
วันนี้ผมจะขอไม่เขียนเกี่ยวกับเรื่องภาพถ่ายสัก 2-3 ตอน แล้วจะกลับมาเขียนอีกทีที่หลัง แต่จะเป็นการเขียนเรื่องเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์แทน นับจากที่ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์มาหลายตอนอยู่ในช่องบทความด้านข้างซ้ายของเว็บไซต์นี้ ก็มีบางคนที่อ่านแล้วชอบมาก เขาก็ฝากบอกว่าอยากอ่านอีกแต่ขอที่เป็นการขยายความเพิ่มเติมอีกมีไหม ผมก็ได้ตอบไปว่ามีอีก แล้วจะนำมาเขียนให้อ่านต่อในรูปแบบการพัฒนาระดับสูงขึ้น เพื่อคนอ่านจะได้มีพัฒนาการต่อไป เรียกได้ว่าเป็น Improving Your Creative Thinking Skills ซึ่งมีที่มาที่ไปอย่างนี้ คือ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ได้มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เกรียวกราวพอสมควรชื่อว่า Parallel thinking หรือแปลเป็นไทยว่า ความคิดคู่ขนาน ของ Dr’ Edward de Bonoออกวางตลาด ต่อจากนั้น ดูเหมือนจะได้รับข่าวคราวเสมอเกี่ยวกับ การจะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทำได้อย่างไร ? มีการอบรมเรื่องของ Mind Mapping เพื่อสังเคราะห์ไอเดียต่างๆ ทำให้เห็นภาพว่า สังคมไทยมีความตื่นตัวในเรื่องนี้กันพอสมควร สำหรับความเรียงชิ้นนี้ เรียบเรียงขึ้นมาจาก และความคิดของผู้เขียน และจากบทความหลายชิ้นของ Melvin D.Saunders อย่างเช่น Improving Your Creative Thinking Skills, Creativity and Creative Thinking, How creative thinking technique works, Ways to kill and ways to help an idea เป็นต้น ซึ่ง Saunders เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีผลงานทางด้านนี้ ซึ่งจะกระตุ้นให้เรากล้าคิดในหนทางที่แตกต่าง เช่น การใช้ความคิดจากมุมองที่ต่างออกไป คิดแบบทำลายกฎเกณฑ์เก่าๆ คิดแบบเล่นๆ หรือใช้จินตนาการทุกชนิด เพื่อทำให้เกิดความเป็นไปได้ และเขายังเสนอหนทางที่จะได้มาซึ่ง ความคิด หรือไอเดียใหม่ๆ อย่างเช่น ใช้วิธีการสุ่มต่างๆ เช่น การสุ่มด้วยภาพ การสุ่มด้วยคำ หรือกระทั่งการสุ่มด้วย Website (ลองเปิด website ที่ไม่เคยคิดว่าจะเปิดดูมาก่อน) รวมไปถึงการนำเอาไอเดีย ตั้งแต่สองไอเดียที่ไม่เคยรวมกันมาก่อน มาสังเคราะห์เข้าด้วยกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นที่มาของการได้มาซึ่ง ความคิดสร้างสรรค์ ทีนี้เราจะปรับปรุงทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ ได้อย่างไร ?
