วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คุย ในความรักนี้สำคัญมาก


เรื่องของการรักษาและประคับประคองความรักให้ยั่งยืนยาวนานนั้นเอง ด้วยการ ‘พูดคุย’ ต่างหาก… ก็แหงล่ะสิ เรื่องนี้มันต้องสำคัญกว่าแน่นอนอยู่แล้ว เพราะถ้าความสัมพันธ์ระหว่างคุณกะคนรักยังไปไม่รอด ก็ลืมเรื่องอื่นๆ ไปได้เลย เพราะฉะนั้น เรามาดูกันว่า การใช้ปากให้ประโยชน์ หรือจะเกิดโทษนั้น เป็นอย่างไรในแต่ละช่วงของความสัมพันธ์………ช่วงแรก
ช่วงโปรโมชั่น
หลายท่านๆคงเคยได้ยินคำว่า ‘ช่วงโปรโมชั่น’ของความสัมพันธ์รักกันมาแล้ว ใครๆก็มักเข้าใจว่าช่วงนี้น่ะ แม้แต่ตดของคู่เดทยังหอมเลย (อุ๊ย…เปรียบเทียบตรงไปมั้ยเคอะเนี่ย?)เอาเป็นว่าคงไม่ต้องไปพิสูจน์อะไรจริงจังตามนั้นมาก ก็คงจะเห็นตรงกันอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี จะมีสักกี่คน ที่มีสติพอที่จะยั้งปาก ไม่ให้เผลอไผลไปพูดอะไร ที่อาจจะย้อนศรดั่งบูมเมอแรง มาแว้งกัดตัวเองในช่วงต่อๆไปของความสัมพันธ์ได้ เพราะจากข้อมูลสถิติที่ผ่านมา หลายๆคู่เดทต้องเลิกรากันไปภายในไม่กี่สัปดาห์หรือ 2-3 เดือนแรกหลังจากตกลงปลงใจเป็นแฟนกัน ก็ด้วยสาเหตุจากความปากมันส์ของทั้งคู่ ที่พูดอะไรออกมาแต่ละคำ คิดเพียงแต่จะทำให้อีกฝ่ายเห็นข้อดีของตัวเอง พร้อมด้วยคำมั่นสัญญาต่างๆมากมายนับไม่ถ้วน แต่เอาเข้าจริงๆพอเวลาผ่านไป กับทำไม่ได้อย่างที่พูด ทีนี้ปัญหามันก็ยุ่งตายน่ะสิ เพราะตอนที่คุณเอาแต่พูดๆๆๆ คุณไม่ได้จำ แต่คนฟังเค้าไม่ได้เป็นอัลไซเมอร์นี่นา เค้าก็เลยจำได้แม่น จนเกิดอาการเคืองแค้นนิดๆ เพราะคาดหวังผิดไปหน่อย ไม่คิดว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาทั้งหมด จะเป็นเพียงลม‘….’(เติมคำเอาเองนะจ๊ะ) ที่ผ่านมาแล้วล่องลอยไปแค่นั้นเอง

ช่วงราบเรียบ(ไซด์เวย์)
ช่วงนี้ความสัมพันธ์เริ่มเข้าสู่ภาวะ‘อยู่ตัว’ เปรียบเป็นตลาดหุ้น ก็เหมือนช่วงไซด์เวย์คือ อาจจะมีขึ้นๆลง ups and downs บ้างเป็นระยะๆ แต่จะยังไม่ค่อยมีแรงปะทะจั๋งหนับให้เกิดดราม่ามากมายเท่าไร แต่ยังไงก็ตาม เนื่องจากความระแคะระคายสงสัยในจริงใจของแต่ละฝ่าย อันเกิดจากความ‘ผิดหวัง’หรือไม่เป็นไปดังคาดจากช่วงโปรโมชั่น เลยเกิดความขุ่นเคืองเล็กๆน้อยๆที่ยังคอยรบกวนใจอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น หากเกิดปัญหาความขัดแย้งผิดใจขึ้นเพียงเล็กน้อยในระยะนี้ ทั้งคู่ควรตั้งสติดีๆ แล้วหันหน้าปรับความเข้าใจ ทำ Reality Check กันใหม่ก่อนที่จะเริ่มเดินหน้ากันต่อไป จำเอาไว้ว่าถ้าไม่พูดเปิดใจกันในช่วงนี้แล้ว อีกหน่อยก็คงจะเข้าตำรา ‘It’s now or never’พูดซะ เมื่อยังมีโอกาส

ช่วงเกิดรอยร้าว
ช่วงนี้ปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ อันเกิดจากการขาดการสื่อสารที่ดีและเปิดอก เริ่ม‘ไม่ไหวจะเคลียร์’แล้ว เพราะการที่ทั้ง 2 ฝ่ายเอาแต่เก็บเอาน้ำพิษแห่งความขุ่นเคืองไว้ในใจ ไม่ไปให้มันไหลออกมาบ้าง ก็มีแต่จะทำให้เรื่องจุกๆจิก ยิบๆย่อยๆ ตกค้างเป็นตะกอนก้อนใหญ่ ทำให้ทั้งคู่ห่างเหินกันทางอารมณ์มากขึ้นๆทุกวินาที เกิดเป็นออร่าแห่งความกดดันให้ทั้งฝ่าย ทุกครั้งที่อยู่ใกล้กัน ในที่สุดก็จะเครียดและไม่อยากเจอหน้ากัน ค่อยๆผลักดันตัวเองให้ห่างไกลออกไป โดย(แอบ)สร้างสถานการณ์ที่ทำให้จะได้ไม่ต้องมาเจอกัน หรือใช้ชีวิตทำกิจกรรมอะไรร่วมกันอีก จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ทีนี้ก็กลายเป็นสันดาน เอ๊ย! เป็นนิสัยของคนทั้งคู่ ที่มักจะหยิบเอาเรื่องระหว่างคน 2 คน ออกไป‘พูดปรึกษา’กับมือที่สาม ซึ่งนอกจากจะยิ่งทำให้เลวร้ายลงไปอีก ยังมีผลกระทบต่อความเคารพและวางใจซึ่งกันและกันอีกด้วย

