
กระแสการไว้อาลัยของ Steve Jobs ผู้ที่เป็นต้นแบบให้กำเนิด Apple และ Mac ยังมีเกิดกันทุกที่ ทุกประเทศ ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะเขียนถึง เพราะเขาเป็นเหมือนต้นแบบทางความคิดสร้างสรรค์ที่ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงการใช้มือถือแบบเดิม การใช้คอมพิวเตอร์แบบเดิมมาเป็นแบบใหม่ ที่สามารถใช้นิ้วขยายภาพ ใช้นิ้วกดบนจอ ปาดซ้าย ปาดขวา และอื่นๆ อีกมากมาย ที่สะดวก และน่าสนใจไปหมด เช้าวันนี้ผมจึงมีข้อมูลมาฝากเกี่ยวกับนวัตกรรมทั้งหมดของเขามาฝากและให้ข้อคิดในตอนท้ายเกี่ยวกับการเรียนหนังสือของเศรษฐีระดับโลก
หากจะเขียนถึงจริงๆ ผมขอยกย่อง สตีฟ จ็อบส์ ตรงที่ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง มีความกล้าที่จะเสนอแนวคิดชนิดที่พลิกโลกทั้งใบได้ด้วยสมองของเขา และเชื่อกันว่าในวันนั้นถ้าจ็อบส์ไม่หวนกลับมากุมบังเหียนในตำแหน่งซีอีโอของแอปเปิล เราคงจะไม่มีวันได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สร้างความประทับใจแก่คนทั่วโลก และนี่คือ..สุดยอดนวัตกรรมที่สตีฟ จ็อบส์ ใช้เวลาทั้งชีวิตรังสรรค์ออกมาเป็นผลงานชิ้นเอก
1.Apple I (1976)
สตีฟ จ็อบส์ ในวัย 21 ปี ได้ก่อตั้งบริษัท แอปเปิล คอมพิวเตอร์ ร่วมกับสตีฟ วอซเนียก หากนั่งไทม์ แมชชีนย้อนหลังไปในวันที่ 1 เมษายน 1976 เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของบริษัทแอปเปิลได้ถือกำเนิดขึ้นจากโรงจอดรถของครอบครัวจ็อบส์ ภายใต้ชื่อ Apple I ซึ่งถูกวางจำหน่ายในราคา 666.66 เหรียญสหรัฐ
2.Apple II (1977)
ในปี 1977 สตีฟ จ็อบส์ และสตีฟ วอซเนียก ได้นำ Apple II เข้าบุกตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และเป็นไปตามคาด Apple II ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนทำให้แอปเปิลกลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ในวงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
3.Lisa (1983)
ในปี 1983 สตีฟ จ็อบส์ ได้มีโอกาสเข้าไปดูงานบริษัท ซีรอกซ์ คอร์ป ที่พาโล อัลโต และใครจะเชื่อว่าการเข้าไปที่ศูนย์วิจัยซีรอกซ์ครั้งนั้นเองที่ทำให้ จ็อบส์เกิดแรงบัลดาลใจในการสร้างคอมพิวเตอร์ที่กลายเป็นรากฐานของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน นั่นคือ Lisa ซึ่ง คอมพิวเตอร์ Lisa เป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่สั่งการผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่าเมาส์ พร้อมกับการสั่งการใช้งานผ่าน Graphic User Interface (GUI) (สำหรับชื่อ Lisa นั้นตั้งตามชื่อลูกสาวของจ็อบส์)
4.Macintosh (1984)
ถึงแม้ว่า Lisa จะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่รากฐานการใช้งานทั้งหมดของ Lisa ถูกส่งผ่านมายังเครื่อง Macintosh ไม่ว่าจะเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ผ่านไอคอนกราฟิกที่เรียกว่า Graphic User Interface อีกทั้งราคาจำหน่ายของเครื่อง Macintosh นั้นมีราคาที่ถูกกว่าครั้งที่แอปเปิลเคยจำหน่ายเครื่อง Lisa ส่งผลให้ Macintosh ประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านยอดขาย
5.NeXT Computer (1989)