…กล่าวกันว่า ความคิดสร้างสรรค์ และการค้นหาวิธีการแก้ปัญหา เป็นกิจกรรมสองอย่างที่เกี่ยวแขนไปกันไป หลายปีมาแล้ว Dr. Edward de Bono นักจิตวิทยา และนักค้นคว้าทางการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้ส่งเสริมเรื่องของ การใช้ความคิด สร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า Lateral thinking(ความคิดข้างเคียง)
ความคิดแนวตั้ง (Verticle Thinking) จะปฏิบัติการต่อเมื่อเราพยายามที่จะแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง โดยเริ่มต้นจาก ขั้นตอนทางตรรกะขั้นหนึ่งไปสู่ ขั้นตอนต่อไป เพื่อบรรลุผลของการแก้ปัญหา ส่วนความคิดข้างเคียง (Lateral Thinking) นั้น จะวาดภาพแบบแผนทางความคิดซึ่งมากับการค้นหาวิธีการแก้ปัญหาโดยการที่ไม่เป็นไปตามวิธีการเดิมๆ (Unorthodox Methods) หรือการเล่นเกมส์กับข้อมูล

…การขยายความสามารถทางสมอง หรือการใช้ความคิดด้วย ความคิดสร้างสรรค์ สามารถปรับปรุงขึ้นมาได้ด้วยการปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่น เราจะใช้ไม้ขีดไฟ 6 ก้านบนโต๊ะ สร้างสามเหลี่ยมที่มีด้านสี่ด้านเท่ากันได้อย่างไร? หลังจากที่ใช้ ความพยายามอย่างหนัก และไม่ประสบผลสำเร็จในลักษณะสองมิติ ในไม่ช้าเราก็จะเรียนรู้ว่า การทำให้มันเป็น สามเหลี่ยม ด้านเท่าสี่ด้านในรูปสามมิติ เป็นหนทางเดียวที่บรรลุผลสำเร็จได้ ดังนั้น จงหัดคิดแบบเถื่อนๆ (Think Wild) เสียบ้าง ความหมายของคำว่า คิดแบบเถื่อนๆ มิได้หมายความว่า ป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม แต่มีนัยะว่า ให้เราใช้จินตนาการทุกชนิด ของความเป็นไปได้ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ Imagine all kinds of possibility และหาหนทางอีกทางหนึ่ง (Alternative) มาแก้ปัญหา รวมไปถึงสิ่งที่เราคิดว่า มันทำไม่ได้ หรือน่าหัวเราะด้วย ยกตัวอย่างเช่น พยายามคิดถึง ความตรงกันข้าม กับสิ่งที่เป็นปกติเท่าที่คิดขึ้นมาได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหา จากนั้นก็ลงมือทำมันอย่างจริงจังและประณีต
นอกจากนี้ ในหลายๆ สถานการณ์ที่มีการเผชิญหน้า หรือในที่ประชุม…ถ้าเผื่อว่าเรามีความเห็นอย่างหนึ่ง และอีกคนมีความเห็น ตรงข้ามกันกับเรา ให้เราพยายามจินตภาพถึงความคิดเห็นของคนๆนั้น ดูทีในเชิงกลับกันจดบันทึกถึงเหตุผลทั้งหมดว่า ทำไมความเห็นของเขาจึงใช้การได้ ต่อจากนั้นลองบันทึกถึงเหตุผลทั้งหมดว่า ทำไมความคิดเห็นของเขาจึงใช้การไม่ได้ และในท้ายที่สุดจดบันทึกถึงสิ่งที่ไม่เข้าประเด็น หรือสอดคล้อง ผู้คนเป็นจำนวนมากต้องตกอยู่ในสภาพการณ์ที่ยากลำบาก โดยการไม่ลงรอยกันในการอธิบาย การกล่าวหากัน และการวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเห็นของอีกฝ่ายหนึ่งแทนที่จะควบคุมความคิดของพวกเขาต่อการกระทำ และการตัดสินใจว่า อะไรสามารถทำได้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
