วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ย้อนรอยดูหนัง (มันส์ 2 เรื่องควบ)



อรุณสวัสดิ์ยามเช้าในวันจันทร์นี้ (สายหน่อย)..วันนี้ขอเริ่มต้นด้วยคำว่า cliche เป็นคำฝรั่งเศสที่มีความหมายว่า สำนวนซ้ำๆ ซากๆ น่าเบื่อ ความคิดที่เก่าคร่ำครึ มักได้ยินคำนี้บ่อยๆ เวลาดูหนังดูละครที่พล็อตเรื่องซ้ำซาก พล็อตยอดนิยมที่ไม่มีอะไรสดใหม่ หรือสิ่งที่ใช้กันจนเฝือจนคนดูเดาจับทางได้ เช่น หนังสยองขวัญสไตล์ศุกร์ที่ 13 หรือ Halloween ตัวเอกสู้กับตัวร้ายอย่างถึงพริกถึงขิง จนตัวร้ายแน่นิ่งเหมือนตายแล้ว ตัวเอกถอนหายใจอย่างโล่งอก เอาหัวหรือหลังพิงประตูพักเหนื่อย และมักหันหลังให้กับตัวร้ายนั้น โดยไม่คาดฝัน (ก็ต้องแบบนี้อยู่แล้ว)เจ้าตัวร้ายที่คิดว่าตายแล้ว ลุกขึ้นตรงไปที่ตัวเอกซึ่งยังไม่รู้ตัว เพราะมัวแต่พักเหนื่อย มันกระโจนใส่ตัวเอกแล้วต่อสู้กันต่อ จนกระทั่งตัวร้ายถูกฆ่าตายจริงๆ ฯลฯ แม้จะเป็นพล็อตที่เห็นชินตา แต่ก็สร้างความตื่นเต้นให้คนดูเสมอ นี่คือหนึ่งใน clich? ของหนังสยองขวัญ หนังทั่วโลกปีหนึ่งๆ สร้างออกมาหลายล้านเรื่อง จึงไม่น่าแปลกที่พล็อตเรื่องจะซ้ำกันบ้างเหมือนกันบ้าง หยิบยืมฉากโน้นฉากนี้มาดัดแปลงให้ดูทันสมัยหรือตื่นเต้นกว่า หรือหนังรีเมกที่เอาหนังเรื่องเดิมมาสร้างใหม่ ที่เราได้ข่าวบ่อยๆ ว่าฮอลลีวู้ดซื้อพล็อตหนังญี่ปุ่น เกาหลีหรือไทยไปสร้างใหม่ ผมไม่รังเกียจ(นัก)เวลาดูหนังที่พล็อตเรื่องคล้ายๆ กัน ท่ามกลางพล็อตเรื่องที่ cliche สิ่งที่ผมมองหาหรือสนใจคือ หนังกำลังบอกหรือสื่อสารอะไรกับคนดู ผมดูหนังแอ็คชั่นเรื่อง Wanted หลายอย่างในหนังเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่อง The Matrix, Fight Club, Sin City, V For Vendetta หรือ Star Wars(ตอนดาร์ธ เวเดอร์บอกว่า เขาคือพ่อของลุค)อย่างช่วยไม่ได้ แถมพล็อตเรื่องไม่มีอะไรใหม่ เดาทิศทางได้ไม่ยาก ผมดูหนังเรื่องนี้ไปสองรอบ รอบแรกที่ได้มาเต็มๆ คือ เทคนิคพิเศษด้านภาพที่ทำออกมาระดับดีมาก ฉากแอ็คชั่นขับรถไล่ล่ายิงกันสนั่นถนน แอนเจลิน่า โจลี่นอนสวยที่ฝากระโปรงรถ ใช้ปืนยิงกับศัตรูที่ขับรถไล่ล่ามาติดๆ ด้วยท่าทางสุดเซ็กซี่ หรือฉากชนกันวินาศสันตะโร ที่ตัวละครน่าคอหักตายด้วยแรงอัดและกระแทก แต่กลับไม่เป็นไรนอกจากฟกช้ำดำเขียวบ้าง หรือฉากที่พระเอกบุกเดี่ยวยิงกันสนั่นในโรงทอผ้า ผู้กำกับจอห์น วูเห็นฉากนี้แล้ว อาจเลิกกำกับหนังไปขายเต้าฮวย