ่ม ๆ เขากดเป็นสมาชิกของกลุ่มอะไรอยู่บ้าง คงจะดีไม่น้อยหากเราได้รู้ว่าเขามีความสนใจในเรื่องใดเป็นพิเศษ แต่หากกลุ่มหรือกรุ๊ปของเขากระจัดกระจายเยอะแยะไปหมด แถมยังไม่ได้มีแนวโน้มไปในทางเดียวกันอีก บางทีเขาคงเป็นคนประเภทที่ว่าพร้อมที่จะเฮไปกับใครก็ได้ โดยที่ยังไม่รู้ว่ากลุ่มนั้นจริง ๆ แล้วเขาทำอะไรก็ได้ คือ กรุ๊ปอะไรก็ไม่รู้ แต่เท่ดี กดตอบรับเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน

9. เขากด "Like" อะไรบ้าง
สิ่งที่หนุ่ม ๆ เขากดไลค์มีอะไรกันบ้าง บางคนก็มีเยอะแยะมากทั้งบุคคล, ศิลปิน, สถานที่, ร้านอาหาร, สินค้า, ผลิตภัณฑ์ ฯลฯ ด้านหนึ่งก็มองได้ว่าเขาถูกใจหรือเป็นความต้องตาต้องใจส่วนตัวจริง ๆ ในขณะที่อีกทางก็มองว่าเขากดไลค์ เพราะเขาอยากให้คนอื่นคิดว่าเขามีรสนิยมอย่างนั้นก็ได้

10. เขาส่งคำเชิญอะไรให้คุณบ้าง
หากว่าเป็นคำเชิญประเภท ช่วยกดไลค์หน้าแฟนเพจเขาหน่อย ถ้าเขาไม่ได้เป็นดารานักร้อง หรือคนดังขนาดมีแฟนคลับ จู่ ๆ จะมาเชิญชวนให้คนกดไลค์ตัวเอง น่าจะเข้าข่ายหลงตัวเองอยู่ประมาณหนึ่งเลยทีเดียว แนะนำว่าให้กดปฏิเสธไป แล้วเลิกชายตามองผู้ชายแบบนี้ได้เลยครับ

จากทั้ง 10 ข้อที่กล่าวมา ผมคาดว่าบางคนคงนึกถึงสิ่งที่ตัวเองได้เจอจริง ๆ ออกเป็นฉาก ๆ เลยล่ะ แต่ถึงแม้ว่าเราพอจะเดานิสัยของเขาบางส่วนได้จากพฤติกรรมการใช้เฟซบุ๊กนี้ ก็อย่าลืมว่านี่ก็เป็นแค่ช่องทางเล็ก ๆ ทางหนึ่งเท่านั้น แถมเรายังไม่มีทางรู้ได้เลยว่าสิ่งที่เขาใส่ลงไปในเฟซบุ๊กนั้นเป็นเรื่องจริงมากน้อยเพียงใดซะด้วย เพราะฉะนั้นยังไงซะก็ขอให้สาว ๆ ใช้เฟซบุ๊กอย่างมีสติ สนุกแล้วก็รู้จักใช้ให้ถูกวิธี ง่าย ๆ เท่านี้เราก็จะใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คได้อย่างปลอดภัยแล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ต้องวางแผนการทำงานด้วยเหรอ ?

ชีวิตนี้...หากใครที่กำลังเป็นนักศึกษาที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา หรือเป็นบัณฑิตจบใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นทำงาน อาจจะยังใหม่กับบทบาทใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น การเลือกอาชีพและการเริ่มต้นทำงานนั้นเป็นก้าวย่างที่สำคัญ การเรียนรู้ที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงจะทำให้คุณมีความพร้อมในการทำงาน และเป็นคนทำงานที่ประสบความสำเร็จในวันข้างหน้า คำแนะนำจากผมในวันนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของคุณไม่มากก็น้อย
ขั้นตอนแรก ควรตรวจสอบตนเองว่าชอบงานในลักษณะไหน
ค้นหาตัวเองให้พบ และหาโอกาสที่จะได้ทำงานที่เหมาะกับตัวคุณ การได้ทำงานที่คุณชอบ และสนุกกับมัน จะช่วยส่งเสริมมีพลังในการทำงาน ซึ่งจะนำไปสู่ความก้าวหน้าในอาชีพการงานของคุณ ถึงแม้คุณอาจจะพบว่างานที่คุณชื่นชอบ กลับกลายเป็นงานที่หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานของคุณไม่เห็นด้วยเอาเสียเลย นี่คือช่วงเวลาที่คุณจะทำให้พวกเขาเห็นว่าคุณทำได้ในรูปแบบที่พวกเขาก็ยอมรับได้ด้วย

ขั้นที่สอง ชัดเจนกับความมุ่งหมายในอาชีพ
ตอบตัวเองให้ได้อย่างชัดเจนว่าความมุ่งหมายในอาชีพของคุณคืออะไร ต้นแบบที่คุณปรารถนาจะเป็นคือใคร เพื่อกำหนดทิศทางถึงสิ่งที่คุณจะทำ เพื่อเดินไปตามเส้นทางที่คุณวาดหวังไว้ให้สำเร็จ

