

จากที่ผมเล่าถึงทั้ง 2 รางวัลมานี้ไม่ใช่อะไร พอดีหนังที่ผมจะวิจารณ์ต่อไปนี้ได้มีการถูกส่งเข้าชิงรางวัลทั้ง 2 ที่นี้ นั่นก็หมายความว่าหนังเรื่องนี้ต้องมีดีถึงได้ถูกคัดเลือกเข้าชิงรางวัลหลายสาขา...ของออสการ์ส่งเข้าชิงรางวัล ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงชายยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ตัดต่อยอดเยี่ยม ดนตรียอดเยี่ยม เพลงประกอบยอดเยี่ยม ส่งเข้าชิงลูกโลกทองคำในสาขา นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม หนังเรื่องนี้นอกจากได้มีการส่งเข้าชิงรางวัลเป็นการการันตีแล้ว ชื่อผู้กำกับ แดนนี่ บอยล์ ก็น่าจะบอกได้ว่าหนังดี เพราะหลังจากผู้กำกับคนเรื่องนี้ย้อนหลังไปประกาศศักดาด้วยการคว้าออสการ์จาก Slumdog Millionaire เมื่อปี 2009 แถมหนังยังทำเงินทั่วโลกไปกว่า $377 ล้านดอลล่าร์ (โดยใช้ทุนสร้างไปเพียง $15 ล้านดอลล่าร์)ความจริงแล้ว ถ้าหาก แดนนี่ บอยล์ อยากจะทำหนังเรื่องถัดไปด้วยทุนสร้างสักร้อยล้านเหรียญล่ะก็ สตูดิโอยักษ์ใหญ่ทั้งหลายคงแห่กันมาแย่งเซ็นเช็คให้กันเป็นทิวแถวแน่ๆ! แต่ผู้กำกับสัญชาติอังกฤษคนนี้ ก็ไม่ได้หลงระเริงไปกับ ชื่อเสียง ลาภยศ ที่ได้มาเหล่านั้น บอยล์ ยังซื่อสัตย์กับตัวเอง เพราะรู้ดีว่า ผู้กำกับอย่างเขานั้น ถนัดทำหนังทุนต่ำ ที่มีสเกลไม่ใหญ่ มากกว่า อย่างตอนหนังที่มาถ่ายในประเทศไทย The Beach ที่แสดงนำโดย ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ้ ซึ่งใช้งบไป $50 ล้านดอลล่าร์ คือหนังที่ใช้ทุนสร้างมากที่สุดแล้ว และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ บอยล์ กลับมาพร้อมกับ หนังทุนต่ำ คุณภาพสูง อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งนักวิจารณ์ทุกสำนักทั่วโลกการันตีว่า ยอดเยี่ยม ใช่แล้วครับ ผมกำลังพูดถึงหนังเรื่อง 127 Hours ภาพของหนังเป็นการเล่าเรื่องของ แอรอน รอลสตัน วิศวกรหนุ่มผู้รักการผจญภัยเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อเขาเดินทางแบบฉายเดี่ยวไปปีนหุบเขาที่มีชื่อว่า บลู จอห์น และเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็ขึ้น เมื่อเขาพลัดร่วงลงมาไปซอกเขาพร้อมกับก้อนหินขนาดใหญ่ ซึ่งหล่นมาทับแขนขวาของเขา ทำให้ต้องติดแหง็กอยู่ในนั้นคนเดียวกว่า 5 วัน (ซึ่งก็คือ 127 ชั่วโมง ตามชื่อเรื่อง)รอลสตันต้องต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมและสิ่งไม่ดีในตัวเขา จนค้นพบในตอนท้ายว่าเขามีความกล้าหาญ และวิถีทางที่ทำให้เขาหลุดพ้นออกมาได้ด้วยวิธีการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การหล่นลงมาจากหน้าผาความสูง 