
อรุณสวัสดิ์วันเสาร์แสนสนุกท่านผู้อ่านที่น่ารักทุกคน เช้าวันนี้อากาศสดใสดี ทำให้ผมหวนคิดถึงความรู้ที่ครั้งหนึ่งเคยอ่าน เคยอบรม เคยนำมาใช้เป็นประจำ ซึ่งคิดว่ามีประโยชน์อย่างมาก ทุกเรื่องชื่อที่จะนำมาเขียนถ่ายทอดต่อจากนี้ไปมักจะมีคำลงท้ายด้วยคำว่า " Q " คำนี้มีความหมายอย่างนี้ Q:Qoutients หรือแปลเป็นคำง่ายๆ ว่า ความฉลาด ทางด้าน..นั่นล่ะครับ ที่ผมจะเขียนต่อบอกต่อให้ทุกคนได้อ่านอย่างเข้าใจพื้นฐานเลย ที่จริงแล้วมันมีกี่ตัวบ้างที่คนเขาชอบพูดถึง และ Q แต่ละตัวนั้นมีองค์ประกอบอะไร มีผลอย่างไรกับชีวิตเรา เพื่อให้รู้จักอย่างระเอียดชัดเจน ผมขอเริ่มต้นที่..
องค์ประกอบด้าน IQ EQ MQ และ AQ ที่มีผลต่อบุคลิกภาพ
องค์ประกอบด้านสติปัญญา (IQ)
องค์ประกอบด้านความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)
องค์ประกอบด้านความฉลาดทางจริยธรรม (MQ)
องค์ประกอบด้านความสามารถในการฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรค (AQ)
องค์ประกอบด้านสติปัญญา IQ (Intelligent Quotient)
เมื่อกล่าวถึง IQ มักจะหมายถึง ความฉลาดทางสติปัญญา ที่เป็นความคิดดั้งเดิมตั้งแต่ประมาณทศวรรษ 1950 ซึ่งเป็นความฉลาด ที่วัดด้วย แบบทดสอบ แนวคิดเรื่อง IQ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ เชาว์ไวไหวพริบ และความสามารถในการแก้ไขปัญหาด้านตรรกะ ตัวเลข ความจำ ความสามารถทางภาษา ความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ ซึ่งมีการวิพากวิจารณ์ถึงข้อจำกัดกันมาก ปัจจุบันพบว่าความฉลาดของคนไม่ได้แสดงออกมาเพียงแค่นั้น แต่เป็นความฉลาดที่หลากหลายที่เรียกว่า Multiple Intelligence หรือพหุปัญญา ซึ่งนักจิตวิทยาชาวอเมริการชื่อ Howard Guardner กล่าวว่าคนเราทุกคนมีความสามารถทางสมองหลายด้านด้วยกัน โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ทุกคนจะมีความฉลาด 8 ด้านซึ่งประกอบด้วยด้านต่าง ๆ ดังนี้ (Guardner,1983)
1. ความฉลาดด้านภาษา (Linguistic intelligence) คือความสามารถด้านภาษา การพูดจาโน้มน้าวผู้อื่น ความสามารถด้านการเขียน ความสามารถด้านบทกวี มีความสามารถในการจำวันเดือนปี และคิดประดิษฐ์คำ
2. ความฉลาดด้านการคำนวณ (Logical – Mathematical Intelligence) คือความสามารถในการใช้เหตุผล การคำนวณ ความสามารถด้านจำนวนตัวเลข ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา ความสามารถในการวิเคราะห์คิดเป็นระบบ
3. ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence) คือความสามารถในการสร้างภาพในสมอง ความสามารถในการสร้าง จินตนาการสร้างภาพต่าง ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนตัวอย่างเช่นสถาปนิกสร้างภาพตึก หรือเมืองขึ้นจากภาพจินตนาการ ความสามารถในการอ่านภาพแผนที่ แผนภูมิ ความสามารถในด้านจินตนาการ สร้างสรรค์
4. ความฉลาดด้านกายภาพหรือร่างกาย (Bodily – kinesthetic Intelligence) คือความสามารถในการใช้สรีระ ร่างกาย ความสามารถในการเล่นกีฬาที่ใช้สรีระร่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว ความสามารถในการเต้นรำ การแสดง และรวมถึงความสามารถใน ด้านหัตถกรรม และการใช้เครื่องมือต่าง ๆ การเคลื่อนไหว การสัมผัส และใช้ภาษาท่าทาง
