
ในองค์กรหนึ่งๆ ย่อมมีพนักงานที่มีพื้นฐานชีวิตหลากหลายแตกต่างกัน การจะทำงานร่วมงานกันให้ได้อย่างราบรื่นจึงต้องอาศัยการปรับตัวเข้าหากัน ต่างคนต่างพยายามปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงาน ก็จะทำให้เข้าใจกันและลดปัญหาความขัดแย้งลงได้ มาดูวิธีปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงาน 9 ประเภทต่อไปนี้
1.ยืนหยัดเป็นฝ่ายค้าน คนประเภทนี้กลัวการเปลี่ยนแปลง จึงต้องคัดค้านเอาไว้ก่อน เช่น เมื่อการเสนอความคิดใหม่ๆ ก็จะปฏิเสธและเลือกที่จะใช้รูปแบบเดิมมากว่า เช่น ให้พิมพ์งานด้วยคอมพิวเตอร์ก็มักจะบอกว่าเขียนเอาก็ได้ ให้ส่งอีเมลก็ยืนยันที่จะส่งทางไปรษณีย์ เป็นต้น
วิธีรับมือ ให้เวลาเขาได้เรียนรู้ประโยชน์ของที่สิ่งเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เขาค่อยๆ ยอมรับและเริ่มเปลี่ยนแปลงด้วยตัวของเขาเอง
2.เช้าชามเย็นชาม คนประเภทนี้ทำงานแบบย่ำอยู่กับที่ เรื่อยๆ ไปวันๆ อาจเป็นเพราะความเคยชินที่ทำงานแบบเดิมๆ แล้วรู้สึกว่าปลอดภัยดี จึงไม่คิดปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงอะไร
วิธีรับมือ เสนอหัวหน้าให้ส่งเขาไปอบรมสัมมนาหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อเปิดโลกทัศน์ ผลงานจะได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องคอยให้กำลังใจเขาด้วย เพราะการเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้ค่อนข้างทำได้ยาก
3.แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ออก คนบางคนอาจมีปัญหาที่บ้าน ทำให้ไม่สบายใจ กลายเป็นคนเก็บตัว หรือกลายเป็นคนขี้หงุดหงิด จนพาลมีเรื่องกับคนอื่นโดยไม่รู้ตัว หรือบางคนมีเรื่องขุ่นเคืองกับคนในที่ทำงาน พาลให้ไม่อยากทำงานไปด้วย
วิธีรับมือ พยายามให้ทั้งสองฝ่ายมาตกลง ทำความเข้าใจกัน เพื่อจะได้ร่วมงานกันต่อไปอย่างราบรื่น
4.ไม่มั่นใจในตัวเอง บางคนมีความคิดดีแต่ไม่กล้าแสดงออก กลัวว่าจะไปล้ำเส้นใครเข้า หรือกลัวว่าถ้าทำผิดพลาดแล้วจะถูกตำหนิ เมื่อคิดแบบนี้จึงไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่คอยรับคำสั่งเท่านั้น
วิธีรับมือ คอยให้กำลังใจ ส่งเสริมให้เขาทำในสิ่งที่ดี พยายามให้เขาแสดงความคิดเห็นในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก่อน ชมเชย เพื่อให้เขามีกำลังใจ และกล้าแสดงความคิดเห็นต่อๆ ไป หากเขาทำผิดก็ช่วยแก้ไข ไม่ตำหนิ หรือซ้ำเติม
5.เหลี่ยมจัด ลอบกัด ปัดความรับผิดชอบ คนประเภทนี้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ต่อหน้าอย่างลับหลังอีกอย่าง ชอบนักเรื่องเอาความดีใส่ตัวแล้วโยนความชั่วให้คนอื่น ถ้าต้องร่วมงานด้วยควรระวังให้มาก เพราะอาจถูกแทงข้างหลังเป็นแผลเหวอะหวะ หรืออาจเจอเล่ห์กลทำให้งานของเขากลายเป็นงานของเราได้ง่ายๆ
วิธีรับมือ เข้าใกล้เท่าที่จำเป็นต้องร่วมงานด้วย ทำงานของตัวเองให้ดีที่สุด และต้องมีหลักฐานว่า เราทำอะไร เขาทำอะไร และร่วมกันอย่างไร
6. หลงตัวเอง เก่งคนเดียว คนประเภทนี้มักคิดว่าไม่มีใครฉลาดเท่า และไม่มีใครทำงานแทนได้ จึงไม่ยอมแบ่งงานหรือทำงานร่วมกับใคร รวมทั้งไม่ชอบฟังคำแนะนำจากใครด้วย
วิธีรับมือ พยายามปรับตัวเราให้ทำงานร่วมกับเขาได้ พยายามชื่นชมในความเก่งของเขา โดยไม่แสดงอาการไม่พอใจออกมา
7. หนักไม่เอา เบาไม่สู้ คนประเภทนี้ชอบผัดวันประกันพรุ่ง กินแรงคนอื่นประจำ ไม่ยอมเสียสละเพื่อใคร หลบได้เป็นหลบ เลี่ยงได้เป็นเลี่ยง
วิธีรับมือ พยายามพูดว่าเขาทำงานดี เพื่อให้เขาได้แสดงฝีมือบ้าง ในทางกลับกันอย่าไปว่าเขาเชียวล่ะ เพราะยิ่งว่าเขาก็จะยิ่งไม่ยอมทำอะไรมากขึ้น
8. ขี้โมโห ถ้าเรามีเพื่อนร่วมงานประเภทโกรธง่ายหายเร็ว เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ไม่พอใจอะไร ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็แสดงอาการออกมาโดยไม่คิดถึงจิตใจผู้อื่น