เราเคยทราบไหมว่า…มากกว่าครึ่งหนึ่งของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของโลก ได้ถูกทำขึ้นมาโดยผ่าน การค้นพบโดยบังเอิญ (Serendipity) หรือการค้นพบบางสิ่ง ขณะที่กำลังค้นหาบางสิ่งอยู่ และให้จำไว้ว่า สิ่งนี้ได้ทำให้คนที่มี ความคิดสร้างสรรค์ ตระหนักถึงโอกาสอันหนึ่ง เมื่อมันเสนอตัวของมันเองออกมา ในภาวะฉุกเฉิน ผู้คนมีแนวโน้มที่จะตกอกตกใจหรือบ้าคลั่ง แทนที่จะใช้หัวสมอง เพื่อกำหนดตัดสินใจถึงทางเลือกต่างๆของพวกเขา
สิ่งที่เป็นข้อผิดพลาดหนึ่งของคนเรา ซึ่งควรแก้ไขให้ถูกต้องก็คือ …ผู้คนส่วนใหญ่มักยึดถือความคิดเห็น หรือทัศนะต่างๆ ของตนเอาไว้ ทั้งนี้เพราะ พวกเขาได้ถูกล้อมกรอบเอาไว้ด้วยอารมณ์ความรู้สึก หรือเหตุผลในเชิงอคติต่างๆ การที่เราจะขยับ ขยาย แนวคิดของเราออกไปให้กว้างขวาง เพื่อคลุมถึงความคิดเห็น ในทางตรงข้ามจากจุดยืนของเรา, บ่อยครั้งจะต้องปลด เปลื้องพันธนาการจากการถูกจำกัดเช่นนี้ให้ได้ และให้เร็ว (ลบอคติออก และไม่ใช้เรื่องอารมณ์ความรู้สึกมาเป็นพันธนาการ)ขณะที่สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มนำโลกไปสู่อาชญากรรม การติดยาเสพติด และการมีหนี้สิน ญี่ปุ่นกลับมีอาชญากรรม เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และไม่ค่อยมีผู้ติดยาเสพติด มีความสามารถที่จะชำระหนี้ และเป็นชาติที่มีการศึกษาในโลก เราคิดกันไหมว่า เหตุผลต่างๆ ในเชิงอคติ และอารมณ์ความรู้สึก ทำให้ทางการสหรัฐจำกัดตนเองจากการเรียนรู้ จากตัวอย่างของญี่ปุ่น หรือมันมีเหตุผลอื่นๆหรือ ?
…พอพูดกันมาถึงตรงนี้ ลองทดลองกับเพื่อนของเรา ที่มีสมมุติฐานหรือความเห็นในเชิงตรงข้าม เพื่อดูว่ามันนำพาเราไป ณ ที่ใด เปิดใจของเราให้กว้างและคิดแบบเถื่อนๆ การคิดแบบวิภาษวิธี และการคิดด้วยสมองซีกขวา
นอกจากการใช้ความคิดในแบบข้างต้นแล้ว ยังมีวิธีการในการปรับปรุงทักษะของการใช้ ความคิดสร้างสรรค์ อีก 2 วิธี ซึ่งอาจนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเรื่องราว เหตุการณ์ หรือสถานการณ์ต่างๆได้คือ การคิดแบบวิภาษวิธี และ การคิดด้วยสมองซีกขวา
อันแรก เป็นการคิดในแบบวิภาษวิธี (Dialectic)ซึ่งมีโครงสร้างแบ่งออกเป็นสามส่วนได้แก่ ข้อสรุปเดิม (Thesis) การต่อต้านข้อสรุปเดิม (Anti-thesis) และการสังเคราะห์ข้อสรุปเก่ากับใหม่ (Synthesis) ในที่นี้จะลองยกตัวอย่าง ที่เป็นรูปธรรมคือ ชาวประมงคนหนึ่งใช้วิธีการจับปลาแต่เดิมๆมาตลอด แต่ตอนนี้เขามีครอบครัว และมีคนที่ต้องเลี้ยงดูเพิ่มขึ้น การจับปลาในแบบเดิมๆจึงไม่พอกิน จะทำอย่างไรถึงจะพอกิน ออกไปหาปลาไกลขึ้นหรือ เรือก็เล็กเกินไปแทนที่จะจับปลา ก็เป็นการปล่อยปลาแทน จับแล้วนำมาปล่อยในกระชังเลี้ยงดู ดังนั้นเขาจึงได้ปลาเพิ่มขึ้น
อันที่สอง การคิดด้วยสมองซีกขวา เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนบนของคนเรา ซึ่งตามปกติแล้วสมองในส่วนซีกซ้ายจะทำหน้าที่ครอบงำ สมองส่วนซีกขวาอยู่ตลอดเวลา จนกล่าวได้ว่า เรามีโอกาสใช้สมองซึ่งทรงประสิทธิภาพของคนเราเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะนับแต่สังคมได้มาถึงยุคแห่งการใช้เหตุผล (สมองซีกซ้าย)สมองที่เกี่ยวข้องกับจินตนาการ และอารมณ์ความรู้สึก(สมองซีกขวา)เกือบจะไม่ถูกนำมาใช้เลย เพื่อคิดแบบสร้างสรรค์ หรือคิดแก้ปัญหาต่างๆ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างการทำงานของสมองส่วนบนทั้งสองซีก(ซ้ายและขวา)ว่ามันทำงานแตกต่างกันอย่างไร? เพื่อว่าเราจะได้นำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการใช้ความคิดสร้างสรรค์
