
หากให้ผมจัดอันดับหนังไตรภาคในดวงใจแล้วละก้อ ผมขอให้อันดับหนึ่งได้แก่หนังไตรภาคเรื่อง Lord of the Rings เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ซึ่งเป็นนิยายแฟนตาซีขนาดยาว ประพันธ์โดยศาสตราจารย์ชาวอังกฤษ เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน เป็นนิยายที่ต่อเนื่องกับนิยายชุดก่อนหน้านี้ของโทลคีน คือ เรื่อง There and Back Again หรือที่รู้จักกันดีอีกชื่อหนึ่งว่า เดอะฮอบบิท แต่ได้ขยายโครงเรื่องซับซ้อนไปกว่าเดอะฮอบบิทมาก โทลคีนแต่งเรื่องนี้ขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1937-1949 และได้วางจำหน่ายในปี ค.ศ. 1954-1955 โดยแบ่งตีพิมพ์ออกเป็น 3 ตอน เนื่องจากหนังสือมีความยาวมากจนสำนักพิมพ์เห็นว่าไม่สามารถตีพิมพ์รวมเป็นเล่มเดียวกันได้ นิยายเรื่องนี้ได้แปลไปเป็นภาษาต่างๆ มากมายไม่น้อยกว่า 38 ภาษา และได้รับยกย่องให้เป็นนิยายที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของคริสต์ศตวรรษที่ 20
เรื่องราวใน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เกิดขึ้นบนดินแดนในจินตนาการที่มีชื่อว่า มิดเดิลเอิร์ธ ตัวละครในเรื่องมีหลายเผ่าพันธุ์ เช่น มนุษย์ เอลฟ์ (หรือ พราย ในฉบับแปลภาษาไทย) ฮอบบิท คนแคระ พ่อมด และออร์ค หัวใจของเรื่องเกี่ยวข้องกับเอกธำมรงค์ ซึ่งสร้างโดยจอมมารเซารอน เหตุการณ์ในเรื่องเริ่มต้นจากดินแดนไชร์อันสุขสงบ ไปยังส่วนต่าง ๆ ของมิดเดิลเอิร์ธ จนถึงเหตุการณ์สงครามแหวน โดยผ่านมุมมองของตัวละครฮอบบิทคนหนึ่งที่ชื่อ โฟรโด แบ๊กกิ้นส์ ในตอนท้ายของเรื่องยังมีภาคผนวกอีก 6 ชุดที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของโลกในนิยาย รวมถึงภูมิหลังด้านภาษาศาสตร์ของวัฒนธรรมต่าง ๆ ในนิยายด้วย เมื่อพิจารณางานเขียนชิ้นอื่น ๆ ของโทลคีนประกอบ จะเห็นว่า เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เป็นชิ้นงานที่ขยายผลมาจากโครงเรื่องต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ เป็นชิ้นงานที่มีความซับซ้อน และยังเป็นเหตุการณ์ในลำดับสุดท้ายของปกรณัมของโทลคีนที่ได้บรรจงสร้างมาเนิ่นนานตั้งแต่ ค.ศ. 1917
ผลงานเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ และงานเขียนชิ้นอื่น ๆ ของเขาได้แสดงให้เห็นถึงความลุ่มลึกทางด้านภาษา ด้านโครงตำนาน ด้านแนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรม และด้านศาสนศาสตร์ จนส่งผลต่อวงการวรรณกรรมแฟนตาซียุคต่อมาเป็นอย่างมาก ผลกระทบจากงานของโทลคีนต่อสังคมทำให้คำว่า "แบบโทลคีน" ถูกบรรจุลงในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ ฉบับออกซอร์ด ความนิยมอย่างล้นหลามและยาวนานในหนังสือ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ยังเป็นจุดกำเนิดของงานเทศกาล ประเพณี ชมรม และสมาคมต่าง ๆ มากมาย โดยบรรดาผู้ชื่นชอบผลงานของเขา รวมทั้ง หนังสือในแง่มุมหลายหลากเกี่ยวกับตัวของโทลคีนหรืองานเขียนชิ้นต่าง ๆ ของเขา เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ได้สร้างให้เกิดแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่องต่องานศิลปะ ภาพวาด ดนตรี ภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ เกม และวรรณกรรมชิ้นอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน มีการดัดแปลงนิยายเรื่องนี้ไปเป็นบทละครวิทยุ ละครเวที รวมถึง ภาพยนตร์หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ไตรภาคในระหว่างปี ค.ศ. 2001-2003 เป็นครั้งที่กระตุ้นให้เกิดกระแสความสนใจในผลงานของโทลคีนขึ้นมาอย่างสูงมากอีกครั้งหนึ่ง

