วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เกณฑ์คัดเลือก และทักษะสำคัญของ พนง.(ถ้ามีดีมาก)

จากประสบการณ์ตรงที่เคยรับสมัครพนักงาน และทำงานด้านบุคคลมา ทำให้เดือนนี้ผมขอเขียนเกี่ยวกับเรื่องพื้นๆ ของการมีองค์กรเกิดขึ้นแล้วต้องมีการรับพนักงานที่ดีเข้ามาทำงาน ควรเริ่มต้นดูจากอะไร และทำไมต้องคัดโดยดูจากความสามารถที่เป็นแบบนี้ เพราะหากไม่มีกฎเกณฑ์ที่ดีในการคัดเลือก นั่นย่อมหมายถึงความล้มเหลวในการทำธุรกิจหรือการบริหารกำลังรอเราอยู่ สาเหตุพื้นฐานนั้นมาจากพนักงานที่ไม่ดี หรือการรับพนักงานที่มีปัญหาเข้ามาทำงาน...
นี่คือความหมายของพนักงานคือ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังม่านความสำเร็จของบริษัทมาโดยตลอด เรียกได้ว่าบริษัทไหนมีพนักงานดีก็มีชัยไปแล้วกว่าครึ่ง พนักงานจึงกลายเป็นบุคคลที่มีความสำคัญไม่ต่างจากลูกค้าของกิจการเลยก็ว่าได้ ทุกบริษัทจึงต่างแสวงหาพนักงานที่ดีและมีคุณภาพมากที่สุดเพื่อดึงเข้ามาร่วมงานกับองค์กรของตนเอง แต่พนักงานแต่ละคนก็ล้วนมีที่มาที่ไป มีความรู้ ประสบการณ์ รวมไปถึงลักษณะอุปนิสัยใจคอที่แตกต่างกันออกไป การคัดเลือกพนักงานสักคนเข้ามาทำงานภายในบริษัทจึงต้องอาศัยมากกว่าความถูกอกถูกใจของผู้ประกอบการแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องใช้บรรทัดฐานและหลักเกณฑ์ที่ดีในการพิจารณาคัดเลือกอีกด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์ที่จำเป็นต้องใช้มีดังนี้

1. ความรู้อย่างแรกที่ผู้ประกอบการจะต้องนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินรับพนักงานก็คือ “ความรู้” ซึ่งความรู้ในที่นี้จะต้องเป็นความรู้ที่พนักงานคนดังกล่าวรู้และมีความเชี่ยวชาญในสาขานั้นจริงๆ ไม่ใช่รู้แบบน้ำเต้าปูปลาอันหรือรู้แบบฉาบฉวยและไม่สามารถนำมาใช้ปฏิบัติงานได้จริง ดังนั้นก่อนที่จะรับใครสักคนเข้ามาทำงานในบริษัทผู้ประกอบการจะต้องแน่ใจเสียก่อนว่าเขามีความรู้ในเรื่องดังกล่าวจริงๆ ซึ่งอาจจะใช้วิธีการตรวจวัดโดยให้ทำแบบทดสอบหรือการทดลองงานก็ได้ จึงจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการสรรหาผู้ที่มีความรู้เข้ามาทำงานกับบริษัท

2. ประสบการณ์เป็นอีกหนึ่งหลักเกณฑ์ที่ผู้ประกอบการจำนวนมากมักจะนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการคัดเลือกพนักงาน ซึ่งผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานมักจะมีไหวพริบและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ดีกว่าคนที่ยังไม่มีประสบการณ์การทำงาน อีกทั้งผู้ประกอบการก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาเสียเวลานั่งสอนวิธีการทำงานให้ใหม่ทั้งหมด ดังนั้นประสบการณ์คืออีกหนึ่งคุณสมบัติที่ผู้ประกอบการจะต้องมองหาในการรับพนักงานแต่ละครั้งเข้ามาทำงาน

3. ผลการศึกษาผลการศึกษาก็เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการมักจะนำมาใช้ประกอบการพิจารณา เพราะเป็นการวัดระดับความรู้ของผู้ที่มาสมัครในเบื้องต้นว่ามีมากเพียงไรและความเหมาะสมกับการทำงานในบริษัทหรือไม่ ซึ่งหากจะใช้เกรดเฉลี่ยเป็นตัวเลือกหนึ่งในการตัดสินนั้น ผู้ประกอบการก็ควรจะพิจารณาลงลึกถึงในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับกิจการมากกว่าจะตัดสินจากเกรดเฉลี่ยรวม เพราะแต่ละคนย่อมจะมีวิชาที่ถนัดแตกต่างกันออกไป ซึ่งบางคนอาจจะมีความสามารถในรายวิชาที่ทางบริษัทต้องการจริง แต่อาจจะมีรายวิชาที่ไม่เกี่ยวข้องมาทำให้เกรดเฉลี่ยไม่สูงเท่าที่ควร ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการมองข้ามในเชิงลึกก็อาจจะทำให้พลาดโอกาสที่จะได้พนักงานที่มีความสามารถไปอีกหนึ่งคน