สมองซีกซ้าย
1.เป็นเรื่องของสติปัญญาแบบเหตุผล 2.เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลข 3.เป็นการคิดแบบนามธรรม 4.คิดเป็นเส้นตรง 5.เป็นเรื่องของการวิเคราะห์ 6.ไม่เกี่ยวกับ้จินตนาการ 7.คิดแบบต่อเนื่องตามลำดับ 8.เป็นเรื่องของวัตถุวิสัย 9.เกี่ยวข้องกับคำพูด
สมองซีกขวา
1.เป็นเรื่องของสหัชญาน(ไม่เกี่ยวกับเหตุผล) 2.เป็นเรื่องของการอุปมาอุปมัย 3.เป็นการคิดแบบรูปธรรม 4. คิดอิสระไม่เป็นเส้นตรงเห็นภาพทั้งหมด 5.เป็นเรื่องของการสังเคราะห์ 6.ใช้จินตนาการ 7. คิดไม่เป็นไปตามลำดับ มีความหลากหลายดชื่อมต่อหลายมุม 8.เป็นเรื่องของอัตวิสัย 9.ไม่เกี่ยวกับคำพูด เห็นเป็นภาพ
แม้ว่าจากการจำแนกจะเห็นว่า สมองส่วนบนซีกซ้ายและขวา จะมีลักษณะที่ตรงข้ามกัน แต่ความจริงแล้วมันเสริมกัน เพื่อให้ความคิดของเราสมบูรณ์มากขึ้น แทนที่จะใช้ความคิดหนักไปทางด้านใดด้านหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น การคิดด้วยสมองซีกขวาจึงเป็นการคิดในแบบที่มาเสริมหรือช่วยให้เราคิดได้มากขึ้น
แล้วอะไรคือการสร้างสรรค์ ?
การสร้างสรรค์คือ การทำให้เกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา ซึ่งบางสิ่งนั้นไม่เคยมีอยู่มาก่อนทั้งผลผลิตอันหนึ่ง หรือกระบวนการอันหนึ่ง หรือความคิด-ไอเดียอันหนึ่งอะไรบ้างที่จัดอยู่ในข่ายของการสร้างสรรค์ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่มามาก่อนให้มีขึ้นมา การประดิษฐ์สิ่งซึ่งมีอยู่ใน ณ ที่ไหนที่ใดสักแห่งหนึ่งแต่เราไม่รู้ว่ามีมันอยู่แล้ว การคิดค้นกระบวนการใหม่อันหนึ่งขึ้นมาเพื่อกระทำบางสิ่งบางอย่าง การประยุกต์กระบวนการที่มีอยู่ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วเข้าสู่ความต้องการอีกครั้ง การพัฒนาวิธีการใหม่ อันหนึ่งเกี่ยวกับการมองไปยังบางสิ่งบางอย่าง การนำมาซึ่งไอเดียหรือความคิดใหม่ ทำให้มันดำรงอยู่ หรือมีอยู่ขึ้นมาเปลี่ยนแปลงวิธีการมองของใครคนใดคนหนึ่งที่มองบางสิ่งบางอย่างไป
พวกเราทั้งหลายต่างก็สร้างสรรค์กันทุกวัน เพราะเราเปลี่ยนแปลงไอเดีย หรือความคิดซึ่งเรายึดถือเกี่ยวกับโลกรอบตัวเราต่างๆ อยู่เสมอ การสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ถึงขนาดการพัฒนาบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาให้กับโลก แต่มันอาจจะเกี่ยวข้องกับพัฒนาการ บางสิ่งบางอย่างให้ใหม่ขึ้นมาเล็กๆน้อยๆเพื่อตัวของเราเอง เมื่อเราเปลี่ยนแปลงตัวของเราเองโลกก็จะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันกับเรา ทั้งการที่โลกได้รับผลกระทบโดยการกระทำที่เป็นการเปลี่ยนแปลงของเรา และในวิถีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เราได้มีประสบการณ์กับโลก
