
ดูไบดูดีกว่าดูดอกตั้งเยอะ เชื่อหรือไม่...ผมเชื่อนะ เพราะตั้งแต่อดีตท่านนาย ก. ไปพำนักผักผ่อนที่นั่นโดยเอาเป็นฐานการสื่อสารมาที่ไทย เมืองนี้ก็ดังเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัวสำหรับคนไทย ที่อยากจะเดินทางไปท่องเที่ยว มักมีคนชอบฝันเสมอว่าฉันจะต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ต้องมาสู้รบปรบมือกับแขกน้อยแขกใหญ่ทั้งชายทั้งหญิง ดูไบถือเป็นเมืองที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ ทั้งตึกระฟ้ามากมายและถนนสายหลักของเมืองที่มีถึงสิบช่องด้วยกัน เห็นแล้วก็งง ไม่รู้จะขับช่องไหนดี เมืองนี้เจริญเร็วมากถึงมากที่สุด (จริงๆ)ก็ลองคิดดูว่าเครนที่ใช้ในการก่อสร้างต้องมาอยู่ที่นี่ถึง 30 % จากทั่วโลก มันสร้างกันแบบเอาเป็นเอาตาย เห็นแล้วก็ตกใจเล็กน้อยว่ามันจะอะไรกันนักกันหนา มองไปทางไหนก็มีแต่ตึกกับตึกที่ผุดขึ้นมาราวกับว่าเป็นดอกเห็ดแห่งท้องทะเลทราย เหมือนเป็นเมืองเนรมิตที่คนคิดอยากทำอะไรก็ทำ และที่สำคัญสิ่งที่ทำไปนั้นต้องเป็นที่สุดในโลกซะด้วย (ก็เงินเค้าเยอะน่ะ)ปล่อยเค้าทำกันไป เท่าที่รู้ตอนนี้ก็มีโปรเจ็คร้อยแปดพันเก้ากำลังก่อสร้างอยู่ไม่น้อยที่ต้องการความเป็นสุดยอด บอกได้คำเดียวว่ามัน “บ้า” สร้างกันจริงๆ
แต่ที่ประทับใจกับเมืองดูไบที่สุดก็คงจะเป็นความสะอาดและความปลอดภัยที่ไม่ต้องมีให้กังวลใจเมื่อได้มาเยี่ยมเยือน ตามท้องถนนสายหลักจะเห็นได้ว่าเค้าดูแลบ้านเมืองได้สะอาดสวยงามอย่างน่าชื่นชม มองไปทางไหนก็จะเห็นแต่ดอกไม้สีสันจัดจ้านสวยงามดีจริงๆ ส่วนที่เป็นพื้นหญ้าก็จะเขียวแจ่มสุดๆ ดูแล้วก็สดชื่นเจริญหูเจริญตาดี ดูไบถือเป็นเมืองทีค่อนข้างเคร่งทางศาสนา สุราเมรัยไม่มีให้ได้ดื่มชื่นใจเมื่อได้ไปที่ร้านอาหาร ดังนั้นวัฒนธรรมการดื่มเพื่อพบปะสังสรรค์จึงหันมาเป็นการนั่งดื่มชากาแฟตามคาเฟ่กิ๊ปเก๋ทั่วไปแทน ธุรกิจร้านกาแฟหรือคาเฟ่ที่คนส่วนใหญ่เรียกกันจึงค่อนข้างเป็นที่นิยมไม่ใช่น้อย ร้านกาแฟส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ซึ่งที่นี่ก็ถือว่ามีห้างให้ได้เดินช้อปปิ้งกันแบบมากมายจนเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว ร้านกาแฟส่วนใหญ่ที่เห็นก็จะเป็นร้านกาแฟที่มีแฟรนไชน์มาจากต่างประเทศ อย่าง Second Cup, Costa, Coffee Bean and Tea Leaf และแน่นอนที่ขาดไม่ได้ก็คือ Starbucksที่สุดฮิตติดอันดับไปทั่วโลกนั่นเอง