5. ความฉลาดด้านดนตรี (Musical Intelligence) คือความสามารถในด้านคนตรี ความสามารถด้านการร้องเพลง จับระดับเสียงที่มี ความแตกต่างได้ดี สามารถจำทำนอง จังหวะเพลง เสียงดนตรีได้ดี มีความสามารถในการเล่นเครื่องดนตรี
6. ความฉลาดด้านทักษะสังคม (Interpersonal Intelligence) คือ ความสามารถในด้านการเข้าสังคม การเป็นมิตรกับคนอื่นได้ง่าย ความสามารถเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นความสามารถในการสื่อสารการจัดการและความเป็นผู้นำ ชอบพูดคุยกับผู้อื่นมีมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถบริหารความขัดแย้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7. ความฉลาดด้านบุคคล (Intrapersonal Intelligence) คือความสามารถของบุคคลในการเข้าใจตนเอง มีความมั่นใจในตนเอง เข้าใจถึงศักยภาพของตนเอง สามารถตั้งเป้าหมายในชีวิตได้อย่างเหมาะสม ชอบการทำงานคนเดียว ใช้เวลาในการคิดใคร่ครวญ และทำตามความสนใจของตนเอง
8. ความฉลาดด้านธรรมชาติ (Naturalist Intelligence) คือความสามารถในการมองเห็นความงาม ความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งในธรรมชาติ รักธรรมชาติ

Q ตัวต่อมาเป็น องค์ประกอบด้านความฉลาดทางอารมณ์ หรือ เชาวน์อารมณ์ (Emotional Intelligence ,Emotional Quotient :EQ) ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ เชาวน์อารมณ์ คือการตระหนักรู้จักตนเองว่า ตนเองเป็นใคร มาจากไหน ต้องการอะไรในชีวิต มีความสามารถในการจัดการควบคุมอารมณ์ตนเอง มีวินัย บังคับใจตนเองได้ มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น รู้จักผิดชอบชั่วดี และมีความสามารถในการจัดการอารมณ์ของคนอื่น มีอารมณ์ร่วมกับผู้อื่น คนที่มี EQ สูงแสดงออกโดยเป็น ผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับคนอื่นได้ รู้จักการทำงานเป็นทีม สามารถสร้างสัมพันธภาพกับคนอื่นและรักษาให้ยืนยาวได้ รู้จักเห็นอกเห็นใจ เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้เป็นอย่างดี เมื่อเกิดปัญหาในชีวิตก็สามารถจัดการกับปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ไม่จมอยู่กับ ความเศร้า นานเกินไป ไม่ท้อแท้ง่าย สามารถหาทางออกของปัญหาให้กับตนเองได้ด้วยดี โดยไม่ทำร้ายตัวเอง หรือผู้อื่น รวมทั้งเป็น ผู้ที่มีความสามารถในการปรับตัวในสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
การศึกษาวิจัยในต่างประเทศยืนยันว่า EQ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดความสำเร็จ บังเกิดความราบรื่นทั้งในชีวิตส่วนตัว และการทำงาน โดยที่ EQ นั้นเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ ฝึกฝนให้มีขึ้นในตนเองได้ EQ เริ่มพัฒนาในวัยเด็กเหมือน IQ ดั้งนั้นการสร้างเสริมให้บุคคลมี EQ เพื่อพัฒนาการสมวัยจึงเป็น อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ ที่ควรทำขึ้น ในทุกๆสังคม