วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ย้อนรอยดูหนัง 3 (มันส์คนละแบบ)


ในชีวิตที่ผ่านมา...หากนับการดูหนังที่ผ่านมา หนังจีนแอ็คชั่นเป็นหนังอีกประเภทที่ผมชอบดูมาก โดยเฉพาะหนังจีนกำลังภายใน และในอาทิตย์นี้เป็นหนังจีนเรื่องล่าสุดที่ผมได้ดูแล้วรู้สึกประทับใจในตำนานประวัติของครูมวยจีนขั้นปรมาจารย์ ผู้คิดค้นวิชามวยหยงชุน ผมมีโอกาสได้ดูครบทุกภาค ทุกเวอร์ชั่น ยกเว้น เวอร์ชั่นล่าสุดที่กำลังจะฉาย ที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า The Grand Masters ที่เป็นหนังอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง ซึ่งแสดงโดย เหลียงเฉาเหว่ย สุดหล่อที่หลายๆ คนชื่นชอบ ผมกำลังวันฉายอยู่ มาเมื่อไหร่ดูแน่นอน เพราะผมคือ แฟนตัวจริง อ.ยิปมัน ..
เอาหล่ะ ขอวกกลับมาที่เรื่องยิปมัน 2 ที่ผมได้ดูแล้วมันส์กว่า..หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงามในยิปมันภาคแรกด้วยปรัชญากังฟูที่มุ่งเน้นความสงบ สง่างามและป้องกันตัวมากกว่าทำลายล้าง ภาพยนตร์ไม่เพียงได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากงานภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งฮ่องกง 28th Hong Kong Film Awards แต่ยังยกระดับ ดอนนี่ เยน หรือ เจินจือตัน ให้กลายเป็นกังฟูอันดับ 1 ของเอเชียแทนที่รุ่นพี่ที่ห่างหายไปกับวงการฮอลลีวู๊ดบ้างหรือหมดยุคทองผ่องอำไพของภาพยนตร์กังฟูของฮ่องกง บางทีอาจจะเรียกว่าอันดับ 1 ในแนวศิลปะป้องกันตัวเลยก็ว่าได้นั่นหมายถึง ดอนนี่ เยน น่าจะก้าวผ่านโทนี่ จา ของไทยที่ยังย่ำอยู่กับที่กับแนวแอคชั่นที่ขาดอารมณ์ร่วมให้กับคนดู แม้ว่าภาพยนตร์อย่างยิปมัน 2 ก็แทบจะไม่มีพล็อตเรื่องอะไรที่ซับซ้อนหรือเลิศเลอ แล้วปัจจัยอะไรล่ะที่ทำให้ ดอนนี่ เยน หรือหนังของเขาเริ่มจากเล็กๆจนเติบโตเป็นแนวหน้าอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญภาค 2 ได้ก้าวล้ำภาคแรกไปอย่างมากทั้งการตอบรับจากนักวิจารณ์และการทำรายได้อย่างมากมายจนเป็นสถิติเมื่อออกฉายทั้งในจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์
บนฉากหลังของสงครามมหาเอเชียบูรพาที่ญี่ปุ่นรุกรานจีน และยิปมันได้รับผลกระทบจากสงครามจนเรียกว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ปรัซญาของเพลงมวยหย่งชุนยังสะท้อนบนตัวยิปมันอย่างสมบูรณ์ เรียบง่าย สงบ และไม่หวั่นไหว แม้จะเปลี่ยนสถานะจากร่ำรวยมาเป็นยาจก เมื่อยิปมันภาค 2 เริ่มต้นก็สานรับกับภาคแรกเมื่อยิปมันต้องระหกระเหินมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ฮ่องกงและสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดก็เป็นครูมวย ยิปมันต้องเผชิญกับอาจารย์หงษ์(หงจินเป่า) ที่เป็นผู้ดูแลสมาคมค่ายมวยแห่งฮ่องกงและการส่งส่วยให้กับนายตำรวจฝรั่งที่ดูแลอยู่ แต่ท้ายที่สุดเรื่องราวไม่ต่างจากภาคแรกที่ยิปมันต้องต่อสู้กับนักมวยต่างชาติที่ในภาคแรกคือชาวญี่ปุ่นแต่ในภาค 2 เป็นฝรั่งที่ชื่อว่าทวิตเตอร์บนเรื่องราวที่เดาได้ไม่ยากและการปรากฏตัวของลูกศิษย์ยิปมันที่ชื่อว่า “บรูซ ลี”

