วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554

อินเดีย อิน ไทยแลนด์



ถ้าให้พูดถึง เขียนถึงอินเดียละก้อ ผมมีแค่เรื่องหนังที่เคยเขียนไปแล้ว แต่ตอนนี้ผมคิดว่ามีอีกเรื่องที่กำลังฮอตก็คือ การเปลี่ยนไปของประเทศอินเดียในแวดวงต่างๆ ทั้งธุรกิจ การเมือง การท่องเที่ยว ภาพยนตร์ ดนตรี ศิลปะและแฟชั่น ส่วนอินเดียในเมืองไทยเอง ก็ไม่น้อยหน้าภาพของอินเดียในเวลานี้ มีความน่าสนใจในหลากหลายแง่มุมอย่างไม่น่าเชื่อ...
จากทวีปเอเชีย ที่เหล่าประเทศตะวันตกกำลังกลัวเกรงที่สุดว่าจะกลายเป็นชาติ ผู้ทรงอิทธิพลของโลกในอนาคตอันใกล้นี้ก็คือประเทศจีน และอินเดีย ไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่า
ทั้งสองประเทศมีวัฒนธรรมอันเก่าแก่สืบย้อนไปได้ไกลกว่าหลายประเทศในตะวันตกเท่านั้น แต่ทั้งจีนและอินเดียในเจเนอเรชั่นปัจจุบัน นับได้ว่ากระจายอิทธิพลและมีบทบาทอยู่ใน แวดวงต่างๆ โลกเคยจารึกชื่ออินเดียไว้ มีทั้งนางงามโลกและนางงามจักรวาล มีผู้กำกับที่ยืนอยู่แถวหน้าของฮอลลีวู้ด มีโรงแรมระดับห้าดาวที่ได้ชื่อว่าบริการมาตรฐาน อินเตอร์ และการท่องเที่ยวอินเดียกำลังบูม ในขณะที่ภาคธุรกิจ อินเดียก็มีนักธุรกิจรุ่นใหม่กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่กำลังมีบทบาทในระดับโลกเป็นอย่างมากด้วย
Indra Nooyi ซีอีโอหญิงชาวอินเดียแห่งบริษัท PepsiCo ยังคงสวมชุด ส่าหรี ไปออกงานธุรกิจอยู่บ่อยๆ ในขณะที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกยอมศิโรราบให้กับภาพยนตร์ Hollywood แต่อินเดียกลับสร้างอุตสาหกรรมหนังขนาดใหญ่ Bollywood เป็นของตนเอง แถมยังขายตั๋วได้มากกว่าหนังฮอลลีวู้ดนำเข้าเสียอีก นี่ยังไม่นับรวมพฤติกรรมและวัฒนธรรมของ
คนอินเดียที่เขายังปฏิบัติกันอย่างเข้มงวดไม่ต่างจากประเพณีดั้งเดิมทำให้ ความเป็นอินเดีย ยังคงมีกลิ่นอายอยู่อย่างแข็งแกร่ง แม้ว่าประเทศและบุคลากรจะพัฒนาจนโมเดิร์นไปไหนต่อไหนแล้วก็ตาม จากการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคสินค้าหรูหราของชาวอินเดียโดยนิตยสาร Time พบว่า ที่ผ่านมาไม่มีแบรนด์หรูต่างชาติยี่ห้อไหนที่จะโค่นแบรนด์หรูที่ผลิตโดยคนอินเดียเองได้เลย แบรนด์หรูซึ่งเป็นที่นิยม 6 อันดับ ตกเป็นแบรนด์อินเดียเอง 3 อันดับด้วยกัน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ก็คาดการณ์ว่า เนื่องมาจากการบูมของห้างสรรพสินค้า (จากที่แต่ก่อนมีอยู่น้อยแห่ง) กับอัตราผู้บริโภคที่มีแนวโน้มในการใช้จ่ายเงินสูงขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 25 ปี ในอีก 3 ปีข้างหน้า ตลาดสินค้าหรูหราในอินเดียจะเพิ่มขึ้นถึงปีละ 25%