65 ฟุต และปีนเขาด้วยระยะที่มากกว่า 8 ไมล์ จนสุดท้ายเขาต้องตัดสินใจหักแขน ตัดแขนตัวเองทิ้งด้วยเครื่องมือที่มีทั้งคีมและมีดพับขนาดเล็กที่พอจะหาได้ในเป้ ซึ่งฉากนี้ในหนังผมบอกกับตัวเองว่า เป็นไปได้ขนาดนั้นเลยหรือ (ช็อค)เท่านั้นยังไม่พอ อารอน ยังต้องตะเกียกตะกายปีนขึ้นจากซอกเขามรณะที่ว่าด้วยแขนข้างเดียว แถมยังต้องเดินเท้าต่อก่อนจะได้รับความช่วยเหลือในท้ายที่สุด ภาพสุดท้ายก่อนจบคือ ฉากที่แขนขาดแล้วยังว่ายน้ำอยู่ ทำเหมือนมากๆ แต่ในความเป็นจริงพระเอกคนนี้ยังมีแขนอยู่ครบถ้วน
รู้เรื่องย่อกันแบบคร่าวๆ แล้ว หลายคนอาจจะคิดว่า ก็ไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษตรงไหน? เพราะ 127 Hours ก็คงเป็น หนังเฉียดตาย ซึ่งสร้างจากเรื่องจริง ที่คนดูจะเห็นว่า เขาไปติดแหง็กอยู่ในซอกเขาได้ยังไง? แล้วรอดออกมาได้ยังไง? ซึ่งใช่ครับ หนังเล่าถึงรายละเอียดในส่วนนั้น แต่นั่นเป็นเพียงแค่น้ำจิ้ม ไม่ใช่เนื้อหาสาระ หรือ แก่น ของเรื่องที่หนังต้องการจะบอก เพราะแท้ที่จริงแล้ว แก่น ของเรื่องที่หนังต้องการจะบอกกับคนดูก็คือ…มนุษย์ จะมีความสมบูรณ์ และเข้าใจความหมายของชีวิตมากกว่าเดิม หลังจากก้าวพ้นวิกฤตอะไรบางอย่างมาได้ อย่างน้อยๆ หลังผ่านเหตุการณ์เฉียดตายครั้งนี้มา แอรอน จะทิ้งข้อความบอกไว้ทุกครั้งว่าเขาไปไหน ซึ่งก่อนหน้านี้เขาไม่เคยบอกใครเลย…จะว่าไป แอรอน รอลสตัน ใน 127 Hours มีส่วนคล้ายกับ ชัค โนแลนด์ (ที่แสดงโดย ทอม แฮงค์ส) ในหนังเรื่อง Cast Away อยู่เหมือนกัน เพียงเปลี่ยนจากติดอยู่ในซอกแคบๆ ของหุบเขา มาเป็นติดเกาะ ซึ่งถ้าเทียบกันแล้ว สำหรับผม ติดเกาะ ดูจะสบายกว่าเป็นไหนๆ เพราะในขณะที่ แอรอน ถูกหินทับมือ เคลื่อนไหวไม่ได้ น้ำกับอาหาร ก็หร่อยหรอลงเรื่อยๆ (จนสุดท้ายต้องดื่มฉี่ตัวเองแทนน้ำ!) แถมวันๆ ได้แต่คุยกับตัวเองผ่านกล้องวีดีโอ แต่ ชัค ยังสามารถเดินเล่นทั่วเกาะ มีอาหารทะเลให้กิน แถมยังมี วิลสัน(ลูกวอลเล่ย์)คอยเป็นเพื่อนปรับทุกข์อีกต่างหาก ในขณะที่ Cast Away อาจจะทำให้คนดูคิดว่า ถ้าติดเกาะเราจะเอาชีวิตรอดยังไง? แต่ 127 Hours ดึงผู้ชมเข้าไปในสถานการณ์ที่ คับขัน บีบคั้น และ กดดัน กว่าหลายเท่า กับทางออกทางเดียวนั่นก็คือ ต้องตัดแขนตัวเองทิ้งซะ!