ยิปมัน 2 ยังคงขายเอกลักษณ์ความเป็นชายหนุ่มที่มากฝีมือแต่ให้เกียรติกับภรรยาและดูเป็นคนรักครอบครัวและเคารพความเป็นคนของทุกชีวิต ในขณะเดียวกับจุดเด่นของเรื่องคือ ฉากกังฟูที่ไม่ต้องดัดแปลงอะไรมากมายจากเรื่องแรก เพลงมวยที่อ่อนน้อมถ่อมตน การเคารพคู่ต่อสู้ และการต่อสู้ที่สะท้อนของปรัชญาป้องกันตัวมากกว่าการทำร้าย แค่ฉากการต่อสู้ในตลาดปลาที่ยิปมันหยิบมีดขึ้นมาแล้วสลับด้านคมออกเอาสันที่ทื่อมาสู้กับมาเฟียก็เรียกเสียงฮือให้กับคนดูและตอกย้ำบุคลิกของยิปมันได้อย่างชัดเจน เพียงเสน่ห์เล็กๆแค่นี้ที่มีตลอดเรื่องก็เพียงพอดึงอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก ฉากต่อสู้ในเรื่องยังมีทีเด็ดที่น่าสนใจระหว่างกังฟูต่างยุคคือ หงจินเป่าในบทอาจารย์หงส์กับดอนนี่เยนในบทยิปมัน และมันก็เป็นสิ่งที่ผู้ชมอยากดูเป็นที่สุดและก็ไม่ทำให้คนดูผิดหวัง และน่าจะเป็นฉากสู้ที่ดีทีสุดของหนังแนวศิลปป้องกันตัวในรอบหลายๆปี รวมทั้งบทสนทนาดีๆก็ช่วยเสริมแรงเพิ่มคุณภาพของหนังได้เป็นอย่างมาก


บุคลิกของอาจารย์หงส์(หงจินเป่า)กับยิปมันน่าจะไม่แตกต่างมากนักในแง่ของการเป็นคนรักครอบครัว มีความรู้และเพลงยุทธ์ แต่สิ่งที่สะท้อนและเป็นมุมมองที่น่าสนใจก็คือ สภาพแวดล้อมที่ต่างกันกลับทำให้อาจารย์หงส์กับยินยอมให้เงินเข้ามาครอบงำในบางมุม เนื่องจากสภาพของฮ่องกงที่มีการคอร์รัปชั่นและการต่อสู้แย่งชิงเพื่อครอบครองพื้นที่ทำมาหากิน ในขณะที่ยิปมันมาจากพื้นฐานของเมืองฝอซานที่เคยสงบและรุ่งเรืองก่อนที่ญี่ปุ่นจะมายึดครอง กังฟูจึงถูกใช้เพื่อวัตถประสงค์ที่ต่างกันโดยไม่นับความแตกต่างของเพลงมวยของทั้งสองตระกูล แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่หนังเรื่องนี้ดึงมาใช้อย่างเด่นชัดคือ “ความรักชาติ” ผ่านคำว่า “มวยจีน” วัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ตกทอดและเป็นส่วนหนึ่งหรือองค์ประกอบของชาตจีนหรือคนจีน และเป็นอารมณ์ร่วมที่ตรึงผู้ชมไม่เพียงแต่คนจีนเท่านั้น และสิ่งนี้เองที่ทำให้หนังพล็อตเรื่องธรรมดาก็กลายเป็นหนังที่ดีได้เรื่องหนึ่ง