ภายหลังที่มีปัญหาขัดแย้งภายในแอปเปิล ส่งผลให้สตีฟ จ็อบส์ ประกาศลาออกจากบริษัทที่ก่อตั้งด้วยมือของตัวเอง โดยหันไปก่อตั้งบริษัทใหม่นาม NeXT Computer แต่ถึงอย่างไรก็ตาม NeXT Computer ก็ไม่ประสบความสำเร็จตามที่จ็อบส์ตั้งเป้าหมายเอาไว้ โดยเฉพาะในเรื่องยอดขายเนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์ NeXT มีราคาจำหน่ายแพงลิ่ว แต่กระนั้นเครื่อง NeXT ก็ถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีอิทธิพลต่อโลก เนื่องจากเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มีการใช้เว็บเบราว์เซอร์ และซอฟต์แวร์ที่พัฒนาเว็บเบราว์เซอร์นั่นเอง จึงถือเป็นต้นแบบของเครื่องแมคอินทอช และไอโฟนในเวลาต่อมา
6.iMac (1998)
ในที่สุดจ็อบส์ได้กลับมาสู่บริษัทที่เขาก่อตั้งเองอีกครั้งในปี 1996 หลังจากที่แอปเปิลได้ใช้เงินจำนวน 402 ล้านเหรียญ ซื้อกิจการบริษัท NeXT Computer เพื่อดึงจ็อบส์กลับมาสู่บริษัทที่เขาก่อตั้งไว้ วัตถุประสงค์หลักคือการนำพาแอปเปิลให้หลุดพ้นจากยุคมืด ทันทีที่จ็อบส์กลับมาสู่แอปเปิล สินค้าตัวแรกที่ถูกเปิดตัวผ่านสาธารณชนนั่นคือ iMac ด้วยภาพลักษณ์การดีไซน์ที่มีความเฉพาะตัว การใช้งานเครื่องที่เข้าใจง่าย รวมไปถึงกราฟิกที่มีความสวยงาม จนทำให้แอปเปิลสามารถดึงส่วนแบ่งทางการตลาดกลับมาได้อีกครั้ง

7.iPod (2001)
ถึงแม้ว่า iPod จะไม่ได้เป็นอุปกรณ์ฟังเพลงเครื่องแรกของโลกก็ตามที แต่ iPod ก็กลายเป็นสินค้าที่ประสบความสำเร็จที่สุดนอกเหนือไปจาก iMac และความสำเร็จของ iPod ตัวแรกนี่เอง ที่เป็นใบเบิกทางที่ทำให้เกิด iTune และ iPhone ซึ่งประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา
8.iTune Store (2003)
หลังการเปิดตัว iPod แอปเปิลได้เปิดตัวคลังเพลงดิจิตอลขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า iTunes และเป็นไปตามคาด iTunes ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการจำหน่ายเพลงดิจิตอล ซึ่งขณะนั้นมีเพลงอยู่ในร้านค้าให้เลือกซื้อถึง 200,000 เพลง แล้วเชื่อหรือไม่ว่า iTunes สามารถจำหน่ายเพลงในรูปแบบดิจิตอลได้ถึง 1 ล้านเพลงภายในเวลา 1 สัปดาห์

9.iPhone (2007)
ถ้าหากให้เลือกว่าสินค้าจากค่ายแอปเปิลชิ้นใดที่อยากเป็นเจ้าของมากที่สุด คำตอบที่ได้คงจะหนีไม่พ้น iPhone ที่ถือเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในโลกโทรศัพท์มือถือด้วยรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างจากโทรศัพท์มือถือเครื่องอื่นในตลาด การออกแบบดีไซน์ที่หรูหรา รวมถึงการมีแอพพลิเคชันที่เป็นจุดเด่นที่เหนือกว่าโทรศัพท์แบรนด์อื่นๆ ด้านการใช้งานเป็นรูปแบบการสัมผัสผ่านหน้าจอ และมีระบบปฏิบัติการภายในตัวเครื่อง ถึงแม้ขณะนั้นในตลาดจะมีโทรศัพท์มือถือที่รองรับระบบสัมผัสและมีระบบปฏิบัติการก็ตาม หากเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์แล้วไอโฟน กลับเหนือกว่าทุกด้าน
10.iPad (2010)