4. สถาบันการศึกษาในที่นี้ไม่อยากให้เน้นหนักในเรื่องว่าสถาบันเป็นอันดับที่เท่าไหร่ของประเทศ แ่ต่อยากให้ผู้ประกอบการมองไปที่เรื่องของสาขาที่แตกต่างกันมากกว่า เช่น สถาบัน A มีชื่อเสียงในเรื่องของวิศวกรรม แต่สถาบัน B มีชื่อเสียงในเรื่องการบัญชี ในขณะเดียวกัน เป็นต้น ดังนั้นผู้ประกอบการจึงสามารถใช้สถาบันเป็นอีกเกณฑ์หนึ่งในการตัดสินเพื่อให้ได้บุคลากรที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการ แต่ทั้งนี้ก่อนจะรับพนักงานเข้ามาทำงานในบริษัท ผู้ประกอบการจะต้องตรวจสอบข้อมูลจากทางสถาบันการศึกษาต้นสังกัดของพนักงานเสียก่อน เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจว่าคุณจะไม่ถูกย้อมแมว

5. ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบถือเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญมากในการตรวจสอบพิจารณาคัดเลือกพนักงานเข้าสู่บริษัท เพราะคนที่มีความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นจะเป็นคนที่มีความจริงใจกับบริษัทและผู้ร่วมงานมาก ซึ่งคนที่มีลักษณะดังที่กล่าวมานี้ทั้งสอง ประการจะเป็นผู้ที่มีมาตรฐานในการทำงานสูงและผู้ประกอบการสามารถไว้วางใจให้เขาดูแลในเรื่องที่สำคัญๆของธุรกิจแทนได้ในบางโอกาสด้วย โดยความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ตรวจสอบได้ค่อนข้างยากในช่วงของการสัมภาษณ์งาน จึงขอแนะนำให้ผู้ประกอบการใช้การสังเกตในช่วงการทดลองงานแทน

6. ลักษณะบุคลิกภาพการจะคัดเลือกให้ใครสักคนเข้ามาร่วมงานกับทางบริษัท ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาในเรื่องของบุคลิกภาพควบคู่กันไปด้วยเสมอ อย่าได้ใส่ใจกับข้อติฉินนินทาของคนอื่นเพราะคนที่พูดเรื่องเหล่านี้เขาไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบธุรกิจของผู้ประกอบการ ซึ่งบุคคลิกภาพตามที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นคนที่หน้าตาดีแต่ขอให้มีมารยาททั้งการพูดและการปฏิบัติ มีกาละเทศะ สะอาด แต่งตัวดูดี น่าเชื่อถือ เป็นพอ

7. มีมนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศเป็นหลักเกณฑ์ที่ผู้ประกอบการเป็นจำนวนมากมักจะหลงลืมและไม่ได้ตรวจสอบก่อนที่จะรับพนักงานแต่ละครั้งกันอยู่บ่อยๆ สำหรับเรื่องของมนุษยสัมพันธ์ในแต่ละบุคคล เพราะผู้ประกอบการต้องเข้าใจในหลักข้อนึงที่ว่าการทำงานในบริษัทเป็นลักษณะของการทำงานในรูปแบบทีมเวิร์คที่จะต้องอาศัยการพึ่งพาติดต่อระหว่างกันภายในองค์กรอยู่ตลอด ถ้าบริษัทไหนมีพนักงานที่มีมนุษยสัมพันธ์แย่ระบบการทำงานก็จะพังไปทั้งระบบ ซึ่งการตรวจสอบด้านมนุษยสัมพันธ์อาจจะอาศัยช่วงการทดลองงาน (ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 3 - 6 เืดือน) เพราะการคลุกคลีกันในระยะหนึ่งจะทำให้เห็นลักษณะนิสัยที่แท้จริงมากขึ้น แล้วจึงค่อยนำข้อมูลที่ได้มาพิจารณาในขั้นสุดท้าย ว่าพนักงานที่เข้ามาฝึกงานใหม่นั้นสามารถปรับตัวเข้าหาพนักงานคนอื่นๆได้ดีขนาดไหน แต่ทั้งนี้หากผู้ประกอบการใช้หลักเกณฑ์การอ้างอิงคำพูดจากพนักงานคนอื่นๆแล้วล่ะก็ ผู้ประกอบการก็ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีเพราะอาจพบปัญหาเรื่องอคติส่วนบุคคล ทางที่ดีผู้ประกอบการควรหาโอกาสพูดคุยและสังเกตพฤติกรรมของพนักงานด้วยตนเองเพื่อประกอบการตัดสินใจด้วย