วิธีรับมือ เวลาที่เขาแสดงอาการฉุนเฉียว อย่าพยายามเถียงหรือให้เหตุผล เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่รับฟังเราหรอก ถ้าอยากจะเตือนเขา ต้องพูดตอนเขาอารมณ์ดีๆ
9. ขาดมนุษยสัมพันธ์ คนประเภทนี้จะตรงไปตรงมา คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น แบบขวานผ่าซาก ถึงแม้จะมีเจตนาดี แต่ว่าแสดงออกไม่เป็น ทำให้คนอาจเข้าใจผิดคิดว่าเย่อหยิ่ง ไม่อยากคบ ไม่อยากร่วมงานด้วย
วิธีรับมือ ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น พยายามมองส่วนดีของเขา และมองข้ามเรื่องขุ่นใจเล็กๆ น้อยๆ จากคำพูดของเขา เพื่อสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน
นอกจากการรับมือแล้ว หากเรามีความพยายามเสริมเข้าไปด้วยล่ะก้อ ผมเชื่อว่า ความพยายามเข้าใจคนละแต่ละประเภทและพยายามปรับตัวให้เข้ากันได้ ผลงานก็จะดีมีประสิทธิภาพเป็นประโยชน์ต่อองค์กร ที่สำคัญการที่ไม่ต้องมีเรื่องขุ่นใจกับใครก็จะทำให้ตัวเราเองมีความสุขในการทำงานด้วยปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้คนคนหนึ่งประสบความสำเร็จได้นั้น ก็คือความเพียรพยายามอย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค แน่นอนว่าในการทำงานเราต้องเจองโจทย์ยาก ๆ ที่อาจทำให้เราท้อแท้ หรือล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า หากแต่ควรเพียรพยายามจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ในสักวัน ดังตัวอย่างของหญิงชราคนไทยวัย 72 ปีกว่า ซึ่งใช้เวลานานเกือบ 30 ปี กว่าจะได้ใบขับขี่มาครอบครองสำเร็จ ผู้หญิงคนนี้ชื่อสมหญิง เธอเริ่มสอบใบขับขี่ครั้งแรกตั้งแต่ปีพ.ศ.2524 ผ่านการเรียนขับรถจากครูสอนขับรถมากกว่า 20 คน สะสมชั่วโมงในการขับขี่รถยนต์มากกว่า 450 ชั่วโมง และสอบไม่ผ่านในการทดสอบขับจริงไม่น้อยกว่า 50 ครั้ง รวมทั้งสอบตกในสนามสอบจริงมาแล้ว 12 รอบ แต่สุดท้ายเธอก็ทำสำเร็จ รวมทั้งสิ้นใช้เวลาถึง 27 ปีกว่าจะได้ใบขับขี่
คำถามก็คือ จะมีสักกี่คนที่เพียรพยายามซ้ำเล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานานขนาดนี้ ถ้าเป็นเรา เราคงถอดใจไปตั้งนานแล้ว แต่ผู้หญิงคนนี้มีจิตใจที่เข้มแข็ง แน่วแน่ น่านับถือเป็นอย่างยิ่ง และนี่เอง คือจุดเริ่มต้น...สู่ความสำเร็จเราทุกคนต่างมีเป้าหมายในการทำงาน ว่าจะไปให้ถึงจุดไหน บางคนอาจยังมองไม่เห็นหนทางที่จะไปยังจุดนั้น จึงอาจมีบางคราวที่หลงทาง หรือต้องล้มลุกคลุกคลาน แต่หากเราอดทน และเชื่อมั่นว่า เราทำได้ การให้กำลังใจตนเองอยู่เสมอ จะทำให้เรามีพลังในการฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ คนที่ไม่ประสบความสำเร็จส่วนมาก มักมาจากการที่ไม่ได้พยายามอย่างเพียงพอ หรือการที่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่าง ๆ เร็วเกินไป จริง ๆ แล้วสิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เราไม่สามารถเดินไปถึงฝั่งฝันได้ ก็คือตัวเราเอง ถ้าเรามีทัศนคติในเชิงลบเกี่ยวกับตัวเราเอง ถ้าเราไม่เชื่อมั่นว่าเราทำได้ เราก็จะไม่มีวันพบกับความสำเร็จ ถ้าเราลองเปลี่ยนเสียใหม่ โดยดูตัวอย่างของคุณยายหญิง เป็นแนวทาง และคิดไว้ในใจเสมอว่า “ต้องมีวันที่เป็นของเรา” “วันของเราต้องมาในอีกไม่ช้า แต่วันนี้ยังอาจไม่ใช่ ดังนั้นเราต้องพยายามต่อไป” เชื่อว่าไม่นาน ความต้องการเหล่านั้นจะต้องได้รับการบรรลุอย่างแน่นอน ความผิดพลาดในการทำงานสอนเราให้พยายามทำให้ดีขึ้นกว่านี้อีก แต่วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง นั่นคือสิ่งที่เราได้รับ และนำไปปรับใช้ในการทำงานและการดำเนินชีวิตของเราต่อ ๆ ไปในอนาคต
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น