
ทีนี้ก็มาต่อกันเรื่องเสื้อผ้าและเส้นลวงตา ซึ่งเป็นตอนที่ 4 แล้ว ผมบอกไว้ก่อนเลยว่าสำคัญไม่แพ้ตอนที่ผ่านมา หากอยากมีบุคลิกภาพที่ดี โดยเฉพาะเรื่องการเลือกสี
สีสันมีคำศัพท์เฉพาะในการเรียน สี หมายถึงชื่อเรียก เช่น แดง เหลือง น้ำเงิน ความเข้ม หมายถึง ความจางหรือเข้ม หากคุณเติมสีขาวเข้ากับแม่สีจะได้ สีจางหรืออ่อนลง แต่เมื่อเติมสีดำเข้าไปจะได้สีเข้ม ส่วน intensity หรือ chromo หมายถึง ความสว่าง หากเป็นสีผสม ความสว่างจะลดลง สีสันอาจจะแยกเป็นสีร้อน เช่น สีเหลือง เหลืองส้ม ส้ม แดงเพลิง และแดง ส่วนสีเย็น ได้แก่ สีม่วง ม่วงคราม น้ำเงิน เขียวน้ำเงิน และเขียว
สีสันสามารถนำมาปรับใช้ร่วมกันได้ในการเลือกเสื้อผ้าชุดทำงานได้หลายทาง
1. เสื้อผ้าในกลุ่มทีเดียว โดยยืดกลุ่มสีใดสีหนึ่งเป็นหลักและมีสีจางหรือเข้มเป็นส่วนประกอบ เช่น ชุดสูทสีน้ำเงินเข้ม เชิ้ตหรือเบลาส์สีฟ้าอ่อน เนคไทหรือผ้าพันคอมีเส้นลายสีน้ำเงินระดับต่าง ๆ กัน การแต่งกายด้วยสีกลุ่มเดียวนี้ จะเน้นที่ความเข้มจาง หากใช้สีระดับเดียวกันทั้งตัวจะจืดชืดไม่ชวนมอง
2. สีตัดกัน หมายถึง สีที่อยู่ตรงข้ามกันในวงสี เช่น สีน้ำเงินตรงข้ามกับสีส้ม สีตัดกันจะเพิ่มความเข้มให้ซึ่งกันและกัน ขอให้ใช้สีคลาสสิคในวงธุรกิจเป็นหลัก โดยมีสีตัดกันเป็นส่วนเน้น
3. สีใกล้เคียงกัน หมายถึง สีที่อยู่ถัดกันในวงสีการผสมสีที่ชวนมองที่สุดจะเป็นสีที่อยู่ระหว่างกลางของแม่สี เช่น สีน้ำเงินจะไปได้ดีกับสีเขียว
4. สีตัดกันสามสี หมายถึง สีสามสีที่อยู่ตรงข้ามกันในวงสี เช่น สีเหลือง แดง และน้ำเงินซึ่งเป็นแม่สี ในการแต่งกายโดยใช้สีตัดกันสามสี จะยืดสีหนึ่งเป็นหลัก และให้อีกสองสีเป็นจุดเน้น เช่น สูทเป็นสีน้ำเงินเข้ม เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทที่มีเส้นลายสีน้ำเงิน เหลือง แดง จะไปด้วยกันได้ดีในการเลือกเสื้อผ้า ขอให้ยึดสีคลาสสิคเป็นหลัก การหาส่วนประกอบเพิ่มเติมได้ในภายหลัง เช่น เสื้อเชิ้ตหรือเทคไท จะทำได้โดยง่ายและไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ ข้อแนะนำในการเลือกเสื้อผ้าสีคลาสสิค มีดังนี้
1. สีเข้ม ขรึม บ่งถึงพลังอำนาจและระดับชั้นมากกว่าสีอ่อน สดใส หากต้องการเสนอภาพพจน์ของผู้นำทางธุรกิจ ยึดสีเข้มเป็นหลัก
2. เลือกสีผสมแทนแม่สี แม้ว่าเครื่องแต่งกายสีสดใสฉูดฉาดจะดึงดูดสายตาได้ดีกว่าชุดสีเข้มแต่สีสดใสเหล่านั้นก็ไม่เหมาะที่จะนำมาเป็นเสื้อผ้าของผู้นำ
