

ช่วงที่ผ่านมา เพื่อนของผมบางคนชอบมาบ่นให้ฟังเสมอถึงเรื่องตัวเขาเองรู้สึกไม่มีคุณค่าของชีวิตที่ดีพอกับครอบครัว หรือดีพอที่จะอยู่ในสังคม ผมก็ได้ให้ข้อแนะนำแก่เขาไป ผมเชื่อว่ามันสามารถแก้ไขผลที่ทำให้เขาคิดเช่นนั้นได้ไม่ยาก หากเรารู้จักทำให้ชีวิตมีคุณค่าเป็น สิ่งที่ผมจะบอกต่อไปนี้ มันเป็นคล้ายกลยุทธืของการใช้ชีวิตอย่างหนึ่ง หรือเรียกอีกอย่างเป็นภาษาอังกฤษว่า Top Secret of Life Strategy Laws From “Life Strategy doing what works, doing what matter” ซึ่งเรื่องนี้เป็นความลับของการใช้ชีวิตที่ทำให้มีคุณค่าแบบไม่ยาก ผมเห็นว่าคนเราอยากมีคุณค่าในตัวเองกันทั้งนั้น ขอเริ่มในข้อแรกก่อน ที่จะบอกถึงความเข้าใจในพื้นฐานของมนุษย์
1.You either get it or you don’t ในสถานการณ์ใดๆ ก็ตามจะมีทั้งคนที่ประสบความสำเร็จ และคนที่ล้มเหลว คนที่จะประสบ ความสำเร็จได้นั้นต้องอาศัยความทุ่มเท และความเพียรพยายาม แต่สำหรับผู้ที่ทุ่มเทแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ ให้ลองวิเคราะห์ว่า หนึ่ง ท่านมีความรู้ในสิ่งที่ทำอยู่เพียงพอหรือไม่ และคนอื่นที่อยู่ในวงการเดียวกับท่านเขารู้มากกว่าท่านหรือไม่ และสอง ท่านรู้จักมนุษย์รอบข้าง ดีพอหรือไม่ เนื่องจากในการทำงานนั้นส่วนใหญ่เราจำเป็นต้องเกี่ยวพันกับคนอื่น บางคนจึงล้มเหลวเพราะขาดความเข้าใจในมนุษย์
กฎธรรมชาติเกี่ยวกับมนุษย์
มนุษย์ทั้งโลกกลัวการถูกปฏิเสธ ถ้าเราสามารถทำอะไรให้ใครได้โดยไม่เดือดร้อนหรือไม่ผิดศีลธรรมเราก็ควรทำ
มนุษย์ทุกคนต้องการการยอมรับ ดังนั้นการสร้างความพันธ์กับคนอื่นจึงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการให้เกียรติกัน
มนุษย์มองสถานการณ์ต่างๆ จากหลักการของผลประโยชน์ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความถึงในรูปของตัวเงินเพียงอย่างเดียว หากแต่หมายถึงประโยชน์ในด้านอื่นๆ ด้วย เช่นประโยชน์ด้านความพึงพอใจ เป็นต้น ดังนั้นในการทำกิจการใดๆ ให้ยึดหลัก Win Win Situation คือการได้รับประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย
มนุษย์ชอบคุยแต่เรื่องของตัวเอง ไม่ชอบฟังเรื่องของคนอื่น ดังนั้นให้ฝึกการเป็นนักฟัง
มนุษย์นั้นก่อนจะรับฟังและให้ความร่วมมือกับสิ่งใดๆ เขาจะต้องเข้าใจในสิ่งนั้นๆก่อน ดังนั้นเราจะต้องมีความสามารถใน การสื่อความให้อีกฝ่ายเข้าใจเราได้
มนุษย์มักจะไว้วางใจเฉพาะคนที่เขาชอบหน้าเรา ดังนั้นเราควรมีทัศนคติที่ดีต่อโลกและต่อมนุษย์ ไม่ตั้งจิตเป็นศัตรูแล้ว เขาก็ไว้เนื้อเชื่อใจเราเอง
มนุษย์ทุกคนมีการสวมหน้ากาก หรือ Social Mask คือทุกคนจะต้องมีบทบาทหน้าที่หรือสวมหัวโขนอยู่ สิ่งที่เราเห็นอาจ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง ดังนั้นให้มองเข้าไปถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาอย่าไปติดอยู่กับภาพที่เห็นแค่ภายนอก