ขั้นที่สาม ต้องชัดเจนว่าคุณเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง
สิ่งที่คุณกำลังทำคือ สิ่งที่คุณต้องการทำหรือเปล่า สิ่งที่คุณควรทำขัดแย้งกับสิ่งที่คุณต้องการทำใช่หรือไม่ คำถามเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น หากคุณชัดเจนในสิ่งที่คุณสนใจ และทำในสิ่งที่คุณปรารถนาที่จะทำตามความเหมาะสมของบุคลิกลักษณะและธรรมชาติของคุณ ค่อย ๆ ก้าวไปทีละก้าว และแต่ละก้าวนั้นควรแน่ใจว่าเป็นก้าวที่คุณปรารถนาจะไปในทิศทางนั้นอย่างแท้จริง

ขั้นที่สี่ ยอมรับในสิ่งที่คุณไม่อาจควบคุมได้
จดบันทึกสิ่งที่ทำให้คุณเกิดความวิตกกังวลและเป็นอุปสรรคในการทำงานของคุณ จากนั้นวงกลมปัญหาที่คุณคิดว่าคุณสามารถควบคุมและแก้ไขได้ และกากบาทปัญหาที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ สิ่งที่คุณจะทำต่อไปก็คือ ตัดใจที่จะไม่ทุ่มเทพละกำลังของคุณไปกับสิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้ แล้วหันมาให้เวลาและทุ่มเทแก้ไขปัญหาที่คุณสามารถแก้ไขและเปลี่ยนแปลงมันได้ด้วยตัวคุณเองจะดีกว่า

ขั้นที่ห้า เรียนรู้จากคนเก่งรอบ ๆ ตัวคุณ
สังเกตหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน หรือใครก็ตามในออฟฟิศของคุณที่เป็นคนเก่ง เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แล้วคอยเรียนรู้จากการทำงานของพวกเขา เขามีวิธีการทำงานอย่างไร ซึมซับ แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับตัวคุณบ้าง ก็เป็นวิธีการที่ไม่เลวเลย

ขั้นที่หก มองภาพรวมควบคู่ไปกับการมองไปทีละขั้น
ในการทำงานคุณจะต้องรู้ว่าภาพรวมของงานที่คุณทำนั้นคืออะไร ทำเพื่อเป้าหมายใด เมื่อชัดเจนในภาพรวมแล้ว ก็กลับมามองทีละขั้นตอนของงาน ลงลึกในรายละเอียดแต่ละขั้นตอน หาทางที่จะทำแต่ละขั้นตอนในสำเร็จและก้าวหน้า มองว่าวันนี้เราจะสามารถทำอะไรให้สำเร็จได้บ้าง และความสำเร็จเล็ก ๆ ของทุก ๆ วันก็จะส่งผลถึงความสำเร็จของภาพรวมนั้นในอนาคต

ขั้นที่เจ็ด ทำงานที่เหนือไปกว่างานในหน้าที่ของคุณ
คุณอาจเสนอตัวรับผิดชอบงานที่ยากขึ้นกว่าหน้าที่รับผิชอบของคุณ เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพในการทำงานให้สามารถเรียนรู้ในความรับผิดชอบที่สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณในการที่จะเพิ่มบทบาทตัวคุณสู่ความพร้อมในการเลื่อนตำแหน่งในอนาคต

ขั้นที่แปด ปลูกต้นไม้แห่งมิตรภาพ
ให้ความสำคัญ และให้เวลากับการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และคนอื่น ๆ ในที่ทำงาน การผูกมิตรไว้มาก ๆ จะเป็นประโยชน์ต่อคุณในอนาคต แบบที่คุณเองก็คาดไม่ถึงเลยล่ะ

ขั้นสุดท้าย ให้นำความสำเร็จกลับไปใส่ในเรซูเม่
เมื่อคุณทำโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ ได้สำเร็จ ให้เลือกโปรเจ็กต์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อคุณที่สุดกลับไปอ้างอิงไว้ในเรซูเม่ของคุณเสมอ ซึ่งคุณควรมีการอัพเดทความสำเร็จของคุณลงในเรซูเม่เป็นประจำ
ทุกขั้นทั้งหมดข้างบนนี้ ผมต้องขอบอกก่อนนะว่า หากใครเอาไปใช้ จะได้ผลลัพธ์ของการทำงานดีมาก ไม่เชื่อลองพิสูจน์ดู

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เป็นพนักงานใหม่ (มีเทคนิคมาฝาก)

การประสบความสำเร็จในการทำงานนั้น นอกจากความสามารถในหน้าที่ความรับผิดชอบของตนแล้ว การอยู่ร่วมกับผู้อื่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่อาจละเลย แม้เราจะทำงานเก่งเพียงใด แต่ถ้าเราเข้ากับ เพื่อนร่วมงานไม่ได้ เกิดความขัดแย้งกันตลอด งานที่ทำร่วมกันก็ไม่อาจบรรลุเป้าหมายด้วยดี ผมจึงมีเทคนิคดี ๆ ในการวางตัวเพื่อลดความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงานมาฝากกันว่าควรทำอย่างไรดี...
1. ทำความคุ้นเคยกับกฎระเบียบและกระบวนการทำงานของบริษัท เช่น ระเบียบการ แต่งกาย ระเบียบการมาทำงาน การลาหยุดกรณีต่าง ๆ สไตล์การทำงาน วัฒนธรรมองค์กร แล้วปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมใหม่

