วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554

อินทรีแดง อิน ยูเอสเอ




เป็นที่น่าดีใจอย่างมาก ที่หนังเรื่องนี้จะมีโอกาสไปฉายให้คนดูถึงอเมริกาโนน่ ที่ผมรู้มาก็ คือมีคนซื้อลิขสิทธิ์ อินทรีแดงไปฉายที่อเมริกาแล้ว เป็นบริษัทใหม่ชื่อว่า CAR (Cinema Asia Releasing)ตั้งใหม่อยู่ที่แอลเอ นอกจากนั้นในปีนี้ก็มีโอกาสได้เดินสายฉายโชว์งานต่างๆ มากมาย เช่น ได้ไปเปิดตัวที่เทศกาลหนังปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เดือน ตุลาคม ในประเทสไต้หวัน เป็นหนังปิดเทศกาลเกาสงฟิลม์เฟสติวัล เดือน พฤศจิกายน ฉายเทศกาลหนังซีเนมะนิลา ฟิลิปปินส์ เดือน ธันวาคม และต่อด้วยเทศกาลหนังดูไบ เดือน ธันวาคม ปีนี้ซ้ำ เรียกว่าเดินสายฉายโชว์ เพื่อหวังให้คนซื้อหนังไปฉาย และจะฉายยุโรปที่ร็อตเตอดัม ในสายสเป็คตรัม ประจำเทศกาลหนังร็อตเตอดัมในเดือนมกราคมปีหน้าด้วย
หนังเรื่องนี้ไม่ว่ายุคไหนเอามาสร้างก็ดังทุกยุคทุกสมัย ใครเล่นก็ดังไปหมด จากจอเงินสู่จอแก้วก็ดังและกลับมาจอเงินอีก คัดเลือกดาราแสดงได้เหมาะตรงกับเทรนด์ฮิตของคนไทยยุคนี้ ผมมีโอกาสได้ดูจากแผ่นลิขสิทธิ์ เพราะไม่มีเวลาไปดูที่โรง ก็ต้องขอบอกก่อนเลยว่าอดีตเคยดูหนังเรื่องอินทรีแดงมาบ้าง ดาราที่แสดงก็เป็นกรุง ศรีวิไล แต่ก่อนไปถึงตรงนั้นผมขอเล่าถึงสิ่งที่เป็นตำนานของอินทรีแดงก่อนดีกว่าไหม
เรื่องราวนี้เดิมต้นฉบับของ อินทรีแดง เป็นอาชญนิยายที่ประพันธ์โดย เศก ดุสิต ซึ่งถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2499 และได้รับความนิยมจากผู้อ่านอย่างมาก กับเรื่องราวที่ว่าด้วย วีรบุรุษในชุดสีดำ มีหน้ากากอินทรีสีแดงเพลิงปกปิดโฉมหน้าที่แท้จริง ผู้ออกไล่ล่ากลุ่มคนชั่ว นิสัยต่ำช้า แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ดุดัน หนักหน่วง จากนั้นอินทรีแดงถูกเขียนและตีพิมพ์ออกมากว่า 100 ตอน และออกวางแผงเดือนละ 2 เล่ม ถูกนำมาสร้างเป็นหนังแล้ว 9 เรื่อง ได้แก่ จ้าวนักเลง (2502), ทับสมิงคลา (2505), อวสานอินทรีแดง (2506), ปีศาจดำ (2509), จ้าวอินทรี (2511), อินทรีทอง (2513), บินเดี่ยว (2520), พรายมหากาฬ (2523), อินทรีผยอง (2531)
อินทรีแดง คือตัวละครที่ส่งให้ มิตร ชัยบัญชา โด่งดังสุดขีด และเขาก็สวมบทบาทนี้จวบจนวันสุดท้ายของชีวิต เมื่อ มิตร ตกจากเฮลิคอปเตอร์ระหว่างเล่นฉากเสี่ยงตายในหนัง อินทรีทอง(ซึ่งเป็นตอนใหม่ของ อินทรีแดง)โดยตอนนั้นเขาอายุเพียง 36 ปี หลังจากมิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตระหว่างถ่ายหนัง อินทรีแดง เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2513 