วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554

พักดูหนังที่สุดของตำนา..น ตัวจริง (1)



ขอต้อนรับเข้าสู่วันสงกรานต์ด้วยหนังไทยฉบับอลังการงานสร้าง ที่ผมได้มีโอกาสไปดูเมื่อคืนวันหยุดที่ผ่านมา ผมได้จัดเวลาการพักผ่อนให้กับตัวเองด้วยการไปดูหนังเรื่องนี้ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3 “ยุทธนาวี” ที่รอดูมานาน..ว่าจะสนุกแค่ไหน สมกับที่รอคอยหรือไม่ พอดูจบความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือ ไม่สนุกเท่ากับทั้ง 2 ภาคที่ฉายผ่านมาสักเท่าไร ในหนังแนวประวัติศาสตร์แนวเดี่ยวกันนี้ ที่ผมเคยดูมาก่อนก็หลายเรื่องทั้งจีนและฝรั่ง ก็มีดีๆ และสนุกมากมาย แต่พอมาครั้งนี้กลับไม่ได้ประทับใจอะไรมาก แล้วที่ผมไม่ประทับใจตรงไหน อย่างไร ในการเขียนตอนแรกนี้ผมยังไม่ขอกล่าววิจารณ์ถึงที่มาที่ไปทั้งหมด เพราะอยากจะขอเล่าเรื่องประวัติศาสตร์อย่างย่อให้อ่านก่อน
หนังเปิดตัวโดยการเล่าย้อนหลังเป็นภาพซีเปียในภาค 1 และ 2 พอให้เข้าใจถึงหลังจากการประกาศเอกราชที่เมืองแครง และสังหารสุรกำมาเหนือยุทธภูมิฝั่งน้ำสะโตงของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (หรือสมเด็จพระนเรศ)ในปีพุทธศักราช 2127 ได้สร้างความตระหนกแก่พระเจ้านันทบุเรงองค์ราชันหงสาวดีพระองค์ใหม่ ด้วยเกรงว่าการแข็งข้อของอยุธยาในครั้งนี้ จะเป็นเยี่ยงอย่างให้เหล่าเจ้าประเทศราชที่ขึ้นกับหงสาวดีอาศัยลอกเลียนตั้งตัวกระด้างกระเดื่องตาม แต่จนพระทัยด้วยติดพันศึกอังวะ จึงจำต้องส่งเพียงทัพพระยาพะสิมและพระเจ้าเชียงใหม่เข้าประชิดกรุงศรีอยุธยา ทางหนึ่งนั้นพระเจ้านันทบุเรงทรงประมาทสมเด็จพระนเรศ ด้วยเห็นว่ายังอ่อนพระชันษา คงมิอาจรับมือจอมทัพผู้ชาญณรงค์ทั้งสองได้ ทางหนึ่งก็สำคัญว่ากรุงศรีอยุธยายังบอบช้ำแต่คราวสงครามเสียกรุง ไพร่พลเสบียงกรังยังมิบริบูรณ์คงยากจะรักษาพระนคร ครั้งนั้นพม่ารามัญยกเข้ามาเป็นศึกกระหนาบถึง 2 ทาง ทัพพระยาพะสิมยกเข้ามาทาง ด่านพระเจดีย์สามองค์ เลยล่วงเข้ามาถึงแดนสุพรรณบุรี ส่วนพระเจ้าเชียงใหม่-นรธาเมงสอ มาจากทางเหนือ นำทัพบุกลงมาตั้งค่ายถึงบ้านสระเกศ แขวงเมืองอ่างทอง กิตติศัพท์การชนะศึกของสมเด็จพระนเรศหลายครั้งหลายคราระบือไกลถึงแผ่นดินละแวก เจ้ากรุงละแวกมิได้ทอดธุระ ได้ลอบส่งจารชนชาวจีนฝีมือกล้านามว่า “จีนจันตุ” มาลอบสืบความ ที่กรุงศรีอยุธยาแต่ถูกจับพิรุธได้จนต้องลอบตีสำเภาหนีกลับกรุงละแวก สมเด็จพระนเรศทรงนำทัพเรือออกตามจนเกิดยุทธนาวี แต่พระยาจีนจันตุหนีรอดได้ เมื่อเจ้ากรุงละแวกได้ทราบกิตติศัพท์การณรงค์ของพระนเรศจึงเปลี่ยนพระทัยหันมาสานไมตรีกับอยุธยา และส่งพระศรีสุพรรณราชาธิราชผู้อนุชามาช่วยอยุธยาทำศึกหงสา หากแต่พระศรีสุพรรณผู้นี้ต่างจากเจ้ากรุงละแวกเพราะหาใคร่พอใจผูกมิตรด้วยอยุธยา การได้พระศรีสุพรรณมาเป็นสหายศึกจึงประหนึ่งอยุธยาได้มาซึ่งหอกข้างแคร่ข้างสมเด็จพระนเรศเมื่อทรงประกาศเอกราชแล้วก็จัดเตรียมการรับศึกหงสาวดี แต่เพราะกำลังรบข้างอยุธยาเป็นรอง จึงทรงวางยุทธศาสตร์รับศึกโดยมุ่งอาศัยกรุงศรีอยุธยาเป็นที่มั่นเพียงแห่งเดียว ครั้งนั้นได้โปรดให้เทครัวหัวเมืองเหนืออันเป็นแคว้นสุโขทัยเดิมลงมารวมกับครัวที่อยุธยา การณ์ปรากฏว่าเจ้าเมืองพิชัย และสวรรคโลกข้าหลวงเดิมแข็งเมืองไม่เทครัวลงมาสมทบ จึงทรง ยึดเมืองแล้วลงทัณฑ์มิให้เป็นเยี่ยงอย่าง

สมเด็จพระนเรศทรงเห็นว่ากำลังข้างอยุธยายังเป็นรองพม่ารามัญ จึงทรงปรับเปลี่ยน ยุทธศาสตร์การรบเสียใหม่ โดยมิปล่อยให้ทัพพระยาพะสิมและนรธาเมงสอเจ้าเมืองเชียงใหม่ เข้ามารวมกำลังผนึกล้อมร่วมกันตีกรุงศรีอยุธยา ครั้งนั้นทรงจัดทัพออกรับศึกในแขวงหัวเมือง แลด้วยทัพพม่ารามัญแยกสายเข้าตีเป็นสองทางเดินทัพช้าเร็วไม่เสมอกัน จึงทรงเทกำลังเข้ารับศึกพระยาพะสิมที่เมืองสุพรรณบุรี ตั้งพระทัยจะตีทัพเบื้องประจิมทิศก่อน แล้วจึงเทกำลังเข้าตีทัพพระเจ้าเชียงใหม่เบื้องอุดรทิศภายหลัง การทั้งหมดทั้งสิ้นต้องทำแข่งกับเวลา หากพลาดท่า แม้เพียงก้าวอยุธยาก็ไม่พ้นพินาศ ถึงแม้ครั้งนั้นทัพพม่ารามัญจะมิได้ยกมาดั่งทัพกษัตริย์เช่นศึกพระเจ้าช้างเผือกบุเรงนอง แต่ไพร่พลก็มากเหลือประมาณ เพียงพอจะสร้างความย่อยยับให้ เหล่าอาณาประชาราษฎร์เกินคาดเดา ภายใต้บรรยากาศกลิ่นอายสงครามนับแต่ศึกจีนจันตุ ตลอดถึงศึกพระยาพะสิมและ ศึกพระเจ้าเชียงใหม่ ในพระนครก็เกิดไฟรักโชติขึ้นท่ามกลางไฟสงคราม กลายเป็นเรื่องรักระหว่างรบ ด้วย “เลอขิ่น” ธิดาเจ้าเมืองคัง มีอันมาพบ “เสือหาญฟ้า” คนรักเก่าที่รอดชีวิตมาแต่ศึกเมืองคัง โดยบังเอิญ เกิดขัดข้องเป็นรักสามเส้ากับ “พระราชมนู” คนรักใหม่ทหารเสือพระนเรศ ไฟรักยิ่งลุกลามเมื่อนางพระกำนัลทรงเสน่ห์นาม “รัตนาวดี” มาทอดไมตรีให้พระราชมนู เกิดเป็นปมรัก ซ้อนปมรบ
ทางฝ่ายหงสาวดีนั้น พระเจ้านันทบุเรงกษัตริย์พม่ารามัญพระองค์ใหม่มีใจพิศวาส พระสุพรรณกัลยา-พระพี่นางในสมเด็จพระนเรศ หมายจะได้มาแนบข้าง ซ้ำพระนเรศอนุชา มาประกาศเอกราชท้าทายอำนาจของพระองค์ ทำให้สถานะของพระสุพรรณกัลยาในฐานะ องค์ประกันต้องสุ่มเสี่ยงต่อราชภัย พระสุพรรณกัลยาซึ่งขณะนั้นมีพระราชโอรสด้วยพระเจ้าบุเรงนองแล้ว ทรงถูกพระเจ้านันทบุเรงข่มขู่ บีบบังคับให้ต้องเลือกระหว่างการยอมพลีกายถวายตัวเป็น บาทบริจาริกา หรือยอมจบชีวิตด้วยการถูกย่างสดตามโทษานุโทษของพระอนุชา ชะตากรรมของพระพี่นางสุพรรณกัลยานั้นสุดรันทด