ปิดท้ายกันที่นวัตกรรมเปลี่ยนโลกทั้งใบชิ้นสุดท้ายของสตีฟ จ็อบส์ ซึ่งก็คือ iPad ที่มีการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2010 นับตั้งแต่ iPad ถูกวางจำหน่ายก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมมหาศาลทำให้ค่ายน้อยค่ายใหญ่ที่อยู่ในวงการคอมพิวเตอร์ทั้งโน้ตบุ๊ก เน็ตบุ๊ก ต่างอยู่เฉยไม่ได้ ต้องผลิตอุปกรณ์แท็บเล็ตขึ้นมาแข่งกับ iPad ทั้งๆ ที่แท็บเล็ตไม่ใช่ของใหม่ อยู่ในชั้นขายสินค้าไอทีมาเนิ่นนาน แต่เมื่อมันเป็น iPad ของสตีฟ จ็อบส์ แท็บเล็ตก็กลายเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจชนิดที่เรียกว่าเหมือนโดนมนต์สะกดเลยทีเดียว

คุณจะเห็นได้ว่าเขาช่างเป็นนักเปลี่ยนแปลงและนักพัฒนาที่เก่ง กึ่งๆ อัจริยะที่ยอมรับกันว่าสุดยอดคนหนึ่ง โดยที่เขาไม่ได้เรียนจบสูง หรือไม่จบเลย นั่นหมายความว่า เขาไม่ได้ต้องจบปริญญาเลย แต่ก็สามารถเป็นคนเก่ง เป็นเศรษฐีได้เหมือนกัน หลายๆ คนที่ประสบความสำเร็จทางชีวิตและการงาน พวกเขาเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยก็เป็นมหาเศรษฐีได้ มีการพูดกันบ่อยครั้งว่า การเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยก็เป็นเศรษฐีระดับโลกได้ ผมขอยกตัวอย่างเช่น บิลล์ เกตส์ และ สตีฟ จ๊อบส์
ข้อสรุปนี้ก็ไม่ได้ผิดพลาดแต่ประการใด แต่อาจมีเรื่องมีต้องใส่ใจมากกว่านั้น
1. แม้ว่าเศรษฐีทั้งสองคนจะเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ความสำเร็จที่ได้จะมาจากการบุกตะลุยฝ่าฟันไปเพียงอย่างเดียว ที่จริงแล้วทั้งสองคนมีความ “ สามารถที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญ ” ต่อความสำเร็จของตัวเอง สำหรับบิลล์ คือ การเขียนโปรแกรม และสตีฟ คือ ความสามารถทางอิเล็กทรอนิกส์
2. การฝึกฝน
สำหรับบิลล์ ที่เติบโตในครอบครัวมีอันจะกิน และสมาคมผู้ปกครองลงขันกันซื้อคอมพิวเตอร์แบบตอกบัตรรุ่นบุกเบิกที่เปิดให้ใช้ไม่อั้น เปรียบเทียบชั่วโมงการฝึกฝนแล้ว บิลล์ ฝึกฝนทักษะนี้มากกว่า 10,000 ชั่วโมง ซึ่งกว่าเขาจะก้าวเป็นหนุ่มใหญ่ก็ถือว่าล้ำหน้าคนอื่น ๆ ในวัยเดียวกันไปไกลมากแล้ว (เหมือนวง เดอะบีทเทิลส์ที่แสดงสดในผับในเยอรมันนับหมื่นชั่วโมงเช่นกัน ทำให้ฝีมือของวงคงเส้นคงวาและหาใครมาเทียบได้ยาก-นี่ก็คือการฝึกฝนเช่นกัน) และสำหรับสตีฟ ก็ได้พ่อบุญธรรมที่รับเขามาเลี้ยงเป็นผู้สอนเขาในเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในแง่นี้คือถือเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เขาด้วยเช่นกัน
3. มีผู้ชี้แนะหรือเครือข่ายที่มีความสามารถ
นอกจากบิลล์ จะมีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีคนสนใจ ซึ่งแม่ของเขาและสมาคมผู้ปกครองลงทุนไว้ให้แล้ว บิลล์ยังได้วิศวกร และโปรแกรมเมอร์มาช่วยสอนให้ในลักษณะจิตอาสา เช่นเดียวกับสตีฟที่เคยได้รับการสอนจากวิศวกรของ Hewlett Packard หรือแม้แต่ตอนที่เขาตั้งบริษัทเมื่ออายุ 25 ปี ก็สามารถเข้าไปทาบทามผู้บริหารของ Coca Cola มาเป็น CEO ของ Apple ได้

4. การตัดสินใจอย่างมีกลยุทธ์และรวดเร็ว