ส่วนกำหนดวันฉายของหนัง อินทรีแดง เวอร์ชั่นล่าสุดนี้ คือวันที่ 7 ตุลาคม ครั้งแรกก่อนที่ เศก ดุสิต จะใช้ชื่ออินทรีแดงเคยใช้ชื่อ มังกรขาว มาก่อนโดยหัวของนกอินทรีแดงจะต้องหันไปทางขวา ในขณะที่สีประจำตัวของอินทรีแดงจะต้องเป็นดำกับแดงเท่านั้น ส่วนผลงานของผู้กำกับคนนี้ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ก่อนมากำกับเรื่องอินทรีแดง เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับไทยที่มีฝีมือโดดเด่นที่สุดคนหนึ่ง เขาทำหนังมาแล้ว 3 เรื่องคือ ฟ้าทะลายโจร (2542 หนังไทยเรื่องแรกที่ได้ไปฉายในเทศกาลหนังเมืองคานส์), หมานคร (2546 ติด 1 ใน 10 หนังที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2005 จากการจัดอันดับของ ไทม์ แม็กกาซีน) และ เปนชู้กับผี (2549 หนังสยองขวัญที่นำบรรยากาศผีไทยๆ กลับมาทำจนได้รับการพูดถึงในฐานะหนึ่งในหนังผีไทยที่น่ากลัวที่สุด!)แล้วรู้หรือเปล่าว่าความจริง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง มีโปรเจ็กต์ที่จะทำอินทรีแดงก่อนหน้าจะทำหนังเรื่องแรกฟ้าทะลายโจรเสียอีก อินทรีแดง เป็นตัวละครที่ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ชื่นชอบ และอยากนำมาทำเป็นหนังนานแล้ว โดยหนัง อินทรีแดง เรื่องแรกที่เขาได้ดูก็คือ จ้าวนักเลง ซึ่งออกฉายเมื่อปี 2502 เพื่อความสมจริงก่อนเริ่มการถ่ายทำ อนันดา(พระเอก) ถูกส่งให้ไปเรียนการต่อสู้ และการถืออาวุธ กับหน่วยอรินทราช ซึ่งหนังเรื่องนี้เป็นหนังแอ็คชั่นเรื่องแรกของ อนันดา ส่วนนางเอก ญารินดา บุนนาค ก็ถูกส่งลงพื้นที่เข้าไปสัมผัสชีวิตของกลุ่มผู้ประท้วงจริง หนังอินทรีแดงยุคนี้ใช้ทุนสร้างไปกว่า 150 ล้านบาท และเป็นหนังแอ็คชั่นไทยที่มี ซีจี มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาถึง 1,400 ช็อต รวมทั้งมีการนำเทคนิค Motion Capture(แบบเดียวกับที่ใช้ในหนัง Avatar)มาใช้เป็นครั้งแรกในวงการหนังไทยด้วย (หลังจากดูจบยอมรับว่าเหมือนหนังเมืองนอกถ่ายทำโดยดูไม่ออก)ส่วนพาหนะของ อินทรีแดง ยุค 2016 คือ มอเตอร์ไซด์ ซูซูกิ รุ่น B- King และศัตรูของอินทรีแดง ยุค 2016 คือ องค์กรมาตุลี ที่ส่งนักฆ่าปริศนาภายใต้ชื่อ ปีศาจดำให้มาเอาชีวิตเขา ก่อนที่จะลงมือจัดการกับใคร อินทรีแดงจะส่งสารให้เจ้าตัวรู้ก่อนล่วงหน้า และเมื่อกำจัดอาชญากรคนนั้นเรียบร้อย เขาจะทิ้งนามบัตรรูปอินทรีแดงไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง ผมดูจนจบมีอยู่อย่างหนึ่งที่รู้สึกได้คือ นี่ก็เป็นเหมือนยอดมนุษย์ตัวหนึ่ง