
คิด คิด คิดติดกรอบหรือไม่ ? ชีวิตนี้..คุณเป็นคนชอบคิดอย่างนี้หรือไม่ คนส่วนใหญ่รู้ว่าถ้าเราต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เราต้อง “คิดนอกกรอบ”!ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่มาก แต่คุณเชื่อไหมว่า น้อยมากที่คนจะรู้ว่า “กรอบความคิด” ของเขาอยู่ตรงไหน? คำว่า “คิดนอกกรอบ”ในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงแค่ความคิดสร้างสรรค์ หรือไอเดียใหม่ๆเท่านั้น แต่ผมอยากให้พิจารณาถึงวิธีคิดและวิธีการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วย “ข้อจำกัด” และ “กรอบ” ที่ปิดกั้นสิ่งที่เราอยากทำ อยากมี หรืออยากเป็น เราใช้ชีวิตกับความคิดเดิมๆ การกระทำเดิมๆ มานานมาก เราทำซ้ำๆกันเป็นรูปแบบ(Pattern)เดิมๆโดยที่เราไม่รู้ตัว เหมือนปลาที่อยู่ในน้ำ มันจะไม่เคยเห็นน้ำอย่างชัดเจน ถ้าเราจับมันขึ้นออกมาจากน้ำแล้วให้มันดู ปลามันคงตกตะลึงว่า ..ว้าว! นี่หรือน้ำที่ฉันใช้ชีวิตแหวกว่ายอยู่ทุกวัน เหมือนกันกับเราที่เป็นมนุษย์นี่แหละ เราจะทำทุกอย่างโดยอัตโนมัติ คิด..พูด..ทำ..จากอดีตที่สมองบันทึกไว้ แล้วเราก็โต้ตอบกับผู้คนและสถานการณ์ต่างๆไปตามสัญชาติญาณการเอาตัวรอดโดยอัตโนมัติ ขอเน้นอีกครั้งว่า “โดยอัตโนมัติ” .. ถ้าใครทำไม่ดีกับเรา เราก็โต้ตอบกลับไป .. ใครว่าเรา เราก็ว่ากลับไป บางคนก็โต้ตอบด้วยการนิ่งเฉย .. เราทำโดยที่เราไม่รู้ตัว . .เหมือนเราเห็นจระเข้ เราไม่ต้องคิดเลยว่าเราจะวิ่งหนีดีหรือเราจะสู้ดี เราจะวิ่งหนีโดยอัตโนมัติเลยใช่ไหม ?
เรามีรูปแบบ (Pattern)ในการคิด พูด ทำ แบบอัตโนมัติเดิมๆ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยว่า มันได้กลายเป็น “กรอบ” และเป็น “ข้อจำกัด” ในการใช้ชีวิตของเรา ถ้าเราอยากจะ “คิดนอกกรอบ” ก่อนอื่นเราต้อง “เห็นกรอบ” ของเราซะก่อน การที่คุณจะ“เห็นกรอบ”ได้ คุณต้องถอนตัวเองออกมาเป็น “ผู้ดู” .. ดูตัวอัตโนมัติของคุณว่ามันทำงานอย่างไร? เหมือนดึงปลาออกมาจากน้ำ จะได้เห็นน้ำที่ชัดเจนสักทีหนึ่ง และวิธีการที่คุณจะดึงตัวเองออกมาเป็น “ผู้ดู” ก็คือ คุณต้อง “มีสติ” ในการดูในการแยกแยะ และการที่คุณจะ “มีสติ” ได้นั้น คุณต้อง“ฝึกสติ”คอยจับตาดูอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด คำพูด และการกระทำของคุณเองว่า มันเกิดอะไรขึ้น มันมีที่มาจากไหน?. . ถ้าคุณกลัว ทำไมถึงกลัว คุณมีความคิดอะไรที่ทำให้คุณกลัว? . . ถ้าโกรธ ทำไมถึงโกรธ ความคิดที่ทำให้คุณโกรธคืออะไร? อันที่จริงแล้ว มันไม่ใช่ว่า“ใคร” ทำให้คุณโกรธ แต่คุณมี “ความคิด” อย่างไรที่ทำให้คุณโกรธต่างหากล่ะ?
