

ถ้าก่อนการเกิดเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มีคนถามว่าให้เลือกเป็นคนที่มีนิสัยดี กับมีนิสัยเสีย คุณจะเลือกเอาแบบไหน ? ผมเชื่อว่าร้อยทั้งร้อยเลือกมีนิสัยดี เหตุผลง่ายๆ เพราะคนมีนสัยดีทำอะไรก็ดีไปหมด มีผลลัพธ์ที่ดีกับตัวเองมากกว่านิสัยเสีย เมื่อเป็นเช่นนั้นจริง ผมก็อดไม่ได้ที่จะฝากนิสัยที่ 8 นี้ให้กับผู้อ่านต่อ The 8th Habit : From Effectiveness to Greatness เป็นหนังสือเล่มต่อจาก The 7 Habits of Highly Effective People ซึ่งประพันธ์โดย Stephen Covey ผู้แต่งใช้เวลานานกว่า 15 ปีในการรวบรวมข้อมูลและประพันธ์ผลงานชิ้นนี้ออกมา หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงวิธีการผันตัวเองจากคนที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพให้กลายเป็นผู้นำที่มีบุญญาบารมี ซึ่งนิสัยนี้บอกตรงๆ ว่าคนไทยมีมาก บางทีมีบารมีแล้วเอาไปใช้ในทางที่ผิดเสียส่วนใหญ่ ซึ่งก่อนเข้าสู่นิสัยที่ 8 ผมขอกล่าวย้อนหลังถึงนิสัยทั้งเจ็ดประการโดยสรุป ที่ผ่านมาคราวที่แล้ว อันได้แก่
ข้อที่1. นิสัยรู้และเลือก (Be Proactive) คือการมีสติอยู่กับตัวอยู่ตลอดเวลา รู้ตัวว่าขณะนี้ตนเองกำลังคิดอะไร พูดอะไร และทำอะไรอยู่ เพื่ออะไร และจะเกิดผลอะไรตามมา
ข้อที่2. สร้างเป้าหมายในชีวิตเป็นภาพจารึกไว้ในจิตใจ (Begin with the End in Mind) คือการมีเป้าหมายที่ชัดเจนและแน่นอน
ข้อที่3. ทำสิ่งที่ต้องทำก่อน (Put First Things First) คือการเลือกทำในสิ่งที่นำพาเราไปสู่เป้าหมายก่อนเป็นอันดับแรก
ข้อที่4. การรู้จักแบ่งปันผลประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นด้วย (Think Win/Win)
ข้อที่5. การพยายามเข้าใจผู้อื่นมากกว่าให้ผู้อื่นมาเข้าใจเรา (Seek first to understand, and then to be understood)
ข้อที่6. การสร้างทีมเวิร์ค (Synergize)
ข้อที่7. การเพิ่มพลังชีวิต (Sharpen the Saw) คือการรู้จักดูแลสภาพร่างกายและจิตใจของตนเองให้แข็งแรงและแจ่มใสอยู่เสมอ
และข้อสุดท้าย 8. การผันตัวเองให้กลายเป็นผู้นำที่มีบุญญาบารมี (From Effectiveness to Greatness) ผมมีความเชื่อว่าในยุคปัจจุบันบุคลากรในองค์กรถูกมองว่าเป็นตัวสร้างหนี้สิน เป็นตัวสร้างปัญหามากกว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าต่อองค์กร ดูได้จากระบบต่าง ๆ ที่บริษัทสร้างขึ้นมาเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ให้พนักงานทำตามเสมือนกับพนักงานเป็นเพียงเครื่องจักรที่มีหน้าที่ผลิตผลงาน เมื่อไม่ได้ผลกำไรตามที่ตั้งไว้ก็คัดคนออกหน้าตาเฉย พนักงานทุกคนจึงขาดขวัญและกำลังใจ ไม่มีความสำนึกรักในองค์กรขอให้ตนเองอยู่รอดไปวันหนึ่ง ๆ ก็พอ เมื่อเป็นเช่นนี้การที่องค์กรจะประสบความสำเร็จก็คงเป็นไปได้ยาก ผู้แต่งจึงนำเสนอวิธีการที่จะเป็นผู้นำที่มีบุญญาบารมีที่สามารถสร้างขวัญกำลังใจและจิตสำนึกให้กับพนักงานทุกคนร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์ผลงานให้แก่องค์กร วิธีการดังกล่าวคือ
