
ปกติคุณเป็นไหม..ที่ทำงานเร็ว กินข้าวเร็ว เดินเร็ว พูดเร็ว คิดเร็ว เร็วไปหมดทุกเรื่อง เพื่อนของผมตอบว่า "เป็น" และเร็วมากด้วย จนหาความช้าได้น้อย การทำอะไรเร็วๆ มีดีมีเสีย แต่หากช้าลงบ้างได้ก็ดีไปอย่าง ซึ่งตอนนี้ผมกำลังหัดทำอะไรบางอย่างที่ช้าลง เช่น อ่านหนังสือให้ช้าลง ใช้ชีวิตในทุกเรื่องให้ช้าลง และคิดใช้าลงอีกนิด เพราะการคิดเร็วทำเร็วก็มีความประมาทเกิดขึ้นเร็วได้เหมือนกัน ดังนั้น วันนี้ผมขอนำเสนอการทำให้ชีวิตช้าลงสักนิด คงดีกับชีวิตไม่น้อย ดีแบบไหน ช้าอย่างไรมาอ่านกันครับ เริ่มจาก...
• พูดให้ช้า
• ขับรถที่ความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
• เคี้ยวให้ได้ 50 ครั้งก่อนกลืน และเรื่องจิปาถะที่อยากให้คุณลองทำ เพื่อชีวิตที่ช้าลงบ้าง
“เวลาที่ผมคิดเพลงไม่ออก วิธีการของผมที่ใช้ได้ผลคือ ลดเทมโปให้ช้าลง แล้วอะไรๆ มันจะพรั่งพรูออกมาเอง”
นี่เป็นคำพูดของเนลลี่ นักร้องเพลงแร็พ เจ้าของรางวัลแกรมมี่ฯ ที่ผมอ่านเจอในนิตยสาร NME เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว อาจเป็นหมายเหตุเล็กๆ ที่พยายามสื่อถึงผมว่า ถึงเวลาที่กำลังต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งหนึ่งในชีวิตของเอ็งแล้ว !
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ชีวิตผมก็เหมือนเพื่อนที่ค่อนข้างเร็วโดยธรรมชาติ เดินเร็ว คิดเร็ว ทำเร็ว บางครั้งมันเร็วจนดูหมกมุ่นกับเวลา เพราะมักคิดว่า มนุษย์เงินเดือนไม่เคยมีเวลาพอที่จะทำอะไรจริงๆ หรอก แค่งานก็กินเวลาเหล่านั้นไปเกือบหมด คิดจะทำอะไรทีต้องวางแผนนานๆ แต่ก็ไม่วายติดขัดว่าเวลามีไม่มากพออยู่ดี นี่ผมยังต้องแบ่งเวลาให้กับภรรยาและลูกด้วย ชีวิตของผมจึงมีความวุ่นวายมากขึ้นตามมา ความเร่งรีบเป็นนิสัยแบบนี้ พอถึงเวลาที่ว่าจะเขียนเรื่อง Slow Movement มันเหมือนต้องแตะเบรกที่ความเร็ว 160 กิโลเมตรให้ลงมาอยู่ในความเร็วระดับประหยัดน้ำมัน ทั้งท้าทายและไม่รู้ว่าตัวเองจะทำได้หรือเปล่า เพราะทุกวันนี้ที่เราถูกสั่งสอนว่าเวลามีค่ามากกว่าที่คุณจะมาเสียเวลานั่งแคะขี้ฟันหลังอาหารเช้า มันทำให้เราต้องรีบทำโน่นทำนี่ไปโดยปริยาย รีบกินข้าว รีบแต่งตัว รีบมีเซ็กซ์ รีบอ่านหนังสือ รีบเล่นโยคะ รีบ รีบ รีบ จนอัตราเร่งพวกนี้เป็นเรื่องสำคัญในชีวิตไปแล้ว
การโหนชีวิตอยู่บนความรีบเร่งนั้น ดูเป็นทางออกที่ทำให้เราทำงานได้ทันเวลา แล้วมันเข้าท่าจริงไหม มันทำให้เราทำอะไรได้มากขึ้น ตักตวงโอกาสได้มากขึ้นจริงหรือเปล่า หากมันไม่ใช่ อะไรคือจุดหักมุมของเรื่องนี้? ความเนิบช้าอย่างนั้นหรือที่จะทำให้ชีวิตเราสบาย มาหาคำตอบกันในแต่ละวันดีกว่าครับ
วันที่ 1 รีบ : คุณติดความรีบเร่งเหมือนผมไหม ?
