วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555

พิชิตทุกสถานการณ์ด้วย วิธีคิด (1)

อรุณสวัสดิ์ เพื่อนนักอ่านที่รักทุกคน เช้าวันนี้ผมมีแนวทางการคิดใหม่ๆ มาฝาก ซึ่งเป็นแนวทางที่จะบอกว่าเป็นวิธีคิดในพิชิตทุกสถานการณ์ ทั้งที่ดีและไม่ดีมาฝาก ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ ชอบแสวงหา “เครื่องมือ” โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะเอาไปทำอะไร ชอบถามหา “แผนที่” โดยยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปไหน วิ่งหา “บันได” เพื่อเอาไปใช้พาดตึก โดยยังไม่รู้เลยว่าเป็นตึกหลังไหน หลายคนโชคดีที่พบเครื่องมือ แต่โชคร้ายที่มันเอาไปทำยาหยอดตาอะไรไม่ได้ หลายคนโชคดีที่ได้พบแผนที่ แต่ก็โชคร้ายเพราะเมื่อได้แผนที่มา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนแน่ ส่วนคนที่โชคดีได้พบบันได แต่ก็ดันโชคร้าย เพราะผ่าเอาไปพาดผิดตึก! สรุปแล้ว ผู้คนชอบถามว่า “จะทำอย่างไร” มากกว่าจะถามว่า “จะทำอะไร” และหรือ “จะทำไปทำไม” ชอบถามถึงวิธีการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ โดยที่ก็ไม่เคยรู้เลยว่า แล้วความสำเร็จของเขานั้น มันคืออะไร และมันหมายถึงอะไร อาจกล่าวในอีกนัยหนึ่งได้ว่า คนส่วนมากแสวงหากันแต่ “เทคนิควิธีการ” จนละเลย หลงลืมใน “หลักการ” และหรือ “กฎเกณฑ์” อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดไป กูรูหลายท่านจึงล้วนสรุปฟันธงลงไปเปรี้ยงเลยว่า “คนเรานั้น ไม่ได้ขาด ‘วิธีทำ’ หรอก แต่ขาด ‘วิธีคิด’ ต่างหาก!” ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งยวด ล้านเปอร์เซ็นต์! ดังนั้น ในครั้งนี้ ผมจึงใคร่นำเสนอ “วิธีคิด 7 ประการ” ซึ่งผมเชื่อว่าจะสามารถเป็นคำตอบ และเป็นประโยชน์ ทั้งในระดับ “ปัจเจกบุคคล” และในระดับ “สังคม” ได้เลยทีเดียว วิธีคิด 7 ประการ มีดังนี้ครับ...
1. ยอมรับสิ่งที่เป็น
2. มุ่งเน้นสิ่งที่มี
3. บ่งชี้สิ่งที่ทำได้
4. ใส่ใจสิ่งที่ต้องการ
5. ยึดมั่นกับเป้าหมาย
6. สอดส่ายหาโอกาส
7. หมายมาดการสร้างสรรค์

ผมขออภิปรายในแต่ละประการพอสังเขป ดังนี้

1. ยอมรับสิ่งที่เป็น : ในข้อนี้นี่ จะขออภิปรายยาวกว่าข้ออื่นๆ สักหน่อย เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และต้องมีมาก่อนข้ออื่น เพราะที่มันเป็นปัญหา ก็เพราะเรามักไม่ยอมรับอย่างที่มันเป็น อย่างที่มันดำรงอยู่ ไม่ว่าจะอะไรทั้งนั้น เราชอบตัดสินว่าถูกหรือผิด (ตามเกณฑ์บรรทัดฐานของเราเองเสียอีกด้วย)เราชอบตีความว่ามันแปลว่าอย่างโน้นอย่างนี้ (ตามกรอบความคิดของเรา) เราชอบคาดหวังว่ามันควรจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ (ตามมาตรฐานที่เราตั้งขึ้น) เราชอบควบคุม, กะเกณฑ์ ให้คน สัตว์ สิ่งของ และสถานที่ ให้เป็นไปตามที่เราคิดว่าควรจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ (ตามที่เรารู้สึก) สรุปคือ เราทำตัวเสมือนเป็น “ศูนย์กลางแห่งจักรวาล” ที่ทุกอย่างจะต้องมาขึ้นต่อ และหมุนรอบตัวเรา!