2. รับผิดชอบต่อการกระทำของคุณ หากคุณทำบางสิ่งบางอย่างผิดพลาดไป จงยืดอกรับ แทนที่จะพยายามหาทางปกปิดมัน หัวหน้าหรือนายจ้างย่อมเข้าใจว่า ทุกคนสามารถเกิดความผิดพลาดในการทำงานได้ทั้งนั้น แม้ว่าคุณอาจต้องพบกับผลลัพธ์ที่เลวร้าย แต่ก็เป็นเพียงชั่วเวลาสั้น ๆ แล้วจากนั้นความซื่อสัตย์จะปกป้อง คุณจากความเสื่อมเสียชื่อเสียงในระยะยาวเอง

3. ขอคำแนะนำจากผู้ใหญ่ เมื่อคุณเกิดปัญหา แม้ว่าคุณจะแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาของคุณและพยายามหาทางแก้ไข แต่หากปัญหานั้นใหญ่เกินความ สามารถของคุณคนเดียว จงอย่าลังเลที่จะขอคำแนะนำจากหัวหน้า หรือผู้จัดการของคุณ เพื่อช่วยกันคลี่คลายปัญหานั้นโดยเร็ว ก่อนที่มันจะบานปลาย

4. ทำงานอย่างมืออาชีพ แม้ว่าคุณจะกำลังหงุดหงิดอารมณ์เสียอยู่ก็ตาม เวลาใดก็ตามที่เรารู้สึกหงุดหงิดกับเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน หรือลูกค้า เรามักจะหาทางระบาย อารมณ์นั้นด้วยการบ่น หรือนินทาพวกเขา มันอาจทำให้เรารู้สึกสบายใจขึ้น แต่พึงระวังว่ามันอาจสร้างความขัดแย้งและความโกรธเคืองกันมากยิ่งขึ้น

5. ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้องกับการทำงาน ไม่ควรคุยโทรศัพท์ เรื่องส่วนตัวในระหว่างทำงาน หรือเล่าปัญหาทางบ้านให้ใครต่อใครฟัง หรือชวนเพื่อนหรือ ครอบครัวของคุณมาที่ทำงาน สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวบั่นทอนความน่าเชื่อถือของคุณ อีกทั้งยังทำให้เพื่อนร่วมงานของคุณรู้สึกอึดอัดใจด้วย

6.หลีกเลี่ยงเรื่องชู้สาวในที่ทำงาน แม้ว่าการมีความรักกับคนในที่ทำงานจะเป็นเรื่องโรแมนติก แต่หากทำให้พนักงานคนอื่น ๆ รู้สึกอึดอัดกับพฤติกรรมของคุณ
ก็อาจเกิดเรื่องนินทาให้เสื่อมเสียได้เช่นกัน

7. รู้จักประนีประนอมเสียบ้าง หากเกิดความคิดที่ขัดแย้งกัน และคุณเชื่อมั่นว่าคุณเป็นฝ่ายถูก การยึดมั่นในความคิดของตนในทุก ๆ เรื่อง อาจทำให้คุณดูเป็นบุคคล เจ้าปัญหาและไม่เป็นมืออาชีพ ก่อให้เกิดความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น จะดีกว่า หากคุณลองเปิดใจ เพิ่มความยืดหยุ่น เพื่อหลีกเลี่ยงการโต้แย้งโดยไม่จำเป็น

เพราะฉะนั้น การวางตัวอย่างเหมาะสมจะช่วยให้คุณเป็นคนที่ใคร ๆ ก็รัก ไว้วางใจ และสบายใจที่จะร่วมงานด้วย ซึ่งจะส่งผลให้อนาคตการทำงานของคุณไปได้ไกล ไร้กังวลกับปัญหาในที่ทำงาน ไม่เชื่อลองทำดูสิ

วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

การทำให้คนชอบ...มีเทคนิคด้วยนะ

อรุณสวัสดิ์ เช้าวันแรงงานแห่งชาติ ถ้าวันนี้มึคนได้รับข่าวดี ได้งานทำในบริษัทที่ใฝ่ฝัน และกำลังจะเริ่มงานในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เมื่อคุณเป็นพนักงานใหม่ เป็นน้องใหม่ในที่ทำงาน คุณต้องเริ่มต้นทำความรู้จักกับคนหลากหลายรูปแบบ ซึ่งมีนิสัยใจคอต่างกัน การที่จะทำให้ทุกคนชอบเรา รักเรา ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไป หากคุณมีเทคนิคที่ดี และสิ่งที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้อาจช่วยคุณได้ ในวันแรงงานนี้
1. การเอาใจใส่ จริงใจต่อคนอื่นอย่างแท้จริง ไม่เสแสร้ง เป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้อื่นยอมรับคุณ เมื่อคุณแสดงความจริงออกไป คุณย่อมจะได้รับความจริงใจตอบแทน