1. การสร้างเสียงในใจ (Inner voice) เสียงนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถสร้างขึ้นมาได้ โดยมีขั้น ตอนเบื้องต้น 3 ประการ คือ
1.เปิดใจให้กว้างยอมรับความเป็นจริงทุกอย่างในชีวิต มองปัญหาทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบ เมื่อยอมรับได้จิตใจจึงจะสงบ
2.มีความปรารถนาดีกับคนรอบข้างอยากให้ผู้อื่นมีความสุข อยากให้องค์กรมีความเจริญรุ่งเรือง
3.คิดบวกหรือมองโลกในแง่ดี ไม่ตีโพยตีพายเมื่อเจอปัญหาและอุปสรรค
1.1 วิธีการสร้างเสียงในใจ (Inner voice) หรือตัวรู้ให้ บังเกิดขึ้นในจิตของตัวเอง
1.1.1 เลือกพูด เลือกทำ เลือกคิด เลือกตัดสินใจ เมื่อสิ่งภายนอกเข้ามากระทบอายาตนะทั้ง 6 อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และจิตใจ ก่อนอื่นเราจะต้องรู้เนื้อรู้ตัวก่อนว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ และเรามีความรู้สึกและอารมณ์ต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างไร เมื่อเรารู้จักตัวเองดีพอเมื่อมี สิ่งใด ๆ เข้า มากระทบทั้งทางการมองเห็น การได้ยิน การดมกลิ่น การลิ้มรส และการสัมผัส เราจึงจะเลือกได้ว่าเราจะควรจะตอบสนองต่อ สิ่งเหล่านั้นอย่างไรจึงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เมื่อเราเป็นผู้เลือกเองถึงแม้ว่ามันจะผิดพลาดไปบ้างเราก็จะไม่โทษผู้อื่น เราจะสามารถยอมรับสิ่ง ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มหัวใจเพราะเราเป็นผู้เลือกเอง เมื่อนั้นแล้วเราจึงจะเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง
1.1.2 จงเคารพกฎธรรมชาติว่าด้วยเรื่องศีลธรรมจรรยา เช่น
- ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
- มีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา
- มีศีล 5
- ขจัดซึ่งนิวรณ์ 5 อันได้แก่ ความโลภ หรือความอยากได้อยากมีอยากเป็นมากเกินความเหมาะสม ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ความลังเลสงสัยความเบื่อหน่าย และความอิจฉาริษยาอาฆาตแค้น
- มีความกตัญญูกตเวที
- มีความจริงใจ ปากกับใจตรงกัน
เมื่อจิตมีธรรมะ จิตก็สงบสบายไม่ว้าวุ่น ไม่ตึงเครียด เสียงในใจจึงจะเกิดขึ้น
1.1.3 ฝึกความฉลาด 4 ด้าน ได้แก่
- ความฉลาดทางความคิด คือการฝึกการวิเคราะห์ปัญหาโดยไม่มีความขุ่นมัวของอารมณ์ จิตใจต้องนิ่งสงบ ไม่ตีโพยตีพาย มองปัญหาเป็นเรื่องธรรมดามองอย่างเป็นตรรกะ(มองอย่างเป็นเหตุผล) มองที่มาของปัญหา และสิ่ง ที่พอจะแก้ไขได้ตอนนี้คืออะไร แล้วลงมือกระทำ
- ความฉลาดทางกาย คือการฝึกความรู้เนื้อรู้ตัวในทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน
- ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ.) คือการฝึกรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเองในทุกขณะจิต ขณะนี้เรารู้สึกอย่างไร ต้องสามารถ บอกออกมาได้อย่างชัดเจนเป็นคำพูด เช่น เมื่อเราโกรธเรารู้สึกอย่างไร หน้าตาของอารมณ์โกรธเป็นอย่างไร และสิ่งที่สำคัญคือ การรู้ให้ทันถึงจุดเปลี่ยนของอารมณ์จากอารมณ์ปกติเป็นอารมณ์ต่าง ๆ ว่าอารมณ์มันเปลี่ยนไปเพราะเหตุใด และเพราะอะไรจึง กลับมาสู่สภาวะปกติ