ความคิดสร้างสรรค์จึงมีความหมายที่ค่อนข้างกว้าง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับการผลิตสินค้า การสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ กระบวนการที่คิดขึ้นมา และการบริการที่ดีขึ้น เราคาดหวังกันว่า การสร้างสรรค์นั้นจะช่วยเราในหลายๆด้าน เช่น องค์กรของเราดีขึ้น ลูกค้า หรือคนที่รับบริการจากเรามีความสุขมากขึ้น โดยผ่านการปรับปรุงขึ้นมาใหม่นี้ใน ด้านคุณภาพ และปริมาณที่ผลิตออกมา
อะไรคือความคิดสร้างสรรค์ ?ความคิดสร้างสรรค์คือกระบวนการอันหนึ่ง ซึ่งเราใช้เมื่อเรามีไอเดียใหม่ๆ มันเป็นการผสมผสานเของไอเดีย หรือความคิดต่างๆ ซึ่งไม่เคยผสมรวมตัวกันมาก่อน การระดมสมอง(brainstorming)เป็นรูปแบบหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์ มันทำงานโดยการรวบรวมไอเดียต่างๆที่กู่ก้องดังออกมาโดยใครบางคนผสมรวมกันกับของเรา เพื่อสรรค์สร้างไอเดียใหม่อันหนึ่ง คุณได้ใช้ประโยชน์ไอเดียนั้นของคนอื่นในฐานะแรงกระตุ้น ไอเดียใหม่ต่างๆได้รับการก่อตัวขึ้นมา โดยการผสมรวมตัวของไอเดียที่มีอยู่ในใจเรากับไอเดียที่ดังขึ้นของคนอื่น โดยไม่มีการใช้เทคนิคพิเศษใดๆ ความคิดสร้างสรรค์ก็ยังคงเกิดขึ้นมา แต่โดยปกติแล้วมันจะเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ ความบังเอิญ หรือโอกาสที่เกิดขึ้น ทำให้เราคิดถึงบางสิ่งบางอย่างในหนทางที่แตกต่าง และเราได้ค้นพบการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างมันเกิดขึ้นมาอย่างช้าๆ โดยผ่านการใช้ความคิดสติปัญญาอันบริสุทธิ์ และความก้าวหน้าเชิงตรรก การอาศัยความก้าวหน้าโดยความบังเอิญหรือในเชิงตรรกหลายครั้ง ซึ่งต้องใช้เวลานานมากสำหรับการผลิตเพื่อพัฒนาหรือปรับปรุง
ดังนั้น การใช้เทคนิควิธีพิเศษ ความคิดสร้างสรรค์อันละเอียดอ่อนประณีตสามารถถูกนำมาใช้ได้เพื่อพัฒนาไอเดียใหม่ๆ เทคนิคดังกล่าวจะช่วยทำให้ หรือไปบังคับให้เกิดลำดับการณ์อันกว้างขวางของการผสมผสานไอเดีย เพื่อจุดประกายความคิดใหม่ๆและกระบวนการใหม่ๆ การระดมสมองเป็นหนึ่งในเทคนิคพิเศษเหล่านี้ แต่ตามขนบประเพณีแล้วมันจะเริ่มต้นด้วยไอเดียที่ไม่ธรรมดา(start with un-original ideas) ด้วยปฏิบัติการความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง(การค้นหาอยู่เสมอ การตั้งคำถาม และการวิเคราะห์ ที่พัฒนาได้โดยผ่านการศึกษา การฝึกฝนและการรู้ตัวของเราเอง)ได้เกิดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา ความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง(ongoing creative thinking)ทำให้ ทั้งความบังเอิญและความคิดสร้างสรรค์ที่ตั้งอกตั้งใจเกิดขึ้นมาได้มากที่สุด ความคิดสร้างสรรค์ อย่างต่อเนื่องต้องใช้เวลา และปฏิบัติการอย่างใจจดใจจ่อเพื่อกลายมาเป็นทักษะที่สมบูรณ์ และในไม่ช้า ความคิดสร้างสรรค์ อย่างต่อเนื่อง ก็จะกลายมาเป็นท่าที ไม่ใช่เรื่องของเทคนิคอีกต่อไป
คราวหน้าผมจะมาขยายความเพิ่มเติมอีก โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น