2. ยิ้มเป็นการสร้างมิตรไมตรี และบรรยากาศที่ดี รอยยิ้มสร้างสีสันให้กับตัวคนและผู้คนรอบตัวคุณ ใคร ๆ ก็ชอบคนที่ดูสดใส อารมณ์ดี มากกว่าคนที่ซึมเซา อมทุกข์ ที่สำคัญรอยยิ้มยังเพิ่มเสน่ห์ให้กับตัวคุณได้อีกไม่น้อย

3. จำชื่อคนอื่นได้ดี เทคนิคนี้แสดงให้เห็นว่า คุณรู้จักเอาใจใส่ผู้อื่น เมื่อคุณเดินผ่านเขา นอกจากจะยิ้มทักทาย สวัสดีแล้ว หากคุณต่อท้ายด้วยชื่อของเขาด้วย รับรองว่าสร้างความประทับใจได้ไม่รู้ลืม

4. เป็นนักฟังที่ดี และสนับสนุนให้คนอื่นพูดถึงเรื่องราวของเขา คนที่ฟังผู้อื่นจะมีคนรักมากกว่าคนที่เอาแต่พูดให้ผู้อื่นฟัง จงแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าคุณสนใจ ในความเป็นไปของคนรอบตัว พร้อมจะรับฟังเขา มากกว่าสนใจแต่เรื่องของตัวเอง

5. สนทนาในเรื่องที่อีกฝ่ายหนึ่งสนใจ การจะคุยกับใครให้สนุก ไม่ใช่พูดแต่เรื่องที่ตัวเองสนใจ เพราะอีกฝ่ายอาจไม่ได้สนใจเรื่องที่คุณพูดเลยก็ได้ ดังนั้น ต้องศึกษา ทำความรู้จักกับหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานว่าพวกเขาสนใจเรื่องอะไร และชวนคุยในเรื่องเหล่านั้น

6. ทำให้คนอื่นเกิดความรู้สึกว่า ตนเป็นคนสำคัญ แสดงความห่วงใยต่อผู้อื่น เมื่อเขาทำสิ่งที่น่าชื่นชม ก็ควรกล่าวชื่นชมเขา หรือแม้แต่เรื่องเล็กน้อย เช่น เขาไปตัดผมทรงใหม่มา หรือใส่เสื้อสีสวย กระเป๋าดูดี ก็ชมได้ แต่อย่ามากเกินไปจนให้กลายเป็นยกยอปอปั้นไปเสียล่ะ

7. แนะนำผู้อื่นอย่างนุ่มนวล หากคุณต้องการแก้ไขหรือแนะนำใคร โดยเฉพาะผู้ใหญ่อย่าง หัวหน้างาน ผู้จัดการ หรือ ผู้บริหาร อย่าทำท่าว่าคุณวิเศษกว่าเขา และกำลังจะสั่งสอนเขา วิธีการที่ดีที่สุด คือ ต้องสอบถามให้ดูเหมือนกับเราไม่ได้สอบถาม หากต้องการบอกในสิ่งที่เขาไม่รู้ ให้บอกเหมือนกับว่าเรื่องนั้นเป็นสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว แต่อาจลืมไป

8. ยินดียอมรับคำติชม เมื่อคุณถูกตำหนิจงอย่าโกรธเคือง หรือรู้สึกแย่กับตัวเอง แต่คุณควรคิดบวกกับตัวเองว่า เมื่อคุณถูกตำหนิก็แสดงว่ายังมีคนสนใจเอาใจใส่ คอยเตือนคุณอยู่

9. เปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี หากคนรู้สึกตัวว่า คุณอาจทำให้ใครบางคนไม่พอใจ หรือขุ่นเขืองใจ คุณสามารถแก้ไขเหตุการณ์เช่นนี้ด้วยวิธีการชม ชมในความพยายาม ของเขา ชมในสิ่งที่เขาทำอะไรสำเร็จไปบ้างแล้ว ชมในสิ่งที่เขาพยายามทำอะไรบางอย่างที่ยาก แต่คุ้มค่า โดยการชมของคุณจะต้องเป็นการชมอย่างจริงใจด้วย อย่าชมเพียงเพราะกลัวเขาจะโกรธในเรื่องที่คุณทำลงไป หากคุณไม่จริงใจ เขาย่อมรับรู้ได้ และนั่นไม่ทำให้อะไร ๆ ดีขึ้นมาแม้แต่น้อย

เพียงเท่านี้น้องใหม่อย่างคุณก็กลายเป็นน้องที่น่ารักของพี่ ๆ ในที่ทำงานได้แล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องคนในที่ทำงาน ก็สามารถลุยงานได้อย่างสบายใจ อนาคตสดใสแน่นอน เชื่อผมสินะครับ

