วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

Techno in Trend


คงยังไม่สายเกินไปสำหรับปีนี้ที่ผมขอแนะนำให้จับตาเทรนด์การตลาดออนไลน์ของปี 2011 ว่าจะหนุนนำให้อีคอมเมิร์ซคึกคักตามแนวโน้มโลก โดยมีทั้งหมดหลายเทรนด์ด้วยกันที่เป็นดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งและโซเชียลเน็ตเวิร์กแพลตฟอร์มใหม่ ซึ่งจะเป็นตัวแปรหลักหนุนให้องค์กรปันงบด้านกลยุทธ์ตลาดออนไลน์เพิ่มขึ้น ในปัจจุบันโซเชียลเน็ตเวิร์กยังคงได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้ใช้ชาวไทย ด้วยจำนวนผู้ใช้กว่า 6.1 ล้านคน จากการศึกษาพบว่ามีสมาชิกอยู่ในช่วงอายุ 18-24 ปี จำนวน 40% และ 25-34 ปี จำนวน 35% โดยสถิติการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กของคนไทย ใช้งานเฟซบุ๊ก 2.2 ล้านคน ยูทูบ 1.2 ล้านคน และทวิตเตอร์ 90,000 คนต่อวัน ถือเป็นช่องทางการสื่อสารที่ท้าทายสำหรับนักการตลาด ทำให้ในปีนี้มีสัดส่วนการเลือกใช้ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งเพิ่มขึ้น ส่วนแนวโน้มและกลยุทธ์การเลือกใช้ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง ในปี 2011 อาจแบ่งเป็น 8 ประเภท ได้แก่..
1.กลยุทธ์ออนไลน์ผสมผสานโซเชียลมีเดีย จากการผสานดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งและโซเชียลเน็ตเวิร์ก ด้วยความเข้าใจออนไลน์เทคนิคต่างๆ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงผลทางการตลาดและติดตามได้ง่าย ถือเป็นกลยุทธ์ในการสร้างความภักดีให้แบรนด์ที่แข็งแรง เพื่อต่อยอดไปสู่ช่องทางอื่น
2.Facebook เปรียบเป็นสมรภูมิที่มีอิทธิพลสำหรับนักการตลาด ทั้งใช้เป็นช่องทางโฆษณาและการตลาด โดยยิ่งมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ อย่าง Facebook Shop หรือ Facebook Messaging และอื่นๆ ที่กำลังจะออกมาในอนาคต จึงจำเป็นต้องมีผู้บริหารจัดการ
3.Brand Engagement พลังมัดใจสร้างแฟนพันธุ์แท้ เพื่อผูกใจกลุ่มเป้าหมายให้สนใจติดตามและจดจำแบรนด์ได้มากกว่าคู่แข่ง ด้วยกลยุทธ์ที่แยบยล โดนใจ เข้าถึง ดึงดูดและต่อเนื่อง ดังนั้น การสร้าง Campaign Micro Site เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ถูกใจ และให้ความบันเทิง จะสามารถสร้างความรู้สึกดีและนำไปสู่แรงผลักดันในการตัดสินใจซื้อสินค้า โดยในปี 2011 นักการตลาดจะใช้วีดิโอออนไลน์ในการดึงดูดผู้บริโภคมากขึ้น
4.อีคอมเมิร์ชและโซเชียลคอมเมิร์ช ปี 2011 จะถือเป็นปีเริ่มต้นของร้านค้าออนไลน์ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ของประเทศไทย จากจำนวนผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและมั่นใจในการจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ถือเป็นช่องทางการแข่งขันที่น่าจับตา เพราะการปิดการขายและชำระเงินได้ทันทีถือเป็นเป้าหมายในฝันของธุรกิจ
5.พลิกโฉมออนไลน์โปรโมชัน จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีสีสัน เมื่อนักการตลาดที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีรุกตลาดเพื่อสร้างพฤติกรรมใหม่ แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วของแบรนด์ที่ตอบสนองพลังการรวมตัวของกลุ่มผู้บริโภค นอกจากนี้การทำออนไลน์โปรโมชันในปี 2011 สำหรับร้านค้าออนไลน์จะเข้มข้นขึ้น เนื่องจากมีทั้งรายเล็กรายใหญ่เข้ามาแบ่งปันพื้นที่ ดังจะเห็นได้จากความถี่ในการทำโปรโมชันประเภท one-day-deal , weekend deal , friend & family deal มากขึ้น
6.อุปกรณ์อุปกรณ์สื่อสารติดตัวแบบ หรือ On-the-Go จะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มโมบายล์ดีไวซ์ อาทิ โทรศัพท์เคลื่อนที่ สมาร์ทโฟน ไอแพด แท็บเล็ต ฯลฯ ด้วยการสร้างประสบการณ์การรับรู้ที่แตกต่าง แต่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานและการรับรู้ข้อมูลของผู้บริโภค นักการตลาดจึงต้องเข้าใจและเลือกใช้เทคนิคการสื่อสารและแอพพลิเคชั่นต่างๆ ให้เหมาะสม
7.แบรนด์เพิ่มการลงทุนสร้างแอพพลิเคชั่น โดยเฉพาะบนอุปกรณ์ใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง โดยเน้นแอพพลิเคชั่นที่มีเป้าหมายการใช้งานต่างกัน และ
8.การพัฒนาเทคโนโลยีของ 3 ยักษ์ใหญ่ อย่าง Google–Apple–facebook จะเป็น Online Advertising & Marketing Platform ที่ทรงอิทธิพลต่อผู้บริโภค การวางแผนบริหารสื่อจะต้องเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมและเข้มข้นขึ้น