อย่างที่ผมกล่าวถึงข้างต้นว่า คนเราจะมีรูปแบบความคิดและการกระทำซ้ำๆแบบเดิมๆ ซึ่งคำว่า “แบบเดิม” ก็มีที่มาจาก “อดีต” . . เราใช้ชีวิตโดยมี “ข้อจำกัดจากอดีต” เยอะมาก และนี่คือ “กรอบ” ของเรา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเคยเสนอความคิดเห็นอะไรบางอย่าง แล้วเจ้านายไม่เห็นด้วยกับเรา ต่อไปเราอาจจะไม่เสนอความคิดของเราแล้วก็ได้ บางครั้งมีเรื่องใหม่เข้ามา ซึ่งเรามีไอเดียที่บรรเจิดมาก แต่เราก็อาจจะไม่เสนอ เพราะเราคิดว่า “เดี๋ยวเจ้านายก็คงไม่เห็นด้วยกับเราเหมือนเดิม (เหมือนในอดีต)นั่นแหละ ไม่รู้จะเสนอไปทำไม” .. ถ้าคิดแบบนี้ แล้วสิ่งใหม่ๆมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร .. นี่แหละคือ “ข้อจำกัด” และ “กรอบ”ในการใช้ชีวิตของเรา ผมเชื่อว่า เวลาที่คุณสปอนเซอร์หรือรีครูตคนให้เข้ามาร่วมงานกับคุณ คุณคงได้รับคำตอบประเภทที่ว่านี้เยอะเลยใช่ไหม ? เช่น “โอ๊ย ฉันพูดไม่เก่ง ฉันทำงานแบบนี้ไม่ได้หรอก” “ฉันรู้จักคนน้อย ฉันทำไม่ได้หรอก” “ฉันเรียนมาน้อย ไม่มีใครเชื่อถือฉันหรอก” . . ถ้าถามคนเหล่านี้ว่าเขาเห็นโอกาสไหม? เขาอาจจะบอกว่าเห็น ถ้าถามว่าเขาอยากมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมไหม? เขาก็คงบอกว่าอยาก แต่ถ้าจะให้เขาทำงานแบบนี้ เขาคงทำไม่ได้หรอก .. เพราะ “คิด” ว่าคนที่ทำงานขายต้องพูดเก่ง ต้องรู้จักคนเยอะ ต้องเรียนสูงหน่อยคนถึงจะเชื่อถือ! .. เห็นไหมคะว่า คนเราจะติดอยู่กับ “ข้อจำกัด” และ “กรอบความคิด” ของตัวเองเยอะมาก..ก..ก! ทำให้โอกาสดีๆหลุดลอยไป หรือรายได้ที่เขาสามารถสร้างได้นั้นผ่านเลยไป! ผมขอถามหน่อยว่า คุณกลัวการเสนอขายลูกค้ารายใหญ่ไหม ? .. ถ้ากลัว ทำไมถึงกลัวล่ะ ? คุณ “คิด” แบบนี้หรือเปล่า ? . . “เขารวยขนาดนี้ เขาจะมาฟังเราเหรอ” “เรามันคนละชั้นกับเขา เขาไม่ฟังเราหรอก” “พวกเศรษฐี เขาไม่สนใจคนอย่างเราหรอก” . . ถ้าคุณ “คิด” ทำนองนี้ ผมอยากจะบอกว่า คุณก็กำลัง “ติดกรอบความคิด”ของตัวเองอยู่ ทำให้คุณไม่กล้าเสนอขาย!!! ความจริงก็มีแค่ “เขามีเงินมากกว่าคุณ” เท่านั้นแหละ! ปล่อยวางความคิดเดิมๆของคุณซะ แล้วใช้คาถาของผม .. “1 .. 2 .. 3 .. ลุย!” เอ่ยปากขายทันทีเลย O.K.ไหม? แต่อย่าลืมที่จะ “ฝึกสติ” แล้วสำรวจตัวเองบ่อยๆว่า “เราคิดติดกรอบ” มากแค่ไหน???