อินเดียราวกับกำลังจะตะโกนก้องร้องบอกโลกว่า ฉันกำลังเปลี่ยนไป การจะมองอินเดียด้วยสายตาเก่าๆ (เช่นว่า เป็นแขกโพกผ้าน่ากลัว) คงไม่ได้แล้ว ดูจากไลฟ์สไตล์เก๋ๆ กับความเป็นเซเลบระดับโลกของ Vikram Chatwal หนุ่มนักธุรกิจชาวอินเดียคนนี้เป็นตัวอย่างก็ได้ Vikram เป็นเศรษฐีวัย 36 เจ้าของโรงแรมสุดฮอต Dream Bangkokเขาดำเนินธุรกิจหรูหรานี้มาตั้งแต่ปี 2542 ด้วยการก่อตั้งโรงแรมในเครือจำนวน 9 แห่งในเมืองใหญ่ๆ ในสหรัฐฯ ในนามของ Dream Hotel เขาเป็นที่รู้จักในฐานะเศรษฐีแห่งเมืองแมนฮัตตัน มีทรัพย์สินราว 450 ล้านดอลลาร์ เคยขึ้นปกนิตยสาร Forbes และยังได้รับโหวตให้เป็นหนึ่งในหนุ่มโสดที่ร่ำรวยที่สุดในโลกโดยนิตยสาร Radar แต่เขาก็แต่งงานแล้วเมื่อปี 2548 นี่เอง ก่อนหน้านั้นเขาเคยถูกมองว่าเป็นเพลย์บอยที่ขนาดนางแบบระดับโลกอย่าง จีเซล บุนด์เชน หรือ เคท มอสส์ เขาก็ควงมาแล้ว

งานแต่งของ Vikram คนนี้ที่กรุงนิวเดลีในอินเดีย ถูกเรียกว่าเป็น งานแต่งงานแห่งศตวรรษหรือไม่ก็ งานแต่งงานอินเดียอันหรูหราที่สุดที่ควรจารึกไว้ž เลยทีเดียว นักข่าวกว่า 30 ชาตินับร้อยคน มีแขกอย่าง Lakshmi Mittal เศรษฐีผู้รวยเป็นอันดับ 5 ของโลก, บิล คลินตัน, เจ้าชาย Nikolaos แห่งกรีซ 
และเซเลบชาวอินเดียอีกเพียบ Dream Hotel ในเมืองไทยอยู่ในย่านที่เป็นแหล่งรวมของแฟชั่น บันเทิง ร้านรวง ศูนย์การค้า และแหล่งธุรกิจ อย่างสุขุมวิท ซอย 15 การตกแต่งด้วยบรรยากาศสีฟ้าอ่อน (Blue Therapy Light) ที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในฝัน กับการนิยามตนเองว่าเป็นโรงแรมแบบ Hautel Couturez และอื่นๆ อีกมาก ทำให้การเกิดขึ้นของโรงแรมนี้ กลายเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่คนกรุงเทพฯ 
ต้องพูดถึง แม้แต่ธุรกิจแฟรนไชส์ร้านกาแฟชื่อดังอย่างโอบองแปง ที่มีสาขา
ในไทยมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในโลกรองจากอเมริกา ก็บริหารโดยนักธุรกิจนามว่า นาดิม ซาเวียร์ ซาลฮานี่ เมื่อหันมามองเศรษฐีเชื้อสายอินเดียในประเทศไทยเราจะพบนักธุรกิจแห่งตระกูล สัจจเทพ ที่บุกเบิกและเติบโตด้วยธุรกิจขายผ้ามากว่า 52 ปี เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ค้าผ้าผืนรายใหญ่ของประเทศ ครองส่วนแบ่งในตลาดอยู่ 70% เป็นที่รู้กันว่าสัจจเทพเป็นตระกูลที่ ใหญ่ที่สุดในย่านพาหุรัด 
การค้าในย่านดังกล่าวแต่ละวันมีเงินสะพัดนับร้อยล้านบาท ในขณะที่ราคาที่ดินบริเวณนี้ก็สูงขึ้นทุกๆ ปีด้วย
ตอนนี้ตระกูลสัจจเทพกำลังหันเข้าหาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็ม
รูปแบบ โดยที่ผ่านมาลงทุนเปิดเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ (เอสเอ็มแกรนด์ เรสซิเดนท์) ย่านสุขุมวิท ล่าสุดกำลังเปิดศูนย์การค้าหรูชื่อ อินเดีย เอ็มโพเรี่ยม ซึ่งจะสร้างเสร็จและเปิดให้เราได้เดินช้อปกันในปลายปีนี้ นายอาจิต สัจจเทพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเดีย เอ็มโพเรี่ยม (พาหุรัด) จำกัด เห็นว่าที่ผ่านมามีกลุ่มค้าปลีกหลักๆ ในไทยอยู่ไม่กี่รายคือ เดอะมอลล์ เซ็นทรัล และกลุ่มซูเปอร์สโตร์ต่างๆ การหันมาลงทุนในด้านนี้จึงเป็นโอกาสที่ อินเดีย เอ็มโพเรี่ยมž จะกลายเป็นศูนย์การค้าสไตล์อินเดียแห่งแรกของประเทศไทย บนพื้นที่ 2 ไร่ 25 ตารางวา สูง 4 ชั้น จำนวนกว่า 300 ร้านค้า และตั้งอยู่บนถิ่นคนอินเดีย คือ ถนนจักรเพชร พาหุรัด
ทันทีที่เดินลงจากรถไฟฟ้าสถานี นานา คุณจะเห็นอาคารซึ่งเขียนป้ายติดไว้ว่า India Today โดดเด่นอยู่ตรงทางเข้าสุขุมวิทซอย 8 India Today เป็นชื่อร้านอาหารและบาร์ที่เพิ่งเปิดได้ราว 1 ปี เจ้าของคือ Ravi Arora กับ Dany Sajnani เป็นคนอินเดีย กลิ่นกำยานอวลมาเตะจมูก ขณะเรากำลังเดินขึ้น
บันไดไปยังบาร์อินเดียทูเดย์บนชั้น 2 เพื่อไปพบและพูดคุยกับหนุ่มผู้จัดการร้านวัย 30 ชื่อ Arohit Trikha สุขุมวิทเป็นย่านที่มีชีวิตชีวามาก ผู้คนมากมายในตอนค่ำ และมีนักท่องเที่ยวเยอะเขาบอก ผมเคยไปพาหุรัด 1 ครั้ง และไม่เคยไปอีกเลย แต่จะชอบไปแถวสีลมหรือเที่ยวอยู่ในย่านสุขุมวิทมากกว่า เพราะเพื่อนๆ ผมก็มักรวมกันอยู่ที่นั่น Arohit เกิดที่นิวเดลี จบด้านอาหารโดยเฉพาะ เคยทำงานเป็นทีมดูแลร้านอาหารและบาร์ให้กับ Grand Hiatt ที่อินเดีย อยู่กรุงเทพฯ มาได้ 2 ปีแล้ว Arohit พักอยู่แถวอ่อนนุช ดังนั้น จึงสามารถจับรถไฟฟ้ามาลงที่ทำงานได้พอดิบพอดี คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคนี้ทุกสิ่งมารวมตัวกัน ณ สถานี BTS เสมอนานาเอง ก็เป็นอีกหนึ่งสถานีที่มีทั้งนักท่องเที่ยวและคนไทยแวะลงมากที่สุดสถานีหนึ่ง