ส่วนงานของผมปีนี้มีลูกค้าขอคำปรึกษาด้านการวางกลยุทธ์ออนไลน์ การออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์และเว็บแอพพลิเคชั่น การให้บริการด้านดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งมากขึ้น ผมพบว่ามีลูกค้าใหม่ใช้บริการด้านการวางกลยุทธ์ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งให้กับองค์กร การจัดการออนไลน์แบรนด์ดิ้ง รวมถึง การบริหารและวิเคราะห์โซเชียลมีเดียอย่างครบวงจร
สรุป ปัจจุบันมีผู้ใช้ช่องทางในการทำการตลาดผ่านทางสื่อออนไลน์ (e-commerce)เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการทำการตลาดผ่านสื่อ Social Network ต่างๆ และได้ทำการวิเคราะห์แนวโน้มการตลาดออนไลน์และกลยุทธ์ในการเลือกใช้ Digital Marketingไว้ทั้งหมด 8 เทรนด์ใหญ่ๆ ดังนี้
1.ใช้สื่อออนไลน์ ผนวกกับ Social Media ต่างๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งแต่ก่อนจะใช้สื่อออนไลน์เพียงอย่างเดียว
2.ทำการตลาดผ่าน Facebook ซึ่งถือได้ว่าเป็น Social Network ที่มีสมาชิกมากเป็นอันดับต้นๆ
3.การใช้ Brand Engagement โดยการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า เพื่อเป็นการดึงดูดกลุ่มลูกค้าให้ยังคงใช้ผลิตภัณฑ์ของทางบริษัทต่อไป
4.ในปี 54 ธุรกิจร้านค้าออนไลน์และระบบการจ่ายเงินแบบออนไลน์จะได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น เนื่องจาก เป็นช่องทางที่สะดวกแก่ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค
5.มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้กับธุรกิจมากขึ้นโดยเฉพาะการทำออนไลน์โปรโมชั่น เพื่อเป็นการดึงดูดลูกค้า
6.อุปกรณ์ติดต่อสื่อสาร จะเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น โดยจะมีผลต่อพฤติกรรม การเข้าถึงสื่อออนไลน์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ทุกที่ทุกเวลา
7.ผู้ประกอบการมีการสร้างแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น
8.บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เกี่ยวกับสื่อไอทีต่างๆ มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มการแข่งขันกับคู่แข่ง