3. เสื้อผ้าชุดทำงาน ผู้ชายควรเลือกเชิ้ตสีขาว ฟ้าอ่อน น้ำตาลอ่อน หรือลายทางสีอ่อน หากเกิดความลังเลว่าควรจะใช้สีใด ให้ยึดสีขาวไว้เป็นหลัก สีขาวเข้าได้กับทุกสี เสื้อเชิ้ตจะต้องสีอ่อนกว่าสูทถ้าเป็นหญิง เสื้อเบลาส์จะสีอ่อนหรือแก่กว่าสูทก็ได้
กฎเกณฑ์ของการใช้เส้นและสีสัน
1. สายตาจะกวาดมองตามเส้นสาย
2. สีอ่อนที่สุดในชุดเสื้อผ้าจะดึงดูดสายตาได้มากที่สุด
3. สีอ่อนจะโดดเด่นออกมา ภายนอกและขับวัตถุให้ขยายใหญ่ขึ้น ส่วนสีเข้มจะกระถดกลับเข้าข้างใน ทำให้วัตถุดูเล็กลง
อุปกรณ์ประกอบเสื้อผ้า
เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ หากไม่มีเครื่องประกอบ ประดับตกแต่งเป็นขั้นสุดท้ายก่อนออกจากบ้าน เครื่องประกอบ เช่น ผ้าพันคอ จะช่วยให้ชุดทำงานของคุณโดดเด่นขึ้นมาผิดตา
เกร็ดความรู้ต่อไปนี้ คงพอจะช่วยในการคัดเลือกเครื่องประกอบของเครื่องแต่งกาย
รองเท้า รองเท้าจะต้องสวมสบาย เพราะไหน ๆ คุณก็จะต้องสวมใส่ติดเท้าทั้งวัน เวลายามบ่ายเหมาะสมที่สุดในการเลือกหาซื้อรองเท้า เพราะเป็นช่วงที่เท้าบวมขยายใหญ่ รองเท้าที่จะใส่ไปทำงาน ควรมีอย่างน้อยสองคู่เพื่อใส่สับเปลี่ยนกัน จะช่วยยืดอายุรองเท้าให้ทนทาน อย่าเลือกรองเท้าล้ำยุคตามสมัยนิยม รองเท้าในโลกธุรกิจควรจะเป็นแบบเรียบ ๆ ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม รองเท้าสตรีควรเป็นแบบส้นเตี้ย รองเท้าหนังจะทนทานและสวมสบายมากกว่าวัสดุชนิดอื่น สีของรองเท้าจะต้องรับกับสีของเครื่องแต่งกาย รองเท้าชายควรเป็นสีดำ สีน้ำตาล หรือสีหนังอ่อน ผู้หญิงสามารถเลือกสีรองเท้าได้กว้างยิ่งกว่า ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงิน สีเบจ หรือสีน้ำตาลไหม้ รองเท้าจะต้องขัดจนเป็นเงาวับ ส้นจะต้องไม่สึกหรือเผยอ รองเท้าขมุกขมัวหรือส้นบิ่นจะแสดงถึงความไม่ใส่ใจ ในขณะที่เครื่องแต่งกายส่วนอื่นใหม่เอี่ยม
ถุงน่องถุงเท้า ถุงเท้าผู้ชายจะต้องเป็นสีเข้ม และสูงถึงกลางน่อง ถุงน่องและกางเกงถุงน่องสำหรับสตรีมีให้เลือกตั้งแต่โปร่งใสเรื่อยไปจนถึงสีทึบในชุดแต่งกายอนุรักษ์นิยมควรเลือกสีอ่อนที่เข้ากับ สีผิวเนื้อหากทางบริษัทไม่จำกัดสีของถุงน่อง ควรจะใช้สีดำ น้ำตาลเข้ม สีถ่าน หรือสีน้ำเงิน เก็บถุงน่องแฟนซีสีสันประหลาดไว้ในนอกเวลางาน ในปัจจุบันราคาถุงน่องถูกลงมากแล้ว อย่าปล่อยให้มีรอยฉีกขาดหลุดลุ่ยปรากฏ ซื้อถุงน่องอีกคู่เก็บสำรองไว้ในลิ้นชักเผื่อเวลาฉุกเฉิน สตรีนักธุรกิจควรจะสวมถุงน่องตลอดทั้งปี เพราะสำนักงานส่วนใหญ่จะติดเครื่องปรับอากาศ คุณไม่จำเป็นต้องถอดถุงน่องเพื่อให้เย็นขึ้น
