

ถ้าให้พูดถึง เขียนถึงอินเดียละก้อ ผมมีแค่เรื่องหนังที่เคยเขียนไปแล้ว แต่ตอนนี้ผมคิดว่ามีอีกเรื่องที่กำลังฮอตก็คือ การเปลี่ยนไปของประเทศอินเดียในแวดวงต่างๆ ทั้งธุรกิจ การเมือง การท่องเที่ยว ภาพยนตร์ ดนตรี ศิลปะและแฟชั่น ส่วนอินเดียในเมืองไทยเอง ก็ไม่น้อยหน้าภาพของอินเดียในเวลานี้ มีความน่าสนใจในหลากหลายแง่มุมอย่างไม่น่าเชื่อ...
จากทวีปเอเชีย ที่เหล่าประเทศตะวันตกกำลังกลัวเกรงที่สุดว่าจะกลายเป็นชาติ ผู้ทรงอิทธิพลของโลกในอนาคตอันใกล้นี้ก็คือประเทศจีน และอินเดีย ไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่า ทั้งสองประเทศมีวัฒนธรรมอันเก่าแก่สืบย้อนไปได้ไกลกว่าหลายประเทศในตะวันตกเท่านั้น แต่ทั้งจีนและอินเดียในเจเนอเรชั่นปัจจุบัน นับได้ว่ากระจายอิทธิพลและมีบทบาทอยู่ใน แวดวงต่างๆ โลกเคยจารึกชื่ออินเดียไว้ มีทั้งนางงามโลกและนางงามจักรวาล มีผู้กำกับที่ยืนอยู่แถวหน้าของฮอลลีวู้ด มีโรงแรมระดับห้าดาวที่ได้ชื่อว่าบริการมาตรฐาน อินเตอร์ และการท่องเที่ยวอินเดียกำลังบูม ในขณะที่ภาคธุรกิจ อินเดียก็มีนักธุรกิจรุ่นใหม่กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่กำลังมีบทบาทในระดับโลกเป็นอย่างมากด้วย
Indra Nooyi ซีอีโอหญิงชาวอินเดียแห่งบริษัท PepsiCo ยังคงสวมชุด ส่าหรี ไปออกงานธุรกิจอยู่บ่อยๆ ในขณะที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกยอมศิโรราบให้กับภาพยนตร์ Hollywood แต่อินเดียกลับสร้างอุตสาหกรรมหนังขนาดใหญ่ Bollywood เป็นของตนเอง แถมยังขายตั๋วได้มากกว่าหนังฮอลลีวู้ดนำเข้าเสียอีก นี่ยังไม่นับรวมพฤติกรรมและวัฒนธรรมของ คนอินเดียที่เขายังปฏิบัติกันอย่างเข้มงวดไม่ต่างจากประเพณีดั้งเดิมทำให้ ความเป็นอินเดีย ยังคงมีกลิ่นอายอยู่อย่างแข็งแกร่ง แม้ว่าประเทศและบุคลากรจะพัฒนาจนโมเดิร์นไปไหนต่อไหนแล้วก็ตาม จากการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคสินค้าหรูหราของชาวอินเดียโดยนิตยสาร Time พบว่า ที่ผ่านมาไม่มีแบรนด์หรูต่างชาติยี่ห้อไหนที่จะโค่นแบรนด์หรูที่ผลิตโดยคนอินเดียเองได้เลย แบรนด์หรูซึ่งเป็นที่นิยม 6 อันดับ ตกเป็นแบรนด์อินเดียเอง 3 อันดับด้วยกัน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ก็คาดการณ์ว่า เนื่องมาจากการบูมของห้างสรรพสินค้า (จากที่แต่ก่อนมีอยู่น้อยแห่ง) กับอัตราผู้บริโภคที่มีแนวโน้มในการใช้จ่ายเงินสูงขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 25 ปี ในอีก 3 ปีข้างหน้า ตลาดสินค้าหรูหราในอินเดียจะเพิ่มขึ้นถึงปีละ 25%
