

คุณแม่มือใหม่เป็นใคร ? ใครก็เครียด พอดีช่วงนี้น้องสาวของผมตั้งท้องได้หลายเดือนจนใกล้คลอดแล้ว เธอก็มักจะกังวลต่างๆ นาๆ ความกังวลนั้นทำให้ผมต้องนำมาเขียนเล่าสู่กันฟังได้ตั้งหลายข้อในชื่อ ‘ความกังวลของคุณแม่ท้องใหม่’ ความกังวลในช่วงระหว่างตั้งครรภ์ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับแม่ท้องทุกคน ถ้ายิ่งเป็นการตั้งท้องครั้งแรก ทุกอย่างล้วนเป็นประสบการณ์ครั้งแรก ย่อมทําให้เกิดความกลัวขึ้นได้ง่ายๆ โดยเฉพาะ 5 ข้อ ดังต่อไปนี้
1.ความกังวล อาการผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์
ความคาดหวังของแม่ทุกคน ก็หนีไม่พ้นเรื่องลูก แล้วยิ่งเป็นลูกในท้องที่เราไม่อาจมองเห็นได้ว่าสุขภาพเป็นอย่างไร จะมีอาการผิดปกติอะไรบ้างหรือเปล่า คุณแม่บางท่านอาจจะคิดกลัวไปก่อนล่วงหน้า บางครั้งก็เป็นเรื่องที่ห้ามแม่ท้องไม่ให้กังวลไม่ได้ แต่อย่างไรก็ดี การคิดเชิงบวก ระงับความกังวลใจ จะเป็นผลดีต่อลูกในท้อง
ข้อเสนอแนะ
• คิดในแง่บวกเสมอ และไม่ต้องรับฟังในเรื่องราวของคนอื่นที่ทําให้ไม่สบายใจมากเกินไป
• ดูแลสุขภาพตัวเอง กินอาหารดีๆ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ และ อยู่ห่างๆ จากบรรยากาศที่เป็นพิษ เช่น กลิ่นสี
• ไม่จําเป็นต้องคาดหวังเรื่องใดๆ กับลูกในท้องล่วงหน้า เพราะไม่ว่าลูกคุณจะเป็นอย่างไร คุณก็รักลูกของคุณเสมอ
• เรียนรู้วิธีการกําจัดความกังวลของคุณอย่างสร้างสรรค์ เช่น เขียนบันทึก หรือเล่าเรื่องราวในสิ่งที่คุณกังวลออกมาเสียบ้าง
2.ความกังวล เรื่องอ้วน
คนท้องต้องมีรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่แล้ว หลายคนกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นคนท้องที่อ้วนมาก ไม่มีความดึงดูดใจ กลัวกว่าน้ำหนักจะขึ้นเกินไป และลดไม่ได้หลังจากคลอด กลายเป็นผู้หญิงตัวใหญ่ตลอดไป
ข้อเสนอแนะ
• ห้ามใช้ข้อแก้ตัวที่ว่า เป็นคนท้องแล้วกินได้ทุกอย่างที่อยู่ในบ้าน
• ทํางานในสิ่งที่คุณอยากทํา และสามารทําได้
• ออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอ ให้ได้วันละ 20 นาทีต่อวัน (ถ้าคุณหมอ ของคุณแม่อนุญาตให้ออกกําลังกายได้)
• กินเพื่อสุขภาพ เลือกอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักและผลไม้สด
• แต่งตัวให้สดใส เป็นคนท้องก็สามารถสวยในแบบคนท้องได้เช่นกัน
3.ความกังวล ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
เรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่ของการดํารงชีวิต แต่การเลี้ยงลูกไม่จําเป็นต้องใช้เงินเยอะไปซะหมด คุณต้องมีวิธีบริหารเงิน และการคิดถึงอนาคต รวมถึงวิธีประหยัดต่างๆ
ข้อเสนอแนะ
• ถ้าเป็นไปได้ยืมเสื้อผ้า และของใช้บางอย่างจากญาติที่ลูกโตแล้ว หรือเพื่อนสนิท เพราะทารกเติบโตเร็วมาก เขาจะใช้ของเหล่านี้ในระยะเวลาสั้นๆ การขอยืมเป็นการประหยัดเงินไปได้มาก
• อย่าซื้อของให้มากนักก่อนลูกเกิด แล้วคุณจะแปลกใจว่ามีของมากมายที่คุณไม่เคยใช้เลย
• เลือกซื้อของใช้โดยคํานึงถึงการใช้งาน และความคุ้มค่า เช่น ซื้อผ้าอ้อมผ้ามาใช้ประหยัดกว่าการใช้ผ้าอ้อมสําเร็จรูปทั้งหมด