หรือฮีโร่ตัวหนึ่งคล้ายของญี่ปุ่น(ไอ้มดแดง) คล้ายของฝรั่ง(ไอ้แมงมุม) ที่มีความสามารถในการเตะต่อย ต่อสู้ และใชิเเทคโนโลยีต่างๆ ในการรบกับพวกศัตรูจนชนะ ผมว่าคนไทยน่าภูมิใจที่คนสร้างหนังกำกับหนังเขาทำฮีโร่ตนนี้ให้ได้ดีเทียบเทียมต่างประเทศได้ ด้วยความที่เป็นหนังแอ็คชั่นฮีโร่ โดยทั้งนี้ได้รับการสนับจากสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) และได้ทีมงานระดับแถวหน้าของเมืองไทยจาก กันตนา แอนนิเมชั่น สตูดิโอ มารับหน้าที่ดูแลฉากพิเศษต่างของเรื่อง ดังนั้น รับประกันได้เลยว่า ทั้งฉากแอ็คชั่น เอฟเฟ็กต์ และซีจี ทั้งหลาย จะออกมาเนี้ยบเนียน ไม่แพ้หนังฮอลลีวู้ดอย่างแน่นอน(อันนี้เรื่องจริง)
ลำพังแค่การกลับมาอีกครั้งของซูเปอร์ฮีโร่พันธุ์ไทยสุดคลาสสิคอย่าง อินทรีแดง ก็เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นอยู่แล้ว แต่เมื่อโปรเจ็กต์นี้มาตกอยู่ในมือของผู้กำกับยอดฝีมืออย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ก็ยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้เพิ่มความน่าสนใจมากขึ้นเป็นทวีคูณ และเมื่อลองไล่ดูตั้งแต่ ทีมนักแสดงระดับแถวหน้า บวกกับทีมเทคนิคพิเศษระดับสุดยอดของประเทศ รับรองได้เลยว่า อินทรีแดง เป็นหนังแอ็คชั่นฮีโร่ที่ถึงพร้อมทุกองค์ประกอบทั้ง เนื้อหาที่เข้มข้น ฉากแอ็คชั่นที่ตื่นเต้น มันส์สะใจ เทคนิคพิเศษสมจริง ยิ่งใหญ่ ตระการตา
ดารานักแสดงนำ อนันดา เอเวอริ่งแฮม รับบทเป็น โรม ฤทธิไกร/อินทรีแดง ชายหนุ่มอายุ 30 ปี รักการผจญภัยและการต่อสู้ บุคลิกเงียบขรึม สติปัญญา และไหวพริบเป็นเลิศ เชี่ยวชาญอาวุธ และการต่อสู้ทุกชนิด ความโกรธที่สังคมทำร้ายเขาและครอบครัว เป็นแรงขับให้เขาเดินเข้าสู่ด้านมืด และก่อเกิดบุคลิกใหม่เป็น อินทรีแดง
ญารินดา บุนนาค รับบทเป็น วาสนา เทียนประดับ หญิงสาวอายุ 27 ปี เกิดในครอบครัวชั้นสูง จบการศึกษาจากเมืองนอก แต่ด้วยจิตใจที่รักความเป็นธรรม เธอจึงกลายเป็น NGO ที่ร่วมต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม และผลประโยชน์ของคนในชนบท ยึดมั่นในอุดมการณ์ จนบางครั้งดูดื้อรั้น เชื่อมั่นในตนเอง
และวรรณสิงห์ ประเสิรฐกุล รับบทเป็น ร.ต.ท.ชาติ วุฒิไกร นายตำรวจหนุ่มวัย 30 ปี คู่ปรับ อินทรีแดง เพื่อนสนิทของ โรม ฤทธิไกร เป็นตำรวจขาลุยที่เชื่อว่าโลกนี้มีแต่ขาวกับดำ เห็นอาชญากรทุกคนเป็นศัตรู เป็นคนรักพวกพ้อง ไม่กลัวใคร ดื้อรั้น ทรนงในเกียรติของความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎ์ร