เพราะทำออกมาแบบหลุดโลกไปเลย พระเอกยิงโจรตายแล้วเอาร่างมันมาบังกระสุน ยิงโจรอื่นผ่านหัวโจรที่ตายไปแล้วนั้น และผมทึ่งสุดๆ กับการแสดงของเจมส์ แมคเอวอย (The Chro nicles of Narnia, The Last King of Scotland, Atonement) ที่ต้องเล่นทั้งบทดราม่า บทแอ็คชั่น ตลอดทั้งเรื่องและเขาทำหน้าที่ได้ดี แต่การชมในรอบที่สองในวันถัดมา (ที่โรงภาพยนตร์สยาม เครือนี้ผมดูประจำโรงหนังใหญ่คลาสสิก คนเก็บตั๋วรุ่นอารุ่นลุงใส่สูทเหลือง (โบราณ)ขายตั๋วแบบเขียนมือไม่ใช้คอมพิวเตอร์ ราคาบัตรยุติธรรม ไม่แพงเหมือนโรงหนังในห้างที่ต้องถ่อขึ้นลิฟต์ไปชั้นสูงๆ)ผมพบประเด็นน่าสนใจบางอย่างของหนังเรื่องนี้ ตัวละครอย่างเวสลี่ย์ กิ๊บสัน (เจมส์ แมคเอวอย)พนักงานบัญชีที่ถูกแจนิซ (ลอร์นา สก๊อตต์)เจ้านายหญิงหมูตอนอ้วนสามชั้น (อาจห้าถึงสิบชั้นดูจากหุ่นเธอ)ข่มขู่ ดูถูกกลั่นแกล้งสารพัด แต่เวสลี่ย์กลับไม่ตอบโต้อะไร นอกจากหัวใจเต้นแรง 400 ครั้งต่อนาที เส้นเลือดปูดพองที่หน้า ต้องซื้อยาระงับความเครียดเป็นกระปุก แค่นั้นยังไม่พอแฟนยังมีชู้ และชู้ก็ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหนเพื่อนสนิทเขานั่นเอง แถมเขายังถังแตก ชักหน้าไม่ถึงหลัง อะไรทำให้เวสลี่ย์ทนได้ขนาดนั้น ไม่ระเบิดตูมตามออกมา เวสลี่ย์ก็เหมือนคนทั่วไปอีกมากที่ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงชีวิต เขาถูกความเป็นสถาบัน (Institutionalization) กลืน จนไม่กล้าจะเปลี่ยนงานเปลี่ยนชีวิต คิดว่าตนเองแก่เกินไปจะเริ่มต้นใหม่ กลัวสู้เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ กลัวปรับตัวเข้ากับเพื่อน หรือเจ้านายคนใหม่ไม่ได้ ฯลฯ เขาต้องฝืนใจทำงานอย่างซังกะตายไปวันๆ ยอมให้เจ้านายโขกสับด่าว่าจนไม่เหลือศักดิ์ศรีใดๆ บุคลิกของเวสลี่ย์ไม่ต่างอะไรจากบรูคส์ นักโทษในหนังเรื่อง The Shawshank Redemption (1994)บรูคส์ติดคุกตั้งแต่ยังหนุ่มจนแก่และน่าจะตายอยู่ในคุก แต่เขากลับได้ทัณฑ์บน (Parole)ให้ออกจากคุก เมื่อรู้ข่าวบรูคส์คลุ้มคลั่งทำร้ายเพื่อนนักโทษด้วยกัน เขาไม่อยากออกจากคุกไปสู่โลกข้างนอกที่ไม่รู้จัก บรูคส์ต้องปรับตัวอย่างหนักทั้งชีวิตความเป็นอยู่ เขาว้าเหว่และนอนไม่หลับ ในที่สุดบรูคส์ก็ตัดสินใจฆ่าตัวตาย เขาถูกความเป็นสถาบัน (คุก)กลืนจนหมดสิ้นแล้ว ซึ่งไม่ต่างอะไรกับชีวิตของเวสลี่ย์ในตอนต้นเรื่องเลย