รัฐเล็กๆที่ชื่อดูไบแห่งนี้เนืองแน่นด้วยตึกระฟ้าประหนึ่งเกาะแมนฮัตตัน เพียบพร้อมด้วยท่าเรือระดับโลกและห้างปลอดภาษีขนาดมหึมา ทุกวันนี้ดูไบมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนมากกว่าอินเดีย มีเรือสินค้าเทียบท่ามากกว่าสิงคโปร์ และดึงดูดนักลงทุนต่างชาติมากกว่าประเทศในยุโรป ผู้คนจาก 150 ประเทศหลั่งไหลเข้ามาพักอาศัยและทำงาน อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของดูไบคือร้อยละ 16 ซึ่งสูงเกือบเป็นสองเท่าของจีน ปั้นจั่นแท่งสูงมากมายโผล่เหนือเส้นขอบฟ้าราวกับเครื่องหมายอัศเจรีย์ ดูไบวันนี้พยายามทำธุรกิจท่องเที่ยวให้เป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญรองลงมาจากน้ำมัน (น้ำมันที่นี่ราคาถูกมาก ก็เค้ามีของเค้าเองฮ่ะ) จริงๆแล้วดูไบมีรายได้จากน้ำมันเพียงแค่ 3% รายได้หลักจริงๆของดูไบน่าจะเป็นการที่ดูไบเป็นเมืองท่าสำคัญเช่นเดียวกับสิงค์โปร์ และไม่ต้องกลัวว่าไปเที่ยวดูไบเมืองทะเลทรายแล้วจะขาดน้ำ เพราะทุกวันนี้ดูไบซึ่งไม่มีแหล่งน้ำจืด ได้สร้างโรงกลั่นน้ำทะเลของตัวเอง จนสามารถกลั่นออกมาเป็นน้ำจืด มากกว่าความต้องการจริงถึงวันละ 3 เท่า...ไม่มีฝันอะไรอีกแล้ว ที่ดูไบทำไม่ได้ เฮ้อ......อิจฉา โดยปกติเวลาไปต่างประเทศไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน เรามักหาโอกาสชมเมืองโดยการเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอย เพื่อจะได้สัมผัสกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่นแท้ๆ นั่นถือเป็นกำไรชีวิตอย่างหนึ่งซึ่งถ้าคุณอยากเห็นต้องแสวงหาเอาเอง เพราะภาพแห่งชีวิตที่ว่า ไม่อาจหาเจอในห้างสรรพสินค้า ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ จึงอยากเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวและนักแสวงหาที่แท้จริงทุกท่านแวะไปเที่ยวตลาดหรือย่านการค้าเก่าแก่ของเมือง คุณจะได้เห็นวัฒนธรรมท้องถิ่น และจะทำให้การท่องเที่ยวของคุณมีความหมายและมีคุณค่ามากขึ้น เชื่อว่ามันจะสร้างความสุขและความประทับใจให้แก่คุณอย่างมิรู้เลือน ไม่ว่าคุณจะเป็นคนชอบทองหรือไม่ก็ตาม คุณต้องหาโอกาสแวะมาที่ ตลาดทองหรือ Gold Souk ให้ได้ เพราะที่นี่เป็นตลาดทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ร้านทองนับร้อยเรียงรายอยู่ในตรอก ตู้โชว์หน้าร้านเหลืองอร่ามไปด้วยทองรูปพรรณซึ่งมีทั้งแหวน สร้อยคอ กำไล ต่างหู โดยเฉพาะสร้อยคอลวดลายแขกนั้นละเอียดสวยงาม ไม่เฉพาะทอง ที่นี่ยังเป็นศูนย์กลางการจำหน่ายเพชร และอัญมณีมีค่าอื่นๆ อีกด้วย ทองที่นี่สีเปล่งปลั่งไม่เหมือนที่ไหน เพราะเป็นทองที่มีความบริสุทธิ์สูงและทั้งหมดนำเข้าจากสวิส