ปัจจุบันนี้ สื่อออนไลน์ต่างๆได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของเราเป็นอันมาก ไม่ว่าจะเป็น Social Network อย่าง Facebook, Twitter, Foursquare หรือแม้กระทั่งแอพพลิเคชั่นที่พัฒนามาให้ใช้ทั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงบนโทรศัพท์มือถือ ทำให้เห็นความสำคัญของตลาดอีคอมเมิร์ซ หรือ การค้าขายผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งในปัจจุบัน บริษัทใดที่ไม่มีการทำการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต ก็เปรียบเสมือน บริษัทนั้นๆไม่มีตัวตน, ไม่เป็นที่รู้จักและอาจหายไปจากวงการธุรกิจได้ในที่สุด ดังนั้นการทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการช่วยให้ การค้าขายผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตประสบความสำเร็จ และสามารถยืนอยู่บนเส้นทางสายธุรกิจนั้นๆได้ โดยเทรนด์ในการทำการตลาดออนไลน์ ในปี 2011 ที่ได้สรุปไว้ ผมสามารถวิเคราะห์สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เป็นเช่นนั้นได้ดังนี้
1.เนื่องจาก การทำการตลาดออนไลน์ ผสมผสานกับสื่อ Social Media เป็นสื่อที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย, สะดวก และง่ายแก่การใช้งาน อีกทั้งเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้ กระแสดิจิตอลได้เข้ามามีบทบาทกับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบันโดยผู้บริโภคสามารถรับรู้หรือค้นหาข้อมูลที่เป็นจริงได้เอง แบรนด์จึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับการสื่อสารแบบสองทาง สาเหตุนี้จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การตลาดออนไลน์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างการทำการตลาดออนไลน์ ผนวกกับโซเชียลมีเดีย เช่น การใช้ foursquare ทำโปรโมชั่นให้ลูกค้าที่ได้มีการ check in ที่ร้าน หรือร่วมไปถึง facebook ซึ่งถือว่าเป็นโซเชียลมีเดียที่มีสมาชิกมากที่สุดมาทำการตลาด ตามที่ทาง บริษัท ธอมัสไอเดียได้กล่าวไว้
2.การสร้าง Brand Engagement คือ การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มเป้าหมายหรือการสร้างประสบการณ์ที่ดีร่วมระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค โดยดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น Social Network ทำให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายและสะดวก จึงทำให้สามารถกระจายข่าวและประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคทราบถึงกิจกรรมต่างๆของแบรนด์ได้ การสร้างให้ผู้บริโภครับรู้แบรนด์ของบริษัทเรานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อผู้บริโภครับรู้และภักดีต่อแบรนด์ของเราแล้วก็ยากที่จะเปลี่ยนไปใช้แบรนด์คู่แข่ง ดังนั้นเจ้าของกิจการจึงจำเป็นต้องสร้างควมประทับใจ เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภค
3.ร้านค้าออนไลน์ ในปี 2011 นี้ จะมีการเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างมาก เนื่องจาก สะดวก, ง่าย, ประหยัดค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังสามารถทำการประชาสัมพันธ์โปรโมชั่นต่างๆได้ด้วยตนเอง แทนที่จะต้องทำการโฆษณาผ่านสื่อสมัยเก่า เช่น หนังสือพิมพ์, นิตยสาร หรือแม้แต่สื่อทางโทรทัศน์และวิทยุ ซึ่งสื่อสมัยเก่านี้มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และยังเข้าถึงตัวผู้บริโภคได้ช้ากว่าสื่อออนไลน์

ข้อดีของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
- เป็นการขยายช่องทางในการแนะนำสินค้า และเป็นการเพิ่มยอดขายของบริษัทอีกช่องทางหนึ่ง
- มีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูง แต่มีประสิทธิภาพสูงมากในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า
- สามารถที่จะยกระดับการค้าของบริษัทให้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
- สามารถซื้อขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
- ช่วยให้มีหน้าร้านการขายสินค้าที่ใครๆ ก็สามารถที่จะเข้าถึงได้โดยง่าย
- เป็นการส่งเสริมการค้าขายในรูปแบบใหม่ผ่านทางอินเตอร์เน็ต สามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือของบริษัท
- เป็นเหมือนฐานการโฆษณาให้กับบริษัท โดยไม่จำกัดอยู่แค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หรือจำกัดอยู่ที่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง แต่สามารถโฆษณาผ่านถึงคนทุกคนที่ใช้งานอินเตอร์เน็ตได้