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เราไม่ยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างว่ามันเป็นเรื่องปกติ มันเป็นเรื่องธรรมดา หรืออย่างที่คำพระท่านว่า ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง และถ้าพูดตามภาษาพระอีกที ก็ต้องบอกว่า เราไม่ยอม “ปล่อยวาง” นั่นเอง การ “ปล่อยวาง” คือการยอมรับอย่างที่มันเป็นอยู่ ดำรงอยู่ และเห็นว่ามันเป็นสิ่งปกติ มันเป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นสิ่งที่ก็ต้องเป็นไปเช่นนั้น มันไม่ใช่เรื่องว่าอะไรดีหรือไม่ดี อะไรถูกอะไรผิด เราชอบหรือไม่ชอบ เราเต็มใจหรือไม่เต็มใจ เราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ซึ่งไม่ว่าเราจะเป็นเช่นไร สรรพสิ่งทั้งหลายมันก็จะต้องเป็นของมันเช่นนั้นอยู่ดี เท่านั้นเอง มันดูง่ายที่เราจะยอมรับว่ามีกลางวันก็ต้องมีกลางคืน มีมืดก็ต้องมีสว่าง มีร้อนก็ต้องมีเย็น มีผู้หญิง ก็ต้องมีผู้ชาย มีง่าย ก็ต้องมียาก ฯลฯ เรายอมรับสิ่งที่ว่ามานี้ได้ และเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่เหตุใดมันจึงดูยากเย็นเข็ญใจเสียเหลือเกินที่คนเราจะยอมรับว่ามีสุขก็ต้องมีทุกข์ มีสบายก็ต้องมีลำบาก มีโชคดีก็ต้องมีโชคร้าย มีความสำเร็จก็ต้องมีความล้มเหลว มีอารมณ์ดีก็ต้องมีอารมณ์เครียด มีสบายใจก็ต้องมีความกังวลใจ ฯลฯ ทั้งๆ ที่มันก็เป็นเรื่องหลักการเดียวกันกับมีกลางวันก็ต้องมีกลางคืน ฯลฯ ทำไมเราจึงเลือกที่จะยอมรับแต่ความสุข ความสบาย ความโชคดี ความสำเร็จ การมีอารมณ์ดี การมีความสบายใจ ฯลฯ เพียงเท่านั้น แต่กลับไม่ยอมรับอีกครึ่งหนึ่งของมัน นี่ก็เท่ากับว่าคนเรามักยอมรับความจริงกันเพียง “ครึ่งเดียว” เท่านั้นหรือ? ชีวิตมันไม่ง่ายกว่าหรือ ถ้าเราจะยอมรับมันทั้งหมด ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน มันไม่ใช่คนละเรื่อง ที่เราจะตัดมันทิ้งไปได้ ความทุกข์ ความลำบาก โชคร้าย ความล้มเหลว อารมณ์เครียด ความกังวลใจ ฯลฯ มันไม่ใช่ “ส่วนเกิน” หรือ “ไส้ติ่ง” ที่ไม่มีประโยชน์ที่เราจะตัดมันทิ้งไปได้ มีคำกล่าวว่า “โชคดีกับโชคร้ายมันก็เหมือนเกลียวเชือก ที่ต้องพันคู่กันไปตลอดทาง” ประเด็นสำคัญของสัจธรรมคำกล่าวนี้ที่ต้องการสอนเรา ก็คือมันเป็นเรื่องของ “โชค” “โชค” คำเดียวโดดๆ เท่านั้น เราทุกคนล้วนต้องพบ “โชค” เมื่อต้องพบ “โชค” มันก็ต้องพบทั้งสองเกลียวของมัน คือ ได้พบทั้งโชคดีและโชคร้าย มันเป็นเรื่องปกติ มันเป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นเรื่อง “โชคทั้งหมด” ไม่ใช่ “โชคครึ่งเดียว!” ที่เราจะมานั่งเลือกเอาได้ตามอำเภอใจ เราทำได้เพียงต้อนรับมัน และโอบกอดมันไว้ทั้งหมด!

หากมองไปในเชิงสังคม การที่บ้านเมืองของไทยเรากำลังเกิดเหตุการณ์ที่เราชอบใช้คำว่า “วิกฤติ” ไปแล้วนั้น เราก็ต้องยอมรับมันในฐานะของ “วิวัฒนาการ” ไม่ใช่มองแค่เพียงว่าเป็น “อุปสรรค” ทุกประเทศในโลกล้วนต้องมี “วิวัฒนาการ” ไปด้วยกันทั้งสิ้น ถ้าเราไม่ยอมรับว่ามันเป็น “วิวัฒนาการ” แต่มองว่ามันเป็น “อุปสรรค” เราก็จะมองมันอย่างหงุดหงิดรำคาญใจ ไปจนถึงคับข้องใจว่ามันไม่น่าเกิดขึ้นเลย ทำไมคนไทยต้องมาฆ่าแกงกันเอง ทำไมจะต้องมีแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งข้าง แบ่งสี แล้วเนี่ยนะถ้าไม่เกิดเรื่องแบบนี้ เราก็จะเจริญไปถึงแบบนั้นๆ ถ้าไม่เป็นแบบนี้ เราคงจะเป็นแบบนั้นไปได้ตั้งนานแล้ว แล้วทำไมไม่ทำกันแบบนี้ล่ะ เราจะได้ผลลัพธ์เป็นแบบนั้นแน่ๆ อะไรกันนี่ มันเกิดเรื่องแบบนี้กันได้อย่างไร ฯลฯ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม นี่คือ “วิวัฒนาการ” ถ้าสังคมไทยไม่อาจจัดการเรื่องที่กำลังเผชิญอยู่นี้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม มันก็เป็นวิวัฒนาการที่สังคมไทยจะต้องก้าวไปสู่การล่มสลายในที่สุด แล้วมันแปลกตรงไหนล่ะ? อาณาจักรบาบิโลน อาณาจักรกรีก อาณาจักรโรมัน ฯลฯ ซึ่งยิ่งใหญ่กว่าประเทศไทยเป็นสิบเป็นร้อยเท่า ก็ต้องมีวิวัฒนาการล่มสลายไป มันเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าสังคมไทยสามารถจัดการกับข้อขัดข้องต่างๆ ได้ดี เราก็จะสามารถเติบโตไปในอีกระดับหนึ่งได้ต่อไป ไม่ว่าชะตากรรมของไทยจะเป็นอย่างไร ก็ล้วนเป็น “วิวัฒนาการ” ทั้งสิ้น แล้วเราจะไปวิตกจริตทุกข์ร้อนอะไรกัน ก็แค่ยอมรับมันเท่านั้นว่านี่เรากำลังมี “วิวัฒนาการ” อยู่ เรากำลังอยู่ในกระบวนการ อยู่ในขั้นตอนที่จำเป็นของ “วิวัฒนาการ” ส่วนว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเช่นไร มันก็ย่อมจะเป็นเช่นนั้น ก็เท่านั้นเอง อาณาจักรกรุงสุโขทัยล่มสลายไป แล้วก็มีอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาเกิดขึ้นมา เมื่ออาณาจักรกรุงศรีอยุธยาล่มสลายไป ก็จึงบังเกิดอาณาจักรกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นมาแทนที่ ทำไมเราถึงไม่เคยคิดว่านี่มันเป็นปัญหาล่ะ ทำไมเรายอมรับมันได้ว่าเป็นวิวัฒนาการ แล้วจากนี้ไป ไทยเราก็อาจกำลังวิวัฒนาการไปสู่สิ่งใหม่ก็เป็นไปได้

