วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Born to be Successor 1

“ เกิดมาเพื่อสำเร็จ ” คำนี้หากเลือกได้ ผมเชื่อว่าทุกคนอยากเป็นอย่างนี้กันหมด เพราะความสำเร็จเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ต้องการ แต่ส่วนใหญ่แล้วมันไม่สำเร็จ หรือพบกับความล้มเหลวง่ายกว่าพบความสำเร็จ ดังนั้น วันนี้ใครที่ได้อ่านก็พอจะได้แนวทางไปบ้างจากที่ผมกำลังจะถ่ายทอดให้ ผมขอเริ่มด้วยการชี้ให้เห็นถึงนัยสำคัญ 2 ประการ ที่เราต้องตระหนักถึง เมื่อเราต้องการที่จะมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ นัย 2 ประการ คือ
1.หลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุด (Principal Fundamental) ซึ่งเราจะต้องยึดมั่นไว้เป็นประการแรก เพื่อให้การเคลื่อนที่ไปสู่ความสำเร็จของเรานั้น เป็นไปโดยมี “ ทิศทาง ” (Direction) ที่ถูกต้อง

2.กระบวนการสร้าง (Creation Process) อันจะเป็นเครื่องมือที่เราใช้ เพื่อไปสู่ความสำเร็จ หรือ “ ที่หมาย ” (Destination) ของแต่ละคน

เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่คนเราควรมี “ หลักการพื้นฐานที่สำคัญ ” เสียก่อน เพื่อให้แน่ใจว่า ตนเองมี “ ทิศทาง ” ที่ถูกต้องเหมาะสม ก่อนที่จะไปสร้างอะไร หรือไปสู่ " ที่หมาย "  ใด เพราะโศกนาฏกรรมของผู้คนจำนวนมากในโลกนี้ ก็คือ ใช้กระบวนการสร้างอันทรงพลัง อย่างเช่น “ กฎแห่งการดึงดูด ” (Law of Attraction) ไปสร้างอะไรต่อมิอะไร ที่ตนเองปรารถนา อยากมี อยากทำ อยากเป็น แต่ครั้นพอได้มี ได้ทำ ได้เป็นเข้าแล้วจริงๆ กลับพบว่า มันผิดทิศผิดทางไปจากที่ควรจะเป็น ตัวอย่างเช่น อยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ โดยมีเหตุผลลึกๆ ในใจ (ที่แม้เจ้าตัวก็อาจไม่รู้) ที่เพียงเพื่อเอาชนะคำสบประมาทของผู้อื่น หรือเพื่อพิสูจน์ให้ผู้อื่นยอมรับว่าตนเองก็มีความสามารถนั้น ครั้นพอสอบเข้าได้จริงๆ แม้จนเรียนจบออกมา ก็กลับพบว่า การเรียนและจบออกมาจากมหาวิทยาลัยนั้น ก็ยังไม่สามารถทำให้เขามีความสุข และไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าประสบความสำเร็จจริงๆ นี่เป็นการสร้างที่ดำเนินไปอย่างผิดทิศทาง  แล้วถ้าจะให้มันถูกทิศทางล่ะ มันควรเป็นอย่างไร มันก็ควรจะเป็นว่า เขาควรปรารถนาที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ เพื่อการเรียนรู้ เรียนรู้ว่าในชีวิตของเขานั้น เขาควรเป็นอะไรได้ดีที่สุด การเข้ามหาวิทยาลัย คือการเข้าไปมีประสบการณ์เพื่อเรียนรู้ว่าเขาจะสามารถเป็นใครได้ดีที่สุด ไม่ใช่การไปพิสูจน์ว่าเขาเก่งกว่าใคร หรือเขาสามารถชนะคำสบประมาทใครได้

ดังนั้น ในฐานะพ่อแม่ ผู้ปกครอง และหรือครูบาอาจารย์ เราต้องมีส่วนอย่างสำคัญในการทำให้ลูกหลาน และลูกศิษย์ของเรา มี “ ทิศทาง ” ที่ถูกต้องเหมาะสม มิใช่เอาแต่เร่งรัด หรือสอนเขาแต่กระบวนการสร้างความสำเร็จโน่นนี่ ในความเห็นของผมนั้น ผมเห็นด้วยกับดีพัค โชปรา ที่กล่าวไว้ในหนังสือ “ เจ็ดกฎด้านจิตวิญญาณ เพื่อความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม ” แปลโดย นันท์ วิทยดำรง ที่ว่า “ ชีวิตคือการตอบคำถาม 2 ข้อ” คือ

ข้อแรก : เราเกิดมาเพื่อจะเป็นอะไรได้ดีที่สุด ชนิดที่มีแต่เราเท่านั้นที่จะสามารถทำมันได้ดีที่สุด และ
ข้อสอง : เราจะนำความสามารถเฉพาะตัวของเรานั้น ไปรับใช้ผู้คนและโลกใบนี้ได้อย่างไร?