EQ เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจศึกษาวิจัยในต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยมีการทำวิจัยในกลุ่ม นักศึกษา ผู้ปฏิบัติงาน และผู้นำใน องค์การต่างๆ ดังเช่น ที่มหาวิทยาลัย California at Berkeley มีการศึกษาระยะยาวเริ่มตั้งแต่ปี 1950 โดยเก็บข้อมูล ของนักศึกษา ปริญญาเอกสาขาวิทยาศาสตร์จำนวน 80คน โดยมีการวัด IQ ทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ และมีการสัมภาษณ์จาก นักจิตวิทยา เพื่อประเมิน ความสมดุลทางอารมณ์ วุฒิภาวะ การมีบูรณาการ และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มีการติดตามผล 40 ปีผ่านมา เมื่อบุคคลเหล่านี้ อายุประมาณ 70 โดยสรุปผลการวิจัยเมื่อปี1994 พบว่า EQ มีความสำคัญมากกว่า IQ ประมาณ 4 เท่า ในการกำหนดความสำเร็จ ในอาชีพ ความมีชื่อเสียงและสถานภาพเป็นที่ยอมรับแก่สังคมของบุคคลเหล่านี้
ส่วนที่มหาวิทยาลัย Harvard ผู้ที่สนใจเรื่องของ EQ ตั้งแต่ปี 1973 คือ McCleland ได้เขียนบทความวิพากษ์การวัดเชาวน์ปัญญาหรือ IQ ไว้ว่า เกรดเฉลี่ยและเชาวน์ปัญญาไม่ได้เป็นตัว บ่งชี้ความสำเร็จของชีวิต ควรหันมาสนใจวัดสมรรถนะ (Competencies) ซึ่งสามารถทำนายพฤติกรรม และความสำเร็จได้มากกว่า นอกจากนี้ เขายังได้ศึกษากลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จโดดเด่น (ซึ่งเขาเรียกว่า Stars) พบว่าคนกลุ่มนี้มีความสามารถเข้าใจอารมณ์ รับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นได้ดีกว่ากลุ่มคนทั่วไป
การศึกษาวิจัยในกลุ่มผู้นำและผู้ปฏิบัติงานในองค์การต่างๆ นั้น Goleman (1998) ศึกษาจากบริษัท กว่า 200 บริษัทในอเมริกาพบว่า EQ เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้นำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับสูงของบริษัท ผลการวิจัยชี้ชัดว่า 67% ของความสามารถที่บุคคล ใช้ เพื่อความสำเร็จในงาน เป็นเรื่องของ EQ (เช่นความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น ความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในองค์กรได้ เป็นต้น) ในขณะที่อีก33% ที่เหลือเป็นเรื่องของความสามารถทางสติปัญญา (Cognitive Abilities) และความรู้ความชำนาญในงาน (Technical Skills) ซึ่งผลดังกล่าวสอดคล้องกับการวิจัยของ Buchele,R & Goleman ,1998 ที่พบว่าในองค์การนั้น ยิ่งงานมีตำแหน่งสูงขึ้นเท่าไร ความรู้ความชำนาญในงาน (Technical Skills) และความสามารถทางสติปัญญา (Cognitive Skills) จะลดความสำคัญลง EQ จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น
การวิจัยข้ามวัฒนธรรมในอเมริกา เยอรมันนี ญี่ปุ่น และลาตินอเมริกา ในด้านผู้นำขององค์การที่ประสบความสำเร็จ และล้มเหลว พบข้อมูลที่สอดคล้องกันว่าผู้นำที่ประสบความล้มเหลวนั้นล้วนแล้วแต่ขาด EQ ทั้งสิ้น ทั้งที่ผู้นำเหล่านี้ล้วนมีความชำนาญการสูง และมี IQ สูงทั้งสิ้น(Goleman,1998:41-42)
