วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ของฝากหนัง...แฮร์รี่ (ชิ้นสุดท้าย)


ขณะที่กระแสของหนังเรื่องแฮร์รี่ที่ฉายไปได้ไม่นานกำลังเป็นที่ติดตามกันอยู่ ใครจะรู้บ้างว่าหนังเรื่องนี้ มีอะไรๆ ที่ควรต้องรู้อีกมากมาย เหมือนในวันนี้ เช้าของวันจันทร์ที่แสนสดชื่น ผมขอเริ่มจากเรื่องเกี่ยวกับหนังสือก่อน
1.แฮร์รี่ พอตเตอร์ ตีพิมพ์ออกมาแล้ว 4 ภาค โดยที่เจ เค โรว์ลิ่ง วางพล็อตเรื่องไว้ 7 ภาคจบ ขายได้เป็นจำนวนมากมายมหา*ถึง 110 ล้านเล่มทั่วโลก ถูกแปลเป็นภาษาต่างๆมากกว่า 40 ภาษาตั้งแต่ภาษาอัลบาเนียนถึงภาษาซูลู ในภาคที่เป็นภาพยนตร์คือ Harry Potter and the Philosopher’s Stone หรือแฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ใช้งบประมาณในการสร้างทั้งหมด 125 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และถูกฉายในประเทศต่างๆโดยพากย์เสียงทับเป็นภาษาต่างๆถึง 24 ภาษาและเข้าฉายแบบมีซับไทเทิลภาษาอังกฤษใน 16 ประเทศ

2. เจ เค โรว์ลิ่ง ต้องเขียน แฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาคแรกในร้านกาแฟที่ชื่อนิโคลสัน ในเมืองเอดินเบอระ สก็อตแลนด์ เนื่องจากที่แฟลตที่เธออยู่นั้นแคบและชื้นจนเกินกว่าที่จะเขียนหนังสือได้

3.มีข่าวว่าจริงๆ เจเค.เขียน แฮร์รี่ พอตเตอร์เล่ม 7 ไปแล้ว โดย แฮร์รี่ พอตเตอร์ในตอนสุดท้ายจะมีอายุ 17 พอดี ข่าวลือก็ละเอียดถึงขนาดที่ว่าคำจบสุดท้ายของหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ก็คือคำว่า Scars หรือแผลเป็นนั่นเอง โดยเนื้อหาของตัวเรื่องจะเน้นเรื่องความรักเร่าร้อนแบบหนังสือวัยรุ่น แต่ไม่โป๊

4. วันเกิดของเจ เค โรว์ลิ่งคือ วันที่ 31 กรกฎาคม เป็นวันเดียวกับที่แฮร์รี่ พอตเตอร์เกิด และยังไม่พอ ดาเนียล แรดคลิฟฟ์ดาราเด็กที่แสดงเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ในหนังนั้นก็เกิดวันที่ 31 กรกฎาคม เช่นเดียวกัน

5. เบอร์ตี้ บอตต์ เยลลี่เม็ดทุกรสที่สร้างความแหวะให้กับผู้อ่านเพราะมีกระทั่งรสอ้วกและรสขี้หู จะถูกผลิตขึ้นมาจริงๆโดยบริษัทJelly Bellys และ Cap Candy โดยมี รสหญ้า,รสพริกไทยดำ,รสปลาซาร์ดีน แถมรสขี้มูกและรสอ้วกจริงๆแต่จะถูกคละกันมาในถุงสีแดงสดที่จะมีเยลลี่ทั้งหมด 38 รส

6. ชื่อหอพักของเด็กๆในโรงเรียนฮอกวอตส์ ที่มีความหมายดีอย่าง กริฟฟินดอร์ บ้านฮัฟเฟิลพัฟ บ้านเรเวนคลอ และบ้านสลิธีริน ถูกนึกขึ้นมาได้ขณะ เจเค.นั่งเครื่องบินอยู่ ชื่อทั้งหมดถูกบันทึกบนถุงอาเจียน