ถ้าแปลคำว่า Wanted ในความหมายคำคุณศัพท์ (Adjective)หมายถึง บุคคลผู้กระทำผิดที่ตำรวจต้องการตัว (ประกาศจับนั่นเอง)ในเรื่อง Wanted องค์กรลับฟราเทอร์นิตี้ทำตัวเป็นตำรวจเสียเอก องค์กรนี้จัดตั้งโดยกลุ่มช่างทอผ้าเมื่อพันปีก่อน เป็นหน่วยสังหารคนทำผิดเพื่อรักษาความสมดุลของโลก โดยยึดคติว่า ‘ฆ่า (คนชั่ว)หนึ่งคน เพื่อรักษาชีวิตอื่นได้เป็นพันคน’ องค์กรนี้บัญชาการโดย สโลน (มอร์แกน ฟรีแมน)เขามีทีมนักฆ่าฝีมือระดับพระกาฬ หนึ่งในนั้นคือ ฟ็อกซ์ (แอนเจลิน่า โจลี่) และคำสั่งฆ่าจะมาจากเครื่องทอผ้าแห่งโชคชะตา โดยถอดรหัสจากใยผ้าที่ทอขึ้น หลังจากใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยและไร้ค่ามานาน เมื่อพบกับองค์กรลับนี้ ชีวิตของเวสลี่ย์เปลี่ยนไปตลอดกาล เขากล้าเผชิญหน้าแจนิซเจ้านายผู้กดขี่ และตอบโต้กลับไปอย่างเจ็บแสบสะใจคนทั้งออฟฟิศ ได้ตะบันหน้าเพื่อนทรยศตัวแสบจนหงายเก๋ง มีเงินในบัญชีมากมายไม่ขัดสนยากจนแล้ว หลังจากทนทุกข์มานาน ชีวิตเขาถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ เวสลี่ย์เข้าร่วมกับองค์กรนี้ ฝึกอย่างหนักเป็นนักฆ่าระดับ พระกาฬ เพื่อเผชิญหน้ากับครอส (โธมัส เคร็ทสช์แมนน์)อดีตคนในองค์กรที่ทรยศ และเป็นคนฆ่าพ่อเขาตาย เวสลี่ย์เชื่อทุกอย่างที่องค์กรบอกเขา ก่อนจะมารู้ความจริงที่แสนเจ็บปวดในภายหลัง ชีวิตของเวสลี่ย์ไม่ต่างจากคนทั่วๆ ไปในสังคม ที่ถูกสื่อโฆษณาหรือค่านิยมต่างๆ ครอบงำความคิด พฤติกรรมและการแสดงออก ที่พร้อมจะเป็นในแบบที่โฆษณาให้เป็น พร้อมจะเชื่อและทำตามทุกอย่าง เพราะความไม่รู้ทันสื่อจึงแยกแยะไม่ออกว่า อะไรคือความจริง อะไรคือสิ่งหลอกลวงและยัดเยียด เหมือนกับเวสลี่ย์รู้สึกว่าตัวเขาได้รับการปลดปล่อย ได้ฉะเจ้านายและเพื่อนทรยศ จึงเข้าร่วมองค์กรนี้โดยไม่ลังเล และเมื่อได้คำสั่งให้สังหารเหยื่อ แค่ข้อมูลว่าคนพวกนี้เป็นคนเลว เวสลี่ย์ก็เชื่อและฆ่าโดยไม่ลังเล จากข้ออ้างที่ว่าเพื่อความสมดุลของโลก หนังมักจะแทรกภาพที่เวสลี่ย์กำลังหลับบนเตียง หรือนอนหลับตาแช่ในอ่างน้ำบำบัด เหมือนจะบอกว่าสิ่งก่อนหน้านั้นเป็นเพียงความฝันของเขา ไม่ใช่เรื่องจริงแต่เป็นเรื่องหลอกลวง