อินเดียราวกับกำลังจะตะโกนก้องร้องบอกโลกว่า ฉันกำลังเปลี่ยนไป การจะมองอินเดียด้วยสายตาเก่าๆ (เช่นว่า เป็นแขกโพกผ้าน่ากลัว) คงไม่ได้แล้ว ดูจากไลฟ์สไตล์เก๋ๆ กับความเป็นเซเลบระดับโลกของ Vikram Chatwal หนุ่มนักธุรกิจชาวอินเดียคนนี้เป็นตัวอย่างก็ได้ Vikram เป็นเศรษฐีวัย 36 เจ้าของโรงแรมสุดฮอต Dream Bangkokเขาดำเนินธุรกิจหรูหรานี้มาตั้งแต่ปี 2542 ด้วยการก่อตั้งโรงแรมในเครือจำนวน 9 แห่งในเมืองใหญ่ๆ ในสหรัฐฯ ในนามของ Dream Hotel เขาเป็นที่รู้จักในฐานะเศรษฐีแห่งเมืองแมนฮัตตัน มีทรัพย์สินราว 450 ล้านดอลลาร์ เคยขึ้นปกนิตยสาร Forbes และยังได้รับโหวตให้เป็นหนึ่งในหนุ่มโสดที่ร่ำรวยที่สุดในโลกโดยนิตยสาร Radar แต่เขาก็แต่งงานแล้วเมื่อปี 2548 นี่เอง ก่อนหน้านั้นเขาเคยถูกมองว่าเป็นเพลย์บอยที่ขนาดนางแบบระดับโลกอย่าง จีเซล บุนด์เชน หรือ เคท มอสส์ เขาก็ควงมาแล้ว
งานแต่งของ Vikram คนนี้ที่กรุงนิวเดลีในอินเดีย ถูกเรียกว่าเป็น งานแต่งงานแห่งศตวรรษหรือไม่ก็ งานแต่งงานอินเดียอันหรูหราที่สุดที่ควรจารึกไว้ž เลยทีเดียว นักข่าวกว่า 30 ชาตินับร้อยคน มีแขกอย่าง Lakshmi Mittal เศรษฐีผู้รวยเป็นอันดับ 5 ของโลก, บิล คลินตัน, เจ้าชาย Nikolaos แห่งกรีซ และเซเลบชาวอินเดียอีกเพียบ Dream Hotel ในเมืองไทยอยู่ในย่านที่เป็นแหล่งรวมของแฟชั่น บันเทิง ร้านรวง ศูนย์การค้า และแหล่งธุรกิจ อย่างสุขุมวิท ซอย 15 การตกแต่งด้วยบรรยากาศสีฟ้าอ่อน (Blue Therapy Light) ที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในฝัน กับการนิยามตนเองว่าเป็นโรงแรมแบบ Hautel Couturez และอื่นๆ อีกมาก ทำให้การเกิดขึ้นของโรงแรมนี้ กลายเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่คนกรุงเทพฯ ต้องพูดถึง แม้แต่ธุรกิจแฟรนไชส์ร้านกาแฟชื่อดังอย่างโอบองแปง ที่มีสาขา ในไทยมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในโลกรองจากอเมริกา ก็บริหารโดยนักธุรกิจนามว่า นาดิม ซาเวียร์ ซาลฮานี่ เมื่อหันมามองเศรษฐีเชื้อสายอินเดียในประเทศไทยเราจะพบนักธุรกิจแห่งตระกูล สัจจเทพ ที่บุกเบิกและเติบโตด้วยธุรกิจขายผ้ามากว่า 52 ปี เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ค้าผ้าผืนรายใหญ่ของประเทศ ครองส่วนแบ่งในตลาดอยู่ 70% เป็นที่รู้กันว่าสัจจเทพเป็นตระกูลที่ ใหญ่ที่สุดในย่านพาหุรัด การค้าในย่านดังกล่าวแต่ละวันมีเงินสะพัดนับร้อยล้านบาท ในขณะที่ราคาที่ดินบริเวณนี้ก็สูงขึ้นทุกๆ ปีด้วย
ตอนนี้ตระกูลสัจจเทพกำลังหันเข้าหาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็ม รูปแบบ โดยที่ผ่านมาลงทุนเปิดเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ (เอสเอ็มแกรนด์ เรสซิเดนท์) ย่านสุขุมวิท ล่าสุดกำลังเปิดศูนย์การค้าหรูชื่อ อินเดีย เอ็มโพเรี่ยม ซึ่งจะสร้างเสร็จและเปิดให้เราได้เดินช้อปกันในปลายปีนี้ นายอาจิต สัจจเทพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเดีย เอ็มโพเรี่ยม (พาหุรัด) จำกัด เห็นว่าที่ผ่านมามีกลุ่มค้าปลีกหลักๆ ในไทยอยู่ไม่กี่รายคือ เดอะมอลล์ เซ็นทรัล และกลุ่มซูเปอร์สโตร์ต่างๆ การหันมาลงทุนในด้านนี้จึงเป็นโอกาสที่ อินเดีย เอ็มโพเรี่ยมž จะกลายเป็นศูนย์การค้าสไตล์อินเดียแห่งแรกของประเทศไทย บนพื้นที่ 2 ไร่ 25 ตารางวา สูง 4 ชั้น จำนวนกว่า 300 ร้านค้า และตั้งอยู่บนถิ่นคนอินเดีย คือ ถนนจักรเพชร พาหุรัด