จากที่เคยได้ดูหนังแอ็คชั่นฮีโร่ของไทยมาในอดีตด้วยแล้วล่ะก็ แทบเป็นของแสลงสำหรับวงการหนังไทยเลยก็ว่าได้ เพราะไม่เพียงแต่ ต้นทุนการผลิตจะสูง เสี่ยงต่อการขาดทุน เท่านั้น ถ้าเกิดทำออกไม่ดี ก็โดนด่าสาดเสียเทเสีย แบบไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกต่างหาก เคสแบบนี้เคยเกิดกับหนังอย่าง มนุษย์เหล็กไหล, หนุมานคลุกฝุ่น, โอปปาติก เกิดอมตะ ซึ่งเคยประสบชะตากรรมที่ว่านี้มาแล้ว และด้วยเหตุผลที่ว่าจึงทำให้ไม่ค่อยมีใคร ใจกล้า บ้าบิ่น ทำหนังสไตล์นี้ออกมาให้ได้ดูกัน
เรื่องย่อ อินทรีแดง เวอร์ชั่นใหม่ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 2016 หรืออนาคตอีก 6 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นยุคที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยความวุ่นวาย นักการเมืองคอรัปชั่น ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของตัวเอง โจรผู้ร้ายก็ชุกชุมยิ่งกว่ายุง ท่ามกลางสังคมที่เสื่อมโทรมลงทุกวัน วีรบุรุษลึกลับ ในนาม อินทรีแดง (อนันดา เอเวอริ่งแฮม) ก็ปรากฏตัวขึ้นตามล่ากวาดล้างคนชั่วที่ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย ในระหว่างปฏิบัติภารกิจครั้งหนึ่ง อินทรีแดง ได้พบกับ วาสนา (ญารินดา บุนนาค) ผู้นำกลุ่ม เอ็นจีโอ สาวสวยอดีตคู่หมั้นของนายกรัฐมนตรี (พรวุฒิ สารสิน) ซึ่งบางทีเธออาจจะเป็นคนเดียวที่รู้ว่าแท้จริงแล้ว อินทรีแดง คือใคร ขณะเดียวกัน ฝ่ายอธรรม ซึ่งเป็นขบวนการใหญ่ภายใต้ชื่อ องค์กรมาตุลี ก็ส่ง นักฆ่าปริศนานามว่า ปีศาจดำ มาจัดการ อินทรีแดง นอกจากต้องเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจอย่าง ปีศาจดำ แล้ว อินทรีแดง ยังถูกไล่ล่าจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งนำทีมโดย หมวดชาติ (วรรณสิงห์ ประเสิรฐกุล) นายตำรวจหนุ่มไฟแรงผู้ซึ่งมีความเชื่อว่า อินทรีแดง ไม่ใช่ วีรบุรุษ แต่เป็น ฆาตกร หากเรามองกันในภาพรวม คุณงามความดีของ อินทรีแดง นั้น อยู่ในระดับที่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า นี่คือ หนังแอ็คชั่นฮีโร่พันธุ์ไทยที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา! ในส่วนของฉากแอ็คชั่นที่ทำออกมา ดูสนุก น่าติดตาม ตื่นเต้น เร้าใจ รวมไปถึงฉากที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษที่เรียกว่า ซีจี ก็สามารถทำออกมาได้เนียนในระดับที่เอาไปโชว์เมืองนอกได้สบายๆ เรียกได้ว่า อินทรีแดง เป็นหนังแอ็คชั่นฮีโร่ดีๆ เรื่องหนึ่งที่มีครบทุกอรรถรสความบันเทิง!