หนัง Wanted เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นแบบ non-stopจบฉากแอ็คชั่นนี้ก็จะมีฉากอื่นตามมาติดๆ หลายสิ่งในหนังเรื่องนี้ดูน่าเหลือเชื่อที่จะเป็นไปได้ ฉากที่เวสลี่ย์ต่อสู้กับครอสบนรถไฟ ฟ็อกซ์ขับรถยนต์ตามมา ทางเดียวที่เธอจะขึ้นไปบนรถไฟที่กำลังแล่นนั้นได้ คือต้องขับรถด้วยความเร็วสูง พุ่งชนเนินดิน รถลอยละลิ่วกลางอากาศพุ่งชนตู้รถไฟขบวนนั้น หรือฉากวินาศสันตะโรอีกหลายฉาก ที่เกินกว่าจะเป็นไปได้ รวมทั้งประเด็นที่ว่าถ้าครอสต้องการบอกถึงสถานภาพที่แท้จริงของเขากับเวสลี่ย์ ทำไมเขาไม่โทรศัพท์บอกเอง แทนที่จะเลือกใช้วิธีในหนัง ฯลฯ แต่เพราะความเป็นหนังแอ็คชั่น การถ่ายทำและลำดับภาพที่ฉับไว เทคนิคพิเศษด้านภาพที่ยอดเยี่ยม การแสดงที่สมจริง ดนตรีประกอบที่เร้าใจเข้ากับภาพ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนดูคล้อยตามภาพและเสียงที่อยู่เบื้องหน้า ลืมความเป็นไปไม่ได้ ความไม่มีเหตุผลของหนังจนหมดสิ้น คนดูไม่มีเวลาจะมาคิดเรื่องนี้ได้ เพราะหนังไม่เปิดโอกาสให้คนดูทำได้เลย คล้ายกับเวลาดูหนังผจญภัยชุด Indiana Jones อินดี้เอาแส้มัดร่างเขาไว้ที่กระโดงเรือดำน้ำเยอรมัน เมื่อเรือดำลงทะเล เขารอดชีวิตมาได้ยังไง น่าจะสำลักน้ำขาดใจตายไปแล้ว ฯลฯ อย่าสงสัยถึงความเป็นไปได้มากนัก ไม่งั้นจะดูหนังไม่สนุก ซึ่งคนดูก็ไม่คิดอยู่แล้ว พร้อมจะรับสารบันเทิงอย่างเต็มอิ่ม หนังจะหลอกหรือเว่อร์แค่ไหนก็ไม่ว่า ขอแค่ความสนุก ลืมปัญหาต่างๆ ไปชั่วคราวสัก 2-3 ชั่วโมงก็ยังดี
เมื่อครั้นยังเป็นนักบัญชีโหลยโท่ย หรือหลังเป็นนักฆ่าระดับพระกาฬ ชื่อของเวสลี่ย์ กิ๊บสัน ไม่เคยปรากฏในสารบบอินเตอร์เน็ตเลย เวลสลี่ย์มาพบจุดเปลี่ยนของชีวิตอีกครั้ง เขาไม่ติดกับพลังความสามารถของเขา ไม่อยู่ใต้อำนาจของใครอีกแล้ว เวสลี่ย์เรียนรู้ว่าตัวของเขานั่นแหละ คือผู้กุมชะตาชีวิตของตัวเองไม่ใช่คนอื่น เวสลี่ย์ถามคนดูประโยคสุดท้าย สุดเย้ยหยันว่า “แล้วพวกนายทำห่-อะไรกันอยู่” หลายคนอาจมีคำตอบในใจ และหนึ่งในนั้นคือก็ดูหนัง (หลอกๆ)เรื่องนี้อยู่ไง แม้จะรู้ว่าถูกหลอก แต่หนังเรื่องนี้ก็กวาดรายได้เลย 100 ล้านเหรียญไปแล้ว เรื่อง Wanted ฉายในปี 2008 มี ทิเมอร์ เบ็กแมมบีทอฟ เป็นผู้กำกับหนัง เขียนบทภาพยนตร์โดย ไมเคิล แบรนด์ท, เดเร็ค แฮส มีผู้แสดงเป็นพระเอกโดย เจมส์ แมคเอวอย ( เวสลี่ย์ กิ๊บสัน), แอนเจลิน่า โจลี่ (ฟ็อกซ์), มอร์แกน ฟรีแมน (สโลน), โธมัส เคร็ทสช์แมนน์ (ครอส)ก็สนุกแบบมันส์ๆ