เมื่อไม่ได้คิดติดกรอบแล้ว(เปลี่ยนความคิด)..ชีวิตก็เปลี่ยนไป ชีวิตที่เปลี่ยน ..เกิดจากการกระทำที่เปลี่ยน ..การกระทำที่เปลี่ยน ..เกิดจากความคิดที่เปลี่ยน ..และความคิดที่เปลี่ยน ..ก็เกิดจากความเชื่อที่เปลี่ยน..ถ้าเราเปลี่ยนความคิด ชีวิตก็จะเปลี่ยน ..คุณเห็นด้วยไหม ? เคยรู้ไหมว่า 60%-80% ของความสุขและความสำเร็จมาจากการที่เรามีระบบความคิด (Mind Set)ที่ดี ส่วนความรู้หรือทักษะความชำนาญเกี่ยวกับงานที่ทำมีความสำคัญน้อยกว่า คนที่ยังไม่สำเร็จไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้วิธีการอธิบายว่าธุรกิจของเขาดีอย่างไร ให้ผลตอบแทนแบบไหน สินค้ามีจุดเด่นอะไรบ้าง ความจริงแล้ว เขาสามารถอธิบายได้ดีมากเลยแหละ แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า เขาไม่ออกไปทำงาน ไม่ไปติดต่อลูกค้า ไม่ไปแนะนำสินค้า ไม่ไปนำเสนอธุรกิจ ไม่ไปรีครูตคนเข้ามาร่วมงาน หรือทำก็น้อยมากเลย ใช่ไหม ? ..อันนี้รวมถึงคุณด้วยหรือเปล่าเนี่ย?
คุณคิดว่าอะไรทำให้เขาไม่ออกไปทำงานล่ะ ? มันมี “ความคิด” อะไรบางอย่างที่มาหยุดยั้งการลงมือทำใช่ไหม ? ทำไมบางคนเจอคำปฏิเสธ เจอปัญหาอุปสรรคก็ยังเดินหน้าต่อ แต่บางคนล้มเลิก หยุด ไม่ทำแล้ว?!? ทำไมบางคนสร้างฐานะขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง ในขณะที่บางคนผ่านไปเกือบหมดชีวิตก็ยังไม่มีอะไรเลย!?! .. ทำไมบางคนมีความสุขกับชีวิต แต่บางคนเศร้าใจ หงุดหงิด เครียด และกังวลตลอดเวลา? คนที่ประสบความสำเร็จ กับ คนที่ยังไม่สำเร็จ มี “ความคิด” อะไรที่แตกต่างกัน?
คนที่มีความสุข กับ คนที่มีความทุกข์ มี “ความคิด” อะไรที่ต่างกัน?

คนสำเร็จบอกว่า “ฉันนี่แหละ ที่กำหนดชะตาชีวิตของฉันเอง” ..
คนไม่สำเร็จบอกว่า “ดวงฉันไม่ดี ไม่มีคนให้ความช่วยเหลือ”
คนสำเร็จ “แสวงหาโอกาสให้ตัวเอง” ..
คนไม่สำเร็จ “รอคอยให้โอกาสเดินเข้ามาหา”
คนสำเร็จบอกว่า “ชีวิตของฉันผ่านปัญหาและอุปสรรคมาเยอะ มันหล่อหลอมให้ฉันเป็นคนเข้มแข็งอดทน ฉันถึงประสบความสำเร็จจนทุกวันนี้”
คนไม่สำเร็จบอกว่า “เพราะชีวิตของฉันเต็มไปด้วยปัญหาและอุปสรรค ชีวิตฉันถึงได้ย่ำแย่แบบนี้”
คนสำเร็จบอกว่า “ฉันจะช่วยงานหัวหน้า ฉันจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกทีมเห็น ฉันจะหาจุดเด่นของสินค้ามานำเสนอ”
คนไม่สำเร็จบอกว่า “หัวหน้าไม่ช่วย ลูกทีมไม่ขยัน สินค้าสู้คนอื่นไม่ได้”
คนมีความสุขบอกว่า “ขอบคุณสิ่งต่างๆที่ฉันมีในชีวิต ฉันเป็นคนโชคดีจริงๆ”
คนมีความทุกข์บอกว่า “ทำไมฉันยังไม่มีเหมือนคนอื่นเขา ฉันมันคนไร้บุญวาสนา ฉันโชคร้ายจริงๆ”
คนมีความสุข “ตีความกับสิ่งต่างๆแบบให้พลังกับตัวเอง” ..
คนมีความทุกข์ “ตีความแบบลดพลังของตัวเอง”
เห็นไหมว่า “ความคิด” ของคนสองประเภทนี้ต่างกันมาก ถ้าคุณอยากสำเร็จ ให้คิดแบบคนสำเร็จ ..ถ้าคุณอยากมีความสุข ให้คิดแบบคนมีความสุข! .. “เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน”
เพราะฉะนั้น หนทางเดียวของชีวิตนี้ก็คือ การเปลี่ยนความคิดและการกระทำใหม่เท่านั้นเอง แล้วสิ่งดีดีก็จะเกิดขึ้นกับตัวเราเอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น