ดังนั้น ข้อสรุปมันจึงง่ายๆ ว่า เราทุกคนมีหน้าที่ช่วยให้ลูกหลานของเราให้ได้สามารถสร้างสรรค์สู่ความเป็นเลิศในตัวเขาเองให้ได้มากที่สุด และให้เขาสามารถนำความเป็นเลิศเฉพาะตัวของเขานี้ ออกไปรับใช้ผู้คน และรับใช้โลกใบนี้....อะไรก็ตามที่เรากระทำต่อลูกหลานเรา โดยไม่สามารถตอบสนองต่อคำถามสองข้อนี้แล้ว ผมถือว่าไม่ใช่ “ ทิศทาง ” ที่ถูกต้อง

มีหนังสือหนังสือ “ การพูดคุยที่ไม่ธรรมดา” ก็ยังได้กล่าวไว้อย่างไม่ธรรมดาว่า...“ชีวิตไม่ใช่กระบวนการของการค้นหา ทว่าเป็นกระบวนการของการสร้างสรรค์...เราไม่ได้กำลังค้นหาตัวเอง แต่กำลังสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ ฉะนั้น จงอย่าเสาะหาว่าเราคือใคร? แต่จงตัดสินใจว่าใคร? ที่เราอยากเป็น! ” ผมรู้ว่านี่เป็นข้อความที่อาจเข้าใจยากสักหน่อย ดังนั้น ผมขอให้ท่านเข้าไปอ่านข้อเขียนของผมเรื่อง “ ต้นแบบ จุดแข็ง ความถนัด อัจฉริยะ พรสวรรค์ : คนละเรื่องเดียวกันหรือไม่? ” ในเว็บไซต์นี้ประกอบ ท่านน่าจะกระจ่างขึ้น

ในเอกสารที่แจกให้กับผู้เข้าร่วมพบปะกันในงานนี้ เป็นรูป และเรื่องราวของผู้คน ที่เชื่อว่าตนเอง “ เกิดมาเพื่อสำเร็จ ” บุคคลผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา บุคคลผู้มีความเชื่อว่า “ ชีวิตลิขิตได้ ” บุคคลผู้ไม่สนใจต่อคำปฏิเสธของผู้อื่น บุคคลผู้โอบกอดเอาความล้มเหลวมาไว้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต บุคคลผู้ยึดถือเอาความล้มเหลวให้เป็นส่วนผสมสำคัญของความสำเร็จ! (ผู้ไม่ได้รับเอกสารนี้ สามารถดูได้ในเว็บไซต์ของผมนี้แล้ว)

จากเอกสารดังกล่าว ผมจึงสามารถสรุปได้เป็นคำๆ เดียว ที่เราทุกคน ต้องมี ต้องทำ ต้องเป็น และเราทุกคนต้องทำให้ลูกหลานของเราต้องมี ต้องทำ และต้องเป็นด้วย คำๆ นั้น ก็คือ “ ความเชื่อ! ” (Belief)
เพราะเมื่อดูเรื่องราวของผู้คนที่ประสบความสุข และความสำเร็จในโลกนี้แล้ว เราก็จะสามารถพบได้ว่า คือการที่บุคคล คนนั้น มีความเชื่อว่าเขา “ เกิดมาเพื่อสำเร็จ ” และคนเหล่านั้น ถูกทำให้เชื่อเช่นนั้น จากพ่อแม่ของเขา หรือจากพ่อ หรือจากแม่ของเขา คนใดคนหนึ่ง และหลายคนก็ทำสิ่งที่มหัศจรรย์มาก คือแม้แต่พ่อและแม่ของเขา รวมทั้งผู้คนรอบข้าง จะบอกเป็นอย่างอื่น แต่เขาก็ยังกลับรักษาความเชื่อนั้นไว้ได้อย่างมั่นคงเราต้องทำให้ลูกหลานของเรามีความเชื่อว่าเขาเกิดมาเพื่อสำเร็จอย่างแท้จริง เขาเป็นบุคคลพิเศษที่ไม่มีใครเหมือน และเขาไม่อาจเหมือนใคร (การที่ผมแนะให้เขาหาต้นแบบ หรือ Idol นั้น ไม่ได้แปลว่าจะให้เขาเป็นต้นแบบนั้น แต่การมีต้นแบบ จะทำให้เขามีทิศทางที่ดี แม้ว่าที่หมายของเขาจะไม่อาจเป็นเช่นต้นแบบก็ตาม) เราต้องเลิกปลูกฝังความคิดผิดๆ แก่ลูกหลานของเรา เลิกการเน้นแต่เรื่อง “ การแข่งขัน ” อย่างเอาเป็นเอาตาย เลิกการเปรียบเทียบทุกชนิดกับคนอื่น เราต้องเน้นเรื่อง “ การสร้างสรรค์ ” เท่านั้น  ชีวิตเกิดมาเพื่อสร้างสรรค์ตนเองไปสู่ความเป็นเลิศ ไม่ใช่เกิดมาเพื่อประกวดประขันประชันขันแข่งกับใคร