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555

Beyond of In-Trend 2012


ที่ผ่านมาชีวิตของคนในยุคนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนไป ทำให้ที่ปรึกษาด้านการตลาดอย่างผมก็ต้องคิดวางกลยุทธ์การตลาดใหม่ๆ ตามการเปลี่ยนแปลงด้วย เพราะวิธีการแบบเดิมๆ ไม่อาจทำให้สินค้าคุณอยู่ได้อีกต่อไป นี่คือ เทรนด์ที่จะเกิดในปี 2555 ที่ไม่เพียงซับซ้อน มีความต้องการมากขึ้น จนตลาดจะแบ่งลูกค้าเป็นแค่กลุ่มใหญ่อย่าง Segment หรือย่อยอย่าง Micro Segment นั้นยังไม่พอ แต่ถึงขั้นต้องเป็น Nano Segment เพื่อให้ชนะในเกมการตลาดที่เข้มข้นทุกปี และต่อไปนี้เป็นแนวทางกระแสที่ควรจะเป็นมากขึ้น
1.Growing Aging Population ผู้สูงอายุจะครองเมือง
โครงสร้างประชากรของประเทศมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Baby Boomer อายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป เพราะคนยุคใหม่มีบุตรน้อยลง และสถานภาพของผู้สูงอายุปัจจุบันต่างจากอดีต คือ มีการศึกษา เกษียณจากการทำงาน มีเงินเก็บ และให้ความสำคัญกับสุขภาพ หากไม่มีรายได้แต่มีลูกหลานที่มีรายได้ ก็พร้อมดูแลเรื่องสุขภาพเต็มที่ ธุรกิจที่จะเติบโตและมีแคมเปญการตลาดเจาะกลุ่ม Baby Boomer มากในปี 2554 คือธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ โดยเฉพาะโรงพยาบาล การดูแลสุขภาพ และอาหารเสริม ที่คาดว่ามูลค่าของธุรกิจนี้จะเติบโตได้ถึง 20-30%เพราะโอกาสของธุรกิจมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้ ที่ตัดสินใจซื้อง่าย โดยเน้นให้ตัวเองสุขภาพดี มีลมหายใจอยู่นานที่สุด ส่วนธุรกิจอื่นๆ ก็จะออกผลิตภัณฑ์ดึงผู้สูงอายุมากขึ้น อย่าง การท่องเที่ยว สันทนาการ จัดโปรแกรมสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ประกันชีวิตที่ขยายอายุผู้ซื้อประกันที่มากกว่าเดิม บ้านที่อยู่อาศัย จะเริ่มเห็นโครงการที่ออกแบบบ้านโดยขยายส่วนที่อยู่สำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

2.EcoVironment ระบบนิเวศน์แวดล้อม
เดิมในประเทศไทยคำว่า “กรีน มาร์เก็ตติ้ง” เป็นแค่คำอุทาน ไม่พูดคือเชย ไม่มีเหมือนในต่างประเทศที่ผู้บริโภคเขาสนใจและปฏิบัติจริง แต่ในปี 2554 กระแสนี้ในไทยจะเคลื่อนไปข้างหน้า เพราะจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วม กลายเป็นหลักฐานทางธรรมชาติให้คนต้องสนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถ้าโปรดักต์แคร์ผู้บริโภค แคร์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผู้บริโภคก็จะแคร์โปรดักต์นี่คือโอกาสของผลิตภัณฑ์ที่สามารถทำและสื่อสารได้ชัดว่าแคร์สิ่งแวดล้อม อย่างที่เห็นมากขึ้น เช่น รถยนต์ไฮบริด เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดไฟ จากจอแอลซีดี เป็นจอแอลอีดี พลังงานสะอาด แพ็กเกจสินค้าที่บ่งบอกถึงการแคร์สิ่งแวดล้อม เช่นการรีไซเคิล และไม่เพียงแค่สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ แต่ผู้บริโภคยังสนใจไปถึงเรื่องคน แรงงาน สิ่งแวดล้อมรอบตัว หรือเท่ากับ Ecology + Enviroment

3.Always-on อยากรู้ไปหมด
คนในยุคปัจจุบันมีพฤติกรรม ”อยากรู้ไปหมด” จากเครื่องมือต่างๆ อย่าง บีบี เฟซบุ๊ก เอสเอ็มเอสข่าวมือถือ ติดทีวีในรถ ทำให้เกิดธุรกิจคอนเทนต์ที่เข้มข้นมากขึ้น


4.Show & Shareชอบโชว์ ชอบแชร์ ชอบคุย
ผู้บริโภคกล้ามากขึ้น บอกเล่าเรื่องราวและกิจกรรมที่ทำ รวมไปถึงการแสดงความคิดเห็น ซึ่งทั้งหมดมาจากเทคโนโลยีที่เอื้อ ไม่ว่าจะเป็นบีบี เฟซบุ๊ก

5.Cheap, Fast and Good ถูก เร็ว ดี
จากทฤษฎีเดิมให้เลือก 2 ใน 3 เช่น ดี ถูก แต่ไม่เร็ว ต่อไปผลิตภัณฑ์ต้องมีทั้ง 3 อย่างคือ ถูก เร็ว และดีด้วย เพราะพฤติกรรมคนคือไม่ใช่ ”รอเดี๋ยว” อีกต่อไป แต่ต้อง ”เดี๋ยวนี้” เมื่อทุกโปรดักต์มี ถูก เร็ว ดี สิ่งที่จะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อคือกลยุทธ์ที่ต่าง จากเดิม Brand Promise ถูกนำมาใช้กันมาก เช่น การสัญญาผลของโปรดักต์ด้วยเวลา อย่างได้ผลภายใน 7 วัน 14 วัน หรือแม้แต่หน้าขาวภายใน 8 นาที ฟันขาวภายใน 7 วัน แต่ต่อจะเห็นกลยุทธ์ Brand Challenge เช่น การคืนเงินถ้าไม่พอใจ (Money Back Guarantee) ที่เป็นกระแสมานานในต่างประเทศ และเพิ่งเริ่มเห็นในไทย เช่นอย่างค่ายยูนิลีเวอร์ กับซันซิลคืนเงิน 10 เท่าถ้าไม่พอใจ ซึ่งสามารถกระตุ้นการซื้อด้วยการท้าทายผู้บริโภคให้มาลองใช้ สามารถเพิ่มยอดขายได้ในที่สุด กลยุทธ์นี้ยังสะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ดื้อยา แค่สัญญาไม่พออีกต่อไป