ในสังคมไทย EQ ยังเป็นเรื่องใหม่ที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ เพื่อที่จะนำมาประยุกต์ใช้และหาคำตอบให้กับปัญหา ปรากฏการณ์ที่ เกิดขึ้น ดังกล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตามแม้จะมีผู้ให้ความสนใจมาก โดยสังเกตจาก การเสนอบทความแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ EQ การเสนอทัศนะที่แตกต่างระหว่าง IQ และ EQ เริ่มมีการจัดอบรมของโรงพยาบาล นักวิชาการเพื่อให้ความรู้เรื่อง EQ ให้กับ ผู้ปกครองต่างๆ
ความหมายของคำว่า EQ(เพิ่มเติม)
Peter Salovey และ John Mayer (1990)ให้นิยามคำว่า เชาวน์อารมณ์ คือ ความสามารถของบุคคลในการที่จะไหวเท่าทัน ในความคิดความรู้สึก และภาวะอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้ นอกเหนือจากการติดตามกำกับควบคุมได้แล้ว บุคคลพึงรู้จักจำแนก แยกแยะ และใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อชี้นำความคิดและการกระทำของตนเอง จะเห็นว่าความหมายเช่นนี้ สอดคล้องกับสติและสัมปชัญญะ ในพระพุทธศาสนานั่นเอง EQ เป็นเรื่องของการบริหารจัดการความรู้สึกและอารมณ์ภายในตน (Intrapersonal Emotional Management) และการบริหารจัดการอารมณ์ของตนในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น (Interpersonal) EQ เป็นเรื่องของการฉลาดรู้จักใช้อารมณ์ของตน สนองเป้าหมายของการทำงานและชีวิตประจำวัน
ส่วนGoleman(1995) ได้ให้ความหมายของอารมณ์ไว้ว่า “เป็นความรู้สึกที่ประกอบจากความคิดเฉพาะตน เป็นภาวะทางจิตใจและชีววิทยา เป็นวิสัย แนวโน้มที่จะแสดงออก” ตัวอย่างของอารมณ์สำคัญ ๆ ได้แก่ โกรธ เศร้า กลัว ร่าเริง รัก ขยะแขยง ประหลาดใจ ละอาย อดสู เป็นต้น ส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ได้แก่ ภาวะอารมณ์ (Moods) ที่แฝงในตนและคงอยู่นานกว่าอารมณ์ และคำว่า นิสัยใจคอ (Temperament) ที่เป็นนิสัยของอารมณ์ที่มีอยู่ในตัวคน พร้อมที่จะแสดงอารมณ์และภาวะอารมณ์ออกมาให้ปรากฏ เราจะสังเกตเห็น ความผิดปกติของอารมณ์ของบุคคลได้ชัด หากเบนออกไปจากนิสัยใจคอที่เป็นแบบฉบับปกติของบุคคลนั้น
ได้ให้ความหมายของ EQ ไว้ว่า เป็นความสามารถของบุคคลในการที่จะรับรู้เข้าใจ และประยุกต์ใช้พลัง การรู้จักอารมณ์ เป็นรากฐานของพลังงาน ข้อมูล การสร้างสายสัมพันธ์เพื่อการโน้มนำผู้อื่นได้ และอีกความหมายหนึ่งของ EQ บอกไว้อย่างชัดเจนว่า หมายถึง “ความสามารถในการตระหนักรู้ถึง ความรู้สึกของ ตนเอง และของผู้อื่น เพื่อการสร้างแรงจูงใจในตัวเอง บริหารจัดการอารมณ์ต่าง ๆ ของตนและอารมณ์ที่เกิดจากความสัมพันธ์ต่าง ๆ ได้” โดยเขามีความเชื่อว่า เชาวน์อารมณ์นั้นแตกต่างจากเชาวน์ปัญญา แต่เสริมเกื้อกูลกัน คนที่เก่งแต่หนังสือ (Book Smart)แต่ขาด EQ มักจะมาทำงานให้กับ คนที่มีระดับเชาวน์ปัญหาต่ำกว่าตน แต่มีความเป็นเลิศด้านทักษะของความเก่งคน