7. ร็อบบี้ โคลเทรน ผู้รับบทรูเบอัส แฮกริดชายร่างยักษ์ผู้ใจดี เคยทำงานเป็นคนขับรถของผู้กำกับมาร์ติน สกอร์เซซี่ ผู้กำกับจอมซาดิสต์ที่ผลิตหนังมันส์ๆอย่าง Taxi Driver Raging Bull Casino ฯลฯ

8. มีเด็กทั้งชาวอังกฤษและอเมริกันเข้ามาทดสอบบทแฮร์รี่ พอตเตอร์เป็นจำนวนมากถึง 16,000 คน แต่เมื่อโรว์ลิ่งได้เห็นวิดีโอเทปของดาเนียล แรดคลิฟฟ์ที่เข้ามาทดสอบบท เดวิด เฮย์แมนโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่องนี้กล่าวว่า “เจ เค ทำท่าดีใจและตื่นเต้นเหมือนกับเจอลูกชายในไส้ที่หายตัวไปเป็นเวลานาน”

9. อัลบั้มล่าสุดของ เจอรี่ ฮิลลิเวลล์ ที่ชื่อ Scream If You Wanna Go Faster มีเพลงเหนึ่งที่สาวซ่าคนนี้แต่งขึ้นจากแรงบันดาลใจที่ได้อ่านแฮร์รี่ พอตเตอร์ เพลงนี้ชื่อว่า Circles Round the Moon แถมเจอรี่ยังบอกด้วยว่า เพลงนี้น่าจะถูกเลือกให้เป็นเพลงนำในเรื่องด้วย แต่เธอต้องกินแห้วเพราะซาวด์แทร็คเป็นงานที่ออกโดย วอร์เนอร์ มิวสิค ขณะที่เจอรี่สังกัดอีเอ็มไอ

10. ที่ออสเตรียมีการตั้งโรงเรียนเพื่อสอนเรื่องของพ่อมด-แม่มดจริงๆที่ชื่อ Hexenschule โดยเรียนหลักสูตรทั้งหมด 6 เทอม เปิดสอนวิชาร่ายมนตร์ ผสมยาพิษ วิชาธรรมชาติวิทยา ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ การนั่งสมาธิ และ การพยากรณ์ โดยมีและผู้ที่เรียนจบจะได้ประกาศนียบัตรวิชาเวทย์มนตร์ด้วย

11. สตีเวน สปิลเบิร์ก ผู้กำกับมือทองเป็นคนแรกที่ได้รับเลือกให้มากำกับหนังเรื่องนี้ แต่กลับปฏิเสธ เพื่อไปทำเรื่อง A.I Artificial Intelligence แทนเนื่องจากสปีลเบิร์กอยากให้เจ้าหนูคู่บุญที่ชื่อ ฮาร์ลี่ โจเอล ออลเมนต์ รับบทเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ ในขณะที่เจ เค โรว์ลิ่งผู้เขียนหนังสือเรื่องนี้ยืนยันเสียงแข็งที่จะให้เด็กอังกฤษเท่านั้น

12. กีฬาพ่อมด - แม่มดที่เรียกว่า ควิดดิช ซึ่งเป็นกีฬาที่ผสมผสานกันระหว่างบาสเก็ตบอลและฟุตบอล โดยผู้เล่นจะแบ่งเป็นสองทีมโดยแข่งกันขี่ไม้กวาดความเร็วสูง แย่งกันทำประตู ฉากควิดดิชที่เห็นในหนังเพียง 9 นาทีเศษนั้นใช้เวลาวางแผนทั้งหมด 3 เดือนและใช้เวลาถ่ายทำอีก 6 เดือนจึงจะเสร็จสมบูรณ์