ส่วนอีกเรื่องวันนี้เป็นหนังเก่าที่ผมอดไม่ได้กับความมันส์ จึงต้องกลับมาเล่าถึงเรื่องราวของ ฮีโร่โลว์เทคฯ ที่ใช้ความอึด อย่างบ้าระห่ำ สุด ๆ มาแล้วถึง 3 ภาค กับการกลับมาของภาคต่อที่ถือว่าอาจจะเป็นภาคสุดท้ายแล้วสำหรับ จอห์น แม็คเคลน ผู้ซึ่งเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลม อย่างผิดที่ผิดเวลา แต่ก็สามารถแก้สถานการณ์ได้อย่างเรียกว่า สุดอึด สุดระห่ำ และสุดลุ้นระทึกไปทุกอณูขุมขน กับ DIE HARD 4.0 “ ปลุกอึดตายยาก “หนังเรื่องนี้ไม่ต้องบอกก็คงรู้ได้ เนื่องจาก DIE HARD มีมาถึง 3 ภาคแล้ว และภาคสุดท้าย คือ ภาคสาม กับภาค 4.0 นี้ ห่างกันถึง 12 ปี เลยครับ ใครที่เป็นแฟน บลูซ วิลลิส คงทราบดี เพราะหนังเป็นแบบ แอ็คชั่น สุดระทึก ของ ตำรวจธรรมดา ๆ ที่ต้องถูกพาเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การก่อการร้าย อย่างที่เค้าไมได้ล่วงรู้ตัวมาก่อน ซึ่งเป็นแบบ ผิดที่ผิดเวลา ทำให้เค้าต้องตกกระไดพลอยโจร รับหน้าที่ สู้พลาง หนีพลาง เพื่อล้างเหล่าผู้ก่อการร้ายได้อย่างทันท่วงเวลาที่บีบจำกัด ทั้งด้วยสถานที่ที่แทบเอาชีวิตไม่รอด อย่างสะบักสะบอม จากภาคแรกที่ จอห์น แม็คเคลน เข้าไปหาภรรยาในวันเทศกาลคริสต์มาส ในตึก นากาโตมิ ซึ่งเป็นวันที่ เหล่าผู้ก่อการร้าย นำโดย ฮานส์ กรูเบอร์ ที่เข้ายึดตึกพอดี เค้าเป็นคนเดียวที่จะสามารถหยุดยั้งไว้ได้ ต่อมาภาคสอง สุดระทึกกับการยึดสนามบิน เพื่อ ชิงตัวหัวหน้าการก่อการร้าย กับการลุ้นที่จะสามารถช่วยภรรยาของเค้าที่อยู่บนเครื่องบินที่น้ำมันกำลังจะหมดให้ปลอดภัย และ ภาคสาม เค้ามีผู้ช่วย เป็น แซมมูเอล แอล แจ็คสัน ต้องวิ่งพล่านไปทั่วเมือง กับการกู้ระเบิดที่วางไปทั่วเมือง ซึ่งเป็นการกลับมาแก้แค้น ของพี่ชาย ฮานส์ กรูเบอร์ หัวหน้าการก่อการร้ายที่ตึก นากาโตมิ ในภาคแรก ที่มาวางระเบิด จนถึงในภาคนี้ จอห์น แม็คเคลน ต้องกลับมาอย่างผิดที่ผิดเวลาอีกครั้ง เนื่องจาก เหล่าผู้ก่อการร้าย ไฮเทคฯ ได้รุกรานสหรัฐฯ ด้วยการเจาะฐานข้อมูลการควบคุม ระบบสาธารณูปโภค ทุกอย่าง โดย หลอกใช้ แฮกเกอร์ เข้าไปสร้างโปรแกรมเจาะข้อมูล แล้ว จึงสั่งฆ่า แฮกเกอร์ ทั้งหมด เพื่อเป็นการตัดตอน ขณะเดียวกับที่ แม็คเคลน ได้รับหน้าที่จาก FBI ต้องไปพา เจ้าแฮกเกอร์ ตัวแสบนาม ฟาร์เรล เพื่อมาสอบปากคำ กรณี ฐานข้อมูล FBI ถูกทำลายบางส่วน แม็คเคลน จึงถูกนำเข้าไปสู่สถานการณ์ล่อแหลมอีกครั้ง ผมชอบมากเป็นพิเศษครับ เพราะรู้สึกทันยุคทันสมัย และเมื่อดูภาพยนตร์เสร็จแล้ว ก็สามารถรู้สึกได้ว่า มันก็สามารถเป็นไปได้จริง เค้าสามารถเขียนบทได้แบบ ผสมผสานระหว่าง ความไฮเทคฯในยุคดิจิตอล ผนวกกับ ความเป็นจริงที่เป็นไปได้ที่ว่า แม้ระบบที่ดูจะโลว์เทค แต่ก็เป็นระบบแบบเก่า ๆ ที่ แม้แต่ ผู้ก่อการร้าย ไฮเทคฯขนาดไหน ก็ไม่สามารถใช้ความไฮเทคหยุดยั้งความโลเทคฯ ได้ ซึ่งเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังในรายละเอียดอีกครั้ง
ผมจำได้ว่า เค้ากำกับหนัง เรื่อง อันเดอร์เวิรลด์ มาก่อนแล้ว เป็นผู้กำกับที่กำกับหนังได้ น่าตื่นตาตื่นใจพอควร แต่เค้ามักจะชอบภาพในโทน แบบ แสงน้อย ๆ ภาพทึม ๆ และ ดูบีบ ๆ อารมณ์ และในเรื่องนี้ก็มีหลายฉากหลายตอนที่ภาพจะออกมาค่อนข้างทึม ๆ แสงน้อย ๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความสมบูรณ์ในรายละเอียด แต่ก็พอทราบเบื้องหลังมาว่า เค้าเป็น แฟนพันธุ์แท้ภาพยนตร์ DIE HARD มาตั้งแต่ภาคแรก เค้าดู DIE HARDภาคแรกตั้งแต่เมื่อเค้าอายูแค่ 16 แล้วเค้าก็บอกว่า เคยฝันไว้ว่า จะสร้างหนังสไตล์แบบ DIE HARD สักเรื่อง แต่ก็ไม่เคยคิดเคยฝันว่า บลูซ วิลลิส จะเลือกเค้ามากำกับ DIE HARD4.0 เค้าจึงตั้งใจกำกับภาคนี้เป็นพิเศษ
ในส่วนของการกำกับหนังเรื่อง DIE HARD4.0นี้ ถือว่าใช้ได้เลยครับ ความต่อเนื่องของเนื้อหา ความสนุกสนาน ความมันส์ที่ต้องลุ้นกัน ตั้งแต่ 5 นาทีแรก เพราะเมื่อการปรากฏกายของ จอห์น แม็คเคลน ขึ้นเท่านั้น ความระทึกก็ตามมาอย่างต่อเนื่อง จนรู้สึกว่า มันส์แบบ นอนสต๊อป แอ็คชั่น จนจบเรื่อง ก็เล่นเอาเหนื่อยตามนักแสดงไปด้วยเลยครับ นาน ๆ จะเจอหนังแบบนี้สักครั้ง ก็ต้องบอกละครับว่า ชอบจริง ๆ และไม่ผิดหวังกำกับการกลับมาของ จอห์น แม็คเคลน หรือ บลูซ วิลลิส เลยครับ แถมยังประทับใจอย่างยิ่งเลยครับ และ ทำให้ผมหวังที่จะไปดูรอบที่สองแน่นอนครับ ไม่ต้องมากเลยครับ บลูซ วิลลิส ใครไม่รู้จักก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้วล่ะครับ ตำนานของ DIE HARD ต้อง บลูซ วิลลิส เท่านั้น เพราะเมื่อพูดถึง DIE HARDก็ต้องเป็น บลูซ วิลลิส หรือ เมื่อพูดถึง บลูซ วิลลิส ก็ต้องเป็น DIE HARD เท่านั้น เค้าเป็นจ้าวแห่งความอึดมาทุกภาค ที่ต้อง ลุยกับผู้ก่อการร้าย แบบ มีข้อจำกัด แบบในที่จำกัด และในแบบ เวลาอันจำกัด ถึงแม้หนังเรื่อง SPEED เร็วกว่านรก ที่สร้างชื่อให้กับ คีอานู รีฟ มาแล้ว ก็ยอมรับว่าได้แรงบันดาลใจมาจาก ภาพยนตร์เรื่อง DIE HARD นี่แหล่ะครับ ดังนั้น ภาพลักษณ์ของ ฮีโร่ที่เป็น คนธรรมดา ๆ ถูกต่อยก็เจ็บ ถูกอัดก็น่วม ถูกยิงก็สาหัส จึงเป็นรูปแบบที่ติดตราตรึงใจเรียกกันง่าย