หนังไตรภาคเรื่องต่อมาที่ชอบนั้น มันเป็นหนังไตรภาคเกี่ยวกับสงครามอวกาศที่มีชื่อเรืองว่า The Original Star Wars เนื้อหาในภาพยนตร์ไตรภาคเดิม (เอพพิโซด 4, 5 และ 6) เกี่ยวข้องกับสงครามกลางเมืองกาแล็คติก ที่มีขึ้นระหว่างพันธมิตรฝ่ายกบฏ กับฝ่ายจักรวรรดิ เป็นการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว ลุค สกายวอล์คเกอร์ หนุ่มน้อยผู้ซึ่งกำลังฝึกฝนเพื่อการเป็นอัศวินเจไดคนสุดท้าย (และคนแรกในเจไดรุ่นใหม่) อาจเป็นผู้เดียวที่สามารถยืนหยัดต่อสู้กับดาร์ธ เวเดอร์ ลอร์ดมืดแห่งซิธ และจักรพรรดิ ดาร์ธ ซิเดียส อาจารย์ของเขา

ถัดมาได้แก่หนังไตรภาคแห่งอนาคตที่ถ้าไม่ตั้งใจดูดีดี อาจไม่เข้าใจในเนื้อเรื่อง แต่หากดูเพราะชอบพระเอกหรือการต่อสู้แอ็คชั่นสุดสวย ยิงสนั่นแล้วก็พอไหวเรื่อง The Matrix (เดอะ เมทริกซ์ : เพาะพันธุ์มนุษย์เหนือโลก 2199) เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของชุดไตรภาคเมทริกซ์ กำกับโดยพี่น้องวาชอฟสกี (แลร์รี และ แอนดี) ออกฉายในอเมริกาเหนือวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) นำแสดงโดย คีนู รีฟส์, ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น, แคร์รี-แอนน์ มอสส์, และ ฮิวโก วีฟวิง ภาพยนตร์นำเสนอโลก "เมทริกซ์" ซึ่งเป็นโลกจำลองที่เหล่าเครื่องจักรสร้างขึ้นเพื่อควบคุมมนุษย์ เดอะ เมทริกซ์ยังอ้างถึงแนวคิดทางศาสนาและปรัชญาจำนวนมาก รวมไปถึงวัฒนธรรมแฮกเกอร์ มีกลิ่นอายของโลกตะวันออก โดยเฉพาะญี่ปุ่น
เดอะ เมทริกซ์เป็นผลงานสร้างร่วมของวอร์เนอร์ บราเธอร์ (Warner Bros.) และสตูดิโอ Village Roadshow จากประเทศออสเตรเลีย ถ่ายทำในซิดนีย์

หนังไตรภาคตอนนี้ที่ใครหยิบมาดูก็บอกได้ว่าเป็นหนังคลาสิคไปแล้วก็คือ หนังไตรภาคเรื่อง Back to the Future เจาะเวลาหาอดีต เป็นภาพยนตร์ในปี ค.ศ. 1985 แนวผจญภัยวิทยาศาสตร์ ของผู้กำกับ โรเบิร์ต เซเม็กคิส ร่วมเขียนบทโดย บ็อบ เกล และอำนวยการสร้างโดย สตีเว่น สปีลเบิร์ก นำแสดงโดย ไมเคิล เจ. ฟ็อกซ์ รับบทวัยรุ่นที่ชื่อ มาร์ตี้ แม็กฟลาย , คริสโตเฟอร์ ลอยด์ ในบทบาทนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องที่ชื่อ ด็อกเตอร์ เอ็มเม็ต แอล.บราวน์ และนักแสดงสมทบทั้ง คริสพิน โกลเวอร์, ลีอา ธอมป์สัน และ โทมัส เอฟ.วิลสัน โดยมีเรื่องราวเกี่ยวกับมาร์ตี้ แม็กฟลาย วัยรุ่นที่บังเอิญย้อนเวลากลับจากปี 1985 ไปในปี 1955 เขาได้พบกับพ่อแม่ของเขาเมื่อครั้งยังเรียนอยู่ในระดับไฮสคูล และบังเอิญทำให้แม่ของเขาหลงชื่นชอบตัวมาร์ตี้ เขาต้องแก้ไขความผิดพลาดที่จะทำลายประวัติศาสตร์ที่เป็นต้นเหตุให้เขาไม่ได้เกิด มาร์ตี้จึงต้องทำให้พ่อแม่ของเขากลับมารักกัน ขณะเดียวกันเขาก็ต้องหาวิธีกลับไปในปี 1985 ให้ได้ หนังเรื่องนี้ได้เซเม็กคิสและเกล ร่วมกันเขียนบทหลังจากที่เกลคิดว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขากับพ่อของเขาเองได้เข้าเรียนด้วยกัน หลาย ๆ สตูดิโอภาพยนตร์ปฏิเสธบทหนังนี้ จนกระทั่งหนังของเซเม็กคิสเรื่อง Romancing