13. หลังจากที่ภาคแรกถ่ายทำเสร็จสิ้นสมบูรณ์และลงโรงฉายไปแล้วทั้งอังกฤษและอเมริกา การถ่ายทำภาคสองก็เริ่มต้นขึ้นแล้วที่ประเทศอังกฤษ และบทภาพยนตร์แฮร์รี่ พอตเตอร์ภาค 3 Harry Potter and the Prisoner of Azkaban หรือแฮร์รี่ พอตเตอร์กับนักโทษแห่งอัซคาบันก็กำลังเร่งเขียนอยู่ และแว่วๆมาว่าภาค 4 ของหนังเรื่องนี้คือ Harry Potter The Goblet of Fire หรือแฮร์รี่ พอตเตอร์กับถ้วยอัคนีที่มีความยาวถึง 734 หน้านั้นทางผู้สร้างเห็นว่าควรจะสร้างเป็น 2 ภาคมากกว่าโดยภาคแรกมีกำหนดฉายในเทศกาลขอบคุณพระเจ้าในเดือนพฤศจิกายนปี 2004 และตอนสองจะออกฉายในเดือนธันวาคมปีเดียวกันช่วงเทศกาลคริสต์มาส

14. หนังเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ สร้างปรากฏการณ์ไม่ธรรมดาหลายอย่างเช่น ไม้กายสิทธิ์ อาวุธคู่มือของแฮรี่ที่ใช้ในการถ่ายทำหนังถูกแฟนๆแฮร์รี่ พอตเตอร์แย่งกันประมูลจำนวนสองอันในราคาถึง 18,000 เหรียญ เป็นของประกอบฉากที่ถูกแฟนๆประมูลไปด้วยราคาสูงที่สุด ซึ่งฉากที่ดูธรรมดาๆ ไม่มากไปกว่าภาพยนตร์ย้อนยุคทั่วไปอย่างโรงเรียนฮอกวอตส์ ทีมงานกล่าวว่า พวกเขา ใช้ปูนไปมากกว่าที่ลงทุนทำฉากในเรื่อง Gladiator ใช้เสียอีก

15. หนังเรื่อง Harry Potter ทำให้ยอดขายแว่นตาในอังกฤษเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากรายงานของผู้ทำธุรกิจร้านแว่นในอังกฤษพบว่าเด็กๆวัย 8-9ปีต่างพากันตบเท้าเข้ามาวัดสายตามากขึ้น เด็กทุกคนให้เหตุผลที่ตัวเองอยากใส่แว่นเหมือนๆกันหมดว่าเป็นเพราะพวกเขาอยากจะเหมือนกับแฮร์รี่ พอตเตอร์