เข็มขัด เข็มขัดสำหรับผู้ชายควรจะทำด้วยหนัง สีของเข็มขัดจะต้องเข้ากับสีของรองเท้า ซึ่งก็หมายถึงว่าต้องกลมกลืนไปกับสีของเครื่องแต่งกาย ผู้หญิงอาจจะถือว่าเข็มขัดเป็นเครื่องประดับตามสมัยนิยมอย่างหนึ่ง ถ้าเข็มขัดเข้ากับชุดแต่งกายเข็มขัดสตรีจะต้องทำด้วยหนังหรือเนื้อผ้าเดียวกับชุด หากคุณเป็นคนเอวสั้น ควรจะเลือกเข็มขัดหนังเส้นเล็กหรือเข็มขัดผ้าเนื้อเดียวกับชุด หากคุณเป็นคนเอวยาวก็พอจะใช้เข็มขัดเส้นโตได้ แต่อย่าปล่อยให้เข็มขัดข่มเครื่องแต่งกาย
เนคไทและผ้าพันคอ เนคไทเป็นองค์ประกอบสุดท้ายของเครื่องแต่งกายชายที่ครบถ้วนสมบูรณ์ส่วนผ้าพันคอจะเพิ่มความชวนมองให้ชุดสวยของคุณผู้หญิงได้ ในชุดอนุรักษ์นิยม ควรจะเลือกเนคไทเส้นเล็ก สีเข้ม มีลวดลายเพียงเล็กน้อย ลวดลายและสีสันของเนคไทจะต้องเข้ากันกับเสื้อเชิ้ตและสูท อย่าปล่อยให้มีลวดลายสองแห่งบนเสื้อผ้า หากเสื้อเชิ้ตเป็นสีขาว สูทไม่มีลวดลาย คุณสามารถเลือกใช้เนคไทมีลายขีดขวางหรือมีลวดลายได้ หากเสื้อเชิ้ตหรือสูทมีลายทางยาว ควรเลือกใช้เนคไทสีเรียบ ไม่มีลวดลาย
กระเป๋าเอกสารและกระเป๋าถือ พอจะกล่าวได้ว่าไม่มีอะไรแสดง “ความสำเร็จ” ให้เด่นชัดได้เท่ากับกระเป๋าเอกสารทำด้วยหนังมันขลับ กระเป๋าเอกสารหนังแสดงศักดิ์ศรีทั้ง ๆ ที่มีหน้าที่เพียงเป็นที่เก็บเอกสารกระเป๋าเอกสารมีหลายลักษณะ ตั้งทรงเหลี่ยม มีหูหิ้วเรื่อยไปจนถึงกระเป๋าหนีบมีฝาปิด หรือมีซิปรูดปิด สตรีอาจจะเก็บกระเป๋าเล็ก ๆ ไว้ในกระเป๋าเอกสาร เพื่อหลีกเลี่ยงการถือกระเป๋าอีกใบ หากต้องการลงทุนซื้อกระเป๋าถือสักใบ ขอให้เลือกกระเป๋าหนังที่มีคุณภาพดีสักใบ อาจจะเป็นสีดำ สีแดงเข็ม น้ำตาลแก่ หรือสีหนังธรรมชาติ สีของกระเป๋าถืออาจจะเลือกให้เข้ากับสีรองเท้า แต่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันในทุกกรณี
อัญมณี เป็นเครื่องตกแต่งที่จะช่วยแต้มสีสันแพรวพรายให้เครื่องแต่งกาย แต่กฎพื้นฐานสำหรับบุรุษ คือ ใช้อัญมณีให้น้อยที่สุด เช่น นาฬิกา กระดุมข้อมือ แหวนแต่งงาน นาฬิกานักธุรกิจมืออาชีพจะเป็นเรือนบาง สีเงินหรือทอง เรียบ ๆ ใช้สายหนังหรือสายโลหะ กระดุมข้อมือควรจะเรียบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สตรีสามารถเลือกอัญมณีประดับเครื่องแต่งกายได้มากกว่า แต่กฎพื้นฐานก็ยังนำมาปรับใช้ด้วย วัตถุประสงค์ของการประดับอัญมณีคือ เน้นจุดเด่นให้เครื่องแต่งกาย