6.Trend, Trend &Trend กระแสครองเมือง
ทุกปีจะมีกระแสใหญ่ๆ ซึ่งปี 2554 ที่ผ่านมาก็จะเป็นกระแส 84 ปีในหลวง ที่จะเห็นภาครัฐและเอกชนร่วมในกระแสนี้แน่นอน

7.Customer is still the King ผู้บริโภคคือพระเจ้าวันยังค่ำ
ธุรกิจบริการจะให้บริการลูกค้าชนิดที่ผู้บริโภคมีแต่ได้กับได้ เช่น พนักงานแบงก์ไม่เพียงแค่ทักทาย สวัสดี แต่ยังกรอกเอกสารให้ลูกค้า มีวีไอพีเลานจ์ต้อนรับ คอลเซ็นเตอร์พัฒนาบริการ ธุรกิจปั๊มน้ำมัน ที่ไม่เพียงบริการเติมน้ำมัน แต่ยังเตรียมร้านค้าต่างๆ ร้านกาแฟ อาหาร ไว้บริการดูแลลูกค้าเต็มที่ ถือว่าในยุคนี้ลูกค้าไม่เพียงแต่เป็นพระเจ้า แต่ราวกับเป็นบิดาของพระเจ้า เพราะธุรกิจรู้ดีว่าเมื่อลูกค้าพอใจก็นำมาให้ธุรกิจนั้นในที่สุด


8.Younger Entrepreneur ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์
คนรุ่นใหม่อยากรวยเร็ว อดทนน้อยลง เพราะสิ่งแวดล้อมพาไป แนวคิดเป็นทฤษฎีถั่วงอก คือหว่านลงไปแล้วเห็นผลเร็ว เติบโตภายใน 7 ชั่วโมง 7 วัน ต่างจากคนรุ่นก่อนที่อยู่ในแนวทฤษฎีต้นสัก คือรอได้ 7 ปี การทำธุรกิจเองเป็นคำตอบ ดังนั้นจะเห็นเอสเอ็มอีมากขึ้น ธุรกิจแบงก์ที่แข่งขันกันในธุรกิจปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีก็เข้มข้นกว่าเดิม โดยเฉพาะผู้เล่นในตลาด 3 ราย คือ เคแบงก์ ทีเอ็มบี และเอสซีบี นอกจากนี้คนรุ่นใหม่ยังต้องการความสำเร็จที่โลกต้องเห็น จึงทำให้เกิดกระแสการแข่งขัน เรียลลิตี้โชว์ต่างๆ ที่คนสมัครกันจำนวนมาก

9.Modern Trade Dominance ช่องทางสมัยใหม่อยู่เหนือทุกอย่าง
แม้ช่องทางนี้จะมีค่าใช้จ่ายในนำเข้าไปขายสินค้า แต่ก็คุ้มเพราะเป็นช่องทางใหญ่ที่สินค้าจะถึงมือผู้บริโภคยุคใหม่ที่ช้อปปิ้งในช่องทางนี้ เพราะความสะดวกสบายไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และยังเป็นโอกาสของสินค้า Own Brand หรือ House Brand ที่ทำแพ็กเกจได้ดี สวย เพราะได้เปรียบเรื่องราคา

10.Money Rich –Time Poor มีเงิน แต่ไม่มีเวลา
คนยุคใหม่มีรายได้แต่ไม่มีเวลา ทำให้เป็นโอกาสของธุรกิจที่เตรียมพร้อมให้ลูกค้าใช้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารพร้อมปรุง พร้อมทาน เครื่องดื่ม หรือสินค้าที่ประกอบแบบ Do it yourself และสินค้าขนาดใหญ่อย่างซิตี้คอนโดมีเนียม ตามแนวรถไฟฟ้า หรือแม้แต่อยากสวย อยากผอม คนก็พร้อมจ่าย เพื่อให้สวยได้เร็ว และผอมเร็วที่สุด

11.Amazing Thailand or Awaiting Thailand
จากปัญหาบาทแข็ง ทำให้การท่องเที่ยวของประเทศไทยในปีหน้าถูกพูดถึง เพราะการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักส่วนหนึ่งที่มีผลต่อการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ


12.OBM Model มีแบรนด์ของตัวเอง
จากการเป็นผู้ผลิต ไปสู่การจ้างผลิต และสร้างแบรนด์ของตนเอง หรือ Original Brand Manufacturer เพราะต้นทุนการผลิตที่สู้โรงงานผลิตของโลกอย่างจีนไม่ได้ นับจากนี้จึงเห็นการสร้างแบรนด์เข้มข้นมากขึ้น

