จากสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนในปัจจุบันทั้งระดับโลกและระดับประเทศ ทำให้ผมคิดว่าเราต้องหันมาใส่ใจการเงินและการออมกันให้มากขึ้น เพื่อเป็นการวางแผนการใช้จ่ายทั้งในปัจจุบันและอนาคตภายภาคหน้า หลายคนที่มีเงินก้อนเก็บอยู่ อาจกำลังมองหาลู่ทางว่าทำอย่างไรให้เงินที่มีอยู่งอกเงยได้จะนำเงินไปลงทุนอะไรดี ถ้าลงทุนค้าขาย เห็นทีจะมีความเสี่ยงสูงในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ที่สำคัญยังเสียเวลาจากงานประจำอีกด้วย ผมขอชวนคุณมาศึกษาเรื่องราววิธีเพิ่มเงินในกระเป๋าให้งอกเงยด้วยการลงทุนหลากรูปแบบ ซึ่งจะใช้วิธีใดนั้นก็แล้วแต่ความเหมาะสม แต่ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงควรหาข้อมูลให้ละเอียดก่อนลงทุนในรูปแบบใดๆ
the way to raise money
ระดับความเสี่ยง เพราะการลงทุนคือการเสี่ยง แต่จะมากน้อยแค่ไหนนั้น เรามาจัดเรทอันดับความเสี่ยงของการลงทุนที่ควรรู้
ระดับความเสี่ยง 1:เงินฝากประจำหรือออมทรัพย์มั่นใจได้เพราะเป็นการฝากเงินกับธนาคาร
ระดับความเสี่ยง 2 : พันธบัตรรัฐบาลถือเป็นการลงทุนที่มีความมั่นคงสูง เพราะได้รับการประกันจากรัฐบาลออกโดยกระทรวงการคลัง สำหรับอัตราดอกเบี้ยจะได้สูงกว่าการออมในบัญชีออมทรัพย์
ระดับความเสี่ยง 3: หุ้นกู้จะได้รับค่าตอบแทนมากกว่าพันธบัตรรัฐบาลและเงินฝากธนาคาร แต่ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าด้วยเนื่องจากบริษัทเอกชนที่ต้องการระดมเงินทุนจากเรา เป็นผู้จ่ายเงินต้นคืนให้เรา ดังนั้นทางธนาคารหรือรัฐบาลจะไม่รับรอง
ระดับความเสี่ยง 4: หุ้นตลาดหลักทรัพย์การลงทุนในตลาดหุ้นมีความเสี่ยงสูง เพราะว่าราคาหุ้นเป็นสิ่งผันผวนไม่แน่นอน และมีปัจจัยหลายอย่างที่เป็นแรงให้ราคาขึ้นลงได้ตลอดเวลาต้องติดตามข่าวสาร วิเคราะห์เหตุการณ์ล่วงหน้าอยู่ตลอดเวลา
การลงทุนในระยะสั้นและระยะยาว
จะดูว่าคุณเหมาะสมที่สุดกับรูปแบบใดของการลงทุนก็ต้องมาดูกันก่อนว่า คุณจะลงทุนในระยะสั้นหรือยาวซึ่งนับเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่นักลงทุนควรจะรู้ไว้ โดยการลงทุนแบ่งเป็น 3 ระยะ
1.ระยะยาวเป็นการลงทุนตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปมักจะนิยมลงทุนกันในหุ้นเพราะหุ้นเป็นตราสารที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีที่สุดและมีความผันผวนน้อยลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่เราถือครองหุ้นนั้นๆ อยู่ดังนั้นการลงทุนหุ้นให้ถือครองไว้ระยะยาว อย่าถือเพื่อเก็งกำไรในระยะสั้น
2.ระยะกลางเป็นการลงทุนตั้งแต่ 4-9 ปีคุณควรลงทุนผสมผสานระหว่างตราสารหนี้และตราสารทุน และควรลงทุนในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันซึ่งการลงทุนในระยะนี้นักลงทุนควรแบ่งเงินลงทุนออกเป็น 2 ส่วน คือเงินส่วนที่ต้องใช้ก่อนก็ควรนำไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ค่อนข้างมั่นคงและให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยที่สูงกว่าเงินเฟ้อ และเงินอีกส่วนหนึ่งที่เราไม่ค่อยจำเป็นต้องใช้ ควรนำไปลงทนุ ในส่วนที่สามารถรอผลตอบแทนได้นานๆ และมีผลตอบแทนที่สูงกว่าเพื่อดอกผลที่ดียิ่งขึ้น
3.ระยะสั้นเป็นการลงทุนในช่วงที่ไม่เกิน 3 ปีส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงมีความผันผวนต่ำและเป็นการให้ผลตอบแทนที่แน่นอน เช่น เงินฝาก,พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้