ๆ ว่า “โดน” ขาบู๊แบบเข้าขั้น ก็มีเค้าเท่านั้น จอห์น แม็คเคลน ที่นั่งอยู่ในใจ และ บลูซ วิลลิส ก็ถ่ายทอดวิญญาณของ จอห์น แม็คเคลน ได้อย่างไม่มีที่ติ ตั้งแต่ภาคแรก จนถึงภาคสี่นี้ แม้สังขารจะร่วงโรยไปตามอายุ แต่การแสดงของเค้านั้น ไม่ได้ร่วงโรยลงไปเลยครับ กลับมีพลังมากขึ้น เมื่อคุณไปชม คุณจะเห็นได้เลยว่า ภาพยนตร์สื่อให้รู้เลยครับ ว่า จอห์น แก่ไปเยอะ ไม่ว่าจะเป็น ภาพที่ โคลสอัพ ใบหน้าที่แก่กร้าน หรือ แม้แต่ภารกิจ ที่เค้าถูกมอบหมาย ก็มอบหมายด้วยว่าที่เค้าเป็น ตำรวจชรา ๆ คนหนึ่งเท่านั้น (คล้าย ๆ เหมือนใน ภาพยนตร์ เรื่อง 16 BLOCKS แต่ไม่แก่เท่า )แต่เมื่อ สถานการณ์คับขัน เค้าก็สามารถกลับมาเป็น แม็คเคลน คนเดิมเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วเหมือนเดิมเลยครับ เพราะ แอ็คชั่นการแสดงของเค้าไม่ได้ตกไปตามวัยเลย อีกทั้งรูปร่างก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะเค้าไม่เหมือน อาร์โนลด์ หรือ สตอลโลน ที่มีกล้ามบึ้กบั้ก แต่พออายุเลยวัยไปแล้ว มันก็จะย้วยตามไ ปด้วย แต่ บลู๊ซ วิลลิส เค้าแค่ฟิตร่างกายเพียง 6 เดือน ก็กลับมาเป็น จอห์น แม็คเคลน ที่เกือบเหมือนเดิมเลยทีเดียวครับ

จริง ๆ แล้วเป็นภาพยนตร์ที่ดูเอาความมันส์ ก็ได้ แต่ก็มีสาระให้เก็บเกี่ยวอยู่บ้างเหมือนกัน อาทิ อย่างที่ผมเกริ่นไว้ตอนแรก อะไร ๆ ที่มันดูเก่าแก่ ดูโลว์เทคฯ แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเทคโนโลยีครับ หนังดูจะเปรียบเทียบให้เห็น อย่างเช่น สุดท้าย การสื่อสารทุกระบบ ถูกตัดขาดจากการก่อการร้ายด้วยเทคโนโลยี สุดท้าย ต้องไปพึ่งพาระบบโทรศัพท์พื้นฐาน หรือแม้แต่วิทยุCBR วิทยุคลื่นสั้นสมัครเล่น ที่ใช้กันในยุคดึกดำบรรพ์มาช่วยแก้สถาณการณ์ หรือแม้แต่เปรียบเทียบให้เห็นว่า แม้ผู้ก่อการร้ายจะใช้ความไฮเทคฯจากเทคโนโลยีควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่ก็ไม่สามารถควบคุมตำรวจโลว์เทคฯ คนเดียวได้ เนื่องจากเค้าไม่เคยพึ่งพาเทคโนโลยี แต่กลับใช้มันสมองกับความอึดระห่ำเข้าแลกเท่านั้นเอง ใคร ๆ ที่ได้ไปชมอาจจะเห็นว่า ถ้าเป็นเรื่องจริงแม็คเคลนไม่มีทางรอดแน่ ๆ แต่อย่างว่าแหล่ะครับ ด้านคนที่ชอบ ฮีโร่ แบบนี้ ก็ต้องขอบอกละครับว่า จริงครับหนังอย่างนี้ ฝรั่งมันโม้ทั้งเพ แต่ก็ต้องยอมรับละครับว่า ฝรั่งมันโม้มันส์ง่ะ จริงไม๊ครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น