- ความฉลาดทางด้านจิตใจ คือการพยายามทำตัวเป็นคนดีอย่างเสมอต้นเสมอปลายโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่ใจอ่อนไปกับ
1.2 วิธีการปลุกเสียงในใจของผู้ร่วมงานและพนักงาน จากวิธีการที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อผู้นำสามารถปลุกเสียงในใจและมีพลังจิตที่สูงเพียงพอแล้วจึงจะสามารถปลุกเสียงในใจของผู้ร่วมงานและ พนักงานทุกคนให้เกิดขึ้นได้ โดยวิธีการดังต่อไปนี้
1.2.1 สร้างความเคารพ ยอมรับและศรัทธาจากพนักงานทุกคน
ผู้นำจะต้องแสดงให้ลูกน้องเห็นว่าตนนั้นเป็นคนที่สมควรจะได้รับความเคารพรักและศรัทธาจริง ๆ จะทำได้ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 7 ประการคือ
- ไม่เสียเวลาทำในสิ่งที่เราไม่มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วม ถึงแม้ว่าจะเป็นโครงการที่ดีขนาดไหนก็ตาม
- ปรึกษาและสอบถามวิธีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จากบุคคลภายนอก
- ให้คำแนะนำและความช่วยเหลือบุคคลภายนอกองค์กรเพื่อขยายขอบเขตความสัมพันธ์
- มีปัญหาต้องรีบแก้ อย่าปล่อยให้คาราคาซัง
- ปรึกษาปัญหาต่าง ๆ กับหัวหน้าของเราหรือถ้าตัวเราอยู่ในตำแหน่งสูงสุดแล้วก็ควรปรึกษากับผู้ร่วมถือหุ้น เป็นต้น
- รายงานความคืบหน้าในการทำงานแก่หัวหน้าหรือผู้ร่วมถือหุ้นเป็นระยะ ๆ
- ทำงานอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจนประสบความสำเร็จ
1.2.2 การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจแก่พนักงานทุกคน ทำได้โดย
- มีหลักการและคุณธรรมในตัวเอง ปากกับใจตรงกัน (Trustworthiness)
- มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีปัญหาค่อย ๆ แก้ ไม่ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล อารมณ์คงที่ไม่ แปรปรวน (Maturity)
- ไม่อิจฉาริษยาผู้อื่น จิตใจกว้างขวาง โอบอ้อมอารี
- มีความรู้และเชี่ยวชาญในสิ่งที่ตัวเองทำเป็นอย่างดี ทั้งการติดต่อกับลูกค้า กับซัพพลายเออร์ กับผู้ร่วมงานในระดับเท่า ๆ กัน และกับหัวหน้าแผนก ต่าง ๆ และสามารถดูแลลูกน้องได้เป็นอย่างดีด้วย
- สร้างพฤติกรรมที่เป็นพื้นฐานในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ได้แก่
1) พยายามเข้าใจผู้อื่นก่อนที่จะให้ผู้อื่นมาเข้าใจเรา
2) รักษาคำมั่นสัญญา
3) ซื่อสัตย์สุจริตและมีความจริงใจ
4) บอกจุดประสงค์และสิ่งที่เราต้องการได้อย่างชัดเจนก่อนมอบหมายงาน
5) ไม่พูดพิงถึงบุคคลที่สามในทางที่ไม่ดี
6) กล้ายอมรับผิดและให้อภัยผู้อื่นเมื่อเขาทำผิดพลาด
1.2.3 สร้างทีมเวิร์ค (One Voice) สามารถทำได้โดย
- ผู้นำจะต้องได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากลูกน้องก่อน
- ผู้นำต้องมอบหมายงานได้อย่างชัดเจนว่าเราต้องการอะไรจากงานชิ้นนี้