การที่ร้าน India Today มีชื่อนี้ มีที่มาที่ไปอยู่ถ้าเป็นแต่ก่อน การเปิดร้านอาหารอินเดียจะออกมาในรูปแบบประเพณีดั้งเดิม ตกแต่งร้านด้วยของเก่าต่างๆ แต่เราต้องการจะนำเสนอว่า อินเดียปัจจุบัน เป็นอย่างไร นั่นคือสถานที่ซึ่งโมเดิร์นแต่ก็ยังคงความคลาสสิก หรูหรา มีรสนิยม ไม่มีเพลงอินเดียแบบเก่า ไม่มีภาพแขวนฝาผนังสไตล์เก่าให้เห็นอีกต่อไป เราจะให้คุณเห็นอินเดียในมุมมองใหม่ อินเดียแบบที่เราเป็นในปัจจุบัน Arohit กล่าวขณะนั่งบนโซฟานุ่มท่ามกลางแสงไฟโทนฟ้าและแดง คลอไปกับเพลงชิลล์เอาต์มีจังหวะจะโคน

มองทั้งในไทยและในระดับโลก นักธุรกิจอินเดียรุ่นใหม่กำลังก้าวไวขึ้นเรื่อยๆ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนักธุรกิจในระดับต้นๆ ของโลกด้วย! ในช่วง 10 เดือนแรกของปีที่แล้วประเทศอินเดียติดต่อเจรจาธุรกิจกับต่างชาติเป็นจำนวนเงินมูลค่าราว 10 พันล้านดอลลาร์ และในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาตัวเลขจีดีพีของอินเดียเติบโตเฉลี่ย 8% 
ในแต่ละปี ระหว่างปี 2545-2649 อินเดียติดต่อธุรกิจในยุโรปไปราว 176 การลงทุน ปัจจุบันภาครัฐกับบริษัทเอกชนของอินเดียกำลังรวมตัวกันแข็งขันเป็นครั้งแรกเพื่อนำเสนอประเทศตนออกมาในภาพลักษณ์ใหม่ที่สมดุล ลงตัวทั้งในด้านธุรกิจไปพร้อมๆ กับด้านวัฒนธรรม หอการค้าอุตสาหกรรมของอินเดียเร่งโปรโมต India Everywhere Brand ด้วยการใช้นโยบาย Free Market ให้ได้มากที่สุด ไม่ธรรมดาจริงๆ จากเราเคยพูดวลีที่ว่า คนจีนมีอยู่ทุกแห่ง อยู่บ่อยๆ ตอนนี้ถ้าจะหันมาพูดว่า คนอินเดียก็อยู่ในทุกๆ ที่ก็คงไม่ผิด..นิวอินเดีย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น