ระหว่างนั้นก็มีภาพ ซึ่งหากมองกันในภาพรวมแล้ว Cast Away อาจจะเป็นหนังที่มีสเกลใหญ่กว่า ดูสนุก และให้ความบันเทิงมากกว่า แต่ส่วนตัวแล้วกลับคิดว่า 127 Hours สามารถนำเสนอเรื่องราวออกมาได้อย่างสมจริง (ส่วนนึงอาจเป็นเพราะหนังสร้างมาจากเรื่องจริง) ดูแล้ว รู้สึกสะเทือนใจ มีอารมณ์ร่วมมากกว่าเป็นไหนๆ แต่ไม่ได้หมายความว่า Cast Away เป็นหนังไม่ดีนะครับ Cast Away เป็นหนังอีกเรื่องที่ผมเองชอบมากๆ เพียงแต่จะบอกว่า ผมรู้สึกอิน และเอาใจช่วย แอรอน ใน 127 Hours มากกว่าเท่านั้นเองส่วนอีกเรื่องที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นความฉลาดของผู้กำกับ แดนนี่ บอยล์ (ผู้กำกับ สลัมด๊อก มิลเลียนแนร์) นั่นก็คือ ประเด็นการนำเสนอของเรื่อง ที่เป็นเหมือนคำถามที่ค้างคา ให้เราค้นหาคำตอบ ถึงแม้ว่าเราจะรู้ในบทสรุปของเรื่องราวแล้วก็ตาม แต่ด้วยกลวิธีนำเสนอที่ดูเหมือนจริง ก็ทำให้คนดูอยากที่จะเอาใจช่วย และอยากรู้ถึงการเอาชีวิตรอดจากการติดแหง็กกับซอกหินเพียงลำพัง…การต่อสู้กับจิตล้าในใต้สำนึกของคน 1 คน…ภาพหลอน…จิตป่วน…สารพัด…เขาผ่านมาได้อย่างไร น่าสนใจยิ่ง และน่าติดตามไปจนจบเรื่อง
หนังคงจะไม่ทรงพลังขนาดนี้ หากไม่ได้การแสดงระดับสุดยอดของ เจมส์ ฟรานโก้ ผู้มารับบทเป็น แอรอน รอลสตัน เรียกว่า คนเดียวเอาคนดูอยู่หมัดตั้งแต่ต้นจนจบ แบบ วัน แมน โชว์ รวมถึงการกำกับของ แดนนี่ บอยล์ ที่สามารถเล่าเรื่องราวออกมาได้อย่าง สนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจ บีบคั้น หวาดเสียว สยดสยอง โดยเฉพาะฉากที่ แอรอน ลงมือเฉือนเส้นเอ็นตัวเอง เชื่อว่าเหลือเกินว่าหลายคนคงจะถึงขนาดปิดตาไม่กล้าดูฉากนี้ บวกกับมุมกล้อง เทคนิคการตัดต่อ วิธีการเล่าเรื่อง และสไตล์ภาพ (ซึ่งหลายๆ ช็อตน่าจะทำให้แฟนพันธุ์แท้ แดนนี่ บอยล์ นึกไปถึงหนังสร้างชื่อของเขาอย่าง Trainspotting) อ่อ…อีกอย่างที่จะลืมไม่ได้เลยก็คือ เพลงประกอบที่ยังคงเจ๋งสุดๆ เหมือนทุกเรื่องที่ผ่านมาด้วยวิธีการทำหนังชั้นเซียนของแดนนี่ บอยล์ ที่ว่ามาทั้งหมดข้างต้น ทำให้เรื่องราวใน 127 Hours ถูกเล่าออกมาได้อย่างไหลลื่น แม่นยำ ถูกจังหวะจะโคน เพราะอย่างที่กล่าวเอาไว้ตอนต้นแล้วว่า นอกจากจะได้ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ 5 วันเฉียดตายของพระเอกในเรื่องแล้ว หนังยังนำเอาความคิดในหัวของแอรอน มาตัดสลับให้เห็นด้วยว่า ในช่วงที่ยากลำบากที่สุดของชีวิต เขาคิดอะไรอยู่? ซึ่งภาพในมโนสำนึกของ แอรอน นี่แหละ เป็นสิ่งที่ยืนยันได้อีกครั้งว่า ในยามคับขัน จวนตัว โดยเฉพาะเสี้ยวหนึ่งในชีวิตที่คิดว่าจะเป็นวาระสุดท้าย สัญชาตญาณมนุษย์มักจะนึกถึง พ่อ แม่ คนที่เรารัก และหวนคิดไปถึงข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เคยทำไว้ อย่างพระเอกในเรื่องรู้สึกเสียใจที่ไม่ไปงานแต่งน้องสาว รู้สึกผิดที่ไม่ชอบรับโทรศัพท์เวลาที่แม่โทรมาหา