เมื่อพระเจ้าหงสาวดีทรงเสร็จศึกอังวะก็เตรียมการเปิดศึกกับอยุธยา ทรงระดมไพร่พล แต่งเป็นทัพกษัตริย์ กองทัพใหญ่โตเหลือคณากว่าทัพบุเรงนองช้างเผือก เฉพาะไพร่ราบมีกำลัง รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 240,000 คน ทัพนี้หมายมุ่งบดขยี้อยุธยาลงเป็นผุยผงหากทัพพระยาพะสิมและทัพพระเจ้าเชียงใหม่ตีกรุงไม่สำเร็จ แต่สมเด็จพระนเรศก็สู้ศึกนันทบุเรงและนำพากรุงศรีอยุธยา ให้รอดจากภัยสงคราม กู้บ้านเมืองมิให้ต้องตกเป็นประเทศราชหงสาซ้ำสองได้ด้วยกุศโลบาย การศึกที่เหนือชั้นด้วยพระอัจฉริยภาพทำให้ชนะกลับมา
ทั้งหมดเป็นเรื่องย่อที่ยาวหน่อย เพราะเนื้อหาที่มีรายละเอียดและตัวละครใหม่เพิ่มขึ้นจากเดิม
อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมทั้งหมด ผมเห็นว่า หนังเรื่องนี้มีความพยายามที่จับเกาะ “สถานการณ์” ที่เกิดขึ้นบนหน้าประวัติศาสตร์อย่างค่อนข้างละเอียดว่ามีอะไรเกิดขึ้นตอนไหนบ้าง ก็เป็นความรู้สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในหนังเรื่องนี้ และต้องนับว่าเป็น “วิสัยทัศน์อันกว้างขวางอย่างยิ่ง” ของท่านมุ้ย ก็คือ ในขณะที่จะเล่าเรื่องของกษัตร์นักรบผู้ยิ่งใหญ่ ก็ยังไม่หลงลืมที่จะเหลียวแลคนตัวเล็กๆ ในสังคม เป็นการให้พื้นที่ให้ความสำคัญกับผู้คนประชาชนทั่วไปที่มีส่วนช่วยในการกอบกู้และสร้างชาติเช่นเดียวกัน (การศึกษาประวัติศาสตร์บ้านเรา ตัดขาดจาก “คนตัวเล็กตัวน้อย” มาแล้วไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของท่านมุ้ย ทำให้คนเหล่านี้ดู “มีตัวมีตน” ขึ้นมา) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมากในภาคนี้ ก็คือ ไอ้ขาม (ต๊อก-ศุภกร กิจสุวรรณ) ที่ทั้งเป็นบ้าทั้งเป็นใบ้ แต่ทว่าก็ได้แสดงวีรกรรมความกล้าออกมาเป็นพลังช่วยชาติรูปแบบหนึ่ง และที่สำคัญ ตัวละครของต๊อก-ศุภกร นี่แหละครับ ถือได้ว่าเป็นสีสันความสนุกสนานมีชีวิตชีวาอันโดดเด่นของหนัง เท่าที่สังเกต ช่วงเวลา 2 ชั่วโมงกับการดูหนังเรื่องนี้ ผมได้ยินคนดูขยับเนื้อขยับตัวพร้อมส่งเสียงหัวเราะแทบจะทุกครั้งที่ถึงบทของไอ้ขาม นอกเหนือไปจากนั้น ก็นิ่งเงียบเหมือนจะอึดอัดกันไปหมด เอาล่ะสำหรับในตอนนี้ก็เขียนมาได้ยาวพอประมาณ ผมขอยกไปไว้ในตอนที่ 2 ดีกว่า เพื่อจะบอกเหตุผลเพิ่มเติมว่าทำไมไม่สนุกอย่างเต็มๆ แบบจุใจเลย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น