วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เที่ยวไทยม้วนเดียวจบ


วันนี้นอกจากพาเที่ยวเมืองนอกแล้ว ผมขอพาเที่ยวไทยในแบบอาร์ตที่ จังหวัดราชบุรี นอกจากนั่งเรือเที่ยวตลาดน้ำดำเนินฯ และสถานที่ท่องเที่ยวตามคำขวัญประจำจังหวัด จริงๆ แล้วราชบุรียังเป็นเมืองดินดีที่อุดมไปด้วยเมล็ดพันธุ์ของศิลปะร่วมสมัยแต่ไม่ค่อยมีใครรู้ ซึ่งคุณก็จะได้รู้กันก็คราวนี้ล่ะ ผมขับรถจากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 338 พุทธมณฑล-นครชัยศรี ต่อจากนั้นใช้ถนนเพชรเกษมตรงไปตัวเมืองราชบุรี ภารกิจใน 1 วันที่แสนจะเต็มใจในครั้งนี้ เที่ยวในคอนเซ็ปต์คนรักศิลปะในเมืองทางผ่าน ที่ทั้งเล็กกะทัดรัดและน่าอยู่ ป้ายยินดีต้อนรับของจังหวัดราชบุรียิ้มแก้มปริรอผมอยู่ที่แยกหน้านู้น ผมเองก็ยินดีไปตามป้าย สถานที่แรกคือ..
ประติมากรรมรูปเหมือน : ชั่วโมงครึ่งที่อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม
ตามแผนที่เที่ยวที่ได้วางเอาไว้แล้ว ผมต้องเข้าสู่ตำบลวังเย็น อำเภอบางแพ เพื่อไปเยี่ยมชมอุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม (Siam Cultural Park)ระหว่างที่เดินชมหุ่นขี้ผึ้งจากอาคารหนึ่งสู่อีกอาคารหนึ่ง ผมค้นพบว่านอกจากความรู้ที่ได้รับจากการเข้าชมผลงานประติมากรรมรูปเหมือนพระสงฆ์รูปต่างๆ และบุคคลสำคัญของโลกและของไทยแล้ว การได้เดินอยู่ในอุทยาน 42 ไร่ที่โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติยังช่วยให้จิตใจที่กำลังว้าวุ่นค่อยๆ เข้าสู่ภาวะที่สงบนิ่งและช้าลง ขณะที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ ไกด์สาวท่าทางสุภาพราวกับพนักงานของโรงแรม 5 ดาวก็ปลุกให้ผมตื่น เธอเล่าให้ฟังว่าสถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจและความคิดของท่านผู้ก่อตั้งอุทยาน โดยเริ่มต้นจากงานหล่อพระพุทธรูปและงานหล่อประติมากรรมรูปต่างๆ ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นอีกหนึ่งพื้นที่นำเสนองานสร้างสรรค์ด้านศิลปะของไทย นั่นสืบ นาคะเสถียร โน่นก็ท่านประธานาธิบดีโฮจิมินห์กำลังง่วนอยู่กับงาน ผมจึงถือโอกาสเข้าไปพูดคุยกับแม่ชีเทเรซ่าถึงปัญหานมโรงเรียนด้อยคุณภาพ แต่ก็ดูเหมือนว่าท่านเองจะไม่สะดวกที่จะออกความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้เท่าไหร่ และหลังจากออกจากถ้ำชา ผมก็ปลีกตัวไปจิบกาแฟ ดื่มน้ำสมุนไพร จากนั้นเตรียมตัวมุ่งหน้าสู่ ‘เถ้าฮงไถ่’ โรงงานเครื่องปั้นดินเผาระดับตำนานแห่งแรกของจังหวัดราชบุรี !

อีกที่คือ คิด ปั้น เผา เคลือบ : งานเซรามิกหลากสีสันที่เถ้าฮงไถ่
ไม่กี่อึดใจเราก็มาถึงโรงงานเซรามิกเถ้าฮงไถ่อันเลื่องชื่อ การมาถึงของผมทำให้พี่ที่เป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่ห่างกับผมแค่เพียงไม่กี่ปีต้องผละจากงานฝีมือชั่วคราว แรกๆ นึกว่าห่วงผม ที่ไหนได้ แกห่วงโอ่งใบงามขนาดเขื่องนั่นต่างหาก เถ้าฮงไถ่ ยินดีต้อนรับทุกคนครับ ไม่ต้องรู้จักเป็นส่วนตัวแบบผมก็มาเยี่ยมชมได้ โดยเฉพาะคนที่อยากจะซื้อหาโอ่งมังกรคุณภาพดี เซรามิกหลากสีสันติดไม้ติดมือไปฝากเพื่อนฝูง ผมเดินสนทนาพาทีและเดินดูถ้วยโถโอชามอยู่พักหนึ่ง รู้ตัวอีกทีก็เห็นพี่ติ้วเดินกลับมาและแนะนำให้ผมรู้จักกับเพื่อนชาวเยอรมันที่มีชื่อเสียงเรียงนามว่า ‘สเตฟาน’ (Stephan Swegerer)เพื่อนประติมากรเซรามิกเมืองเบียร์ที่บินมาผลิตงานไกลถึงเมืองโอ่ง ก่อนที่เราจะออกไปตระเวนกินอาหารอร่อยๆ ในเมืองด้วยกัน ถึงแม้ภาษาเยอรมันจะไม่แข็งแรง แต่ยิ้มสยามนี้มันใช้ได้ผลทุกสถานการณ์จริงๆ ครับ