ปกติตารางงานของผมค่อนข้างแน่น ตามวิสัยของคนมีงานมาก วันนี้เป็นวันเปิดอาคารสำนักงานใหม่ของเพื่อน และเมื่อวานก่อนจะเริ่มงาน ผมยังยุ่งอยู่กับงานของเพื่อนอีกคนที่ต้องเร่งทำให้เสร็จ อีกทั้งมีธุระที่ต้องทำกับธนาคารให้เรียบร้อยก่อนวันพรุ่งนี้ ส่งเอกสารเรื่องต่อภาษีรถยนต์ เอารถไปตรวจสภาพ เปลี่ยนไส้กรองเครื่องกรองน้ำตามกำหนด และใบเสร็จอีกกองพะเนินที่ค้างเติ่งในตะกร้า โอ้...ชีวิตมีอะไรตั้งเยอะแยะ !
แต่วันนี้ความซวยมาเยือนแต่เช้า ผมตื่นมาพบว่าห้องครัวกลายเป็นทะเลสาบสงขลา ท่อน้ำใต้อ่างล้างจานแตก น้ำคงนองห้องครัวอย่างนี้มาตั้งแต่เมื่อคืน เฮ้! นี่เป็นเช้าที่ผมต้องหยุดอาการเร่งรีบไม่ใช่เหรอ แต่ดูทุกอย่างสิ! ยังกะฉากในละคร ผมพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยความใจเย็น พยายามหารอยรั่วและอุดมันซะ กระทั่งสายก็รู้ว่าผมไม่ได้เกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้ (มันไม่ง่ายนะคุณ โดยเฉพาะตอนคุณยังสะลึมสะลือจากการหลับไม่อิ่ม) สุดท้ายผมต้องโทรฯเรียกช่างประปามาจัดการ การรอคอยช่างในช่วงเช้า ทำให้ผมต้องอยู่บ้านอย่างจำเป็น ทำอะไรไม่ได้แล้วทุกอย่างหยุด มองอีกแง่มันก็ดี เพราะทำให้ผมมีเวลาคิดว่าไอ้อาการรีบร้อนลุกลี้ลุกลนแบบเช้านี้ ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเท่าไหร่นัก ทั้งๆ ที่เราก็รู้ แต่บางครั้งก็เบรกตัวเองจากความคิดวุ่นวายแบบนี้ไม่ได้ นี่ผมกำลังเสพติดความรีบอยู่หรือเปล่า? ผมต้องหาคำตอบให้กับตัวเองเสียแล้ว แบบทดสอบนี้ได้มาจากเว็บไซต์ชื่อ slowdownnow.com มันเป็นไกด์อย่างดีสำหรับคนที่เริ่มต้นอยากทำอะไรช้าๆ ผมเตือนตัวเองว่าอย่ารีบทำจนเกินไป โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะไม่ลบคำตอบที่เรากา เพราะผมจะใช้เวลาคิดกับมันให้นานที่สุดในแต่ละข้อเท่าที่จะทำได้
คุณเป็นคนเสพติดความรีบเร่งหรือเปล่า

1. ฉันหาเวลาว่างให้กับตัวเองในแต่ละวันได้ยากมาก วันหนึ่งๆ อาจไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ
2. ฉันมักมีปัญหากล้ามเนื้อตึงเสมอๆ
3. ไอเดียที่จุดประกายความสำเร็จของฉัน มักมาจากคนอื่นคิดให้ฉันเกือบทั้งหมด
4. ฉันรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำและไม่เคยมีเวลาพอ
5. ในแต่ละวันฉันรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน แต่ก็ยังหลุดออกจากความรู้สึกนี้ไม่ได้สักที
6. ฉันมักจด ‘รายการที่ต้องทำ’ ไว้ในโทรศัพท์มือถือเสมอ แต่มันก็ไม่เคยทำได้สำเร็จทุกอย่างที่อยากทำ
7. ฉันหาเวลายากมากที่จะเอนจอยกับแฟนหรือเพื่อนสนิท ด้วยเพราะว่าเวลามันมีไม่มากพอ