ข้อเสียของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
- ผู้ประกอบการและผู้บริโภค กลัวในเรื่องของการถูกลักลอบใช้บัตรเครดิตในการสั่งซื้อสินค้า ซึ่งสถิติจากทั่วโลกมีเปอร์เซ็นต์การโกงด้วยบัตรเครดิต 1% ถึง 3%
- การส่งสินค้าล่าช้าเป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่งของธุรกิจออนไลน์ ซึ่งก่อให้เกิดการยกเลิกสินค้าที่จัดส่งไปแล้ว หรือ การคืนสินค้า โดยปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคต้องเสียเวลา ที่สำคัญยังเป็นต้นทุนสำคัญที่เจ้าของธุรกิจไม่ควรมองข้าม ทางแก้ไขคือ พยายามลดโอกาสในการเกิดเหตุการณ์แบบนี้ให้ได้มากที่สุด

ผมมีข้อเสนอแนะส่วนตัวเสริม สาเหตุที่ระบบอีคอมเมิร์ซยังไม่เป็นที่พัฒนาในประเทศไทย ทั้งๆ ที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีแนวโน้มเติบโตขึ้น แต่ยังมีอุปสรรคบางประการที่ทำให้การขยายตัวยังไม่เติบโตเท่าที่ควร เนื่องจากการทำอีคอมเมิร์ซ เป็นการทำธุรกรรมในลักษณะที่คู่สัญญาไม่มีโอกาสพบหน้ากัน และส่วนมากก็เป็นการทำธุรกิจข้ามชาติ จึงเกิดปัญหาต่างๆ ที่มักจะอยู่ในรูปการฉ้อโกงผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ต, ความปลอดภัยในการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต, การส่งสแปมเมล์, การส่งสปายแวร์มาเก็บข้อมูลของผู้บริโภค โดยไม่ได้รับการยินยอม ปัญหาความรับผิดชอบเมื่อสินค้าที่ส่งชำรุด และการเรียกร้องสิทธิต่างๆจากผู้ประกอบการ และปัญหาการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น
ปัญหาในภาพรวมของประเทศไทย คือ องค์ความรู้เรื่องอีคอมเมิร์ซมีอยู่น้อยมาก ผู้ประกอบการยังไม่กล้าใช้เป็นช่องทางจัดจำหน่าย หรือ ซื้อ-ขายสินค้า เนื่องจากผู้ประกอบการไม่มีความรู้, ลูกค้าและความพร้อมของตลาดในประเทศไทยยังไม่มี การฉ้อโกงบนเว็บไซต์ที่เจ้าหน้าที่ยังไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายอีคอมเมิร์ซที่ประเทศไทยยังล้าหลัง การขาดความตระหนักในเรื่องการรักษาความปลอดภัย บนเว็บไซต์ การส่งผ่านข้อมูล รวมถึง การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น
การซื้อ ขายสินค้าไม่ว่าจะซื้อจากที่ไหนก็มีปัญหาได้ทั้งนั้น แต่ถ้าซื้อตามร้านปกติ ผู้บริโภคก็อาจมีทางเลือกหรือ ทดลองใช้ และตรวจสอบสินค้าได้ด้วยตัวเอง แต่การซื้อของออนไลน์จะไม่ได้เห็นหรือสัมผัสสินค้าตรงๆ หน้าตาคนขายเป็นอย่างไรก็ไม่เห็น ฝั่งคนที่เป็นผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซเช่นกัน ไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าตาของลูกค้า ความน่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวของจะต้องสร้างให้เกิด รวมถึงการแก้ปัญหาเรื่องกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ให้สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิกส์ เพื่อให้การคุ้มครองครอบคลุมในทุกด้าน ผมเชื่อว่าปีนี้น่าจะออกมาได้สมบูรณ์มากขึ้นกว่าเดิม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น