ผู้สร้างหนังเรื่องนี้อธิบายว่าภาคแรกเป็นมุมหนึ่งของการเอาชีวิตรอดจากภัยสงคราม แต่ภาคสองเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของการมีชีวิตอยู่ ยิปมันได้สะท้อนให้เห็นค่านิยมที่มุ่งเน้นคุณค่าของครอบครัว ตอนหนึ่งที่ปะทะฝีมือกับอาจารย์หงส์ในช่วงที่ครอบครัวของอาจารย์หงส์กำลังจะทานข้าวเย็น แต่อาจารย์หงส์ที่มุ่งมั่นกำราบยิปมันให้ได้จึงขอปะลองก่อน แต่ไม่เพียงแต่ยิปมันแสดงฝีมือป้องกันตัวเองแล้วยังคำนึงถึงคนอื่นในเวลาเดียวกันอีกด้วย ก่อนที่ลูกชายคนเล็กของอาจารย์หงส์จะโดนลูกหลงของอาจารย์หงส์เองเป็นยิปมันที่ช่วยไว่ได้และขอให้อาจารย์หงส์ทานอาหารกับครอบครัวก่อน การต่อสู้มีขึ้นเมื่อใดก้ได้ และเป็นที่มาของคำว่า “ชัยชนะสำคัญนักหรือเมื่อเทียบกับการกลับบ้านเพื่อรับประทานอาหารกับครอบครัว” รวมทั้งไม่เพียงหัวหน้าครอบครัวที่ดียังแสดงถึงการปกป้องลูกน้องในมุมที่หาดูได้ยากในปัจจุบันที่หัวหน้าคนทุกคนควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง และบทสรุปที่ชัดเจนเมื่อยิปมันประกาศว่า “คนทุกคนเกิดมาบนพื้นฐานที่แตกต่างกัน แต่ศักดิ์ศรีของความเป็นคนไม่ได้ต่างกันเลยแม้แต่น้อย” เพื่อเป็นการสยบชาวฝรั่งและต่างชาติที่ดูถูกคนจีน และเพียงแนวคิดที่สอดแทรกอย่างกลมกลืนก็ไม่แปลกที่ยิปมัน 2 จะกลายเป็นภาพยนตร์ที่ชนชาวจีนทั้งหลายต่างแห่แหนกันไปดูแบบถล่มทลายทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่หรือจีนแผ่นดินน้อยทั้งหลาย เพราะการดึงอารมณ์ร่วมและปรัชญาอันลึกซึ้งของชาวตะวันออกผ่านเพลงมวยทำได้อย่างไม่มีที่ติ และยิปมัน 2 ก็เป็นภาพยนตร์ดีอีกเรื่องหนึ่งที่แฝงแนวคิดดีๆอยู่ในฉากการสู้ที่สวยงาม และทิ้งทายเห็นว่าชัยชนะไม่ได้สำคัญเลยถ้าได้มาบนซากปรักหักพัง ชัยชนะที่แท้จริงคือการไม่ต้องทำศึกต่างหาก แล้วอีกไม่นานก็มีหนังยิปมัน 3 ออกมาอีก แต่เป็นภาคย้อนหลังในวัยเด็กที่ยังมีตัวแสดงเดิมคงเดิมก็คือ หงจินเป่า มาแสดง แต่ไม่ได้รับบทเดิม ส่วนอ.ยิปมัน เป็นเด็กหนุ่มหน้าใหม่ ส่วนเนื้อเรื่องของหนังก็สนุกไปอีกแบบ แต่ไม่มันส์เท่าภาค 1 และ 2 ของที่ผ่านมา

มาย้อนความมันส์กันต่ออีกเรื่องที่เป็นหนังไซไฟ แอ็คชั่น ผสมไฮเทคอย่างมันส์ๆ แล้วก็สามารถทำรายได้จากทั่วโลกมากมายจริงๆ ของปีที่ผ่านมา ด้วยเนื้อหา ภาพ และเทคโนโลยี ผมยอมรับเลยว่าเรื่องนี้ยังสร้างความประทับใจไม่รู้หายจริงๆ คงไม่ต้องบอกว่าช่วงปลายปี 2009 ภาพยนตร์เรื่องใดจะเป็นที่ถูกกล่าวขานทั่วโลกมากที่สุดถ้าไม่ใช่ผลงานล่าสุดของเจมส์ คาเมรอน ที่ครั้งหนึ่งประกาศตัวเป็น King of the World บนเรือที่ไม่มีทางจมด้วยการลอยลำอยู่อันดับ 1 บน Box Office ตลอดกาลมาหลายปีแล้ว ภาพยนตร์ที่เจมส์ร่างบทภาพยนตร์เสร็จตั้งแต่ปี 1994 และตั้งใจจะสร้างหลังจากมหากาพย์เรือล่มไททานิคเสร็จเรียบร้อยในปี 1997 แต่เมื่อพิจารณาจากเทคโนโลยี่ในขณะนั้นทำให้เจมส์รอคอย จนปี 2006 ก็เริ่มขัดเกลาบทหนังใหม่อีกครั้งและเริ่มสร้างเสร็จพร้อมออกฉายในปีนี้ (2009) พร้อมด้วยทุนสร้างที่มโหฬารครั้งประวัติศาสตร์คือมีการคาดการณ์ว่าใช้ไปมากกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (300 ล้านเหรียญฯสำหรับต้นทุนสร้าง และ 200 ล้านเหรียญฯสำหรับต้นทุนจัดจำหน่ายและอื่นๆ)ซึ่งสูงกว่าสถิติเก่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯของไตรภาคสุดท้ายของโจรสลัดนามแจ็ค สแปรร์โรว์ ทีทำไว้ในปี 2007
เรื่องนี้คือ อวตาร ที่เกิดขึ้น ณ ดาวแพนโดร่า ดวงดาวที่ห่างจากโลก 4.3 ล้านปีแสง บริษัทและกองกำลังจากโลกมนุษย์ที่กำลังจะเข้ายึดแร่ธาตุ Unobtainium ที่มีค่ามหาศาลที่อยู่ภายใต้พื้นดินของดาวแพนโดร่า แต่ปัญหาก็คือบนพื้นที่แห่งนั้นมีชาวพื้นเมืองอาศัยอยู่ที่เรียกว่า นาวี (Na'vi) ก่อนที่เหล่ามนุษย์จะยกกำลังทหารเพื่อเข้ายึดครอง ด็อกเตอร์เกรซ ก็ริเริ่มโครงการอวตาร (AVATAR) เพื่อให้เกิดแนวทางลดความเสียหายน้อยที่สุด โดยสร้างร่างที่เรียกว่าอวตาร เป็นการผสมดีเอ็นเอของมนุษย์และชาวนาวีไว้ด้วยกัน และมีผู้บังคับร่างนั้น เพื่อนำอวตารเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชาวนาวี เรียนรู้วิถีชีวิต และโน้มน้าวให้ชาวนาวีอพยพไปจากดินแดนที่มนุษย์ต้องการ เจค ซัลลี่ คือทหารที่อัมพาดช่วงขาเป็นผู้ถูกเลือกเข้าโครงการอวตารอ่างกะทันหัน และเจคก็พาร่างอวตารของเขาเข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตของขาวนาวีผ่านการสอนของ เนย์ทิรี่ นาวีสาวลูกของหัวหน้าชาวนาวี และเจคก็เรียนรู้ว่าคุณค่าของวิถีของชาวนาวีใหญ่และงดงามกว่าแร่ธาตุที่มนุษย์ต้องการมากนัก และเป็นสิ่งที่เจคต้องร่วมกับชาวนาวีเพื่อปกป้องกองกำลังทหารที่กำลังจะใช้กำลังเข้ายึดครองและเป็นชะตากรรมของชาวนาวีทั้งมวล


บรรยากาศหนังเหมือนการผสมผสานของป่าดิบชื้นอย่างป่าอเมซอนกับท้องทะเลที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลและยังเพิ่มเติมไปด้วยสัตว์ที่คล้ายในตำนานของเทพนิยายอย่างฝูงมังกรที่ถูกเรียกกล่าวว่าอิกราน ภาพความสวยงามของดาวแพนโดร่าจึงงดงามหาที่ติไม่ได้ เปรียบเสมือนสรวงสวรรค์ก็ไม่ปาน และนั่นต้องเป็นเพราะเทคโนโลยี่สิ่งที่เจมส์ คาเมรอนรอคอยเพื่อทำให้เกิดความงดงามเช่นนั้น ทำให้ดาวแพนโดร่าคือความโดดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างแท้จริง ในขณะที่พล็อตเรื่องของหนังคือ เรื่องที่นักดูหนังคงคุ้นตาดี เพราะหนังรางวัลออสก้าร์อย่าง Dances with Wolves ของ เควิน คอสต์เนอร์ ก็มีแนวทางแบบเดียวกัน และก็ไม่แปลกถ้าจะยกเรื่องอย่าง The Last Samurai ของ ทอม ครูซ หรือ District 9 หนังในปีนี้ ก็อาจจะเห็นภาพได้ยิ่งขึ้น รวมทั้งยังมีหนังอีกหลายเรื่องที่มีพล็อตคล้ายกันอย่างหนังอังกฤษ The Emerald