เห็นไหมละครับว่ามีเรื่องอะไรอีกมากที่นอกเหนือจากหนังที่เรายังไม่รู้ แต่ตอนนี้รู้แล้วนะ และจากการฉายหนังเรื่องนี้ที่ผ่านมาคงเดาไม่ยากสำหรับอันดับ 1 บนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศของเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่ง Deathly Hallows : Part 2 ขึ้นอันดับ 1 พร้อมทำเงินอย่างมหาศาลส่งท้ายการเดินทาง 10 ปีเต็มของหนังชุด Harry Potter หนังเรื่อง Harry Potter and the Deathly Hallows : Part 2 ได้ขึ้นเป็นหนังทำเงินอันดับ 1 ทำเงินในหลาย ๆ ประเทศที่ผ่านมา รวมถึงในเมืองไทยที่กวาดรายได้ไป 99 ล้านบาท แม้จะถือว่ามากมายแล้ว แต่ก็ยังเทียบกับ Transformers : Dark of the Moon ที่เข้าฉายไปไม่ได้ แต่หากเทียบกับหนังในชุดนี้ด้วยกันก็ถือว่า Deathly Hallows : Part 2 เปิดตัวได้สูงที่สุดมากกว่าตอนก่อน ๆ อยู่พอสมควร รวมถึง Deathly Hallows Part I ที่เปิดตัวในเดือน พ.ค. 2010 และทำรายได้ในการฉาย 4 วันแรกไป 63.7 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยสำคัญของการทำเงินได้สวยครั้งนี้ นอกจากการเป็นหนังตอนสุดท้ายในจำนวน 8 ภาคของ Harry Potter แล้ว ก็น่าจะอยู่ที่การเข้าฉายในโรงหนัง 3-D ที่มีค่าตั๋วแพงขึ้น และหนังมีความยาวประมาณ 125 นาที น้อยกว่าทุก ๆ ภาคที่ผ่านมา (Deathly Hallows, Part 1 มีความยาว 147 นาที ส่วน Chamber of Secrets ก็มีความยาวถึง 161 นาทีเลยทีเดียว) จากที่ผมได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ทุกภาค และได้เดินทางมาถึงภาคสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนฮอกวอร์ตสกันไปแล้ว ท่ามกลางเสียงถอนใจของใครหลายๆ คนที่บอกว่า “เฮ้อ จบซะที” (555) หลังจากที่ต้องตามดูตามชมมาตลอดระยะเวลาสิบกว่าปี นับตั้งแต่พ่อมดแฮร์รี่และผองเพื่อนยังตัวกระเปี๊ยก จนกระทั่งแต่ละคนเติบโตเป็นหนุ่มสาวสะพรั่ง แน่ละว่า ด้วยความที่เป็นภาคสุดท้าย ความคาดหวังในใจของคนดูผู้ชม ย่อมอยากจะเห็นการปิดฉากจบตำนานพ่อมดที่สมศักดิ์ศรีและอยู่ในใจไปตลอดกาล หนังภาคจบของแฮร์รี่ พอตเตอร์ อย่าง 7.2 ยังคงอยู่ในการกำกับของเดวิด เยสท์ ที่เริ่มเข้ามารับบทบาทนี้ตั้งแต่ภาคที่ 6 ซึ่งตอนแรกนั้น ดูจะไม่เป็นที่ถูกตาต้องใจแฟนคลับพ่อมดแม่มดเท่าไรนัก อาจจะเพราะยังจับทางไม่ถูก และมุ่งมั่นแต่จะเดินตามต้นฉบับนวนิยายจนขาดไร้เอกลักษณ์ทางจินตนาการของตัวเอง แต่ถึงกระนั้น ผมคิดว่าเดวิด เยทส์ นั้น ยอมรับและปรับเปลี่ยนจุดด้อยของตัวเองได้ เพราะพอถึงภาค 7.1 เสียงอึงคะนึงในด้านครหานินทา ก็พลิกกลับมาเป็นเสียงชื่นชม หลักๆ ก็คือว่า จากคนที่เคร่งเครียดในการ “เป๊ะ” กับต้นฉบับ เดวิด เยสท์ กล้าที่จะเปลี่ยน ปรับ และเติมแต่ง ให้เรื่องราวมีความสนุกในแบบของ “หนัง” ซึ่งแตกต่างไปจากต้นฉบับหนังสือครับ แน่นอนที่สุด ผมว่าฝีมือของเดวิด เยสท์ นั้น เราสามารถมองเห็นพัฒนาการได้ขึ้นมาอีกขีดขั้น ในภาค 7.2
สิ่งที่ผมรู้สึกชอบมากที่สุดสำหรับแฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาคนี้ ก็คือ ความสามารถในการรักษาบรรยากาศและอารมณ์ของหนังให้ดูมีความลึกลับน่าค้นหา ซึ่งก็เหมาะกับการกุมปริศนาที่รอการเปิดเผยของเรื่องราว หนังไม่โฉ่งฉ่าง ไม่รีบเร่ง แต่ค่อยๆ พัฒนาอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครหลัก (แฮร์รี่ พอตเตอร์)ไปทีละเล็กทีละน้อย กับภารกิจในการค้นหาฮอครักซ์ที่เหลืออยู่ ผมคิดว่า หนังภาคนี้ของเดวิด เยสท์ ดูจริงจังและมุ่งมั่นเอาการอยู่ ขนาดอารมณ์ขันที่เคยมีค่อนข้างมากในภาคที่แล้ว ก็น้อยลง ความสนุกของการดูแฮร์รี่ภาคจบ น่าจะอยู่ที่ความอยากรู้อยากเห็นและการร่วมเดินทางไปค้นหาปริศนาที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังของเรื่องราว