ในเชิงของ “ปัจเจกบุคคล” นั้น เราก็มักไม่ค่อยจะยอมรับว่า โชคร้าย อุปสรรค ขวากหนาม ความล้มเหลว ฯลฯ นั้น มันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขาดเสียไม่ได้ของกระบวนการ “การเจริญเติบโต” (Growing Up) ของคนเรา แต่เรากลับไปมองว่ามันเป็น “ปัญหา” เราเลยรังเกียจมัน เราไม่ต้อนรับมัน เราพยายามจะหลีกเลี่ยงมัน เราภาวนาว่าขออย่าให้เจอมัน ฯลฯ มันคล้ายๆ ว่าอยากว่ายน้ำเป็น แต่ไม่ยอมและไม่อยากเปียกน้ำ อยากถีบจักรยานเป็น แต่ไม่ยอมและไม่อยากเจ็บตัวบ้างเล็กๆ น้อยๆ อยากเป็นนักพูด แต่ไม่ยอมและไม่อยากขึ้นเวทีพูด ฯลฯ อะไรในทำนองนี้นั่นเอง อันที่จริงคนเราก็ทำได้ดีทีเดียว ตอนที่เรามีลูก เพราะดูเหมือนเราจะยอมรับได้อย่างหน้าชื่นตาบานกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกกำลัง “เจริญเติบโต” ว่าเป็นสิ่งปกติธรรมดา ไม่เคยมองว่ามันเป็นปัญหาเลย เราไม่เห็นว่าการสำลักของลูก จากการกินนมมื้อแรกหลังจากคลอดออกมาว่าเป็นปัญหา เราไม่เคยมองว่าระบบการย่อยของลูกที่ทำงานผิดปกติจากการกินอาหารมื้อแรกที่แข็งกว่านมนั้นว่าเป็นปัญหา เราไม่เคยคิดว่าการที่ลูกพยายามที่จะนอนคว่ำอย่างยากเย็น หรือพยายามที่จะยืน ที่จะเดิน ที่จะวิ่ง ว่ามันเป็นปัญหาเลย ทั้งๆ ที่กระบวนการเหล่านี้ ล้วนต้องเต็มไปด้วยข้อขัดข้องหลายอย่างหลายประการ แต่พ่อแม่ทุกคนล้วนมองว่าเป็นเรื่อง “ปกติ” ของ “การเจริญเติบโต” ของลูก แต่ครั้นพอเป็นเรื่องของการดำเนินชีวิต ที่ก็ต้องผ่านพบทุกอย่างเพื่อ “การเจริญเติบโต” ของเราเอง เรากลับไม่ยอมรับปัจจัยสำคัญที่จำเป็นเพื่อการนี้ (เช่น ความล้มเหลว อุปสรรค ข้อขัดข้องต่างๆ)แต่เรากลับไปเห็นว่ามันเป็น “ปัญหา”

