

Welcome back to Home , Good Morning Monday เป็นอย่างไรกันบ้างครับหลังจากที่ได้หยุดพักผ่อนไปหลายวัน สำหรับผมมีความสุขดีที่ได้อยู่พร้อมหน้ากันกับครอบครัว และพอมีเวลาว่างได้นั่งคิดงานอะไรใหม่ๆ หลายเรื่อง วันนี้เลยมีหนังมาเล่าให้ฟังแบบ 2 เรื่องควบ ในสมัยก่อนที่จะมีเมืองแห่งโรงหนังสไตล์เมเจอร์ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่รอคอยดูหนังออกโรงมาเป็นหนัง 2 เรื่องควบ ไม่เกิน 1 อาทิตย์ หนังที่เพิ่งเข้าฉายในอาทิตย์ที่แล้วก็ออกมาเข้าโรงหนังชั้น 2 แถวชานเมือง ปรับให้เป็น 2 เรื่องควบ หนัง 2 เรื่องควบถ้าเป็นต่างจังหวัดก็เป็นเรื่องเก่าๆ ที่ออกเป็นแนวแอ็คชั่นเหมือนกัน หรือเป็นหนังภาคต่อเก่าๆ ที่เอามาฉายต่อกัน เพราะว่าตอนนั้นไม่มีหนังมาฉาย บางที่ก็จัด 3 เรื่องควบ ฉายแบบต่อเนื่อง 3 ภาค ก็พอนับได้ที่จะมีฉายถึง 3 ภาคเลย ต่อมาก็เป็นกระแสหนังควบที่มีอะไรแฝงในหนังที่ไม่ได้ควบแบบปกติ แต่เป็นการควบแบบพิเศษ (เหมาะสำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น)ซึ่งในตอนนั้นแนวการฉายหนังควบที่เปลี่ยนทุกอาทิตย์มีเกิดขึ้นแถวชานเมือง เรียกได้ว่าคนดูเต็มทุกรอบ หน้าโรงก็ประกาศอย่าง ในโรงก็ฉายอย่าง จนเคยมีการลงข่าวหนังสือพิมพ์มาหลายครั้งที่โรงหนังแนวนี้ฉายประเภทพิเศษ พอยุคของเมืองโรงหนังเกิดขึ้นมาแทน โรงหนังฉายแบบหนังควบก็สิ้นสุด จบลงในที่สุด สถานที่ถูกแปลงสภาพไปเป็นห้างสรรพสินค้า บางแห่งก็ปิดกิจการไป ทำไงได้ผมก็เข้าใจนะว่าความนิยมมาตามระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป คนชอบดูหนังตามโรงชั้นหนึ่งมากขึ้น โรงหนังชั้นหนึ่งขยันเปิดใหม่ทุกที่ของประเทศ ทีนี้อะไรก็ห้ามไม่อยู่เมื่อคนได้ไปดูหนัง 1 เรื่องมากขึ้น อีกอย่างหนึ่งมีการซื้อขายแผ่นผีดีวีดีเถื่อนในรูปแบบหนังชนโรงมากมายจนเป็นเรื่องปกติ ราคาก็ไม่แพง หาซื้อได้ตามห้างทั่วไปเพื่อเอาไปดูที่บ้านได้ไม่ยาก เมื่อเป็นแบบนี้แล้วทำไมจะต้องเสียเงินไปดูที่โรงด้วยล่ะ จากราคาค่าตั๋วเดิม 100 เป็น 120-140 บาทต่อเรื่องเดียว บางเรื่องราคาค่าดูสูงถึง 170 บาท คนดูมักชอบเปรียบเทียบถ้าเสียเงินซื้อ 300 บาทได้ดู 4 เรื่องโอเคไหม บางเรื่องที่ขายอยู่เป็นหนังด่วนไม่ชนโรง(เข้าโรง)เร็วกว่าที่คิดซะด้วย เห็นไหมละครับว่าการดูหนังง่ายกว่าที่คิด
ผมขอเข้าเรื่องที่จะเขียนในวันนี้เลยครับว่าเป็นหนัง 2 เรื่องควบที่ดูแล้วจากโรงชั้นหนึ่งเกรดเอ ผมได้ดูที่ละเรื่องแต่จะมาบอกเล่าให้เป็น 2 เรื่องควบพร้อมๆ กันในบทความเดียวกัน เพราะว่าหนังสนุกและมีลีลาที่ดีในการนำเสนอ เรื่องแรกคือ The Tourist แรกเริ่มเดิมทีที่เลือกดูหนังเรื่องนี้ไม่ได้เพราะเป็นหนังที่มีดารานักแสดงนำเป็น แองเจลิน่า โจลี่ กับ จอห์นนี่ เด็ปป์ เล่นคู่กัน แต่เป็นเพราะเนื้อหาของหนังมากกว่า จากที่รู้ก่อนดูเป็นหนังรีเมค คือ หนังที่นำเอากลับมาทำใหม่ ผมเชื่อเสมอในการเลือกเอาหนังกลับมาทำใหม่ของต่างประเทศ ต้องมีดีไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ก็นับเป็นหนังรีเมคอีกหนึ่งเรื่องที่จับเอานักแสดงชื่อดังมาคู่กันระหว่าง แองเจลิน่า โจลี่ และ จอห์นนี่ เด็ปป์ ทั้งสองคนนับได้ว่าเป็นนักแสดงที่มีฝีไม้ลายมือในการแสดงไม่ธรรมดา และก็ไม่ทำให้คนดูผิดหวัง เพราะทั้งคู่ถ่ายทอดความต้องการของตัวละครออกมาได้อย่างน่าสนุกในหนังเรื่องนี้