จากการทำวิทยานิพนธ์ ระดับ ปริญญาเอก ในชื่อเรื่อง “The development of a concept and test of psychological well-being” ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับ EQ ไว้และได้ให้ความหมายของ EQ ไว้ว่าเป็น “ชุดของความสามารถส่วนตัว ด้านอารมณ์ ด้านสังคม ของบุคคลที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ของเขาในการต่อกรกับ ข้อเรียกร้อง และแรงกดดันจาก สภาพแวดล้อมทั้งหลายได้เป็นอย่างดี” จะเห็นได้ว่านิยามของ EQ นั้นมีมากมายในปัจจุบันมีการเผยแพร่แนวคิด แนวประยุกต์ใช้ได้โดยเฉพาะด้านการประเมิน EQ กันเป็นอันมาก การทำความเข้าใจนิยามพื้นฐานของ EQ จึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง
ความสำคัญและประโยชน์ของ EQ
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิด องค์ประกอบและพัฒนาการของ EQ ทำให้เราทราบว่า EQ น่าที่จะมีส่วนในเบื้องหลัง ของความ สำเร็จต่างๆ ในชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ความสำเร็จในหน้าที่การงานในชีวิต ในการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้อื่น หลังจากที่ถูกละเลยเป็นอย่างมากในช่วง 1920-1960 ซึ่งเป็นยุคของความคิด ความเข้าใจ EQ ถือเป็น การเรียนรู้จักอารมณ์ ความรู้สึกของตน ให้ตระหนักมีสติ รู้เท่าทัน สาเหตุและความแปรผันด้านอารมณ์ของตน เป็นการเรียนรู้ พูดคุยภายในตน (Intraindividual Talk) บริหารจัดการอารมณ์ ภาวะอารมณ์ อุปนิสัยใจคอของตน ในทางที่สร้างประโยชน์แก่ทุกฝ่าย สร้างแรงจูงใจ ให้แก่ตนเองไปในทางที่สร้างสรรค์ EQ จึงเป็นการนำเชาวน์อารมณ์ของตนออกมาติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น (Interpersonal Relations)ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการสื่อสาร ความเก่งคน ความเข้าอกเข้าใจคน เอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy) และเป็นการที่บุคคลมี ความสามารถรักษาความสมดุลของเหตุผลกับอารมณ์ ความสามารถบริหารจัดการ ความสัมพันธ์งานในหน้าที่ของตนกับผู้อื่นได้เป็น อย่างดี จะเห็นได้ว่า ความเป็นผู้มีเชาวน์อารมณ์ผสมเข้ากับเชาวน์ปัญญาของบุคคลคนนั้น นอกเหนือจากจะทำให้บุคคลตระหนัก และรู้จักตนเองแล้ว ยังทำให้เข้าใจความคิดความรู้สึก ความต้องการของผู้อื่นได้อีกด้วย EQ ก่อให้เกิดการทำงานร่วมมือที่สร้างสรรค์ สนองเป้าหมายที่กำหนดไว้แต่แรกได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล EQ ทำให้การสื่อสารระหว่างบุคคลเป็นไปอย่างราบรื่น อดทน เข้าใจต่อกัน เกื้อหนุนให้มีการใช้ศักยภาพของคนอย่างสูงสุด ประกอบกับภูมิปัญญาจะทำให้เกิดการตัดสินใจที่เป็นประโยชน์ EQ ก่อให้เกิดการบริหารจัดการที่ให้เกียรติยอมรับ เกื้อหนุนแก่กันและกัน เพิ่มพูนความคิดสร้างสรรค์ กล้าเสี่ยง กล้าคิดริเริ่ม ลดการโจมตี การนินทา ก้าวร้าว และไม่ยืดหยุ่นต่อกัน
การประยุกต์ใช้หลักการของ EQ เข้าสู่ชีวิตประจำวันและงานในหน้าที่จะมีประโยชน์อย่างยิ่งกับทุกคน อาทิ
พัฒนาการด้านบุคลิกภาพของเด็ก ๆ EQ มีบทบาทในการกำหนดบุคลิกภาพที่พึงปรารถนา สร้างวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่เจริญสมวัยได้ดี
การสื่อสาร แสดงความรู้สึก อารมณ์ของตนได้อย่างถูกต้องตามกาละเทศะ เข้าอกเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น