กล่าวโดยสรุปในประการนี้ก็คือ ก็แค่เรายอมรับในทุกสิ่งทุกอย่างอย่างที่มันเป็น อย่างที่มันดำรงอยู่ เท่านั้น เห็นมันเป็นเรื่องปกติ เห็นให้ได้ว่าไม่ว่าจะอย่างไรมันก็จะต้องเป็นไปเช่นนั้นแหละ เลิกตัดสิน เลิกตีความ เลิกคาดหวัง (คนละความหมายกับการมี “ความหวัง”) เลิกวิพากษ์วิจารณ์ เลิกสาปแช่ง เลิกบ่นว่า เลิกก่นด่า เลิกควบคุม เลิกต่อต้าน เลิกปฏิเสธมัน ที่เราควรต้องทำ ก็แค่ “ยอมรับ” มันเท่านั้น “การยอมรับ” ไม่ใช่ “การยอมแพ้” หรือ “การยอมจำนน” นอกจากนี้ บางคนยังอาจสับสนกับคำว่า “ปล่อยวาง” ว่ามันเหมือนกับคำว่า “รู้จักปลงมันเสียบ้าง” หรือไม่? บางคนถึงกับนำไปปนกับคำว่า “วางเฉย” และที่ร้ายที่สุดคือ คิดว่าเป็นเรื่องเดียวกับ “การเพิกเฉย” ไปโน่นเลย (มีคำหนึ่งในพุทธศาสนา คือคำว่า “อุเบกขา” ที่มีการแปลกันว่า “การวางเฉย” ซึ่งหากตีความหมายกันไม่ดี ก็อาจหมายความว่าให้อยู่เฉยๆ ไม่ต้องดิ้นรนทำอะไร)ซึ่งในความเห็นของผมแล้ว ผมเห็นว่ามันคนละเรื่อง คนละความหมายกัน เพราะ “การยอมรับอย่างที่มันเป็น” ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของ “การปล่อยวาง” นั้น มีความหมายที่สร้างสรรค์มาก เพราะมันจะตามมาด้วยการกระทำที่สร้างสรรค์อื่นๆ อีกหลายประการ ดังที่ผมจะอภิปรายต่อไปใน “วิธีคิด” ข้ออื่นๆ ถัดจากนี้

2. มุ่งเน้นสิ่งที่มี : ในข้อนี้ อาจแยกพิจารณาเป็นสองประเด็น คือ...
ประเด็นแรก คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตนเองมีดีอะไร ไม่เคยรู้ว่าตนเองมีจุดแข็งในเรื่องใด มีความถนัดแท้จริงในเรื่องใด มีความเป็นอัจฉริยะในเรื่องใด มีพรสวรรค์อะไร (ขอให้ลองอ่านข้อเขียนเรื่อง “ต้นแบบ จุดแข็ง ความถนัด อัจฉริยะ พรสวรรค์ : คนละเรื่องเดียวกันหรือไม่?” ในเว็บไซต์นี้ประกอบ น่าจะได้คำตอบที่กระจ่างขึ้น) ดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงไม่เคยบรรลุความเป็นเลิศของตัวเองเลย และมักคิดอยู่ตลอดเวลาว่าตนเองนั้น “ขาด” หรือ “ไม่มี” ศักยภาพเพียงพอที่จะประสบความสำเร็จ ผู้คนจำนวนมากจึงมักชอบอ้างว่า เป็นเพราะตัวเอง “ไม่มี” อะไร มากกว่าที่จะค้นให้พบว่าตนเองนั้น “มี” อะไร อยู่เป็นทุนเดิมแล้วบ้าง หลายคนโชคดีที่อาจได้รู้แล้วว่าตนเองมีจุดแข็ง จุดอ่อนอะไร แต่ก็โชคร้าย พวกเขาก็มัวแต่สาละวนกับการพยายาม “กำจัดจุดอ่อน” ของตนเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จเลย คนส่วนใหญ่มีความพยายามน้อยมากกับการ “พัฒนาจุดแข็ง” ของตนเอง แล้วก็สูญเสียพลังงานไปทั้งชีวิตไปกับสิ่งที่มีผลน้อยมากกับความสำเร็จ ข้อสรุปในประเด็นนี้ก็คือ หาให้เจอว่าตนเองมีจุดแข็งอะไร แล้วมุ่งเน้นพัฒนาในจุดแข็งนั้น อันเป็นสิ่งที่เรามีอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน อัน “พรสวรรค์” ที่ธรรมชาติให้เรามาเป็นต้นทุนนั้น หากไม่ใช้ “พรแสวง” ในการพัฒนา ฝึกฝนให้เป็นเลิศแล้ว ก็อาจกลายเป็น “พรนรก” ไปได้อยู่เหมือนกัน