ราคาทองที่นี่ไม่เหมือนบ้านเราตรงที่คิดกันตามน้ำหนัก แต่ของเราจะคิดตามน้ำหนักบวกค่ากำเหน็จตามความยากง่ายของงาน จึงทำให้ดูเหมือนว่าทองที่นี่จะถูกกว่า หากคุณต้องการสร้อยทองที่มีลวดลายสวยงามไม่เหมือนใคร น่าลองซื้อไปใส่อวดใครๆ ที่กรุงเทพ แต่หากเกิดขัดสนเงินทอง คิดจะเอาสร้อยทองที่ซื้อจากที่นี่ไปขายทิ้งที่ร้านทองในบ้านเรา ไม่แน่ใจนะว่าเค้ารับซื้อไม๊

สถานที่ใกล้ตลาดทองคือ ตลาดเครื่องเทศหรือ Spice Souk ทั้งตลาดตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศหลากหลายชนิดจากทั่วทุกมุมโลก เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องเทศนัก แต่เท่าที่เห็นกองโชว์อยู่ในกระสอบหน้าร้าน ก็มีจำพวกไม้หอม อบเชย ถั่ว กระวาน กานพลู และถั่วร้อยแปดชนิดจากทุกที่ในตะวันออกกลาง เดินทะลุตลาดเครื่องเทศคุณจะพบกับ Dubai Creek ที่แบ่งเมืองดูไบออกเป็นสองฝั่ง อันได้แก่ Deira ทางตอนเหนือ และ Bur Dubai ทางตอนใต้ นั่งเรือข้ามฟากที่เรียกกันว่า Abra ไปย่านตลาดเก่าของดูไบที่เรียกว่า Old Dubai Souk และ Dubai Museum ที่อยู่ทางฝั่ง Bur Dubai ว่ากันถึงเรือ Abra ก็คือพาหนะข้ามฟากเก่าแก่ของเมือง

นอกจากความล้ำสมัยสุดโต่งของดูไบเราก็ยังมีโอกาสได้เห็นวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สถานที่ต่างๆที่ได้พบเห็นที่ดูไบทุกที่จะสวยอลังการ เรียกว่าเห็นตึกอะไรก็ร้องฮู้ฮู....ตลอด แต่ในความรู้สึกส่วนตัวคิดว่าดูไบรวยมากจนไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรเลยต้องทำทุกอย่างที่คิดว่าสามารถเอาชนะธรรมชาติได้อย่างเช่น สิ่งก่อสร้างต่อไปนี้ Wild Wadi water park เดอะปาล์มไอร์แลนด์(The Palm Island)

เป็นโครงการอลังการงานสร้างสุดยอดโปรเจคส์ของยูไนเต็ดอาหรับเอมิเรตส์โดยการถมทะเลให้เป็น เกาะเทียมที่สร้างเป็นรูปต้นปาล์มกลางทะเล บนเกาะมีที่พักโรงแรม รีสอร์ท อพาร์ตเม้น ร้านค้า ภัตตาคาร และรวมทั้งสำนักงานต่างๆ นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับที่8ของโลก ได้ชมความยิ่งใหญ่ของเกาะนี้ เกาะที่สร้างด้วยมือมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก มูลค่าอย่าพูดถึงแค่การสร้างถมดินลงทะเลก็ใช้เงินจำนวนมหาศาล ที่ผมเขียนเล่าให้อ่านนี้เป็นส่วนหนึ่งของดูไบ สถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก ที่น่าไปท่องเที่ยวอย่างมาก หากมีเวลามากกว่านี้ผมขอแนะนำให้ท่านกลับมาเที่ยวอีก ซึ่งคนที่รักการท่องเที่ยวดูไบนี้คงได้เที่ยวกันทั้งเดือนเลยครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น