ที่ต่อมา ทำเทียนแฮนด์เมดที่หอมเทียน : สมาธิ มัชฌิมา และวินัย
ระหว่างแวะร้านกาแฟสดโอ่งมังกร นอกจากเล่าสู่กันฟังตามประสาคนรักศิลปะด้วยกันแล้ว ผมเล่าถึงแผนในช่วงเวลาบ่าย ว่าอยากแวะไปดูกรรมวิธีทำเทียนหอมที่คนกรุงเขาร่ำลือกัน อีกอย่างขับรถแค่ครึ่งชั่วโมงจากตัวเมืองก็ถึงแล้ว ร้านที่ว่านั้นชื่อร้านหอมเทียน อยู่ที่อำเภอสวนผึ้ง เจ้าของบ้านหอมเทียนแห่งนี้ชื่อคุณเอ๋ หลังจากเดินทางมาหลายประเทศ เขาตัดสินใจกลับมาตั้งรกรากที่ราชบุรี ลงมือปลูกบ้าน สร้างร้านกาแฟและปั้นแต่งกิจการเทียนหอมขนาดเล็กน่ารักจนเป็นรูปเป็นร่างอย่างทุกวันนี้ นอกจากจะขาย ยังมีการสอนทำเทียน ใครอยากลองทำเทียนง่ายๆ ค่าอุปกรณ์เริ่มต้นจะอยู่ที่ 25 บาทสำหรับเทียนชิ้นเล็ก ส่วนชิ้นใหญ่ก็มีราคาตั้งแต่ 50-80 บาท ส่วนเรื่องของเวลาในการทำก็มีหลายรูปแบบ มีตั้งแต่ 5 นาทีจนถึง 2-3 ชั่วโมง ระหว่างที่เลือกสีเอง เทเทียนเอง คุณเอ๋คุยให้ฟังถึงเรื่องการทำเทียนว่า “ทำเทียน ต้องมีสมาธิ วินัย แล้วก็มัชฌิมา” หมายถึง คนเราไม่ควรใจเย็นจนเกินไป แต่ก็ไม่ควรรีบเร่งจนเกินงาม คมไหมครับ ไม่น่าเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ผมได้นอกจากเทียน

แล้วมาที่พักกัน The Scenery Resort & Farm : แกะฝูงเดิมและงานประติมากรรมเทียน บนทุ่งหญ้าที่ผ่านไป
Romantic Arts Festival @ Suan Phung ‘Candle in the Winter’ ที่จัดขึ้นที่ The Scenery Resort & Farm ช่วง 3 สัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ผ่านไปแบบแสนจะโรแมนติกและไม่เหมือนใคร เพราะเป็นการแสดงประติมากรรมเทียนบนทุ่งหญ้า มีเรื่องเล่าที่น่าประทับใจเกี่ยวกับงานนี้ว่าสถานที่จัดงานที่ The Scenery Resort & Farm นั้นแสนจะพิเศษ ผมเองก็อยากหาโอกาสมาลองดูสักครั้งว่า มันจะโรแมนติกแค่ไหน ก่อนกลับกรุงเทพฯก็เลยแวะไปดูเสียหน่อย ที่นี่มีร้านอาหารน่ารักๆ ด้วยครับ ชื่อ Honey Scene ร้านเป็นบ้านสีขาวในสไตล์ที่ไม่มีใครเหมือน มองไปนอกชานจะเห็นแกะเดินเล็มหญ้าอยู่เต็มทุ่ง ไม่รอช้า ผมและเพื่อนก็พากันถ่ายรูปพวกมันเป็นที่ระลึกก่อนเดินทางกลับ และก่อนที่ผมจะห้ามใจไม่ไหว เปลี่ยนใจนอนค้างอ้างแรมที่นี่
ที่เที่ยวที่สุดท้ายของวันนี้เกี่ยวกับ Art คือ สวนศิลป์ บ้านดิน ศิลปะสถานเพื่องานศิลปะหรือบ้านดิน เกิดขึ้นโดยความตั้งใจของ ภัทราวดี มีชูธน ผู้อำนวยการสร้างสรรค์ภัทราวดีเธียเตอร์ เพื่อใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครเรื่องหนึ่งของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ปัจจุบันสวนศิลป์ บ้านดินได้ถูกปรับปรุง ต่อเติมให้เป็นศิลปะสถานท่ามกลางธรรมชาติ ที่ล้อมรอบด้วยคูน้ำ สวนมะม่วง บนเนื้อที่ 3 ไร่ มีทั้งโรงละคร ห้องเรียนศิลปะการแสดง ห้องสมุด ร้านอาหาร และห้องพัก รวมทั้งยังเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางของชุมชน
เป็นไงกันบ้างครับ ไปเที่ยวกันเหนื่อยไหมครับ ถ้าเหนื่อยพรุ้งนี่้ก็พักผ่อนมากๆ เดี่ยวแรงก็มาเองนะ บ๊าย บายคร๊าบ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น