ประเด็นที่สอง ในสถานการณ์ชีวิตที่ไม่ปกตินั้นยิ่งแล้วใหญ่ ผู้คนส่วนใหญ่คิดอยู่ตลอดเวลาในสิ่งที่ตนเองไม่มี ไม่ค่อยจะคิดว่าตนเองมีอะไรอยู่แล้ว บางทีก็คิดในสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว หรือคิดในสิ่งที่ยังไม่แน่ว่าจะมีมาหรือไม่ หากจะคิดให้สร้างสรรค์ เราก็สามารถคิดได้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่ เรายังมีครอบครัวอันเป็นที่รัก เรายังมีงานทำอยู่ เรายังมีกิจการอยู่ เรายังมีลูกค้าประจำอยู่ เรายังมีสมอง เรายังมีความรู้ความสามารถ เรายังสามารถคิดสร้างสรรค์ได้ ฯลฯ เรายังสามารถใช้สิ่งที่มีนี้มาพลิกสถานการณ์ได้ แม้อาจไม่มีบางสิ่งบางอย่างแล้ว เช่น ตกงาน กิจการกำลังจะเจ๊ง เงินกำลังจะหมด ฯลฯ เราก็ยังสามารถคิดสร้างสรรค์ได้อยู่ดี ขั้นแรกก็ยอมรับมันอย่างที่เป็น (ตามที่ได้กล่าวในข้อ 1.) จากนั้นก็ลองตั้งสติว่าเรามีอะไรที่พอจะทำได้บ้าง มันต้องมีหลายสิ่งหลายอย่างที่พอทำได้ ถ้าเรามุ่งเน้นในสิ่งที่เรายังมีอยู่ แต่ที่คิดอะไรกันไม่ออก เพราะมัวไปฟูมฟายกับสิ่งที่ไม่มี สิ่งที่สูญเสียไปแล้ว และมัวไปวิตกจริต เป็นกังวลกับสิ่งที่ยังไม่มี สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เราเสียพลังงานไปกับสิ่งที่เราไม่มี มากกว่าจะทุ่มเทพลังงานไปในสิ่งที่เรามี

การค้นพบใหม่ๆ ของนักวิชาการด้านจิตวิทยา ด้านประสาทวิทยาสมัยใหม่ ในรอบสิบปีถึงยี่สิบปีที่ผ่านมา ล้วนมีข้อสรุปตรงกันว่า มนุษย์ถูกสร้างมาให้มีพลังงานอย่างเหลือเฟือที่จะสามารถฝ่าด่านอรหันต์ขนาดใดก็ได้ สามารถทนทานกับสถานการณ์หนักๆ แบบใด ขนาดไหนก็ได้ทั้งนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาศักยภาพมนุษย์เกือบทุกคน ล้วนสรุปตรงกันว่าคนส่วนใหญ่ใช้พลังงานของตนกันไม่เกิน 10% เท่านั้น โดยเฉลี่ย เราปล่อยให้พลังงาน หรือยักษ์ใหญ่ในตัวเราหลับใหลไม่ได้สติ อยู่อีกถึง 90% ! ท่านว่าแปลกไหมล่ะ ผู้คนชอบไปมุ่งเน้นกันใน 10% มากกว่าจะมุ่งเน้นในอีก 90% แล้วก็มาสรุปกับตัวเองว่า พลังงานมีไม่พอ ศักยภาพมีไม่พอ ความสามารถมีไม่พอ ฯลฯ ในเชิงสังคมนั้น ผมจะขอนำไปสรุปรวมกับข้อ 3 ที่กำลังจะกล่าวถึง

3. บ่งชี้สิ่งที่ทำได้ : ในข้อนี้ ก็อาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันได้กับข้อ 2 ที่เพิ่งกล่าวมา ผู้คนส่วนใหญ่ นอกจากจะมุ่งเน้นในสิ่งที่ไม่มีแล้ว วันๆ ก็ยังชอบแต่จะคิดว่ามีอะไรที่ “ทำไม่ได้” บ้าง แล้วก็คิดได้เยอะมากด้วย ไม่ค่อยจะใช้สมองมาคิดว่า แล้วมีอะไรที่ “ทำได้” บ้าง บางคนนั้นฉลาดหลักแหลมจนอาจจัดได้ว่าเป็นอัจฉริยะได้เลยทีเดียว แต่วันๆ กลับใช้ความฉลาดไปขบคิดว่าอะไรทำไม่ได้บ้าง และด้วยความอัจฉริยะของเขา เขาจึงสามารถคิดว่าอะไรทำไม่ได้ ได้เป็นร้อยๆข้อเลยทีเดียว แต่แค่ขอให้คิดให้ได้แม้เพียงสักข้อเดียวเท่านั้นว่าอะไรที่ทำได้ ก็กลับไม่ยอมคิดไปเสียนี่ ! นี่นับเป็นเรื่องที่จัดได้ว่าเป็นความวิปลาสประการหนึ่งของคนเรา อันที่จริงมันก็น่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่แค่สับสวิตช์ไปอีกด้านหนึ่งเท่านั้น คือแทนที่จะมัวไปหมกมุ่นว่าทำอะไรไม่ได้บ้าง ก็ให้หันไประบุหรือบ่งชี้ว่า มีอะไรที่ทำได้บ้าง ก็เท่านั้นเอง แต่มันก็อย่างว่า ในสถานการณ์ชีวิตที่ไม่ปกตินั้น คนเราก็มักขาดสติรู้ตัว ไอ้ที่ว่าฉลาดๆ เป็นกรดนั้น ก็ให้มามีอัน “โง่ฉุกเฉิน” ไปเสียทุกที! แม่ชีเทเรซ่า เคยพูดไว้ว่า “เมื่อต้องเผชิญกับความมืด จงพยายามลุกขึ้นมาหาทางจุดเทียนเข้าไว้ อย่ามัวเอาแต่นั่งๆ นอนๆ สาปแช่งความมืด!” มีสิ่งที่สามารถจะทำได้อยู่มากมาย เพื่อให้เกิดแสงสว่าง แม้อาจไม่สามารถจุดไฟอะไรได้เลย แต่เราก็จะผ่านความมืดนั้นไปได้ อาจพบแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ อาจต้องอดทนรออีกนิดหน่อย เพราะอีกไม่นานก็จะเช้าแล้ว แต่สำหรับคนที่เอาแต่นั่งสาปแช่งความมืดนั้น เขาไม่ได้ทำอะไรเลย ถ้าอยู่กันหลายคนก็อาจโทษกันไปมา แล้วก็ทะเลาะกัน ต่อสู้กัน และอาจไม่มีชีวิตอยู่จนถึงเช้า หรืออาจไม่ได้พบแสงสว่างอะไรได้เลย ถ้าอยู่คนเดียว เขาก็อาจอัดอั้นตันใจตายไปเสียก่อนแล้วก็เป็นได้ ถามตัวเองดูสักหน่อยสิครับว่า ในภาวะที่สถานการณ์ชีวิตมันไม่ปกตินั้น มันไม่มีอะไรที่จะสามารถทำได้เลยจริงๆ หรือ ถ้าคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรได้บ้าง ผมขอแนะนำว่า “งั้นก็จงพยายามหายใจเข้าไว้!”