13.Never Ending Diversification การกลายพันธุ์ของสินค้าไม่มีวันสิ้นสุด
ผู้บริโภคต่างจากอดีตที่มีความต้องการไม่สิ้นสุด สินค้าต่างๆ จึงต้องขยายผลิตภัณฑ์ทั้งในแนวดิ่งและแนวราบ ด้วยสินค้าใหม่ และรสชาติแบบใหม่ๆ เป็นการแตกสินค้าออกมาอย่างละเอียด สำหรับตอบสนองทุกเซ็กเมนต์ที่ไม่เพียง Micro Segment แต่เป็น Nano Segment เป็นต้น
ทุกกระแสที่บอกไปนี้ ถ้าเราสามารถนำไปประยุกต์สร้างสินค้า คิดสร้างบริการใหม่ๆ รองรับได้ก็จะได้ประโยชน์มหาศาลขอบอก

วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2555

หน้าขาว...อย่างมีเทคนิค


เมื่อก่อนวัยเด็กผมไม่คิดว่าตัวเองต้องดูแลผิวหน้าให้ดูดี ดูสวยงามผ่องใส แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้เลย สำคัญมาก เพราะมันจะส่งผลถึงชีวิต การงานและการเงิน(โหงวเฮ้ง) ทำให้ผมต้องมาใส่ใจมากขึ้น เพราะจากสภาพอากาศและมลภาวะสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก รวมถึงอาหารการกิน ทำให้เกิดอนุมูลอิสระภายใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดเป็นริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของผิวหนัง ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น และยิ่งอายุมากขึ้น ประสิทธิภาพในการสร้างเซลล์ผิวใหม่และปริมาณคอลลาเจนก็เสื่อมลงเรื่อย ๆ เช้านี้ผมมีข้อแนะนำเคล็ดลับความงามเกี่ยวกับการดูแลผิวให้ขาวใส และวิธีการป้องกันริ้วรอยให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย ให้ทุกคนได้นำไปใช้กัน
1. ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ
ไม่ ว่าจะฤดูกาลไหนครีมกันแดดเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องผิวจากภัยแดดที่ขึ้น ชื่อว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวเหี่ยวย่น การทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันจึงเป็นเสมือนการสร้างเกราะคุ้มกันให้กับผิว หน้า ถ้าไม่ได้ไปเผชิญกับแดดแรง ๆ เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15ก็พอ และในช่วงกลางวันที่แดดจ้าหลบแดดได้จะเป็นวิธีปกป้องผิวที่ดีที่สุด หากหลบไม่ได้ ควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง 50 ขึ้นไป เมื่อต้องเผชิญกับแสงแดด ควรสวมหมวกปีกกว้าง สวมแว่นกันแดดและใส่เสื้อผ้าโทนสีเข้มเนื้อหนาที่สามารถป้องกันการทะลุทะลวง ของรังสี UV ทั้ง UVA ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวคล้ำและมีริ้วรอยและ UVB ที่ทำให้ผิวไหม้เกรียม
2. อย่ารบกวนผิวมากเกินไป
การรบกวนผิวมาก ไปไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพผิวแต่อย่างใดการล้างหน้าบ่อยเกินไป หรือขัดถูเช็ดผิวหน้าอย่างรุนแรงเพื่อให้มั่นใจ ว่าสะอาดเพียงพอ โดยเฉพาะคนที่ผิวแห้ง การล้างหน้าต้องทำอย่างนุ่มนวลเช็ดผิวอย่างเบามือเพื่อป้องกันริ้วรอยก่อน วัย นอกจากนี้ควรเลือกใช้ผลิตภัณท์ที่อ่อนโยนต่อผิวด้วย ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็น เวชสำอางค์ ที่มีความปลอดภัย อ่อนโยนเหมาะสำหรับสภาพผิวและผิวที่แพ้ง่าย