2.You create your own experience ตัวเราเองเป็นคนกำหนดประสบการณ์ชีวิตของเรา และกำหนดได้ด้วยความคิด ดังนั้นอย่าโทษ ปัจจัยภายนอกว่าเป็นสิ่งที่มาทำให้เราผิดหวัง ผู้ที่เป็นนักปราชญ์จะต้องรู้ว่าควรหยิบเรื่องไหนมาคิด และจะหยิบเรื่องนั้นมาคิดในเวลาไหน ตัวเราเองมีส่วนอย่างมากในการกำหนดผลลัพธ์ของชีวิตเรา
3.Reciprocity หลักต่างตอบแทนหรือต่างปฏิบัติ นั่นคืออะไรกับใครเอาไว้ก็จะได้อย่างนั้น เช่นถ้าเราพูดจาสุภาพกับเขา เขาก็จะใช้คำสุภาพ กับเราดังนั้นถ้าเราอยากได้สิ่งใดจากผู้อื่นจงให้สิ่งนั้นกับผู้อื่นก่อน
4.You can’t change what you don’t acknowledge ปัญหานั้นๆ ได้ก่อน เช่น ต้องเกิดการยอมรับก่อนว่า เราเป็นคนที่ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง เราจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้
5.Life Rewards Action ชีวิตจะให้รางวัลกับคนที่ลงมือกระทำ สำหรับคนที่มีความคิดแต่ยังไม่เคยลงมือปฏิบัติ ให้ใช้วิธีการ มรณานุสติ คือหมั่นถามตนเองว่าตอนนี้อายุเท่าไร และจะเหลือเวลาใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกกี่ปี ถ้าไม่ทำตอนนี้จะไปทำตอนไหน เป็นต้น
6.ตัวเราเองที่เป็นคนให้ความหมายกับชีวิต บางคนเกิดมาในครอบครัวที่ลำบาก แต่มีความอดทนใฝ่หาความรู้ จนชีวิตประสบความสำเร็จได้ แสดงให้เห็นว่าตัวเราเองที่เป็นคนให้ความหมายกับชีวิต
7.Life is manage not cure ชีวิตต้องมีการบริหารจัดการ มิใช่การหาทางแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา เราต้องเป็นผู้จัดการชีวิตของตนเอง และถามผู้จัดการชีวิตคนนี้ว่า ได้ใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเรานี้ถึงที่สุดหรือยัง, ได้เคยช่วยสร้างโอกาสต่างๆ ให้ชีวิตบรรลุถึง วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือยัง, เคยได้ดูแลให้เกิดดุลยภาพระหว่างสุขภาพกาย จิต และอารมณ์หรือไม่ และสุดท้ายเมื่อเกิดปัญหา ผู้จัดการชีวิตคนนี้ใช้วิธีการแก้ปัญหาหรือหนีปัญหา คนส่วนใหญ่มักทำตัวเป็น Passenger หรือผู้โดยสารชีวิต คือปล่อยชีวิตไปเรื่อยๆ โดยไม่ Manage ชีวิต เพราะไม่ชอบการตัดสินใจ เนื่องจากในการตัดสินใจนั้นมีความเสี่ยง และต้อง get out of our comfort zone
8.There’s power in forgiveness การให้อภัยมีพลังเหนือ ความขุ่นใจอันเกิดจากความอาฆาตพยาบาท ความโกรธแค้น เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการเจ็บป่วย แต่การให้อภัยมีพลังอำนาจที่สูงกว่า สามารถทำให้โรคภัยและความทุกข์ต่างๆ ได้ และยังสามารถพลิก ความสัมพันธ์ของเรากับคนที่เราโกรธจากสภาพร้ายสุดมาเป็นสภาพดีสุดได้ด้วย ดังพุทธโอวาทที่ “พึงชนะความโกรธ ด้วยการให้อภัย”