หากผู้ที่มาสมัครงานกับทางบริษัทของผู้ประกอบการมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กล่าวไปแล้วล่ะก็ ต้องขอแสดงความยินดีไว้ ณ ที่นี้เลยว่าผู้ประกอบการได้พบเพชรแท้ในตลาดแรงงานเข้าให้แล้ว แต่ถ้ายังไม่เจออีก ทั้งบริษัทของผู้ประกอบการก็ยังไม่ได้รีบร้อนมากนักก็ขอแนะนำให้ค่อยๆเสาะหาพนักงานที่มีคุณสมบัติครบครันดังที่กล่าวไว้ไปก่อน เพราะทุกๆปีก็จะมีเด็กที่จบใหม่หรือพนักงานที่ลาออกจากบริษัทเดิมและพร้อมเข้าสู่ระบบการทำงานในตลาดแรงงานหลายแสนคน ผู้ประกอบการจึงมีโอกาสที่จะคัดเลือกคนที่ดีที่สุดให้กับบริษัทได้ โดยขอให้ยึดหลักสุภาษิตไทยที่ว่า “ช้าๆได้พร้าเล่มงาม” รับรองว่าผู้ประกอบการจะได้ฟันเฟืองที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมขับเคลื่อนกลไกของบริษัทอย่างแน่นอน

ทักษะในการทำงานมีความสำคัญพอๆกับความรู้ มาตรวจสอบกันว่าทักษะอะไรบ้างที่มีความสำคัญต่อการทำงานในบริษัทเมื่อก่อนการจะรับใครสักคนเข้ามาเป็นพนักงานในบริษัทมักจะมุ่งเน้นตรวจสอบและให้น้ำหนักกับความรู้เป็นสำคัญ แต่ในปัจจุบันการมีความรู้แต่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้การทำงานร่วมกันภายในองค์กรประสบความสำเร็จได้ เพราะการรับพนักงานโดยมองความรู้พื้นฐานที่จบการศึกษามาเพียงอย่างเดียวเป็นมุมมองที่แคบเกินไป เนื่องจากการทำงานจริงๆภายในบริษัทจะต้องใช้อะไรที่มากกว่านั้นพนักงานและองค์กรจึงจะสามารถอยู่รอดร่วมกันได้ ซึ่งชิ้นส่วนสำคัญที่ขาดหายไปในการพิจารณาคัดเลือกพนักงานก็คือเรื่องของ “ทักษะ” นั่นเอง โอกาสนี้ ผมจึงขอแนะนำทักษะการทำงานที่จำเป็นซึ่งพนักงานทุกคนจำเป็นจะต้องมี อันประกอบไปด้วย

ทักษะที่ 1 คอมพิวเตอร์เดี๋ยวนี้แทบจะไม่มีองค์กรไหนทำงานด้วยการใช้มือจับปากกากันอีกต่อไปแล้ว ทักษะในเรื่องคอมพิวเตอร์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากและผู้ประกอบการควรที่จะต้องเอาใจใส่ในเรื่องนี้ให้มากเป็นพิเศษ เพราะพนักงานที่มีความรู้ความสามารถบวกกับทักษะในเรื่องของคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพิมพ์แบบสัมผัส สามารถใช้โปรแกรมได้หลากหลาย รับส่งอีเมล์เป็น ฯลฯ จะสามารถทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แถมยังช่วยลดภาระการทำงานที่ซ้ำซ้อนภายในบริษัทได้อีกด้วย

ทักษะที่ 2 การฟังและพูดเพราะมนุษย์แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นๆตรงที่เรามีภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารเป็นของตนเอง ทักษะในการพูดและฟังจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะมันจะมีส่วนช่วยลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากการประสานงานที่คลาดเคลื่อนไปได้มากกว่าครึ่ง ซึ่งพนักงานที่มีทักษะการฟังที่ดีก็มักจะมีทักษะการพูดที่ดีตามไปด้วยเพราะทั้งสองสิ่งมีความเชื่อมโยงกันนั่นเอง