- ผู้นำต้องสามารถบอกได้ว่าลูกน้องแต่ละคนนั้นรับผิดชอบในเรื่องอะไรและมีความสำคัญต่อ
ความสำเร็จขององค์กรอย่างไรบ้าง
ในการสร้างทีมเวิร์คนั้นผู้แต่งกล่าวว่าปัจจัยที่มักจะก่อให้เกิดความล้มเหลวคือ ผู้ร่วมงานไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
2. มีหลักการประจำใจ 3 ประการ ได้แก่
2.1 มีจิตใจฝักใฝ่ต่อจริยธรรมคุณธรรม (Ethos) ทำสิ่งที่ถูกต้องให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยไม่ต้องสนใจคนรอบข้างว่าเขาจะมีคุณธรรมหรือไม่มีคุณธรรม เมื่อมีคุณธรรมจิตใจของเราจะเข้มแข็ง ไม่หวั่นต่อคำสรรเสริญหรือคำนินทา
2.2 การแสดงออกซึ่งความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Pathos) สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราต้องหัดเป็นผู้ฟังที่ดี ยิ่งฟังมากย่อมยิ่งเข้าใจอีกฝ่ายว่าเหตุใดเขาจึงแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นออกมา และที่สำคัญคือต้อง รู้จักปล่อยวางบ้างเพราะในโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ และอย่ามั่นใจนักว่าสิ่งที่เราเห็นหรือได้ยินนั้นจะเป็นข้อมูลที่ถูกต้องหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ให้สัก แต่รู้สักแต่เห็น
2.3 การพยายามใช้เหตุผลอยู่เหนืออารมณ์ (Logos) ก่อนจะลงมือทำสิ่งใดต้องมองให้เห็นถึงผลที่จะตามมาก่อนเมื่อรู้แล้วจึงจะเลือกได้ แต่การกระทำดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จะต้องอาศัยสภาวะจิตที่สงบและ เบาสบายจึงจะมองเห็นความเป็นจริงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
3. เคารพและให้เกียรติมนุษย์ด้วยกัน (Power of Win-Win Thinking) ทำได้ง่าย ๆ โดยการหยุดคิดถึงผลประโยชน์ของตนเองเสียก่อน รู้จักให้เกียรติผู้อื่นบ้าง ถ้าทำได้ทุกคนที่เราจะต้องร่วมงานด้วย เช่น หัวหน้า เพื่อนร่วม งาน และลูกน้อง จะรู้สึกดีที่ได้ทำงานร่วมกับเรา ชื่อเสียงและภาพพจน์ที่ดีก็จะเริ่มแผ่ขยายออกไปเรื่อย ๆ จะมีผู้คนรักใคร่เมตตาซึ่งเป็นที่มาของการ สร้างบุญญาบารมี
4. ดูแลและชี้แนะลูกน้องให้ทำงานตามภารกิจให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี
4.1 หัวหน้าที่ดีจะต้องถ่อมตนและเห็นความสำคัญของลูกน้องอยู่เสมอ
4.2 มอบหมายงานตรงตามความสามารถของลูกน้อง
4.3 ไว้ใจและให้โอกาสลูกน้องในการแสดงความสามารถ
4.4 บอกเป้าหมายของงานและกำหนดระยะเวลาได้อย่างแน่ชัด
4.5 ให้คำปรึกษาตลอดเวลาเมื่อมีปัญหาในการทำงาน
4.6 สนใจผลของงานมากกว่าขั้นตอนการทำงาน
4.7 สามารถดึงเอาศักยภาพของลูกน้องออกมาใช้ได้อย่างเหมาะสม คือสามารถสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าตนเองมีค่าและมีความสำคัญต่อองค์กร
ง่ายไหมครับ ถ้าอ่านทั้ง 8 นิสัยนี้แล้วยังคิดว่าทำยากอีก ในครั้งหน้าผมจะขอเพิ่มวิธีการโดยลงไป เพิ่มรายละเอียดถึงการฝึกให้เข้าถึงเพิ่มขึ้นดีกว่าไหมครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น