เราต้องทำให้ลูกหลานของเรามี “ ความเชื่อมั่นไว้วางใจในตนเอง ” เขาต้องเชื่อว่าเขามีทุกอย่างพร้อมแล้วที่จะสามารถบรรลุความเป็นเลิศในตัวของเขาเองได้ เขาไม่ได้ขาดแคลนอะไร เขาไม่ได้ขาดเครื่องมือใดๆ ทั้งสิ้น เขาไม่ได้มีต้นทุนที่น้อยกว่าใครทั้งนั้น เขาสามารถใช้ “ กระบวนการสร้าง ” อันทรงพลัง อย่าง “ กฎแห่งการดึงดูด ” ที่มีอยู่แล้วในตัวเอง ดึงดูดทุกความสำเร็จมาสู่ตัวเขาได้ ขอเพียงให้เขาชัดเจนใน “ ทิศทาง ” ที่ถูกต้องเหมาะสมเท่านั้นก็พอ การได้ไปเรียนในที่ใดๆ การได้ไปทำงานในที่ใดๆ หรือในแบบใดๆ มันไม่ใช่อะไรอื่นเลย มันก็คือการไปมีประสบการณ์ต่างๆ นาๆ เพื่อไปบรรลุตัวตนสูงสุดของเขา เท่านั้นเอง นี่ก็จะเป็นไปอย่างที่ดีพัค โชปราได้ว่าไว้ ที่ว่า “ ความสำเร็จ คือวิถีแห่งการเดินทาง ” (ไม่ใช่ประเด็นสำคัญว่าจะเดินทางไปถึงไหนๆ)

เราต้องทำให้ลูกหลานของเรามี “ ความเชื่อมั่นไว้วางใจต่อผู้อื่น ” โดยเฉพาะต่อพ่อแม่ของเขา เราในฐานะพ่อแม่ ต้องไม่ให้ “ ความรักที่มีเงื่อนไข ” กับเขา ความรักของพ่อแม่ที่แท้ คือการสนับสนุนให้เขาได้เป็นในสิ่งที่เขาต้องเป็น ไม่ใช่ไปยัดเยียดให้เขาต้องเป็นอย่างที่เราต้องการให้เป็น หรือให้เขาต้องเป็นตามค่านิยม ความเชื่อของผู้อื่น โดยเฉพาะของสังคม เราต้องทำให้เขามีคุณสมบัติของการเป็นคนชอบ “ จับถูก ” มิใช่เอาแต่คอย “ จับผิด ” ผู้อื่น เพราะก็อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ว่า เราเลือก “ จับ ” อะไร เราก็ย่อม “ ได้ ” สิ่งนั้น  เราต้องทำให้ลูกหลานของเรามี “ ความเชื่อมั่นไว้วางใจต่อชีวิต ต่อโลกนี้ ต่อจักรวาลนี้ ” เราต้องทำให้เขาเชื่อว่าสรรพสิ่งในโลกนี้ ในจักรวาลนี้ มีความอุดมสมบูรณ์ล้นเหลือ ทุกอย่างมีเพียงพอต่อทุกๆ คน ไม่จำต้องมีการแข่งขัน แย่งชิง กันอย่างเอาเป็นเอาตาย หน้าที่ของเขาคือ การสร้างสรรค์สู่ความเป็นเลิศ ไม่ใช่มีหน้าที่ไปแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายกับใคร

เราต้องทำให้ลูกหลานของเรามี “ ความเชื่อมั่นไว้วางใจต่อกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ กฎเกณฑ์แห่งจักรวาล ” ต้องทำให้เขาเชื่อว่า “ ทุกอย่างเป็นไปได้ ” “ ชีวิตคือการเลือกและตัดสินใจ ” “ ชีวิตเราลิขิตได้ ” เขาสามารถสร้างสรรค์ทุกสรรพสิ่งได้ด้วยกฎเกณฑ์ของ “ กระบวนการสร้าง ” ซึ่งไม่เคยผิดพลาด ไม่ใช่เรื่องของบุญธรรมกรรมแต่ง ไม่ใช่เรื่องของบุญพาวาสนาส่ง ไม่ใช่เรื่องของอำนาจฟ้าดินดลบันดาลไม่ใช่เรื่องของกรรมเก่าแต่ชาติปางก่อน ฯลฯ ต้องทำให้เขาเชื่อว่าโชคชะตาของเขาอยู่ในกำมือของเขาเอง มิใช่เทพไท้เทวา เทวดาต๊ะติ๊งโหน่ง องค์ใดทั้งสิ้น!