ขณะเดียวกัน ความแอ็กชั่นนั้นก็มีการจัดวางจังหวะได้ดี หมายถึง มีแทรกแซมอยู่ตลอดทั้งเรื่อง พอไม่ให้เงื่องซึม แต่ถ้าจะถามความน่าเสียดาย ผมว่า มันยัง “ไม่ถึงใจ” เท่าที่ควร ยิ่งเมื่อหากย้อนกลับไปดู “ตัวอย่าง” ที่หนังปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ด้วยแล้ว จะยิ่งพบว่า ในตัวอย่าง มีเนื้อหาที่โน้มน้าวให้เราคาดหวังว่าหนังคงจะแอ็กชั่นกันสนั่นหวั่นไหวแน่นอน หรืออย่างน้อยๆ ฉากต่อสู้สุดท้าย น่าจะอลังการ แต่ที่สุดแล้ว เราก็ไม่ได้เห็นอะไรมากไปกว่าการใช้ไม้จี้ใส่กันจึ๊กสองจึ๊กแล้วก็จบ ซึ่งว่ากันตามจริง องค์ประกอบของหนังนั้น หนุนส่งมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนที่ลอร์ดโวลเดอร์มอร์ ขนพลพรรคนับพันนับหมื่นเข้าไปบุกฮ็อกวอร์ตส์นั้น ดูขึงขังจริงจัง น่าก่อเกิดฉากการต่อสู้ที่วินาศสันตะโรมาก แต่สุดท้าย ก็กลายเป็นการต่อสู้ก๊อกๆ แก๊กๆ ที่ปีดดีลด้วยไม้กายสิทธิ์ จบลงอย่างรวบรัดและรวดเร็ว

มองอย่างพยายามทำความเข้าใจ ผมคิดว่า ถ้าไม่ใช่เพราะห่วงงบประมาณในการเนรมิตฉากต่อสู้อลังการจะบานปลาย ก็อาจเป็นไปได้ว่า เดวิด เยสท์ นั้น ไม่มีเซ้นส์ในด้านการทำแอ็กชั่นที่เข้าขั้นเพียงพอ ผลลัพธ์ก็เลยออกมาอย่างที่เห็น คือ “มี” แบบพอให้มันผ่านๆ ไป และในขณะที่บางคนอาจจะบ่นๆ กับเรื่องภาพสามมิติ สำหรับผม กลับรู้สึกว่าหนังทำออกมาได้ดีนะครับ แน่ล่ะมันอาจจะไม่ใช่สามมิติตั้งแต่กระบวนการถ่ายทำ (เพราะหนังมาเติมเทคนิคใส่ทีหลัง)แต่ผมว่าภาพโดยรวม ดูสวย และมีความเป็นสามมิติที่มองเห็นได้ชัด ไม่ใช่ในแง่ของการทะลุจอ แต่ความลึกนั้น ผมว่าเจ๋งดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมดูในโรงไอแม็กซ์ที่ขนาดของจอใหญ่กว่าปกติด้วยแล้ว ผมยิ่งรู้สึกว่า มันน่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้นเป็นเท่าตัว (เฉพาะอย่างยิ่ง ภาพเหวนั้น ให้ความรู้สึกถึงความลึกของก้นเหวได้น่าหวาดเสียวมาก)พูดกันอย่างถึงที่สุด มันอาจจะไม่มีสาระอะไรให้เก็บรับมากมายนัก เท่ากับได้รู้ที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมด อย่างไรก็ดี ผมว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาคนี้ ก็เป็นการส่งท้ายที่ไม่ด้อยแต่อย่างใด แต่ที่ใครหลายๆ คนบอกว่า หนังเรื่องนี้จะไปไกลถึงออสการ์นั้น ผมว่า อาจจะเป็นความคิดที่ไกลเกินไปสำหรับหนังแฟนตาซีเรื่องนี้...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น