ก็คงไม่ผิดนัก ในบทพูดของตัวแสดงผมชอบที่กล้าเสนอถึงการท้าทายอำนาจรัฐกับผู้มีอิทธิพลว่าไม่อยากไม่ชอบเป็นลูกน้องของนักการเมือง บอกชัดว่านักการเมืองโกงกิน สาระเนื้อหาสะท้อนภาพสังคมการเมือง ผู้แทนตัวแทนประชาชนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดีแบบไม่มีความเกรงใจ ฟังแล้วค่อนข้างรุนแรงทั้งภาพและเสียง นอกจากนี้หนึ่งในศัตรูของอินทรีแดงยังเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตัวแทนของอำนาจอีกด้วย ซึ่งไม่ค่อยมีเรื่องใดจะบอกแบบนี้ตรงๆ แจ๋วจริงอินทรีแดง
อย่างไรก็ตามหากมองในฐานะแฟนหนังส่วนตัวผมแล้วคิดว่า อินทรีแดง คงจะออกมาดีเยี่ยมยิ่งกว่านี้ หากเนื้อเรื่องมีความเข้มข้นกว่าที่เห็น ตลอดจนผู้ชมคงจะมีอารมณ์ร่วมและอินไปกับตัวละครหลักในเรื่องมากกว่านี้ หากผู้กำกับใส่รายละเอียดอะไรบางอย่างลงไปในคาแร็กเตอร์หลักๆ อีกสักหน่อย ยกตัวอย่างเช่น ในส่วนของเรื่องที่มีความพยายามตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างจริงจังว่า อินทรีแดง เป็น วีรบุรุษ หรือ ฆาตกร? ผ่านตัวละครอย่าง หมวดชาติ กลับค่อยๆ อ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหนังจบ ก็ไม่เห็นจะมีอะไรหนักแน่นพอที่ทำให้คนดูนำประเด็นที่ว่านี้มาคิดต่อ หนังยังขาดแรงจูงใจในการเอาสัญลักษณ์อินทรีแดงมาใช้ สัญลักษณ์อื่นดีๆ ยังมีทำไมเอาอินทรีแดงนี้ ไมได้มีการเล่าถึง สัดส่วนหนังเน้นหนักที่ฉากยิง ฉากตอสู้เตะต่อยกัน การอ้างอิงไม่หนักแน่นพอที่เป็นเหตุเป็นผล อีกประเด็นหนึ่งที่ดูเหมือนหนังจะแค่แตะๆ เอาไว้ แล้วก็ทิ้งไปเฉยก็คือ ตอนที่ วาสนา นางเอกของเรื่องเดินไปจ๊ะเอ๋ โรม อิทธิไกร ตอนที่เขากำลังฉีดมอร์ฟีนอยู่พอดี ก่อนที่ วาสนา จะพูดขึ้นด้วยท่าทีที่เป็นห่วงเป็นใยประมาณว่า “คุณไม่ได้ติดมอร์ฟีนหรอก คุณกำลังเสพติดความเจ็บปวด” ซึ่งดูๆ แล้วประเด็นนี้น่าจะเชื่อมโยงไปถึง ภูมิหลัง หรือแบ็คกราวนด์ บางอย่างที่อาจจะทำให้ผู้ชมรับรู้ถึง ตัวตน และที่มาที่ไปของ อินทรีแดง มากยิ่งขึ้น แต่สุดท้าย เราก็ไม่ทราบแบบชัดเจนอีกเช่นกันว่า อินทรีแดง เสพติดความเจ็บปวดอะไร? ยังไง? และเมื่อพูดถึง ตัวละครอย่าง อินทรีแดง ก็ดูเหมือนว่าทางผู้กำกับจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครหลักตัวนี้น้อยไปหน่อย เพราะในที่สุดแล้ว มันก็ยังไม่เคลียร์อยู่ดีว่า ทำไม โรม ฤทธิ์ไกร ถึงตัดสินใจลุกขึ้นมากำจัดพวกคนชั่ว ในนาม อินทรีแดง สรุป หนังขาดการเล่าเรื่องถึงที่มาที่ไปหลายอย่าง เช่น รู้จักพรายมหากาฬได้อย่างไรทั้งที่เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก
ในส่วนของโปรดักชั่น ต้องถือว่า อินทรีแดง เป็นหนังไทยที่ก้าวไปข้างหน้าอีกระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฉากแอ็คชั่น หรือฉากต่างๆ ที่ต้องใช้ ซีจี สามารถสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างน่าชื่นชม ฉากที่ยอดเยี่ยมที่สุดคงหนีไม่พ้น ฉากแอ็คชั่นฉากใหญ่ที่สุดของเรื่องที่เริ่มตั้งแต่ ตอนที่ อินทรีแดง ไปจัดการกับผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งในสถานเริงรมย์ แต่กลับต้องมาประมือกับหมวดชาติ ที่มารอดักจับตัวเขา ระหว่างหนีจากหมวดชาติ ก็ต้องมาสู้กับ ปีศาจดำ นักฆ่าที่ องค์กรมาตุลี ส่งมาสังหารเขา ซึ่ง อินทรีแดง และ ปีศาจดำ ต้องต่อกรกันบนดาดฟ้า ปีนขึ้นไปประหัตประหารกันบนป้ายโฆษณา (ผมไม่ชอบมากในหนังตรงที่ตั้งใจให้เห็นป้ายโฆษณาเด่นชัดมาก ในแบบที่เขาทำกัน คือ Product Replacement เหมือนหนังชุดของทีวีไทย) และก็โดดทะลุกระจกมาฟาดฟันกันต่อในห้างสรรพสินค้า ก่อนที่จะจบลงที่การห้ำหั่นกันอย่างดุเดือดบนลิฟต์ที่ดูเป็นหนังเมืองนอก ถ้าจำไม่ผิดฉากนี้ฉากเดียวใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ และมันก็เป็นช่วงเวลาที่ทำให้คนดูรู้สึก ตื่นเต้น ลุ้นระทึก มันส์ สะใจ มากที่สุด เพราะนี่คือฉากโชว์ของสำหรับหนังเรื่องนี้อย่างแท้จริง ฮีโร่จะเก่งแค่ความสามารถเฉพาะตัวอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีของคู่กาย ซึ่งที่ผมชอบก็ คือองค์ประกอบเสื้อชุดที่ทำให้พระเอกเกิดความเท่ขึ้นมาหน้ากาก อาวุธของอินทรีแดง รวมถึงอาวุธลับ(Gadget)มีหลายอัน เท่าที่เห็นมีปืนหลายแบบ ดาบพับเก็บได้(เห็นแต่ตอนชักออกมา)เสื้อสีแดงภายในกันกระสุน ตะขอลูกโซ่ มีดเล็กที่รองเท้า(มาตอนหลัง)หน้ากากอินทรีแดง เปิดเป็นโหมดอินฟราเรดดูในที่มืดได้ ที่สงสัยหน้ากากติดหน้าได้ยังไง? GPS monitor ที่ระบุตำแหน่ง และดักฟังเสียง หน้ากากปลอมตัว(แนว Mission Impossible) เกือบลืมอีกอย่างเพลงประกอบหนังที่ให้ศิลปินสุดฮอตอย่าง บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ มาร้องในเพลงศัตรูที่รัก กับให้เพชร โอสถานุเคราะห์มาร้องในเพลง ในคืนนี้ จัดว่าดีครับ ถ้าถามความชอบผมชอบสไตล์เพลงที่เพชรร้องมากกว่า เพราะมันเป็นเพลงที่ทำดนตรีออกมาให้เข้ากับหนังแนวแอ็คชั่นตอนเปิดตัวที่เหมาะมาก หลังดูจบในภาคแรกนั้นผมคิดว่าผู้กำกับคงกะจะกั๊กฉากเด็ดๆ ไว้ในภาคสอง ถึงไม่ยอมเฉลยอะไรหลายๆ อย่างที่เป็นที่มาที่ไปของสิ่งที่สงสัยอยู่ในภาคแรก ก็หวังว่าภาคสองจะเป็นไปตามที่คิดไว้ ชื่อหนังภาคสองของอินทรีแดง คืออินทรีแดงเดือด ตอนพรายมหากาฬ นั้นเป็นเหตุผลที่ไม่มีฉากโหนเฮริคอปเตอร์ในภาคแรก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น