ช่วงแตกหัก
ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าความสัมพันธ์กำลังถูกผ่าแบ่งออกเป็นสอง จากที่เคยมีหัวใจเดียวกัน กลายเป็นคำว่า ‘นี่คือฉัน นั่นมันใครกัน(ฟระ)ที่นอนอยู่ข้างๆ?’ ก็เลยจะเริ่มมีการแยกตัวออกห่าง อาจถึงขั้นย้ายที่อยู่ออกไปอยู่กันคนละที่ หรือยังอยู่ด้วยกัน แต่หันมาแยกเตียง (กับโซฟา)ในช่วงนี้ ปัญหาจะก่อตัวโดยตัวของมันเอง กล่าวคือ จากการไม่พูดคุยกันในช่วงที่ผ่านๆมา จะกลายเป็นว่าต่างฝ่ายต่างรู้สึกปฏิปักษ์ เป็น ‘อริ’ต่อกันโดยอัตโนมัติ ใครทำอะไรนิดหน่อย ก็ผิดหูผิดตาไปหมด (แค่หายใจก็ผิดแล้ว!)ถึงช่วงนี้แล้ว ถ้ายังมีความรักแท้ต่อกันอยู่จริง การพูดคุยแบบเปิดอก จะเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมที่สุดเลยเชียว เพราะอาจจะกอบกู้สถานการณ์ความตึงเครียด ให้กลับมารักใคร่กลมเกลียวกันแน่นแฟ้นกว่าเดิม แต่ถ้าปากไม่ดี มัวแต่ยกเอาคำปรึกษาของใครต่อใคร(มือที่สาม)มาตะโกนใส่กันแล้วล่ะก็ ความผูกพันต่อกันเคยมากแค่ไหน ก็ดูเหมือนจะช่วยไม่ได้ซะแล้ว

ช่วงอาฟเตอร์ช๊อค
ช่วงนี้ความบาดเจ็บและเสียหาย(ทางใจ)ยังคงคุกรุ่นอยู่ แต่ถ้าทั้งคู่แยกตัวกันออกมาแล้วล่ะก็ เป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้เวลาทบทวนเงียบๆคนเดียว ว่าจริงๆแล้วที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ จุดบอดมันเริ่มจากตรงไหน แต่ที่ต้องเลิกคิดไปเลยก็คือประเด็นที่ว่า ‘ใครเป็นฝ่ายผิด’ เพราะมันไม่สำคัญเลยจริงๆ (มันก็ผิดด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ)เมื่อตั้งสติได้ดีแล้ว จึงกดโทรศัพท์ไป และพูดความในใจทั้งหมดของคุณออกไป ไม่ว่าจะเป็นใคร หากลองมีเยื่อใยต่อกันและอีกฝ่ายโทรมาง้อเช่นนี้ ก็ต้องใจอ่อนอ่อนใจด้วยกันทั้งนั้น แต่หากทิฏฐิรุนแรงด้วยกันทั้งคู่ เมื่อแต่นั่งจ้องดูว่าเมื่อไรอีกฝ่ายจะโทรหรือติดต่อกลับมาก่อน ก็ต้องขอบอกฟันธงไว้เลยว่า ความสัมพันธ์ของคุณทั้งคู่ ได้จบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์แล้ว
เห็นไหมล่ะว่า การไม่ใช้ปากให้เป็นประโยชน์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนกว่าจะถึงตอนจบของความสัมพันธ์นั้น จะก่อให้เกิด Butterfly Effect หรือปฏิกิริยาลูกโซ่ เข้าตำราน้ำผึ้งหยดเดียว ก็ทำให้ชีวิตห่อเหี่ยวได้ร้ายแรงแค่ไหน เอาเป็นว่าเมื่ออ่านบทความนี้แล้ว ครั้งต่อไปที่เกิดอาการ ‘ปากหนัก’ ก็จง…….
* กัดฟันพูดอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์ออกมา ท่องในใจเอาไว้ว่าดีกว่าจะปล่อยให้มันสายเกินไป
* ถ้าช่วงไหนไม่มีอะไรดีๆให้พูด ก้อต้องหัดรูดซิปปากให้สนิท อย่ามัวให้ความหวังละเมอเพ้อพก โกหกเป็นนาธาน
* จงปฏิบัติตามตำราที่ท่านว่าเอาไว้ ‘ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า’ เพราะเรื่องของสองเรา ไม่จำเป็นต้องให้ใครรู้ เรื่องของชีวิตคู่ไม่ต้องให้คนอื่นใดมาแทรกแซงนะครับ

สุดท้าย ผมอยากจะฝากคำคมเอาไว้ให้เพื่อนๆนักอ่านประจำได้คิดกัน นั่นคือ ‘The saddest phrase in this world is ‘I should have………’ ‘คำที่น่าเศร้าที่สุดในโลกนี้คือ คำว่า “ฉันน่าจะ………………”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น