มิใช่ข่มเครื่องแต่งกายต่างหูไม่ควรมีขนาดใหญ่เกินเหรียญบาท นาฬิกาควรเป็นแบบคลาสสิค ไม่ควรสวมแหวนเต็มครบทุกนิ้ว เพียงหนึ่งหรือสองวงก็เพียงพอแล้ว คุณอาจต้องการสวมสายสร้อยหรือเข็มกลัดเพื่อเน้นเครื่องแต่งกาย แต่ก็ขอให้ยืดแบบคลาสสิค ซึ่งหมายถึงทอง เงินหรือไข่มุก สร้อยข้อมือตุ้งติ้งหรือกำไลข้อมือเต็มแขนไม่เหมาะสำหรับสตรีนักธุรกิจ เก็บเครื่องประดับนานาชนิดไว้สำหรับการชุมนุมสังสรรค์นอกเวลางาน
ข้อแนะนำในการแต่งกายของท่าน
1. แต่งตัวให้สมกับบทบาทในตำแหน่งสายงาน แต่งตัวเพื่องานที่ทำ
2. อย่าแต่งตัวให้ทันสมัยเกินไป ซื้อเครื่องแต่งกายวันนี้ เพื่อแนวโน้มแฟชั่นในอนาคต
3. เลือกเสื้อผ้าที่มีคุณภาพดี จะใช้ได้ร่วมสมัย เลือกอัญมณีและเครื่องแต่งตัวที่ไม่ล้าสมัย
4. ส่องกระจกดูภาพลักษณ์ของตนเอง ทำอย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง เริ่มงาน ตอนกลางวันและก่อนเลิกงาน
5. การเลือกสี เสื้อผ้า กางเกง รองเท้าต้องเข้ากันได้ ขอคำแนะนำจากช่างตัดเสื้อผ้ามืออาชีพ
6. ดูผู้อื่นเขาแต่งตัว
7. ซักเสื้อผ้าให้สะอาด ขัดรองเท้าให้เป็นเงา เป็นเรื่องที่น่าประหลาดที่คนส่วนมากตัดสินผู้อื่นด้วยรูปแบบการแต่งกาย และการขัด
รองเท้าเป็นเงา
8. ซื้อหนังสือแนะนำการแต่งกาย และแฟชั่นมาดูบ้าง เช่น Successful style ของ Dorix Poosen หรือ Professional Development
9. รักษาอนามัยส่วนตัว ท่านต้องสะอาดทั้งตัว ดูสะอาดตา กลิ่นสะอาด เรียกว่าสวยทั้งตัว
10. สนใจ คำวิจารณ์ในเรื่องการแต่งกายของเรา ดูวัตถุประสงค์การให้ข้อมูลย้อนกลับจากเพื่อนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้
11. ถ้านายหรือลูกค้านั่งรถของเรา ต้องแน่ใจว่ารถต้องสะอาด
เรื่องบุคลิกภาพถัดมาก็คือ มารยาทในการรับประทานอาหาร
การจัดงานเลี้ยง และการได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสต่าง ๆ นั้น เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญเป็นอย่างมาก สำหรับผู้ที่จะเป็นผู้นำในอนาคต เพราะในการติดต่อธุรกิจไม่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก ผู้บริหารหรือผู้นำของธุรกิจนั้น ๆ จะต้องได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสต่าง ๆ เช่น งานมงคลสมรส งานเลี้ยงรับรองแสดงความยินดี งานเลี้ยงรับรองทูตานุทูต งานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสวันสำคัญของประเทศ ฯลฯ เป็นต้น