หากมองในเชิงสังคม สังคมไทยนั้นไม่มีทางที่จะไปได้ถึงไหนๆ หากยังพยายามไปมุ่งเน้นในสิ่งที่ไม่มี ไม่เคยมี ไม่มีวันมีได้ และไอ้บางอย่างที่เคยมี ก็ไม่มีมันอีกต่อไปแล้ว! กันอยู่อย่างนี้ มิหนำซ้ำ สังคมไทยก็ไม่ได้พยายามทำในสิ่งที่ทำได้ และจะทำได้ดีที่สุด กลับไปละเมอเพ้อพก ดิ้นรนขวนขวาย ตะเกียกตะกาย จะเป็นจะตาย ฟูมฟาย จะทำในสิ่งที่ตนเองทำไม่ได้ สังคมไทยต้องยอมรับในสิ่งที่เป็น มุ่งเน้นในสิ่งที่มี บ่งชี้สิ่งที่ทำได้ เท่านั้นครับ จึงจะพอฝันได้ว่าเราเป็นประเทศพัฒนาแล้ว

4. ใส่ใจสิ่งที่ต้องการ : เราเคยถามตัวเองไหมครับว่าวันๆ หนึ่งนี่ เรานึกถึงอะไร อยู่ตลอดเวลา ท่านอาจไม่รู้ตัว และไม่ยอมรับ รวมทั้งไม่เชื่อว่า วันๆ หนึ่ง ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ ซึ่งอาจรวมถึงตัวเราด้วย ชอบคิดถึงสิ่งที่ไม่ต้องการอยู่ตลอดเวลา เราชอบคิดถึงสิ่งที่เราไม่อยากได้อยู่ตลอดเวลา ชอบคิดถึงสิ่งที่เรากลัวกันอยู่ตลอดเวลา แล้วผลลัพธ์น่ะหรือครับ เราก็มักได้รับในสิ่งที่เราไม่ต้องการ ได้รับในสิ่งที่เราไม่อยากได้ ได้เจอในสิ่งที่เราไม่อยากเจอ นั่นแหละ เกือบจะทุกครั้งเลย อันที่จริง คำกล่าวของคนโบราณก็สอนเราไว้ในเรื่องนี้มานานแล้ว แต่เรานั้นก็เหมือนได้ยิน แต่ก็ไม่เคยฟังเลย ที่ว่า “เกลียดอย่างไหน ได้อย่างนั้น” และ “กลัวสิ่งไหน เจอสิ่งนั้น” มันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ กฎเกณฑ์แห่งจักรวาล อย่างแท้จริงที่ว่า เรา “เป็น” ในสิ่งที่เราคิดอยู่ในใจตลอดเวลา เรา “มี” (ได้รับ ได้เจอ) ในสิ่งที่เราคิดถึงอยู่ตลอดเวลา และเรามักจะ “ทำ” (พฤติกรรม/คำพูด) ในสิ่งที่เราคิดอยู่ตลอดเวลา เช่นกัน “จักรวาล” (หรือชื่ออื่นใด แล้วแต่ความสะดวกใจที่ใครจะใช้เรียก เช่น พระเจ้า, สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก, ตัวตนสูงสุดในจักรวาล, พลังงานไร้รูป ฯลฯ) นั้น ไม่สนใจว่าเราต้องการอะไร หรือไม่ต้องการอะไร ไม่สนใจว่าเราจะอยากได้อะไร หรือไม่อยากได้อะไร ไม่สนใจว่าเราจะชอบอะไร หรือไม่ชอบอะไร จะกลัวอะไร หรือไม่กลัวอะไร จักรวาลสนใจเพียงว่าเรา “คิดถึง” อะไร อยู่ตลอดเวลา อะไรที่เราคิดถึงอยู่ตลอดเวลา มันจะปรากฏเป็นจริง ตามกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ กฎเกณฑ์แห่งจักรวาล เรื่องนี้สามารถอธิบายได้ด้วยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์แนวใหม่ เป็นเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า “ควอนตัม ฟิสิคส์” (Quantum Physics) อันเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนวงการวิทยาศาสตร์อย่างชนิดพลิกฟ้า คว่ำแผ่นดินเลยทีเดียว ในวงการวิทยาศาสตร์ ยังถึงกับยกย่องให้เป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ ที่อยู่ในระนาบเดียวกัน หรืออาจจะอยู่เหนือกว่าการค้นพบ “ทฤษฎีสัมพัทธภาพ” ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เลยทีเดียว