The Tourist ได้เล่าถึงเรื่องของอาชญากรทางด้านการเงินที่ถูกตำรวจสากลและแก๊งค์มาเฟียตามล่า เขาจึงหนีไปแปลงโฉมให้ไม่มีใครจำได้ แต่ตำรวจก็ยังไม่วายที่จะทราบว่าเขามีอดีตแฟนสาวที่ตัดไม่ขาด ตำรวจจึงสั่งตามประกบ อีลิส (แองเจลิน่า โจลี่) แฟนสาวเขาทุกฝีก้าว บทบาทนี้ แองจี้เล่นได้เนียนๆ นิ่มๆ ดูไม่รุนแรง แต่มีแววตาซ่อนเร้นที่ดี ใจหนึ่งอยากจับพระเอกเข้าคุก อีกใจหนึ่งก็รักเขาจริงๆ ซึ่งต้องเลือก ในที่สุดแต่เขาก็รู้ทันและแอบส่งจดหมายให้ไปหาชายหนุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเขาเป็นตัวแทนให้ตำรวจจับแทน อีลิสเลือกหนุ่มเซอร์นักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน (จอห์นนี่ เด็ปป์) ที่มาท่องเที่ยวในอิตาลีเพื่อรักษาอาการอกหัก และเมื่อทั้งคู่ได้มาเจอกัน ก็ทำให้ทริปลวงโลกที่มีทั้งเรื่องราวอันตราย ตื่นเต้น และเร้าใจเกิดขึ้นจนได้ ฉากการแสดงออกของทั้งสองคน ทำให้ผมเดาสถานการณ์ในการดูตลอดว่า แล้วรคือ คนๆ นั้นที่คอยติดต่อกับนางเอกตลอดเวลา แล้วนางเอกเป็นนางร้ายจริงๆ หรือ ปมค่อยๆ เปิดมาจนรู้ว่าทีแท้ก็ตำรวจปลอมตัวมาเพื่อจับพระเอกนี่เอง ส่วนพระเอกก็เป็นคนที่เป็นอดีตคนดูแลการเงินของมาเฟียปลอมตัวมาจริงอีกที ทำให้ดูแบบเป็นคนธรรมดาที่ไม่เก่งอะไรเลย แบบนี้เขาเรียกว่าหลอกสนิทจนคิดไม่ออกเลย อย่างที่เขาเล่ากันว่าหลอกคือ จริง จริงคือหลอก ผมชอบการเขียนบทและการแสดงนำของทั้งสองในชั้นเชิงการพูดเสียเหลือเกิน
หนังเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ ฟลอเรียน เฮนซ์เคล วอน ดอนเนอร์สมากร์ก ผู้กำกับที่เคยสร้างชื่อให้กับตัวเองด้วยการคว้ารางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมเมื่อปี 2007 จากเรื่อง The Lives of Others โดยเนื้อหานั้นเป็นการรีเมคจากเรื่อง Anthony Zimmer พลิกแผ่นดินล่าจารชนพันหน้า ภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่ออกฉายในปี 2005 ของ เฌอโรม ซาลเล่
ในแง่มุมของการเล่าเรื่องแล้ว The Tourist มุมหนึ่งก็เล่าเรื่องได้สนุกพอสมควรครับ การสะกดรอยของตำรวจในเรื่องนั้นทำได้น่าลุ้น และน่าสนใจมาก โดยเฉพาะการเล่าถึงเทคนิคในการหยิบหลักฐานต่างๆ ที่หลงเหลือไว้ในที่เกิดเหตุมาพิสูจน์ทำได้อย่างน่าเหลือเชื่อ นับว่าเป็นการยกระดับหนังให้ดูเร้าใจมากขึ้นกว่าเดิม เพราะทำให้คนดูรู้สึกอยากติดตามว่านอกจากนี้แล้วจะมีอะไรใหม่ๆ นำเสนออีก (ฉากที่ว่าคือฉากที่นางเอกเผาจดหมายที่ได้รับมาจนเหลือแต่ซากตอตะโก แต่ทีมพิสูจน์หลักฐานก็สามารถนำไปแกะรอยจนทราบว่าในจดหมายเขียนรายละเอียดอะไรไว้บ้าง)ส่วนอีกมุมหนึ่งของเรื่องนั้นหากใครที่ได้ดูจนจบเรื่องแล้ว ย้อนกลับมานั่งนึกคิดถึงแต่ละฉากที่ดำเนินไปนั้น