ปัญหาที่พบในงานจัดเลี้ยงที่สำคัญเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นจากผู้ที่ไม่เคยเข้าสู่งานสังคม เช่น การใช้ภาชนะบนโต๊ะอาหารไม่เป็น การสั่งเครื่องดื่มไม่ถูกกับกาลเทศะ การนั่งประจำโต๊ะไม่ถูกต้องตามที่เจ้าภาพได้จัดไว้ให้ ดังนั้น ผู้นำจึงควรจะมีความรอบรู้เกี่ยวกับการจัดเลี้ยง (ในฐานะที่เราเป็นเจ้าภาพ) และมารยาทที่ดีในโอกาสที่ได้รับเชิญไปร่วมรับประทานอาหารเนื่องในโอกาสต่าง ๆ
การจัดงานเลี้ยง เป็นการบริการอาหารและเครื่องดื่มรูปแบบหนึ่งที่จัดขึ้นตามภัตตาคาร หรือห้องอาหารภายในโรงแรมที่จัดให้บริการแก่ลูกค้าโดยเฉพาะ งานเลี้ยงอาจเป็นงานสังคมต่าง ๆ เช่น งานฉลองแต่งงาน งานปาร์ตี้ภายหลังการประชุมใหญ่ งานเลี้ยงวันเกิด ฉลองกิจการครบรอบปี งานเลี้ยงเนื่องในงานประชุมสัมมนา ประชาสัมพันธ์ เช่น งานแสดงสินค้าชนิดใหม่ เป็นต้น

ประเภทของการจัดเลี้ยง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. การจัดเลี้ยงแบบบุฟเฟ่ต์ (Buffet)
มักใช้ในงานเลี้ยงต่าง ๆ เช่น งานสังสรรค์ งานมงคลสมรส หรืองานอื่น ๆ โดยจะจัดอาหารประเภทต่าง ๆ ตั้งไว้บนโต๊ะ แยกออกเป็นประเภท ๆ เช่น ข้าว ข้าวผัด แกงเผ็ด ผัดผัก ซุป อาหารประเภทยำ น้ำพริก ผัก ของหวาน ผลไม้ แล้วตกแต่งบนโต๊ะอย่างสวยงาม เพื่อให้แขกผู้รับเชิญได้ตักด้วยตัวเองได้โดยสะดวก อาจมีพ่อครัวประจำที่โต๊ะสำหรับตักอาหาร ตักอาหารเสิ์รฟบางชนิด หรือปรุงอาหารร้อน ๆ เป็นการแสดงให้แขกเห็นเพื่อโชว์ฝีมือในการปรุงอาหาร การเสิร์ฟอาหารบุฟเฟ่ต์ทางโรงแรมผู้จัด จะจัดให้มีพนักงาน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกทำหน้าที่ช่วยเหลือแขกเกี่ยวกับอาหาร จัดเพิ่มเติมอาหาร ดูแลอำนวยความสะดวกให้แขกที่โต๊ะ ส่วนอีกพวกหนึ่งคอยดูแลบริการเรื่องเครื่องดื่ม การไปงานเลี้ยงประเภทนี้ แขกผู้รับเชิญจะเป็นผู้บริหารด้วยตนเองในการตักอาหารที่ชอบ ดังนั้น ในบางครั้งเจ้าภาพจะประสบปัญหาเรื่องอาหารไม่พอกับผู้รับเชิญ หรือผู้รับเชิญที่มาช้า อาจจะไม่ได้รับประทานอาหารที่จัดไว้ให้ก็ได้ ผู้ที่ไปร่วมงานเลี้ยงรับรองประเภทนี้ จะต้องพึงระมัดระวังในกิริยามารยาท ดังต่อไปนี้
1.1 ควรรักษาเวลาให้ตรงกับเวลาที่นัดหมาย (ไม่ควรไปช้ากว่ากำหนดการเกิน 20 นาที) เพราะจะทำให้แขกคนอื่นต้องรอเรา
1.2 โรงแรมผู้จัดเลี้ยง จะเตรียมจานอาหารไว้ให้แขกตัวเองตามชอบ ดังนั้นไม่ควรตักอาหารมากเกินไปจนรับประทานไม่หมด หากเราตักอาหารน้อยไปไม่พอรับประทานก็ใช้จานใบเดิมไปตักอาหารเพิ่มได้อีก