9.You have to name it to claim it การจะได้อะไรมานั้นเราจะต้องรู้จักกับสิ่งนั้นก่อน เช่นถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในชีวิต แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าลึกๆ แล้วชีวิตต้องการอะไร รู้หรือไม่ว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิต เพราะตราบใดที่เรายังบอกไม่ได้ว่า สำหรับตัวเราแล้วอะไรคือ ความสุข อะไรคือความสำเร็จ ก็ไม่ต้องพูดถึงจุดทีเรียกว่า outcome เพราะจะกลายเป็นการเข็นครกขึ้นภูเขาผิดลูก สรุปก็คือ คุณรู้หรือไม่ว่าก่อนจากโลกนี้ไป คุณต้องการจะบรรลุอะไร และอะไรคือเป้าหมายหลักของชีวิต
ถ้ายังไม่รู้สึกว่ามีคุณค่าเพิ่มขึ้นผมขอเพิ่มแนวคิดของคนเป็นมหาเศรษฐีมาฝากต่อ เมื่ออ่านแล้วผมเชื่อว่าจะทำให้หลายคนรู้ถึงว่าเราสามารถทำให้ตัวเราเองมีคุณค่าได้ ซึ่งเป็นการคิดอย่างมหาเศรษฐีอเมริกันของ Sam Walton บทความที่นำเสนอนี้มาจากหนังสือเรื่อง Sam Walton..Made In America แต่งโดย Sam Walton ผู้บุกเบิกธุรกิจห้างสรรพสินค้าขายปลีก (Supercenter store)รายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ร้านค้าของ Sam Walton ตั้งอยู่ทุกหัวระแหงใน 50 รัฐทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา โดยรู้จักกันในชื่อว่า ร้านวอลมาร์ท (Wal-Mart) วอลมาร์ทเป็นร้านสรรพสินค้า ที่มีจุดเด่น คือ สินค้ามีความหลากหลาย มีคุณภาพ และมีราคาถูกกว่าร้านอื่น ๆ และที่สำคัญหากลูกค้าไม่พอใจสินค้าสามารถนำมาแลกคืนได้ทันที จากคุณสมบัติที่โดดเด่น ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร ทำให้ร้านวอลมาร์ทประสบความสำเร็จอย่างท่วนท้น จนเจ้าของกิจการอย่าง Sam Walton ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี ความสำเร็จของวอลมาร์ท ไม่ได้หยุดอยู่แค่ใน สมัยของ Sam Walton แต่ยังสามารถสืบต่อสู่รุ่นลูกรุ่นหลานมาจนถึงปัจจุบัน จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงบทสรุปของความสำเร็จ แต่กว่าจะมาเป็น Sam Walton ที่คนทั่วโลกรู้จัก เขาต้องเผชิญอะไรมาบ้าง มีรายละเอียด ดังนี้เบื้องหลังชีวิตของ Sam Walton
ความสำเร็จของ Sam Walton สร้างมาจากน้ำพักน้ำแรงของเขาอย่างแท้จริง เพราะตั้งแต่วัยเด็กเขายากจนมาก ไม่มีเงินจะเรียนหนังสือ ซ้ำยังเป็นเด็กกำพร้า แต่เขาก็ไม่เคยท้อถอยทำงานหาเลี้ยงตัวเอง เรียนไปทำงานไป ไม่เคยคิดว่าตนเองมีปมด้อย Walton คิดว่าเขาไม่สามารถเลือกเกิดได้แต่เขาสามารถเลือกที่จะมีชีวิตเป็นของตนเองได้ ตั้งแต่เล็กเขามีความใฝ่ฝันที่จะเป็นเซลล์แมน เพราะเป็นอาชีพ ที่รวยที่สุดในสมัยนั้น เขาจึงเริ่มฝึกฝนตัวเองโดยการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ กับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเพื่อฝึกทักษะในการเข้าสังคม