the Stone ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ จึงทำให้เกิดโครงการนี้ โดยยูนิเวอร์ซัลพิกเจอร์ส และได้ สปีลเบิร์ก เป็นผู้อำนวยการสร้าง เดิมทีอีริก สตอลต์ซ จะมารับบทเป็นมาร์ตี้ แม็กฟลาย แต่ในระหว่างการถ่ายทำเขาและผู้สร้างหนังตัดสินใจที่จะทำการคัดตัวนักแสดงใหม่ นั่นหมายถึงการถ่ายทำใหม่เช่นกัน และขั้นตอนหลังการถ่ายทำที่ต้องดำเนินให้เสร็จในวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1985 ซึ่งเป็นวันกำหนดฉาย เมื่อออกฉายหนังประสบความสำเร็จมากที่สุดในปีนั้น ด้วยรายได้รวม 380 ล้านเหรียญสหรัฐทั่วโลกและได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดี ได้รับรางวัลออสการ์ 1 สาขา คือ สาขาลำดับเสียงยอดเยี่ยม, รางวัลฮูโก สาขาการถ่ายทอดทางด้านดราม่ายอดเยี่ยม และรางวัลแซทเทิร์นในสาขาภาพยนตร์แต่งแนววิทยาศาสตร์ยอดเยี่ยม และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ในสาขาอื่นๆ, รางวัลบาฟต้า และรางวัลลูกโลกทองคำ ทั้งนี้โรนัลด์ เรแกน ยังเคยพูดถึงหนังเรื่องนี้ด้วยในการแถลงนโยบายประจำปี 1986 และในปี 2007 ทางหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน ได้คัดเลือกภาพยนตร์เรื่องนี้ในหอทะเบียนภาพยนตร์แห่งชาติ นอกจากนี้ยังมีการออกฉายภาคต่อใน เจาะเวลาหาอดีต ภาค 2 และ เจาะเวลาหาอดีต ภาค 3ต่อเนื่องกันในปี 1989 และ 1990 ตามลำดับ และยังมีซีรีส์แอนิเมชันทางโทรทัศน์และยานในสวนสนุก
ส่วนหนังไตรภาคเรื่องนี้เป็นการใช้สี ใช้ชื่อแสดงสีบอกความนัยค่อนข้างอาร์ตมาก มีชื่อเรื่องว่า The Three Colors เป็นหนังไตรภาค ทรี คัลเลอร์ส (ฝรั่งเศส, อังกฤษ, โปแลนด์) เป็นหนังสามเรื่อง ที่กำกับโดย คริสซ์ตอฟ เคียสลอฟสกี้ ผู้กำกับชาวโปแลนด์ ในปี พ.ศ. 2536 โดยเนื้อหาในแต่ละภาค มีเค้าโครงมาจาก สีธงชาติฝรั่งเศส และคำขวัญประจำชาติของสาธารณรัฐฝรั่งเศส คือ "เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ" หนังทั้งสามภาค มี 2 ภาค พูดภาษาฝรั่งเศส และอีกภาคหนึ่ง พูดภาษาโปแลนด์ สีเรียงดังนี้ สีเรื่องแรกว่า...
สีน้ำเงิน Trois couleurs: Bleu หรือ Three Colours: Blue, Trzy kolory. Niebieski (1993) ถ่ายทำในฝรั่งเศส นำแสดงโดย จูเลียต บินอช - สีน้ำเงิน ให้ความหมายแทน เสรีภาพ
สีขาว Trzy kolory: Biały หรือ Three Colours: White, Trois couleurs: Blanc (1994) ถ่ายทำในฝรั่งเศส ด้วยภาษาโปแลนด์ นำแสดงโดย Zbigniew Zamachowski และ จูลี เดลปี - สีขาว ให้ความหมายแทน ความเสมอภาค
สีแดง Trois couleurs: Rouge หรือ Three Colours: Red, Trzy kolory. Czerwony (1994) ถ่ายทำในสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยภาษาฝรั่งเศส นำแสดงโดย ไอรีน จาค็อบ และ Jean-Louis Trintignant - สีแดง ให้ความหมายแทน ภราดรภาพ หนังทั้งสามภาค เขียนบทโดย คริสซ์ตอฟ เคียสลอฟสกี้ ร่วมกับ คริสซ์ตอฟ พิซซิวิคซ์ เป็นหนังเรื่องสุดท้ายของเคียสลอฟสกี้ ก่อนจะเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2539
ทั้งหมดผมชอบแนวคิดในการสร้าง รูปแบบการนำเสนอ และเทคนิคของหนังที่ดี เด่น แล้วคุณล่ะเป็นอย่างไรกันบ้างครับ ในความชอบหนังที่ผมได้บอกไป คงมีบางคนหลงรักชอบการดูหนังในแนวไตรภาคนี้เหมือนกันนะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น