ในโลกที่หมุนเร็วอย่างทุกวันนี้ อะไรก็ดูรีบๆ ขาดการไตร่ตรอง เชื่อตามๆ กันไป ทำตามๆ กันไป ไม่เคยได้นั่งนิ่งๆ พินิจพิเคราะห์ก่อนที่จะปักใจเชื่ออะไร หรือทำอะไรก็ตาม เห็นเขามี เห็นเขาทำ ก็อยากบ้าง นั่งทำงานเหนื่อยๆ เห็นคน post รูปไปเที่ยวใน facebook ก็เขวแล้ว ชีวิตขาดๆ เกินๆ อย่างเช่นทุกวันนี้ ผิดหรือไม่? ทำอย่างไร? ให้ความขาดเกินเหล่านั้น กลายเป็นความพอดี? ชีวิตของผู้ประกอบการเป็นชีวิตที่ยุ่งนะทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว ความก้าวหน้าที่อยากให้เกิด ทั้งเรื่องของงานประจำวัน ที่เอาเวลาส่วนตัวไปมากมาย หลายต่อหลายคนชอบมองในสิ่งที่ตนเองขาด ตนเองไม่มี แล้วท้ายที่สุด ก็มานั่งเสืยใจ เศร้ากับชีวิตที่ขาดนู้น ขาดนี่ ทั้้งที่จริงแล้ว คุณยังมีอะไรอีกมากมายที่่คนอื่นๆ อยากจะมีแทบตาย แทนที่จะมองในสิ่งที่ขาด มามองในสิ่งที่มีแทนดีกว่าไหม แทนที่จะกังวลกับคนที่ลาออก เอาเวลามาดูแลคนที่ยังอยู่ดีไหม แทนที่จะนั่งเศร้ากับลูกค้ารายใหญที่หลุดลอยไป เอาเวลามาดูแลลูกค้าที่อยู่กับตัวดีไหม
ชีวิตของใครก็ขาดๆ เกินๆ กันทั้งนั้น เราต้องมองความขาดๆ เกินๆ เหล่านั้น ด้วยความเข้าใจ มองให้ทะลุผ่านอารมณ์เหล่่านั้น ไม่เศร้า ไม่สุขไปกับมัน มองความขาดเกินที่มีในชึวิตเป็นเรื่องปกติธรรมดา สำหรับการเป็นผู้ประกอบการ คู่แข่งและตัวเราย่อมมีจุดเด่น จุดด้อยที่ต่างกัน เราไม่จำเป็นจะต้องไปเป็นเหมือนใคร หรือมีจุดแข็งตามใครๆ แค่เรามองในส่วนดีของเรา จุดแข็งของเรา เน้นและทำให้มันดียิ่งๆ ขึ้นไป สำหรับจุดด้อย หรือจุดอ่อนของเรา มองมันอย่างเข้าใจและหาทางแก้ไขให้มันดีขึ้น องค์กรของเราจะได้เปลี่ยนจากการเป็นองค์กรขาดๆ เกินๆ มาเป็นที่ใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบ เพราะเรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ มีปัญหาก็แก้ มีจุดด้อยก็แก้ อย่าไปเอาข้อดี ข้อเด่นของคนอื่นมาเปรียบเทียบกับตนเองเสียจนทำให้เกิดเป็นอารมณ์ขุ่นค้องหมองใจ มองมันจากไกลๆ ด้วยสติ แล้วปรับให้มันดีขึ้นด้วยสมองจะดีเสียกว่า
เรื่องของจุดดี จุดด้อย หรือความขาดๆ เกินๆ เป็นเรื่องธรรมดา นอกเหนือจากสามารถนำมาปรับใช้กับองค์กรแล้ว ยังสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตของเราเองได้อีกด้วย เพราะแม้กระทั่งตัวของเราเอง เราก็ยังมีบางส่วนที่เป็นข้อดี จุดแข็งของเรา แล้วก็จะมีบางสิ่งที่เป็นจุดด้อย ความพยายามที่จะทำจุดด้อยเหล่านั้นให้น้อยลง หรือส่งเสริมจุดดีให้เด่นชัดขึ้น จะทำให้เราเป็นคนที่มีจุดขาย เราไม่จำเป็นจะต้องไปเก่งเหมื่อนใครๆ เขาทั้งหมด แต่เป็นอย่างที่เราเป็น ดีอย่างที่เราดี นั่นแหละ จะเป็นจุดยืนที่ทำให้เรามีความสุข และสงบ เพราะไม่ต้องไปแข่งกับใครๆ เชื่อสิ..ว่าตัวคุณเองก็มีข้อดีอะไรบางอย่างที่ทำให้คู่แข่ง หรือคนอื่นก็อิจฉาคุณแทบตาย
ไม่มีอะไรดีร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือแย่ไปเสียหมด แค่เรามองดู เข้าใจ ไตร่ตรอง บางทีความโกลาหลที่เกิดขึ้นในสังคมก็อาจจะน้อยลงก็ได้ ความเข้าใจในความไม่เหมือนกัน และพยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา ย่อมทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นในสังคมขาดๆ เกินๆ ที่เราเดินเหินกันอยู่ทุกๆ วัน และเมื่อเราเข้าใจมัน ใช้สติมากกว่าอารมณ์ ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความร้อน แต่ใช้ความเย็นเข้าใส่ ผมเชื่อว่าเราจะเป็นคนที่สงบ และสุขง่ายขึ้น และเราก็สามารถที่จะทำให้ชีวิตทุกๆ วันของเราผ่านไปได้อย่างมีความสุขขึ้น เป็นนายและผู้ร่วมงานที่ดีขึ้น และท้ายที่สุด สังคมขาดๆ เกินๆ ของเราทั้งหมดก็จะน่าอยู่ขึ้นตามลำดับ
“ไม่มีการครอบครองใด ๆ ที่ไม่ก่อให้เกิดความทุกข์” แล้วพบกันครั้งหน้า สวัสดี

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น