• ของใช้เด็ก ไม่จําเป็นต้องเป็นของแพง หรือของนําเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น ถึงจะมีคุณภาพดี ให้ดูการใช้งานที่เหมาะสม วัสดุในการผลิต มากกว่าเลือกที่ยี่ห้อราคาแพง
4.ความกังวล เรื่องการเป็นแม่
ใครๆ ก็อยากเป็นแม่ที่ดีที่สุด เพื่อจะดูแลลูกให้ได้ดี ด้วยความคิดนี้หลายคนจึงเกิดความเครียดขึ้น กลัวว่าจะทําได้ไม่ดี เลี้ยงลูกไม่ได้ ซึ่งคุณเองยังไม่คลอดลูกด้วยซ้ำไป
ข้อเสนอแนะ
• ให้เชื่อว่าตัวคุณมีสัญชาตญาณความเป็นแม่โดยธรรมชาติ ก็จงเป็นแม่อย่างเป็นธรรมชาติ คุณต้องให้เวลาตัวคุณเองในการเป็นคุณแม่คนใหม่
• คุณสามารถระบายกับเพื่อน หรือขอคําแนะนําจากคุณแม่ของคุณ พยาบาล คุณหมอ ได้เสมอ ถ้าคุณต้องการ
• เข้าอินเตอร์เน็ตหาเพื่อนก็เป็นอีกวิธี แต่ต้องจําไว้ว่า คําตอบใดๆ ก็ตาม ก็อาจจะไม่ตรงใจคุณทั้งหมด เพียงแต่เป็นแนวทางกว้างๆ ให้คุณเท่านั้น
• ผ่อนคลายและทําใจให้สงบ เพราะความตึงเครียดสามารถส่งต่อถึงลูกน้อยได้
• พักเสมอเมื่อคุณต้องการ
5.ความกังวลสุดท้ายคือ การไม่มีน้ำนมให้ลูกกิน
จริงๆ แล้วธรรมชาติ สร้างให้ผู้หญิงสามารถให้นมแม่ได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่รู้ บางคนที่ให้นมแม่ไม่สําเร็จ ก็เป็นเพราะความกังวลล่วงหน้า จนกลายเป็นความเครียดนั่นเอง
ข้อเสนอแนะ
• เตรียมหาข้อมูลในเรื่องการให้นมลูก จะได้มีความรู้ที่ถูกต้อง หรือสอบถาม โรงพยาบาลที่ฝากท้อง หรือที่ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย
• สอบถามกับคุณหมอ พยาบาล คุณแม่คุณเอง หรือเพื่อนๆ ที่มีประสบการณ์การให้นมแม่
• จงเชื่อว่าคุณทําได้ และทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี ถึงแม้จะมีอุปสรรคบ้างก็ตาม
• พักผ่อน และไม่ต้องคิดไปล่วงหน้าว่าจะให้นมกับลูกไม่ได้
นอกจากความกังวลข้างต้นนี้แล้ว ที่สำคัญไม่น้อยป้องกันไว้ก่อนก็คือ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อสุขภาพกายที่แข็งแรงของคุณแม่ท้องใหม่ เป็นอีกปัจจัยที่สําคัญไม่แพ้กันต่อสุขภาพและลูกน้อยก็คือ ที่อยู่อาศัยและบรรยากาศรอบตัวลองมาดูกันว่าห้องที่แม่ท้องอยู่ควรจะเป็นอย่างไรจึงจะดีต่อสุขภาพทั้งของคุณแม่และลูกน้อยในท้อง
1.ในที่ปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเท บรรยากาศรอบห้องที่ปลอดโปร่งจะช่วยให้แม่ท้องรู้สึกสบายขึ้นค่ะ เนื่องจากในช่วงตั้งท้องนั้น คุณแม่จะรู้สึกร้อนและเหงื่อออกได้ง่าย ห้องที่คุณแม่อยู่จึงควรเป็นห้องที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก มีหน้าต่างให้แสงแดดอ่อนๆ ส่องถึงและระบายอากาศได้ดี เพื่อไม่ให้รู้สึกอึดอัดจนเกินไป ภายในห้องอาจทาสีผนังด้วยสีอ่อนๆ อย่างสีขาวหรือสีฟ้าอ่อน เพื่อให้ห้องสว่าง สบายตาและดูกว้างขึ้น แต่ไม่ควรจะเป็นห้องที่เพิ่งทาสีเสร็จใหม่ๆ เพราะสารตะกั่วจากสีทาบ้านที่คุณแม่สูดดมเข้าไปนั้นจะมีผลต่อทารกในครรภ์ได้ ซึ่งหากได้รับสารตะกั่วเป็นปริมาณมากอาจจะทําให้เกิดการแท้งหรือคลอดก่อนกําหนด