จะมองเห็นรูรั่วของแต่ละฉากได้อย่างไม่ยาก (ไม่อยากเล่าเพิ่มจริงๆ ครับ เพราะหากใครที่ยังไม่ได้ดูเดี๋ยวจะหมดสนุกเสียก่อน)ที่ชอบมากคือ การเลือกสถานที่ที่ถ่ายทำของหนังเรื่องนี้ผมมองว่าเป็นสิ่งที่ดูโดดเด่นมากที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะวิวทิวทัศน์สวยๆ ของเมืองเวนิสนั้น ให้บรรยากาศที่งดงามมากๆ การเดินทางของตัวละครในการไปสถานที่ต่างๆ ของที่นี่นั้น ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การใช้เรือเสียมากกว่า โดยเฉพาะฉากการไล่ล่าและต่อสู้กันนั้น ก็เป็นการต่อสู้ทางน้ำที่ทั้งสวยงามและน่าติดตาม และอย่างที่เกริ่นในตอนต้นครับ การแสดงของคู่พระนางในเรื่องนั้น น่าสนใจมากๆ ครับ แองเจลิน่า โจลี่ ในบทบาทอดีตแฟนสาวของอาชญากรทางด้านการเงิน เธอดูสง่าสาม มีการศึกษา มีเสน่ห์ และสิ่งหนึ่งที่น่าเชื่อมากๆ ก็คือ เธอสะกดให้คนดูเชื่อได้ว่าเธอสามารถเอาตัวรอดได้จากสถานการณ์เลวร้ายได้อย่างแน่นอน ส่วน จอห์นนี่ เด็ปป์ ในบทบาทของนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่อกหัก และต้องการเดินทางมาเวนิสเพื่อลืมความหลังนั้น ก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างดี และนับเป็นการแหวกแนวการรับบทบาทของเขาอีกด้วย เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว จอห์นนี่ เด็ปป์ จะรับบทเป็นตัวละครที่มีบุคลิกที่แปลกประหลาด เรื่องนี้จึงเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่เขารับบทผู้ชายที่แสนจะธรรมดา ส่วนตัวละครจะซ่อนปมอะไรลึกๆ ไว้หรือไม่นั้น ลองหาดีวีดีติดตามเองนะครับ
เรื่องที่ 2 ฉายต่อทันทีแบบไม่มีเบรค ขอเสนอ The Social Network เป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริง ซึ่งหมายความว่าเนื้อเรื่องทั้งหมดต้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง 100% ผมคงต้องบอกคุณบรรทัดนี้เลยครับว่า คุณคิดผิด ผมดูหนังเรื่องนี้เพราะหนังเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผมทางการดำเนินชีวิต จึงทำให้ผมต้องขอรู้ว่า ทำไมมันถึงเด่น ดัง แบบฉุดไม่อยู่จริงๆ ยอมรับ facebook (เฟสบุ๊ค) คำนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก สำหรับเรื่องย่อของหนังหรือแผนการประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นจะบ่งบอกว่า เป็นเรื่องราวชีวิตจริงของมหาเศรษฐีพันล้านที่อายุน้อยที่สุดในโลกอย่าง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ก็ตาม แต่ทว่านั่นเป็นเพียงเพราะคุณยังไม่ทราบว่า มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ไม่เคยให้สัมภาษณ์ใดๆ เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวเพื่อสร้างหนัง The Social Network เลยสักครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นก็คือเขาออกมาเปิดเผยว่าข้อมูลบางอย่างผิดเพี้ยนไปจากความจริง โดยเฉพาะการกำเนิด facebook ที่มาจากการที่เขาถูกผู้หญิงหักอก กลายเป็นว่าข้อมูลส่วนใหญ่ในเรื่องส่วนหนึ่งมาจากที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น คู่ซี้หนึ่งในผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก อีดัวร์โด แซฟเวอรีน การสัมภาษณ์บุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงสำนวนคดีความที่มาร์คถูกฟ้องร้องอีกเป็นตั้งๆ ต่างหาก