เมื่ออายุได้ อายุ 32 ปี Walton เริ่มทำธุรกิจครั้งแรกในรัฐอาร์คันซอโดยการเปิดร้านค้าเล็ก ๆ จุดขายของร้านคือสินค้าดี ราคาถูก และมีความหลากหลาย เขาตั้งเป้าหมายไว้ว่าร้านจะต้องได้กำไรสูงสุดภายในห้าปี โดยWalton มีวิธีการสำคัญในการลดต้นทุนของสินค้า คือการเข้มงวดเกี่ยวกับรายจ่ายทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นราคาต้นทุนสินค้าและการใช้จ่ายเงินของลูกน้อง การเข้มงวดเรื่อง รายจ่ายจะทำให้ลูกน้อง ไม่กล้าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและบริษัทผู้ผลิตไม่กล้าเสนอราคาสินค้าที่สูงมากนัก และจากที่เขาเคยยากจนมาก่อนจึงรู้ซึ้งถึงค่าของเงินทำให้ Walton ต่อรองราคาสินค้าเก่งมากจนเป็นที่ยอมรับกันในกลุ่มของบริษัทผู้ผลิตสินค้าทั่วไป และเนื่องจากร้านค้าของเขาเพิ่งเปิดใหม่ ยังไม่เป็นที่รู้จัก มากนัก Walton จึงเข้าร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ กับคนในชุมชนเพื่อให้คนรู้จักร้านค้าของเขามากยิ่งขึ้น
จากที่กล่าวมาข้างต้น ร้านค้าร้านแรกของ Sam Walton ดูท่าจะไปได้ดีแต่สุดท้ายโชคกลับไม่เข้าข้าง เจ้าของที่ดินกลับไม่ยอมต่อสัญญาเช่า ความฝันที่จะสร้างร้านค้าที่ดีที่สุดจึงต้องล้มครืนลงอย่างไม่เป็นท่า ความล้มเหลวครั้งนี้ทำให้Sam Walton หยุดทำธุรกิจไปถึง 12 ปี ในระหว่างนั้นเขาได้ใคร่ครวญถึงธุรกิจที่ผ่านมาและขบคิดยุทธวิธีใหม่ ๆ จนกระทั่งเมื่ออายุ 44 ปี เขาได้กลับมาผงาดในวงการธุรกิจอีกครั้ง โดยการเปิดร้านWal-Mart ขึ้นเป็นแห่งแรก และขยายสาขาออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นจำนวนกว่า 40 สาขาต่อปี
เบื้องหลังความสำเร็จของ Sam Walton
การคิดนอกกรอบ ส่วนใหญ่ห้างสรรพสินค้ามักจะตั้งอยู่ใจกลางเมือง แต่ Walton เล็งเห็นถึงปัญหาเรื่องที่จอดรถ ค่าเช่าที่ราคาสูง และมีอัตราการแข่งขันสูง เขาจึงฉีกมุมออกไปโดยการเปิดร้านตามชานเมืองเพราะมีที่จอดรถกว้างขวาง ค่าเช่าที่ก็ไม่แพง อีกทั้งยังมีคนมาตั้งร้านไม่มากนัก จึงทำให้ร้านวอลมาร์ทมีส่วนแบ่งทางการตลาดสินค้าขายส่งตามแถบชานเมืองมากที่สุด มีเป้าหมายชัดเจน จุดเด่นที่ชัดเจนของร้านวอลมาร์ทคือสินค้าคุณภาพดี และเน้นที่ราคาถูกกว่าร้านอื่น ดังนั้น การตกแต่งร้านจึงเป็น แบบเรียบง่ายไม่หรูหรา เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นจะได้นำงบประมาณส่วนนี้มาชดเชย กับราคาสินค้าที่ต้อง กดลงให้ต่ำกว่าร้านอื่น ๆ ประเมินตลาดและคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าร้านวอลมาร์ทจะเป็นที่นิยมแล้วก็ตามแต่ Sam Waltonก็ไม่ชะล่าใจคอยสำรวจ ราคาสินค้าของร้านคู่แข่ง