เด็กที่เกิดมาจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติและการทํางานของสมองจะพัฒนาช้าอีกด้วย รวมถึงห้องไม่ควรติดกับถนนใหญ่ เพราะจะทําให้ฝุ่นละอองและควันพิษจากท่อไอเสียรถฟุ้งกระจายเข้ามาภายในห้อง รวมถึงเสียงดังรบกวน หากภายในห้องของคุณแม่ติดเครื่องปรับอากาศและเปิดใช้งานตลอดวัน ก็อย่าลืมเปิดเครื่องฟอกอากาศเพื่อช่วยกรองอากาศภายในห้องให้สะอาดบริสุทธิ์ รวมถึงไม่ควรเลี้ยงสัตว์เลี้ยงภายในห้อง เพราะขนสัตว์และไรฝุ่นจะเป็นสาเหตุทําให้เกิดโรคภูมิแพ้และมีอาการระคายเคืองบริเวณตาหรือจมูก สําหรับพื้นห้องนั้นไม่ควรปูด้วยพรม เพราะจะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค แต่อาจปูด้วยแผ่นยางที่สามารถกันลื่นได้ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการลื่นล้ม ทั้งนี้ ห้องที่อยู่ประจำควรทําความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค
2.เครื่องใช้คงทน แข็งแรง ภายในห้องควรมีเฉพาะของใช้ที่จําเป็นเท่านั้น เฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งควรเป็นเครื่องใช้ที่มีความคงทนและแข็งแรง หากเป็นเก้าอี้หรือโซฟาก็ไม่ควรจะเป็นแบบที่มีล้อเลื่อน เนื่องจากอาจทําให้คุณแม่ลื่นล้มเวลาลุกขึ้นยืนหรือนั่งได้ นอกจากนี้ตู้เก็บของหรือชั้นวางของก็ไม่ควรเป็นตู้หรือชั้นที่สูงนักและไม่ควรมีมุมที่แหลม เพื่อให้คุณแม่สามารถหยิบจับของใช้ได้สะดวก
3.ผ่อนคลายด้วยธรรมชาติและเสียงเพลง หากภายในบริเวณบ้านมีสวนหน้าบ้านก็เป็นเรื่องไม่ยากที่แม่ท้องจะเดินออกกําลังกายภายในสวนเพื่อช่วยผ่อนคลายความกังวลและรับอากาศบริสุทธิ์ แต่ถ้าไม่มีสวนหน้าบ้าน ภายในห้องอาจวางต้นไม้ประดับต้นเล็กๆ ไว้ที่ข้างหน้าต่าง ไว้ให้มองหรือรดน้ำในยามว่าง ส่วนบริเวณริมหน้าต่างอาจติดโมบายเล็กๆ ให้พอมีเสียงเบาๆ เวลาลมพัดมากระทบ สําหรับคุณแม่ที่อยู่ในห้องปรับอากาศอาจหาโอกาสไปสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอกห้องบ้าง นอกจากนี้อาจเพิ่มบรรยากาศภายในห้องด้วยการจุดเทียนหอมหรือน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากธรรมชาติและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ก็จะช่วยให้รู้สึกสบายใจและผ่อนคลายลงได้ หรือการเปิดเพลงเบาๆ อย่างเพลงคลาสสิกหรือเสียงดนตรีจากธรรมชาติ อาทิ เสียงใบไม้ไหว เสียงน้ำไหลเบาๆ คลอไปด้วย ก็จะทําให้ลูกน้อยที่ได้ฟังเสียงดนตรีตั้งแต่อยู่ในท้องแม่มีพัฒนาการทางสมองและเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่อารมณ์ดี รวมถึงเมื่อลูกในท้องมีอายุได้ 24 สัปดาห์ ในช่วงนี้ลูกจะสามารถจดจําเสียงที่ได้ฟังได้แล้ว และหากได้ยินเสียงดนตรีซ้ำกันบ่อยๆ เขาก็จะรู้สึกคุ้นเคยกับเสียงนั้นเมื่อเขาโตขึ้น
การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ภายในห้องก็จะทําให้คุณแม่ทองใหม่มีร่างกายที่แข็งแรงควบคู่กับจิตใจที่ผ่อนคลาย เพื่อสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีของลูกน้อยในท้องด้วย ลองทำดูผมเชื่อว่าคุณแม่ท้อง(มือ)ใหม่จะได้หมดกังวลเสียที
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น