ในรอบหลายปีมานี้ ผู้คนในโลกตะวันตก ต่างตื่นเต้นกับ “กฎแห่งการดึงดูด” (Law of Attraction) กันอย่างชนิดเป็นอภิมหาโกลาหลอลหม่าน แล้วก็ไหลมาสู่โลกตะวันออก แล้วในที่สุด ก็ลามไปทั่วโลก  ซึ่งอันที่จริงแล้ว “กฎแห่งการดึงดูด” นี้ ก็คือกฎที่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการ และกฎเกณฑ์ของทฤษฎี “ควอนตัม ฟิสิคส์” นั่นเอง ผมขอถือวิสาสะที่จะไม่พรรณนาถึงเรื่องควอนตัม ฟิสิคส์นี้ในรายละเอียด แต่จะขอสรุปสั้นๆ ว่า “อะไรก็ตามที่เราคิดถึงมันอยู่ตลอดเวลา มันจะสามารถปรากฏเป็นจริง” และ “สิ่งที่เหมือนกันจะดึงดูดกัน” เพราะฉะนั้น ถ้าวันๆ เราเอาแต่คิดถึงแต่เรื่องร้ายๆ เราก็จะพบเจอแต่เรื่องร้ายๆ นั้นทั้งวันเลย ดังนั้น บรรดาคุรุ หรือกูรู หรือผู้เชี่ยวชาญ จึงมักเน้นย้ำกับเราเสมอมาว่า จงคิดถึงแต่สิ่งที่ต้องการ อย่าไปคิดถึงสิ่งที่ไม่ต้องการ จงคิดถึงแต่สิ่งที่อยากได้ อย่าไปคิดในสิ่งที่ไม่อยากได้ แต่ไม่น่าเชื่อว่าผู้คนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ มักจะทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม แม้หลายคนจะรู้ว่าตนเองต้องการอะไร แต่ด้วยความกลัวว่าจะไม่ได้ตามที่ต้องการ จึงคิดถึงแต่อุปสรรค ปัญหา หรืออะไรก็ตามทีที่อาจจะขัดขวางให้ไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ เขาไม่ต้องการให้มีอะไรมาขัดขวาง แต่ก็คิดถึงแต่สิ่งที่จะมาขัดขวางนั้นอยู่ตลอดเวลา ผลสุดท้าย เขาก็พบเจอแต่สิ่งที่มาขัดขวาง และเขาก็ไม่ได้พบเจอในสิ่งที่เขาต้องการ นี่คือ “กับดัก” ที่ทำให้ฝันนั้นไม่เคยกลายเป็นจริงได้เลย

นักขายที่ออกไปพบลูกค้านั้น ทุกคนล้วนต้องการให้ขายได้ แต่ในความคิด จิตใจ และอารมณ์ ของเขานั้น เต็มไปด้วยความหวาดระแวงว่าลูกค้าจะไม่ซื้อ หรือมิฉะนั้นก็เต็มไปด้วยความกังวล ความพะวง ความสงสัย เขาหมกมุ่นคิดแต่ในเรื่องว่าจะตอบโต้ข้อโต้แย้ง จะทำลายกำแพงปฏิเสธของลูกค้าอย่างไร มากกว่าที่จะเพ่งสมาธิไปที่การทำให้ลูกค้าซื้อ (คือเขามัวแต่หาเหตุผลมาแก้ปัญหาการ “ไม่ซื้อ” มากกว่าการหาเหตุผลมาทำให้ลูกค้า “ซื้อ” นั่นเอง)ภรรยาที่เอาแต่คอยหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลาว่าสามีจะไปมีเมียน้อยนั้น ก็มักจะไม่ผิดหวังครับ สามีเขาก็จะมีเมียน้อยให้ได้สมใจทุกครั้งไป ยิ่งถ้าหวาดระแวงมาก เขาก็จะมีเมียน้อยหลายๆ คน มากตามไปด้วย พ่อแม่ที่เอาแต่คิดว่าลูกของตนไม่ฉลาดเท่าลูกคนอื่นนั้น ก็ไม่ผิดหวังเช่นกัน ลูกๆ ของพวกเขาก็จะเดินแผ่รังสีโง่ไปทั่วทั้งปริมณฑล สมใจพ่อแม่เลย หัวหน้าที่คอยแต่จะจ้องจับผิดลูกน้อง ก็มักจะสมหวังกันทุกครั้งไป เพราะลูกน้องก็จะทำเรื่องผิดให้ได้เห็นทั้งวัน และทุกวันเลย!