ควรเลือกใช้ผลิตภัณท์ที่มีส่วนผสมของกลูต้าไธโอน
* กลูต้าไธโอน สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่มีคุณสมบัติในการไปยับยั้งการการสร้างเม็ดสีผิว จึงทำให้สีผิวนั้นแลดูขาวขึ้น แต่ไม่ได้แนะนำให้ไปฉีด หรือ ถ้าจะหามาทานก็ควรเลือกที่มีรายละเอียดฉลากครบถ้วน ที่แหล่งผลิตชัดเจน ซึ่งมีผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวเล็งเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ต่อผู้บริโภค จึงมีการนำ กลูต้าไธโอน ในรูปแบบของ กรดอะมิโน มาเป็นส่วนผสมในรูปแบบ เซรั่มกลูต้าไธโอน ชนิดทาผิว โดยเป็นนวัตกรรมที่มีความปลอดภัยกว่าการฉีดเข้าสู่ผิวโดยตรง เหมาะสำหรับสาวๆ ที่ต้องการให้ผิวหน้า ขาว ใส อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ในผลิตภัณฑ์ Provamed Gluta Complex Bio Serum โปรวาเมด กลูต้า คอมเพล็ค ไบโอ เซรั่ม โดยรวมเอา Whitening ทั้ง3 ชนิด ได้แก่ Glutathione, Natural Arbutin และ Vitamin C ช่วยในการยับยั้งเอนไซม์ตัวสำคัญในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินในผิว อันเป็นสาเหตุสำคัญของสีผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำและสีผิวไม่สม่ำเสมอ ปรับผิวให้ขาวขึ้น ใสขึ้น ริ้วรอยลดลง ช่วยลดกระบวนการทำลายเซลล์ ป้องกันการเสื่อมสภาพของคอลลาเจน ทั้งยังมีอาหารผิวอย่าง Bio serum และ Hyaluronic acid ช่วยเติมเต็มให้กับเซลล์ผิว ลดริ้วรอยร่องลึกให้ตื้นขึ้น
ผมมีกฎเหล็ก ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว ใส อมชมพู
1. สินค้าต้องมีชื่อผลิตภัณฑ์ชัดเจน ไม่ใช่บอกเพียงว่าครีมหน้าขาว อมชมพู อย่างเดียว
2. มีระบุวันที่ผลิต และหมดอายุ
3. มีระบุปริมาณ ส่วนผสม และวิธีใช้ อย่างละเอียด
4. มีแหล่งที่มา แหล่งผลิต เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เพื่อสืบหาต้นตอได้เมื่อเกิดปัญหาหลังการใช้งาน

ที่สำคัญ คุณหนุ่มๆ สาวๆ ควรทำใจด้วยว่า ไม่มีครีมใดที่จะสามารถเปลี่ยนสีผิวได้อย่างถาวร เพียงแต่ช่วยให้ดีขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่สาวๆ อย่างเราก็อยากสวย หน้าขาวใส ไร้ริ้วรอย อย่างไรก็ดีจะสวยทั้งที ก็ต้องสวยอย่างปลอดภัยด้วย


3. อาหารต่อต้านริ้วรอย
ควร เลือกรับประทานอาหารโดยเฉพาะ ผักผลไม้ และอาหารไขมันต่ำซึ่งทำให้ผิวพรรณของเราแข็งแรงพอที่จะต่อต้านสิ่งที่จะมา ทำลายผิวให้อ่อนแอจนเป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอย โดยชนิดของอาหารที่แนะนำให้รับประทานก็คือ อาหารที่มีไขมันต่ำ ลดการรับประทานเนื้อแดงและของหวานลง
นอกจากนี้ก็ควรเพิ่มการรับประทานผัก ใบเขียว ผลไม้ เมล็ดถั่วต่าง ๆ น้ำมันมะกอกที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว รวมทั้งเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ ค่ะ ซึ่งอาหารดังกล่าวจะอุดมไปด้วยวิตามินที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินเอ ซี และอี จะช่วยให้ผิวของคุณแข็งแรงและปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ได้
งดเว้นอาหารที่ทำลายผิวพรรณ
* ไขมันอิ่มตัวในเบคอน ไส้กรอก ไอศกรีม และเนยสด กระบวนการเผาผลาญอาหารเหล่านี้ จะเกิดอนุมูลสารอิสระสูงซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์ของร่างกายเหี่ยวย่นและ เสื่อมโทรม ส่วนอาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไปมีผลขัดขวางกระบวนการสร้างคอลลาเจนของเซลล์ ผิวทำให้ผิวหย่อนยาน
* เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนจะดูดซับความชื้นจากผิว ถ้าคุณติดกาแฟจนยากที่จะเลิกเมื่อคุณดื่มกาแฟ 1แก้ว ก็ควรดื่มน้ำเปล่าแก้วโต ๆ ตามไป 1แก้วเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำและผิวพรรณขาดความชุ่มชื้นไปด้วย
* เครื่องดื่มแอลกฮอล์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวพรรณขาดความเปล่งปลั่ง ถ้าคุณเป็นนักดื่มทุกครั้งที่ดื่มแอลกฮอล์อย่าลืมดื่มน้ำเปล่าแก้วโต 2แก้ว เพื่อชดเชยไม่ให้ร่างกายสูญเสียน้ำและช่วยป้องกันไมให้ผิวขาดความชุ่มชื้น


สุดท้าย4. ใช้ชีวิตอย่างสมดุล
การ ทำงานหนักชนิดอดหลับอดนอนหรือไม่มีเวลาสำหรับพักผ่อน นอกจากร่างกายจะอ่อนล้าแล้วผิวพรรณก็หมองคล้ำทำให้คุณดูทั้งโทรมทั้งเหี่ยว เชียวล่ะ ควรจัดเวลางานและเวลาส่วนตัวให้สมดุลมีเวลาสำหรับการออกกำลังกายและได้พัก ผ่อนอย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยให้เซลล์ผิวแข็งแรงไม่หย่อนยานก่อนวัยหากปล่อยให้ความเครียดนาน วันเข้าผิวพรรณก็ร่วงโรยจนเกินเยียวยา
ทุกข้อที่บอกมา..ขอให้เอาไปทำตามดู ผมพิสูจน์มาแล้วว่าเยี่ยมดี และสุดยอดจริงๆ