1.3 เมื่อเจ้าภาพผู้จัดเลี้ยง กล่าวเชิญแขกผู้มีเกียรติร่วมรับประทานอาหาร จะต้องให้เกียรติแก่สุภาพสตรีเป็นผู้เริ่มรายการไปตักอาหารที่ได้เตรียมไว้ก่อนเป็นอันดับแรก
1.4 การตักอาหารให้ใช้จานที่จัดไว้ให้เพียงใบเดียว ตักอาหารหลายอย่างที่เตรียมไว้ให้โดยกะประมาณพอที่เราจะรับประทานเพียงคนเดียว (ยกเว้น ซุป แกงจืด หรืออาหารประเภทยำ ที่จะมีถ้วยซุปจัดเตรียมไว้ให้ต่างหาก) การตักอาหารโดยใช้จาน 1 ใบต่ออาหาร 1 อย่าง เพื่อการตัดเผื่อเพื่อนร่วมโต๊ะเดียวกันเป็นการผิดมารยาทอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะโรงแรมหรือภัตตาคารผู้จัดอาหารไว้บริการ จะคิดค่าบริการจากจำนวนจากที่หยิบไปใช้
1.5 อย่าตักอาหารสำหรับตัวเองมากเกินไปจนรับประทานไม่หมด เพราะจะต้องทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ และแขกรับเชิญคนต่อ ๆ ไปจะมีอาหารไม่พอรับประทาน
1.6 ไม่ควรตักของหวาน หรือผลไม้ มาสำรองไว้ที่โต๊ะในขณะที่ผู้รับเชิญคนอื่นๆ ยังรอตักอาหารรับประทาน โดยมารยาทที่ดีแล้ว เมื่อรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย จึงจะไปตักของหวานและผลไม้ แล้วต่อจากนั้นจะบริการตามด้วยน้ำชาหรือกาแฟ
2. การจัดเลี้ยงแบบค็อกเทล (Cocktail)
เป็นงานเลี้ยงที่มีแต่เครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ ทั้งที่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีแอลกอฮอล์ พร้อมกับแกล้มเหล้า หรือของว่างประกอบบ้าง ผู้ที่ได้รับเชิญไปร่วมงาน จะไม่มีการจัดโต๊ะ เก้าอี้ไว้ให้นั่งประจำ (จะมีเพียงเก้าอี้จำนวนเล็กน้อยสำหรับผู้สูงอายุที่ยืนนาน ๆ ไม่ได้) วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้รับเชิญได้มีโอกาสสังสรรค์กัน พบปะพูดคุยกันในด้านธุรกิจ โดยมีวิธีการจัดดังนี้
1. จัดเตรียมบาร์พร้อมอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เหล้า เบียร์ชนิดต่าง ๆ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ สำหรับผสมให้แขก
2. เตรียมเครื่องแก้ว ถาดเสิร์ฟ และอุปกรณ์การเสิร์ฟ
3. จัดเตรียมโต๊ะสำหรับกับแกล้ม (Snack) ทั้งร้อนและเย็นสำหรับกับแกล้มชนิดร้อนควรมีหม้ออุ่น (Shating dish) เพื่ออุ่นอาหาร อาหารชนิดเย็น (Cocktail appetile) หรือ Snack ซึ่งทำจากขนมปังหั่นเป็นรูปต่าง ๆ แต่งด้วยอาหารชนิดต่าง ๆ อาจให้มีคนเดินเสิร์ฟให้แขกหรือจัดวางไว้บนโต๊ะ