นึกถึงเรื่องแย่ๆ ที่เคยทำไว้กับหญิงสาวอันเป็นที่รัก เป็นต้น นับเป็นความฉลาดของผู้กำกับที่แทรกมุกไว้ในบางช่วงบางตอน ให้คนดูไม่เครียดตามตัวละครมากจนเกินไป และทำให้คนดูได้รู้ว่าการติดอยู่ในซอกเล็ก ๆ โดยขยับไปไหนไม่ได้นั้น สติ คือสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อสติหลุดแล้ว การทำอะไรแปลก ๆ ก็จะตามมาในที่สุด ซึ่งในเรื่องนี้ ก็ทำให้เราได้เห็น และรับรู้ถึงการกระทำแบบนั้นในตัวของ อารอน ที่สะท้อนออกมาให้เราได้ชมเช่นกัน และเป็นอีกเสียงสะท้อนให้เราเห็นว่า ไม่ว่าคุณจะเก่ง มีความรู้ระดับปริญญา หรือได้ประกาศณียบัตรมามากมายขนาดไหน หากสติคุณไม่อยู่กับร่องกับรอย การเอาตัวให้รอดจากเรื่องเลวร้ายทั้งหลายก็คงไม่สามารถทำได้
นอกจากนั้น เหตุการณ์เฉียดตายของ แอรอน ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้แก่ผู้ชมทั้งหลายอีกด้วยว่า อย่าตกอยู่ในความประมาทเด็ดขาด! เพราะเพียงแค่เสี้ยววินาที ชีวิตคุณอาจพบกับความพลิกผันครั้งใหญ่ได้…แต่ถ้าเกิดว่า วันนึงคุณต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ชีวิตต้องเจอกับอภิมรสุม หรือวันมหาวิปโยค ที่หนักอึ้งแสนสาหัสขนาดไหน โปรดจงตั้งมั่น แก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างมีสติ ทำสุดกำลัง เต็มความสามารถ ท้อได้ แต่อย่าถอย เพราะเชื่อเหลือเกินว่า อุปสรรค หรือ ปัญหา ที่หลายคนต้องประสบนั้น คงจะไม่ได้หนักหนาเกินไปกว่าเหตุการณ์ที่ลูกผู้ชายชื่อ แอรอน รอลสตัน ต้องฝ่าฟัน และเอาชนะมัน มาได้ด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และถึงแม้จะออกมาจากหุบเขา บลู จอห์น ด้วยการเสียแขนไปข้างหนึ่ง แต่สิ่งที่เขาได้กลับออกมาคือ ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งที่น่ายกย่องมากๆ!!!เพราะแท้ที่จริงแล้ว แก่น ของเรื่องที่หนังต้องการจะบอกกับคนดูก็คือ...มนุษย์ จะมีความสมบูรณ์ และเข้าใจความหมายของชีวิตมากกว่าเดิม หลังจากก้าวพ้นวิกฤตอะไรบางอย่างมาได้
หลังจากดูหนังจบสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมคิดออกอยู่อย่างตอนนั้นว่าทำอะไรควรทำอย่างมีสติให้มากที่สุด เพราะการใช้ชีวิตจริงก็ไม่ได้ต่างจากการไปเดินเที่ยวคนเดียวเหมือนในหนัง ดังนั้น เราควรบอกคนที่รู้จักก่อนเดินทางไปที่ไหน หมั่นตอบแทนและดูแลผู้มีพระคุณทั้งหลายให้ดี คิดแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดมาในอดีตให้ถูกต้อง แล้วทีนี้ก็จะได้หมดกังวลกับสิ่งที่ไม่คาดฝันว่าจะเกิดขึ้นได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น