ทักษะที่ 3 การเขียนการเขียนในที่นี้อาจจะไม่ได้หมายรวมถึงการเขียนเป็นตัวหนังสือเท่านั้น แต่มีความหมายที่กว้างและครอบคลุมถึงการสื่อสารทั้งหมด โดยจะอยู่ในฐานะของผู้ส่งสารและจดบันทึกในเรื่องต่างๆ ทั้งการเขียนแผนธุรกิจ การนำเสนอแผนงานโครงการ การนำเสนองบดุลบัญชี ฯลฯ เป็นต้น ดังนั้นพนักงานของบริษัททุกคนจะต้องมีทักษะในเรื่องของการเขียนด้วย เพราะหากพนักงานคนไหนไร้ซึ่งทักษะตัวนี้แล้วล่ะก็การประสานงานภายในองค์กรก็จะเป็นไปอย่างยุ่งยากมากขึ้น

ทักษะที่ 4 การแก้ปัญหาเป็นอีกหนึ่งทักษะที่มีความสำคัญมากเพราะถือเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงานที่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ลงมือทำมักจะมีปัญหาแฝงมาด้วยอยู่เสมอ ดังนั้นพนักงานที่มีทักษะในการแก้ปัญหาจะสามารถเอาตัวรอดในสถานการณ์ที่บีบคั้นเช่นนี้ได้เป็นอย่างดี ทำให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินงานภายในบริษัทจะไม่หยุดชะงักเพียงเพราะแค่คนเพียงคนเดียวแก้ปัญหาไม่เป็นอย่างแน่นอน

ทักษะที่ 5 การบริหารเวลาโดยปกติการทำธุรกิจก็มีปัญหาในเรื่องของภาวะการแข่งขันในท้องตลาดให้ต้องคิดวิตกกังวลกันมากมายอยู่แล้ว แต่นอกจากนี้ในบางครั้งศัตรูที่น่ากลัวที่สุดกลับเป็นเวลาที่หมุนผ่านบนเข็มนาฬิกามากกว่า พนักงานในบริษัทจึงควรมีทักษะในเรื่องของการบริหารเวลากับการทำงานให้เหมาะสมและสามารถไปด้วยกันได้เป็นอย่างดีด้วย เพื่อให้งานสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มสมรรถนะและโอกาสในการแข่งขันกับคู่แข่งให้เพิ่มสูงขึ้นด้วยในท้ายที่สุด

ทักษะที่ 6 มนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศระบบการทำงานในบริษัทที่ประสบความสำเร็จจะมีจุดเด่นที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือในเรื่องของการทำงานแบบเป็นทีมเวิร์ค ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานในบริษัททุกยุคทุกสมัย ดังนั้นทักษะในเรื่องมนุษย์สัมพันธ์จึงเป็นอีกหนึ่งทักษะที่พนักงานทุกๆคนจำเป็นต้องมี เพราะมันมีกลไกที่สามารถช่วยลดความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงานลงได้อย่างมาก อีกทั้งยังช่วยอำนวยการให้การติดต่องานกับแผนกอื่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพไม่มีการข้ามเส้นระหว่างกันด้วย

ทักษะที่ 7 ความอดทนอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าปัญหาในการทำงานเป็นวัฏจักรอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ด้วยเหตุผลประการเช่นนี้พนักงานทุกคนจึงต้องมีทักษะในเรื่องของความอดทนที่ยอดเยี่ยมเป็นเลิศด้วย เพราะความอดทนคือคุณสมบัติขั้นต้นที่จะช่วยให้พนักงานสามารถฝ่าฟันปัญหามรสุมในเรื่องต่างๆออกมาได้

ทักษะที่ 8 ภาษาต่างประเทศถ้าพนักงานสามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศได้จะถือว่าได้เปรียบเป็นอย่างมาก เพราะต้องไม่ลืมว่าการพัฒนาเทคโนโลยีตามยุคสมัยได้มีส่วนทำลายพรมแดนทางเศรษฐกิจลงอย่างสิ้นเชิง โดยปัจจุบันบริษัทจากต่างประเทศได้เข้ามาลงทุนและติดต่อทำธุรกิจกับบริษัทสัญชาติไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พนักงานขององค์กรจึงควรมีทักษะความรู้ในเรื่องภาษาต่างประเทศติดตัวเอาไว้บ้าง ไม่ใช่เห็นชาวต่างชาติเมื่อไหร่ก็ต่างตกใจวิ่งหนีหรือเกี่ยงกัน

จะเห็นได้ว่าความรู้เพียงอย่างเดียวไม่ใช่องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดที่จะนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการคัดเลือกพนักงานอีกต่อไปเพราะความรู้จะไร้ค่าหากพนักงานขาดซึ่งทักษะในการทำงานและการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ดังนั้นหากคราวใดที่ผู้ประกอบการจะต้องเลือกพนักงานเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในองค์กรก็ขอให้พิจารณาในเรื่องของทักษะให้ดีควบคู่กับความรู้ด้วย พบกันใหม่เดือนหน้าครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น