Forest ที่กล่าวถึงการรุกล้ำชนพื้นเมืองเพื่อสร้างเขื่อน, The Battle For Terra, Furngully และหนังการ์ตูนของจิบลิอย่าง Laputa: Castle in the SKy ดังนั้นพล็อตเรื่องแม้จะมีที่มาที่ไปแต่ก็ไม่ยากที่จะเดาเรื่องยกเว้นในรายละเอียดที่เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง และในความเป็นจริงเรื่องราวแบบนี้ก็เป็นความจริงในประวัติศาสตร์ของมนูษย์ที่มีมาตั้งแต่การเข้ายึดครองพื้นดินในสมัยล่าอาณานิคมเพื่อครอบครองทรัพยากรของชาติอื่นๆที่่อ่อนด้อยกว่าในเรื่องกำลังทหาร จนมาถึงยุคปัจจุบันที่เกิดขึ้นในหลายๆประเทศที่กลุ่มนายทุน เข้าครอบครองพื้นที่ป่า ยึดครองทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นของตัวเอง


ชาวนาวีและวิถีทางของชาวนาวีเป็นหัวใจของหนังเรื่องนี้ ความจริงไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกหนังโดยเฉพาะหนังในเอเชียอย่างญี่ปุ่นที่พูดถึงการการอยู่กับธรรมชาติอย่างสันติสุข การใช้จิตวิญญาณมากกว่าการสัมผัสแห่งทุนนิยม ชาวนาวีมนุษย์ดาวแพนโดร่า ผิสีฟ้าและมีรูปร่างสูง 10 ฟุต หรือ 2 เท่าของมนุษย์ปัจจุบัน เป็นเผ่าพันธุ์ที่หาไม่ยากบนโลกมนุษย์แบบเดิม ชนเผ่าที่พูดถึงเวทย์มนต์ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ แต่ก็เป็นการเคารพต่อธรรมชาติแหล่งกำเนิดของพวกเขา การมีจิตใจที่เข้าถึงธรรมชาติที่ไม่ได้มาจากการมองเห็นด้วยดวงตา การสัมผัสที่ไม่ได้เพียงด้วยมือ วิถีของชาวนาวีจึงเป็นการดำเนินชีวิตที่มากกว่าใช้สัมผัสทั้งห้าเหมือนที่มนุษย์ทั่วไปทำ แต่เป็นวิถีของการมองเห็นด้วยหัวใจ และหัวใจในการมองหาของพวกเขาก็ต้องใช้จิตวิญญาณ หลายตอนที่เจค ซัลลี่ ในร่างอวตาร ได้รับการเรียนรู้วิถีแห่งชาวนาวีหลักสำคัญก็คือการเชื่อมสัมผัสทั้งหลายบนโลกแห่งพวกเขาด้วยจิตวิญญาณเขาถึงจะมองหาสิ่งที่ต้องการได้ และหลายครั้งที่เขาจะเห็นสิ่งใดต้องใช้หัวใจในการมอง และเป็นประโยคที่สำคัญของเรื่องก็คือ “I see You” ที่เนย์ทิรี่บอกกับเจค เป็นประโยคที่สะท้อนวิถีของชาวนาวีไปโดยปริยาย และถ้าเราอยากให้โลกของเราสวยงามอาจจะไม่ต้องเท่ากับดาวแพนโดร่า เราคงต้องเปลี่ยนวิถีในการมองเห็นและการค้นหาแทนสัมผัสทั้งห้าด้วยสิ่งๆหนึ่ง และเจ้าสิ่งนั้นนั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า “หัวใจ” ครั้งเมื่อTitanic ขึ้นครองอันดับ 1 ของ Box Office จอร์จ ลูคัส ส่งภาพวาดเชิงล้อเลียนให้กับ เจมส์ คาเมรอน ในเชิงเหล่าเจไดอยู่บนเรือที่กำลังจม ไม่รู้ว่าคราวนี้เหล่านาวีทั้งหลายจะมายืนบนเรือไททานิคลำนี้ด้วยหรือเปล่าหนอ นี่แว่วๆ มาว่ากำลังมีภาค 2 อืม...เยี่ยม รอดูอยู่ว่าจะแจ๋วกว่าไหม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น