4. เครื่องดื่มใช้เสิร์ฟมีหลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นเครื่องดื่มผสม หรือน้ำอัดลม น้ำผลไม้ นิยมจัดใส่ถาดรวมกันไปหลายชนิด เพื่อให้แขกเลือกได้ตามชอบใจหรือแขกอาจเดินมาหยิบที่บาร์ก็ได้
5. การตกแต่งห้องควรให้สวยงาม มีดอกไม้ประดับตามโต๊ะและมุมห้อง เพราะงานประเภทนี้ไม่มีโต๊ะให้นั่งรับประทานอาหาร แขกจะยืนดื่มและรับประทานกับแกล้มคุยกันรอบ ๆ ห้อง
3. การจัดงานเลี้ยง (Lunch & Dinner)
การจัดเลี้ยงอาหารกลางวันหรืออาหารค่ำ อาหารจะเสิร์ฟเป็นชุด โดยมีพนักงานบริการให้บริการอย่างเป็นทางการมากกว่า การจัดเลี้ยงแบบบุฟเฟ่ต์ ซึ่งจะต้องมีการเตรียมและให้บริการดังต่อไปนี้
1. เตรียมโต๊ะอาหาร เครื่องมือเครื่องใช้ในการรับประทานอาหารให้ครบชุดตามรายการอาหารที่ตกลงกันไว้ มีผ้าเช็ดมือ จาน แก้ว ควรเป็นชุดที่เข้ากันสวยงาม
2. โต๊ะเตรียมการเสิร์ฟ ซึ่งอาจจัดนอกห้องรับประทานอาหาร ควรเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น จานกาแฟ ถ้วย จานของหวาน ซ้อน-ส้อม ซอสต่าง ๆ ที่เขี่ยบุหรี่ ถาดเสิร์ฟที่จะต้องใช้ เรียกว่า “Service Table”
3. ของใช้ที่จำเป็นบนโต๊ะอาหาร จะต้องวางเกลือ พริกไทย ที่เขี่ยบุหรี่ และรายการอาหารชุด (Menu)
4. หากมีไวน์เสิร์ฟระหว่างอาหาร ควรแช่ให้เย็นไว้ล่วงหน้ามารยาทบนโต๊ะอาหาร
การไม่รู้จักมารยาทบนโต๊ะอาหาร จะเป็นอุปสรรคสำคัญขัดขวางความก้าวหน้าในอาชีพการงานของผู้นำเป็นอย่างมาก เพราะผู้บริหารระดับผู้นำส่วนใหญ่จะต้องมีโอกาสได้รับเชิญไปร่วมรับประทานอาหารกับเพื่อนร่วมงาน หรือผู้บังคับบัญชาอยู่เสมอ การรับประทานอาหารไทยหรืออาหารจีนจะไม่ค่อยมีปัญหา เพราะมีอุปกรณ์เครื่องใช้ในการรับประทานอาหารอยู่เพียงไม่กี่ชิ้น เช่น ช้อน-ส้อม ตะเกียบ ช้อนกระเบื้องที่ใช้เป็นช้อนกลาง ฯลฯ เท่านั้น แต่ถ้าหากได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวัน หรืออาหารค่ำ ตามสไตล์ของชาวตะวันตก และมีผู้ร่วมโต๊ะเป็นแขกผู้มีเกียรติขาวต่างประเทศจึงเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเรียนรู้มารยาทที่จำเป็นบนโต๊ะอาหาร การรู้จักใช้อุปกรณ์ประเภทต่าง ๆ บนโต๊ะอาหาร เช่น รู้จักใช้ช้อน-ส้อม มีด-หั่นเนื้อ หั่นปลา ทาเนย การรู้จักใช้แก้วน้ำ-แก้วไวน์ แก้ววิสกี้ เป็นต้น
คราวหน้ามาพบกันในตอนสุดท้าย หากทำได้ครบ แน่นอนที่สุด คุณก็จะเป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่ดีได้นะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น