รอบรู้ก่อนลงทุน
1.ควรลงทุนอย่างมีความรู้ เพราะความไม่รู้ คือความเสี่ยง ความรู้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการลงทุน
2.ควรพิจารณา Return และ Riskคู่กันเสมอ เพราะผลตอบแทนและความเสี่ยงจะเกิดขึ้นคู่กันเสมอ
3.ควรกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม โดยกระจายการลงทุนไปในหลักทรัพย์หลายประเภทและหลายรายการ เป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างดีในระดับหนึ่งเพราะจะลดความเสี่ยงเฉพาะตัวของแต่ละหลักทรัพย์ลงได้
4.ควรจัดองค์ประกอบของหลักทรัพย์ที่ลงทุนหรือพอร์ตให้เหมาะสมกับตัวเอง ทั้งด้านการเงิน Lifestyle แผนการในอนาคต การวิเคราะห์และทำความเข้าใจตนเองอย่างรอบด้านเพื่อจัดพอร์ตการลงทุนของตนเองเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ควรลงทุนตามคนอื่น เพราะแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัวและมีความต้องการแตกต่างกัน
5.ควรตัดสินใจลงทุนอย่างสมดุลไม่โลภและไม่ประมาทเกินไปขณะเดียวกันก็ไม่กลัวจนเกินไปจึงไม่ยอมลงทุนก็อาจทำให้ไม่ได้ผลตอบแทนเพียงพอตามที่ควรจะได้
5 ช่องทางการลงทุนที่น่าสนใจ ใครที่กำลังมองหาวิธีว่าจะเอาเงินไปลงทุนอะไรดี ลองมา 5 ช่องทางเหล่านี้
การลงทุนในหุ้น ถ้านักลงทุนติดตามและศึกษาข้อมูลมามาก ลงทุนด้วยความระมัดระวัง จะลงทุนซื้อหุ้นเองก็ได้ โดยการซื้อหุ้นเองมีข้อดีคือไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการบริหาร ปัจจุบันมองว่าลงทุนในหุ้นพลังงานน่าสนใจมากที่สุด โดยหลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ว่าในปี 2555ราคาน้ำมันอาจจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 200-250 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามอย่าไปลงทุนในหุ้นหมด เพราะถ้าเกิดข่าวอะไรไม่ดีเช่น ด้านการเมือง ก็จะส่งผลต่อราคาหุ้นได้
การลงทุนตราสารหนี้ นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพิ่มเติมที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น เพราะแม้ว่าจะให้ผลตอบแทนน้อย เพราะถ้าหุ้นตกแล้ว เราจะยังจะมีเงินจากตรงนี้ไว้อยู่บ้าง
การลงทุนในทองคำ ที่ผ่านมาราคาทองคำเดี๋ยวขึ้นสูงแล้วลดลง เพราะผันผวนราคาน้ำมัน แต่การลงทุนโดยทองคำ
อาจเรียกได้ว่าคุ้มทุน เพราะไม่ว่าจะเปิดข่าวคราวหรือผลกระทบ เช่น ด้านการเมืองแต่ราคาทองคำก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้
การลงทุนตั๋วแลกเงิน จุดเด่นเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ได้รับผลตอบแทนที่แน่นอนและสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่เลือกลงทุน อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่มีอายุเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน
การลงทุนในต่างประเทศ แบ่งเป็น 2 ประเภท 1. ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในประเทศ 2. กองทุนต่างประเทศแต่ทั้งนี้หุ้นต่างประเทศก็มีการผันผวนเช่นกัน
ไม่ว่าการลงทุนที่ไหน สิ่งสำคัญคือ การมีข้อมูลของการลงทุนนั้นๆ ให้เกิดความเชื่อมั่นว่าไม่เสี่ยงมากเกินไป หรือกระจายความเสี่ยงให้ดี ให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยมากที่สุด อย่าทุ้มจนหมดตัว เผื่อเหลือเก็บไว้ผิดหวังจากการลงทุนไว้บ้างก็ดีนะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น