เราต้องทำให้ลูกหลานของเรามี “ ความเชื่อมั่นไว้วางใจต่อปรากฏการณ์ทุกชนิดที่เกิดขึ้นในชีวิต ” ต้องทำให้เขาเชื่อว่าทุกเหตุการณ์ ทุกประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ดีในความคิดของเรา ทุกๆ อย่าง ล้วนมีคุณูปการอันดีเลิศต่อตัวของเขาเองทั้งสิ้น มันเป็นโอกาส ไม่ใช่ภัยคุกคาม มันเป็นความท้าทาย ไม่ใช่ความกดดัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาประสบ ล้วนจำเป็นต่อเขาที่จะทำให้เขารู้ได้ว่าเขาจะสามารถเป็นอะไรได้ดีที่สุด เหมือนดังคำกล่าวจากหนังสือสนทนากับพระเจ้าที่ว่า “ เราต้องมีประสบการณ์ของการเป็นในสิ่งที่เราไม่ได้เป็นเสียก่อน จึงจะสามารถไปมีประสบการณ์ของการเป็นในสิ่งที่เราเป็นได้ ” นี่เป็นเรื่องของ ‘ทวิภาวะ’ ที่เราต้องมีทั้งหมด เป็นทั้งหมด ประสบทั้งหมด ดังนั้น การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่ได้ ก็มีคุณูปการในตัวของมันเอง ผมจึงชอบชื่อหนังสือเล่มหนึ่ง เขียนโดยนายแพทย์เทิดศักดิ์ เดชคง ที่ชื่อว่า “ สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ ” ข้อความนี้ สามารถอธิบายสิ่งที่ผมต้องการจะบอกในข้อนี้ได้อย่างดีทีเดียว (แต่ก็ต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่านี่เป็นเรื่องของการ “ ยอมรับ ” ไม่ใช่เรื่องของการ “ ปลอบใจตัวเอง ” หรือการ “ ปลงตก ” หรือ “ ยอมแพ้ ”)

ตัวของเรา และลูกหลานของเรา ถูกทำให้เชื่อมานานมากแล้ว ใน “ ความเชื่อผิดๆ ” ที่ว่า...

ความสำเร็จเป็นเรื่องของคนบางคน
ทุกอย่างในโลกนี้มีจำกัด มีไม่พอสำหรับทุกคน
ความสำเร็จนั้น ได้มาด้วยความเหนื่อยยาก แสนสาหัส
ความสำเร็จนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก เช่นพวกความรู้ และเครื่องมือต่างๆ
เราไม่ดีพอ เราไม่เก่งพอ
ฯลฯ

เราจึงต้องทำให้ตัวเราเอง และลูกหลานของเรา มี “ ความเชื่อที่ถูกต้อง ” เสียใหม่ ว่า...

ทุกคนเกิดมาเพื่อสำเร็จ
ทุกอย่างในโลกนี้ ในจักรวาลนี้ มีเพียงพอสำหรับทุกคน
ความสำเร็จของทุกคน มีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น ไม่ต้องไปหาที่ไหน มันไม่ใช่เรื่องของการไขว่คว้าหามา แต่มันเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์สิ่งที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น
ความสุข ความสำเร็จ และหรือ การบรรลุความเป็นเลิศในตัวเองของเรานั้น เราไม่จำต้องไปดิ้นรนหาเครื่องมือ หรือปัจจัยภายนอกใดๆ ทั้งสิ้น มันอยู่ในตัวของเราแล้ว เราไม่ได้ขาดเครื่องมือใดๆ เลย
ทุกคนมีพลังงานเหลือเฟือ มีศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด จักรวาล หรือธรรมชาติ สร้างคนทุกคนให้มีพลังงานมากเกินพอ ที่จะสามารถมี ทำ เป็น อะไรก็ได้ อย่างไร้ขีดจำกัด
ฯลฯ
เพียงเท่านี้ยังไม่พอ ครั้งหน้าผมจะมาเพิ่มเสริมต่อให้เข้าใจมากขึ้น...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น