การปฏิบัติงาน EQ เกื้อหนุนการยอมรับ ความคิดริเริ่ม ก่อให้เกิดการสร้างผลิตผลที่สนองเป้าหมาย ลดการลา ขาดงานหรือย้ายงาน เนื่องจากข้อขัดแย้งระหว่างบุคคลลง
การให้บริการ EQ ก่อให้เกิดการทำความรู้จักลูกค้า รับฟังความต้องการของลูกค้า และตอบสนองได้ดี สร้างความจงรักภักดี ในการใช้สินค้า และบริการของหน่วยงาน
การบริหารจัดการ EQ ช่วยส่งเสริมอัจฉริยภาพของความเป็นผู้นำ ที่มีศิลปะในการรู้จักใช้คนและครองใจคนได้ เปิดโอกาส ให้ผู้บริหารได้เรียนรู้และพัฒนาตน
การเข้าใจชีวิตของตนและของผู้อื่น EQ เป็นเรื่องของการศึกษาทำความเข้าใจตน (Insight) การมองเข้าไปในตนก่อน ทำความเข้าใจผู้อื่น เมื่อเข้าใจตน เข้าใจคนอื่น การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน จึงเป็นการมุ่งใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ อย่างสูงสุด ชีวิตครอบครัวก็จะเป็นสุขด้วยความเข้าใจกัน
EQ กับปฏิสัมพันธ์ของสติปัญญาและบุคลิกภาพ
ความสนใจเกี่ยวกับ EQ มีมานานนับตั้งแต่ที่มีผู้สนใจเกี่ยวกับความคิด ความเข้าใจ ของมนุษย์ (อาทิ Descartes และ Aristotle )ซึ่งส่งผลให้มีการศึกษาด้านแนวคิด และการวัดการทดสอบด้านสติปัญญา หรือคุณลักษณะด้านความเป็นคนเก่งของมนุษย์อย่างมาก และต่อเนื่อง ขณะที่ค่อนข้างจะละเลย จิตพิสัย (Affective Manifestations) นับตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา ก็มีผู้เริ่มสนใจถึง ความเกี่ยวข้องของ สติปัญญากับบุคลิกภาพ และแยกให้เห็นความแตกต่างกันในระดับพื้นฐานเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงของกระบวนการทางจิต (Psychological Functioning) ของบุคคลนั้นมีความลึกซึ้งมากกว่าระดับพื้นฐาน และควรต้องศึกษาถึง ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันของความคิด บุคลิกภาพ อุปนิสัย ประกอบร่วมกันกำหนดเป็นพฤติกรรม ทั้งความรู้และความเชื่อซึ่งต่างมีผลต่อพฤติกรรมในการแก้ไขปัญหา การปรับตัว พฤติกรรมการติดต่อสัมพันธ์ต่อการแสดงออก ที่เกี่ยวกับจริยธรรมของบุคคล
กระบวนการทางจิตอันเนื่องจากความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดของสติปัญญาและบุคลิกภาพนี้จะส่งผลถึงระดับความสามารถในการปรับตัวได้ (Adaptability)ของบุคคลที่แตกต่างกันไปในสถานการณ์ที่เกี่ยวกับความเก่งคิด ความเก่งคน และในเรื่องที่เกี่ยวกับศีลธรรมจรรยา อยู่เสมอในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการดำรงชีวิตก็ตาม
กระบวนการของ EQ ต้องมุ่งให้บุคคล หรือกลุ่มบุคคลสามารถที่จะปรับตัวได้เป็นอย่างดีใน 3 สถานการณ์ดังกล่าวคือ ให้บุคคลสนองตอบ ต่อความต้องการพื้นฐาน หรือเป้าหมายต่าง ๆ ของตนได้อย่างสอดคล้องกัน ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมคุณธรรม ที่ตนยึดถือด้วย ทำให้บุคคลมีการใช้ความรู้ สติ ความยั้งคิด คิดให้รอบ ใช้ข้อมูลทุกแง่ทุกมุมอย่างเต็มที่ ตามความเป็นจริงถูกต้องกับกาลเทศะกับบุคคล ชุมชน สถานที่
นี่เป็นบางส่วนบางตอนของ (...Q) ครั้งหน้า มาต่อกันในเรื่องของกระบวนการที่เป็นบ่อเกิดกันดีกว่านะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น