ทั้งคู่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรตั้งแต่อายุยังน้อย และกล้าตัดสินใจ เช่น การเลิกเรียนกลางคัน ซึ่งเป็นลักษณะร่วมกันของเศรษฐีทั่วโลก คือ (1)เริ่มต้นทำงานเร็ว (2)มีระยะเวลาสั่งสมประสบการณ์มาก และ (3)มีการตัดสินใจที่ดี เช่น บิลล์ นั้นเก่งเลข แต่เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย Harvard ก็รู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า และหันมาทุ่มเทด้านการเขียนโปรแกรมแทน ส่วนสตีฟ ฝันถึงการสร้างคอมพิวเตอร์ เพราะมีทักษะทางอิเล็กทรอนิกส์ที่จะทำให้ฝันเป็นจริงได้ นอกจากนี้สตีฟ ยังแน่วแน่ต่อความตั้งใจของตนเอง สตีฟไม่เคยกลัวที่จะเริ่มต้นอะไรใหม่จากศูนย์ ดังที่เขาถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองปั้นมากับมือ และต้องออกไปเริ่มต้นใหม่ สตีฟยังเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ ดังที่เขาฝันว่าจะสร้างเสียงกรุ๊งกริ๊งให้จักรวาล
5. ผู้เริ่มก่อนในธุรกิจแห่งอนาคต
ธุรกิจคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคลเป็นสินค้าแห่งอนาคตของยุคนั้น อเมริกาเป็นผู้เริ่มในวงการนี้ และทั้งบิลล์ และ สตีฟ ก็เป็นผู้เล่นแรก ๆ ในวงการนี้เช่นเดียวกัน และกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในยุคที่ผู้คนมีสินค้าเหล่านี้ไว้ใช้ส่วนตัว นั่นหมายถึงพวกเขาเกิดในยุคและดินแดนแห่งนวัตกรรม สามารถฝึกฝนสติปัญญาและทักษะเพื่อเข้าแข่งขันในตลาดนี้ เป็นเรื่องน่าแปลกอีกเช่นกันที่บุคคลระดับมันสมองของวงการคอมพิวเตอร์ต่างเกิดมาในช่วงปี พ.ศ. เดียวกัน (Gary Malcolm) เรื่องยุคสมัยเป็นอีกเรื่องที่เปิดโอกาส หรือสร้างความทุกข์ยากให้ผู้คน หนังสือของแกรี่ มัลคอล์ม ชี้ว่า ชาวยิวอพยพจากยุโรปในรุ่นแรก ประสบความยากลำบากอย่างมากในการตั้งตัว จนรุ่นลูกนั่นเองที่ได้โอกาสดี ๆ อย่างการเรียนในโรงเรียนกฎหมายและสร้างความมั่งคั่งจากวิชาชีพ นั่นหมายความว่า ความสำเร็จของบุคคลมากหรือน้อย มิใช่ความสามารถของตนเองโดด ๆ
6. ปัจจัยเรื่องวัฒนธรรมและขีดความสามารถของประเทศ เช่น
* การเคารพในความเท่าเทียมกันทางความคิดและความสามารถ เช่น เด็ก ๆ สามารถพบผู้บริหารในบริษัทใหญ่ ๆ ได้ และต่อรองในฐานะผู้เล่นทางธุรกิจ การสนับสนุนเด็ก ๆ จากผู้ที่ทำงานในบริษัทชั้นนำในฐานะจิตอาสา เป็นต้น ลักษณะเช่นนี้ แทบหาไม่ได้ในบางวัฒนธรรม
* การอยู่ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา “แต่ไม่บูชาการศึกษา” การลาออกจากมหาวิทยาลัยของสตีฟ หรือ บิลล์ แทบไม่มีผลกดดันต่อตัวเองเลยในสังคมเช่นนั้น ซึ่งอาจแตกต่างไปถ้าเป็นที่อื่น
* สังคมอเมริกันเคารพในเชื้อชาติ เช่น สตีฟ เป็นลูกครึ่งซีเรีย-อเมริกัน แต่ก็ไม่ได้ถูกปิดกั้นโอกาสแต่อย่างใด
* ในประเทศพัฒนาแล้ว เอกชนก้าวหน้ากว่ารัฐ เป็นทั้งผู้คิดค้นวิจัยและผู้กำหนดตลาด ในขณะที่ประเทศด้อยพัฒนา รัฐจะมีการรวบอำนาจสูง เอกชนไม่ถนัดในการคิดค้นนวัตกรรม แต่หวังผลจากการเข้าไปพัวพันกับการเมืองเพื่อรับสัมปทาน
ปัจจัยความสำเร็จของบุคคลจึงมิใช่แค่ความสามารถหรือบุคลิกส่วนตัวเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมและการอยู่ถูกที่ถูกเวลา
เพราะฉะนั้น อย่ารอที่จะให้เกิดอะไรขึ้นก่อนแล้วคิดทำตาม แต่ต้องเป็นผู้กำหนดให้สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่นั้นทำให้คนอื่นเดินตามดีกว่า เชื่อผมสิ ตอนนี้ทุกอย่างในจินตนาการบนโลกนี้สามารถเป็นอย่างจริงได้อย่างที่คิดและทำได้หมด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น