นี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่จะสามารถบอกได้ว่าทำไมคนรวยจึงมักจะรวยยิ่งขึ้น และไฉนคนจนจึงต้องมาจนดักดานอยู่อย่างนั้นทั้งปีทั้งชาติ เป็นเพราะคนรวยไม่ได้คิดอะไรอื่นนอกจากคิดถึงแต่ความร่ำรวย เขาจึงดึงดูดแต่ความร่ำรวยเข้ามา ส่วนคนจน ก็ไม่กล้าคิดอย่างอื่นไปได้ นอกจากคิดถึงแต่ความจน ความไม่มี ความขาดแคลน เขาจึงไม่อาจได้รับอย่างอื่น นอกจากความจน จริงอยู่ คนจนล้วนต้องการมีเงิน แต่เขาไม่ได้เชื่อว่าเขาก็รวยได้ เขาอยากรวย แต่เขาก็คิดถึงข้อจำกัดโน่นนี่อยู่ตลอดเวลา ส่วนคนจนที่สามารถรวยได้นั้น เป็นเพราะเขาคิดแบบคนรวย คือคิดถึงความร่ำรวยอยู่ตลอดเวลา เขาไม่ใช่แค่คิด แต่เขาเชื่อ เขาศรัทธา เขารู้สึกได้ และจริงๆ แล้วนั้น เขาน่ะรวยไปแล้วในแง่ของมโนภาพที่อยู่ในใจเขา เขารักษาภาพนั้นไว้ตลอดเวลา เขาคิดถึงแต่สิ่งที่เขาต้องการอยู่ตลอดเวลา แล้วสิ่งที่เขาคิดอยู่ตลอดเวลาก็ปรากฏเป็นจริง หากกล่าวในเชิงสังคมแล้ว เราไม่มีทางแก้ปัญหาความยากจนให้หมดไปได้ ถ้าเรามัวแต่พูดถึงแต่การแก้ปัญหาความยากจน เราคิด พูด ทำ เชื่อ ค้นคว้า วิจัย สัมมนา ตั้งคณะทำงาน ฯลฯ ซึ่งเอาแต่วนเวียนพูดกันถึงแต่ “ความยากจน” แม้จะพูดถึงการแก้ไข การป้องกัน การแก้ปัญหา แต่มันก็จะกระเดียดไปในทาง “ความกลัว” มันจึงมีเนื้อหาวนเวียน ซ้ำซากอยู่แต่กับเรื่อง”ความจน” “ความจน” และ “ความจน” อยู่อย่างนี้ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากจนหนักกว่าเก่าเข้าไปอีก ขนาดเพลงที่แต่งให้เกษตรกรก็ไม่เป็นมงคลมาตั้งแต่ต้น คิดดูสิว่าแต่งเข้าไปได้อย่างไรว่า “กสิกรแข็งขัน เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจ เพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม” ไปตีตราไว้เสียแล้วว่าเป็น “กระดูกสันหลัง” เกษตรกรไทยเลยยากจน จนเหลือแต่กระดูก ผอมจนซี่โครงบาน กันอยู่ทั้งปีทั้งชาติ ลองเปลี่ยนเนื้อเพลงใหม่สิครับว่า “กสิกรแข็งขัน เป็นเนื้อสามชั้นของชาติ” หรือจะเป็นหมูปนมันของชาติ อะไรไปก็ได้ ไม่ใช่ให้เป็นกระดูกอยู่อย่างนี้ ทำไมไม่เคยมีผู้ปกครองประเทศคนใด คิด พูด ทำ ไปในอีกด้านหนึ่ง แทนที่จะมาแก้ปัญหาความยากจนกันอยู่นั่นแล้ว ก็ให้หันไปหามาตรการสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้คนในชาติแทน ทำอย่างไรให้เกษตรกรมั่งคั่งร่ำรวย ทำอย่างไรให้ผู้ใช้แรงงานมั่งคั่งร่ำรวย ทำอย่างไรให้ชนชั้นกลางมั่งคั่งร่ำรวย ทำอย่างไรให้วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม มั่งคั่งร่ำรวย ทำอย่างไรให้ลูกจ้างพนักงาน ข้าราชการชั้นผู้น้อย มั่งคั่งร่ำรวย ฯลฯ สรุปคือ คิดไปในทางให้ผู้คนมั่งคั่งร่ำรวย ไม่ใช่เอาแต่คิดว่าจะแก้ปัญหาความยากจนให้ผู้คนเขาอย่างไร

แม่ชีเทเรซ่าเคยกล่าวไว้ว่า “อย่ามาชวนฉันไปเดินขบวนต่อต้านสงครามเลย เพราะฉันจะไม่มีวันเข้าร่วมเป็นอันขาด แต่ถ้ามีการเดินขบวนเพื่อส่งเสริมสันติภาพเมื่อไหร่ มาบอกฉันด้วย ฉันจะไปเข้าร่วมเป็นคนแรกเลย!!” ท่านผู้อ่านเข้าใจความหมายไหม เห็นความแตกต่างไหม คราวหน้า ผมมาเขียนต่อในข้อที่ 5 จนถึงข้อสุดท้ายนะครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น