อยู่ตลอดเวลาด้วยวิธีการอันหลากหลาย เช่น การไปสืบราคาตามร้านต่าง ๆ ด้วยตนเอง หรือไปค้นตาม กล่องสินค้าที่เขาทิ้งแล้ว และการผูกมิตรกับพนักงานส่งของเพื่อสืบข้อมูลสินค้าจากร้านอื่น ๆ เป็นต้น พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา Sam Walton จะคอยศึกษาวิธีการทำงานและการดำรงชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา เพื่อมาปรับใช้กับชีวิตของตนเอง รู้จักคัดสรรพนักงาน พนักงานที่ดีในสายตา Sam Walton ไม่จำเป็นต้องจบตรงตามสาขาที่ต้องการก็ได้ ขอเพียงแต่มีความขยัน ซื่อสัตย์ และมีความเอาใจใส่อยากที่จะเรียนรู้เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของตนเอง สร้างความกระตือรือร้นให้กับพนักงานทุกคน โดยการ
1) ไปตรวจเยี่ยมตามสาขาต่าง ๆ โดยไม่บอกล่วงหน้า
2) ผู้จัดการทุกคนจะต้องเข้าประชุมทุกวันเสาร์เวลา 7.30 น.
เพื่อเสนอความคิดเห็น ปัญหาที่เกิดขึ้น และหนทางแก้ไข และหากสาขาไหนมีผลงานดีจะมีการนำเสนอในที่ประชุม ดูแลพนักงานอย่างดี เช่น มีการฝึกงานและจัดแข่งขันกีฬาเพื่อสร้างความกลมเกลียวในองค์กร สรรหาบุคลากรด้วยตนเอง โดยการไปเรียน MBA ด้วยตนเอง เพื่อไปคัดเลือกและชักชวนคนที่มีความสามารถมาทำงานให้กับองค์กร รู้จักสอนลูกให้รู้จักค่าของเงิน Sam Walton สอนให้ลูกรู้จักทำงานหนัก โดยการให้มาจัดของเข้าร้านในวันหยุด จะได้เข้าใจถึง ความยากลำบากของพนักงานในองค์กร เพื่อเป็นรากฐานในการสืบทอดกิจการสู่รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป ในปี 1991 Sam Walton ได้รับเหรียญกิตติมศักดิ์ The Presidential Medal of Freedom ซึ่งเป็นตราสูงสุดที่องค์กรเอกชน พึงจะได้รับจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และได้รับการกล่าวสดุดีว่า " Sam Walton เป็นบุคคลตัวอย่างที่เป็นเสมือน สัญลักษณ์แห่งความฝันและความสำเร็จของชาวอเมริกันอย่างแท้จริง เพราะเขาเริ่มต้นจากที่ไม่มีอะไรเลย แต่ด้วยความอุตสาหะวิริยะทำให้เขามีวันนี้ และสิ่งที่เขาทำไม่ใช่เพียงเพื่อธุรกิจเท่านั้น แต่เป็นการสร้างอาชีพ สร้างสรรค์สินค้าที่ดีที่สุด และคืนสิ่งดี ๆ สู่สังคมโดยการบริจาคเงินทุนเพื่อพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่องเสมอมาอีกด้วย " จากเรื่องราวทั้งหมดของ Sam Walton คงจะเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า แม้คนเราจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะมีเส้นทางชีวิตเป็นของตนเองได้ ขอเพียงแต่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ขยัน ซื่อสัตย์ อดทนและความเพียรพยายามความสำเร็จคงอยู่แค่เอื้อม ทีนี้ชีวิตก็มีคุณค่ามากขึ้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น