The Social Network เล่าถึงจุดกำเนิดของเรื่องราวเริ่มต้นของเว็บไซต์ facebook ในช่วงปี ค.ศ.2003 ด้วยการที่ มาร์ค ซัลเคอร์เบิร์ก (เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก) ถูกแฟนสาว เอริก้า ออไบรท์ (รูนีย์ มาร่า) หักอกในบาร์แห่งหนึ่ง ทำให้ในคืนนั้นเขากลับมายังห้องพักและลักลอบเข้าไปเจาะฐานข้อมูลในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แล้วจัดแจงดาวน์โหลดรูปภาพของนักศึกษาสาวๆ มาโพ้สในเว็บไซต์ของตัวเองที่ชื่อ facemash เพื่อให้เพื่อนๆ ของเขาในมหาวิทยาลัยได้โหวตกันว่าใครสวยกว่าใคร เพียงแค่สองชั่วโมง มีผู้เข้ามาใช้บริการถึง 450 คน และกดโหวตไปถึง 22,000 คลิก และ 4 ชั่วโมงให้หลังเมื่อมหาวิทยาลัยทราบข่าว เขาก็ถูกตามจับตัวได้ และโดนตั้งข้อหาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจนเกือบถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย นั่นเป็นเพียงแค่เรื่องราวในช่วงแรก เพราะหลังจากนั้น เขาก็ได้ร่วมมือกับ อีดัวร์โด แซฟเวอริน (แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ ว่าที่สไปเดอร์แมนคนใหม่) ก่อตั้งเว็บไซต์ facebook ขึ้นมา และมันโด่งดังเป็นพลุแตกเมื่อเขาได้มารู้จักกับ ฌอน ปาร์คเกอร์ (จัสติน ทิมเบอร์เลค) ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Napster และฌอนได้หาแหล่งสนับสนุนเงินทุนให้กับมาร์ค และกลายเป็นที่มาที่ทำให้ แซฟเวอรินไม่พอใจ จนนำมาสู่เรื่องราวแห่งการฟ้องร้องหนึ่งในสองครั้งใหญ่ของ facebook ขึ้น โดยอีกครั้งหนึ่งเป็นของพี่น้องวิงเคิลวอสส์ที่อ้างว่าเขาถูกขโมยไอเดียเรื่อง facebook และนั่นเป็นเรื่องราวที่คุณต้องไปพิสูจน์เองว่า ใครกันแน่ที่เป็นตัวจริง
The Social Network ยังทำให้เราได้เข้าใจถึงความเป็นจริงบางอย่างของโลกใบนี้ว่า มิตรภาพนั้นแม้จะมากเพียงใดก็ตาม หากแต่ถ้าถูกความริษยาครอบงำเข้าแล้ว ก็มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้เสมอๆ เหมือนอย่างที่ อีดัวร์โด แซฟเวอริน ที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการด้านธุรกิจ เมื่อเขาได้เห็นความสัมพันธ์ของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก กับ ณอน ปาร์เกอร์ พัฒนาอย่างก้าวกระโดด เขาก็รู้สึกไม่พอใจ และกระทำบางอย่างที่เป็นส่วนที่ทำให้เขาคิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องถูกขับออกจาก facebook และเพราะเหตุนี้นี่ละครับที่ทำให้ สุดท้ายแล้ว แซฟเวอริน จัดการย้อนศรอดีตเพื่อนรักด้วยการเล่าเรื่องเกี่ยวกับ facebook ทั้งหมดที่เขาเจอมาให้กับ เบน เมซรีซ นักเขียนนิยาย จนสุดท้ายกลายเป็นหนังสือที่ชื่อ The Accidental Billionaires: The Founding of Facebook: A Tale of Sex, Money, Genius and Betrayal และได้พัฒนาต่อมาจนกลายเป็นหนังเรื่องนี้ครับ ผู้กำกับอย่าง เดวิด ฟินเชอร์ นั้นสามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างสนุกสนาน อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้ในช่วงท้ายก็ไม่ได้ต้องการให้คุณเดินทางเพื่อค้นหาความจริงว่า ใครถูก ใครผิด ใครดี ใครเลว หากแต่ให้คุณได้ทึ่งกับการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ต่างหาก แม้จะเป็นหนังที่ไม่ได้มีสเปเชียลเอฟเฟ็กต์อะไรมาก แต่ เดวิด ฟิชเชอร์ ก็ยังใช้เทคนิควิชวลเอฟเฟ็กต์เจ๋งๆ อย่าง Cutting-Edge Facial-Replacement ในกรณีของพี่น้องฝาแฝดตระกูลวิงเคิลวอสส์ ซึ่งก็คือการนำใบหน้าของ อาร์มี่ แฮมเมอร์ มาซ้อนทับใบหน้าของ จอช เพนซ์ นักแสดงอีกคนที่เล่นคู่กันนั่นเอง เหตุผลง่ายๆ ที่เขาให้ก็คือ ไม่มีฝาแฝดคนไหนที่โดนใจเขาและคล้ายตัวจริงเท่ากับหน้าของแฮมเมอร์
ความโดดเด่นที่สุดของหนังเรื่องนี้นอกจากเป็นเรื่องราวกำเนิดมหาเศรษฐีพันล้านจาก facebook แล้ว กลวิธีที่ใช้ในการเล่าเรื่องก็ไม่ธรรมดาครับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ อารอน ซอร์คิน ผู้เขียนบทไม่ต้องการชี้เฉพาะว่าเหตุการณ์ไหนที่เกิดขึ้นจากการเล่าของตัวละครทั้ง 3 เป็นเรื่องจริง จึงนำเสนอเรื่องราวจากทั้ง 3 มุมมอง คล้ายๆ กับการเล่าเรื่องแบบราโชมอน และ Hero หนังเรื่องนี้ยังสื่อให้เห็นถึงมุมมองของความสัมพันธ์ที่สามารถเปลี่ยนผันไปได้ตามกาลเวลา ยิ่งรอบตัวของเราหรือเพื่อนเรามีการเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไร ความสัมพันธ์ก็มีสิทธิ์ที่จะแปรเปลี่ยนไปมากเท่านั้น เช่นนั้นแล้วลึกๆ ในส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ ก็ทำให้เราได้เข้าใจ และสะท้อนถึงความสัมพันธ์ของคนในยุคปัจจุบันที่มองเห็นตัวเองเป็นหลักได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเคยรักกันดูดดื่มสักเพียงไหน แต่หากมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ย่อมเปลี่ยนไปได้ (ผลประโยชน์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตัวเงินเพียงอย่างเดียว อาจเป็นการได้รับความยกย่อง และนับถือจากผู้คนรอบข้างด้วย)หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อวานอาจรักกัน พรุ่งนี้ก็อาจเป็นศัตรูกันได้ หรือศัตรูในวันวานก็อาจเป็นเพื่อนรักกันในวันนี้ได้เช่นเดียวกัน ก็คล้ายๆ กับที่เขาบอกว่าไม่มีใครเป็นศัตรูและเป็นมิตรถาวรในวงการเมือง หนังเรื่องนี้ก็เช่นกันเป็นตัวอย่างที่ดี..สำหรับคนที่เคยเป็นเพื่อนกัน รู้จักกันมานาน ก็รักกันมาก แต่พอตอนเป็นหุ้นส่วนกันทำธุรกิจด้วยกันผิดใจกันแค่เงิน 1 พัน 2 พันบาท ทะเลาะกันเกือบตาย ทางที่ดีอย่ามาเป็นหุ้นส่วนกันดีที่สุด เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นภายหลังจะได้ไม่มาเสียความรู้สึก มองหน้ากันไม่ติด ทางออกที่ดีคือ ต่างคนต่างทำของตัวเองดีที่สุด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น