ทันทีที่เดินลงจากรถไฟฟ้าสถานี นานา คุณจะเห็นอาคารซึ่งเขียนป้ายติดไว้ว่า India Today โดดเด่นอยู่ตรงทางเข้าสุขุมวิทซอย 8 India Today เป็นชื่อร้านอาหารและบาร์ที่เพิ่งเปิดได้ราว 1 ปี เจ้าของคือ Ravi Arora กับ Dany Sajnani เป็นคนอินเดีย กลิ่นกำยานอวลมาเตะจมูก ขณะเรากำลังเดินขึ้น บันไดไปยังบาร์อินเดียทูเดย์บนชั้น 2 เพื่อไปพบและพูดคุยกับหนุ่มผู้จัดการร้านวัย 30 ชื่อ Arohit Trikha สุขุมวิทเป็นย่านที่มีชีวิตชีวามาก ผู้คนมากมายในตอนค่ำ และมีนักท่องเที่ยวเยอะเขาบอก ผมเคยไปพาหุรัด 1 ครั้ง และไม่เคยไปอีกเลย แต่จะชอบไปแถวสีลมหรือเที่ยวอยู่ในย่านสุขุมวิทมากกว่า เพราะเพื่อนๆ ผมก็มักรวมกันอยู่ที่นั่น Arohit เกิดที่นิวเดลี จบด้านอาหารโดยเฉพาะ เคยทำงานเป็นทีมดูแลร้านอาหารและบาร์ให้กับ Grand Hiatt ที่อินเดีย อยู่กรุงเทพฯ มาได้ 2 ปีแล้ว Arohit พักอยู่แถวอ่อนนุช ดังนั้น จึงสามารถจับรถไฟฟ้ามาลงที่ทำงานได้พอดิบพอดี คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคนี้ทุกสิ่งมารวมตัวกัน ณ สถานี BTS เสมอนานาเอง ก็เป็นอีกหนึ่งสถานีที่มีทั้งนักท่องเที่ยวและคนไทยแวะลงมากที่สุดสถานีหนึ่ง
การที่ร้าน India Today มีชื่อนี้ มีที่มาที่ไปอยู่ถ้าเป็นแต่ก่อน การเปิดร้านอาหารอินเดียจะออกมาในรูปแบบประเพณีดั้งเดิม ตกแต่งร้านด้วยของเก่าต่างๆ แต่เราต้องการจะนำเสนอว่า อินเดียปัจจุบัน เป็นอย่างไร นั่นคือสถานที่ซึ่งโมเดิร์นแต่ก็ยังคงความคลาสสิก หรูหรา มีรสนิยม ไม่มีเพลงอินเดียแบบเก่า ไม่มีภาพแขวนฝาผนังสไตล์เก่าให้เห็นอีกต่อไป เราจะให้คุณเห็นอินเดียในมุมมองใหม่ อินเดียแบบที่เราเป็นในปัจจุบัน Arohit กล่าวขณะนั่งบนโซฟานุ่มท่ามกลางแสงไฟโทนฟ้าและแดง คลอไปกับเพลงชิลล์เอาต์มีจังหวะจะโคน
มองทั้งในไทยและในระดับโลก นักธุรกิจอินเดียรุ่นใหม่กำลังก้าวไวขึ้นเรื่อยๆ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนักธุรกิจในระดับต้นๆ ของโลกด้วย! ในช่วง 10 เดือนแรกของปีที่แล้วประเทศอินเดียติดต่อเจรจาธุรกิจกับต่างชาติเป็นจำนวนเงินมูลค่าราว 10 พันล้านดอลลาร์ และในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาตัวเลขจีดีพีของอินเดียเติบโตเฉลี่ย 8% ในแต่ละปี ระหว่างปี 2545-2649 อินเดียติดต่อธุรกิจในยุโรปไปราว 176 การลงทุน ปัจจุบันภาครัฐกับบริษัทเอกชนของอินเดียกำลังรวมตัวกันแข็งขันเป็นครั้งแรกเพื่อนำเสนอประเทศตนออกมาในภาพลักษณ์ใหม่ที่สมดุล ลงตัวทั้งในด้านธุรกิจไปพร้อมๆ กับด้านวัฒนธรรม หอการค้าอุตสาหกรรมของอินเดียเร่งโปรโมต India Everywhere Brand ด้วยการใช้นโยบาย Free Market ให้ได้มากที่สุด ไม่ธรรมดาจริงๆ จากเราเคยพูดวลีที่ว่า คนจีนมีอยู่ทุกแห่ง อยู่บ่อยๆ ตอนนี้ถ้าจะหันมาพูดว่า คนอินเดียก็อยู่ในทุกๆ ที่ก็คงไม่ผิด..นิวอินเดีย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น