8. ฉันรู้สึกผิดเสมอเมื่อถึงวันหยุด การอยู่ว่างๆ ทำให้ฉันรู้สึกฟุ้งซ่านและดูเหมือนชีวิตไร้ค่า ฉันยินดีทำตัวให้ยุ่งมากกว่าไม่มีอะไรทำ
ในแบบทดสอบบอกไว้ว่า หากตอบว่า ‘ใช่’ เกิน 4 ข้อ นั่นแสดงว่าเรากำลังเสพติดความเร่งรีบอยู่ ผมตอบใช่มา 5 ข้อ จริงๆ ผมเดาว่าคนที่อยู่ในเมืองอย่างผม ร้อยทั้งร้อยก็ต้องตอบใช่เกิน 4 ข้อแน่ๆ ว่าแต่พอรู้แล้วเราจะลดอาการรีบเร่งของเราได้อย่างไร
หลักการหนึ่งที่ผมจำได้จากเพื่อนคนหนึ่งที่จังหวัดขอนแก่น เราเคยเจอกันเมื่อนานมา เขาบอกเคล็ดลับของหลักการเอหิปัสสิโกที่ใช้การหายใจเป็นเครื่องช่วยบรรเทาความเร่งรีบ ง่ายๆ คือเมื่อไหร่ที่เรารู้ตัวว่ารีบ ให้หยุดแล้วคิดหายใจลึกๆ เป็นจังหวะ สักพักอาการลุกลี้ลุกลนของเราจะดีขึ้น เรื่องพรรค์นี้เป็นพื้นฐานของการทำใจให้นิ่งเพื่อจะเข้าสู่ภวังค์ของการกำหนดจิต ตอนหลังผมมาพบว่าความคิดแบบนี้ไปพ้องกับงานเขียนของคุณหมอคนดังที่ผมมักเจอเขาเสมอในรายการของ โอปราห์ วินฟรีย์ เขาชื่อหมอออซ ชื่อเต็มๆ ว่า ดอกเตอร์เมห์เมต ออซ (Dr. Mehmet Oz)จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในชิคาโก
หนังสือเรื่อง Healing From The Heart เขาเขียนร่วมกับภรรยา ลิซ่า ออซ (Lisa Oz) พูดถึงเรื่องของการ ‘รีบ’ หายใจของคนเราว่า “ชีวิตที่เร่งรีบมีผลต่อการหายใจของคนเรา คนในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีปัญหาเรื่องหายใจสั้นและไม่ลึกพอ” ในหนังสือยังบอกอีกว่า การหายใจสั้นส่งผลถึงระบบการขนส่งออกซิเจนที่ไปช่วยกระตุ้นระบบประสาทในร่างกายเรา ซึ่งมันประกอบด้วยระบบประสาท 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นส่วนที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง (Sympathetic Nervous) ส่วนที่สองเป็นตัวยับยั้ง (Parasympathetic Nervous) การหายใจเร็วและถี่ทำให้ร่างกายไม่ได้รับออกซิเจนมากพอ ระบบประสาทจึงทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หมอออซแนะนำว่าในวันหนึ่งๆ เราควรมีเวลาหายใจลึกๆ หรือที่เรียกว่า Belly Breath ให้ได้สัก 100 ครั้ง
หลักการของ Belly Breath เป็นเรื่องของการกำหนดลมหายใจแบบพุทธชัดๆ เพียงแต่เอามาเรียบเรียงให้ดูเป็นวิทยาศาสตร์หน่อย วิธีการง่ายๆ ก็คือ วางมือไว้บนหน้าท้องแล้วดูจังหวะการหายใจของเรา เมื่อหายใจเข้าท้องจะต้องป่องออก และยุบลงเมื่อผ่อนลมหายใจออกช้าๆ จะทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ ระบบประสาททั้งสองส่วนทำงานได้ดีขึ้น สำหรับคนที่ไม่คุ้นชินกับการทำแบบนี้ ช่วงแรกอาจมีอาการหน้ามืดเพราะร่างกายอยู่ในช่วงปรับตัว แต่สักพักเราจะรู้สึกผ่อนคลาย ขากรรไกรที่เคยขบเบียดเพราะความเครียดจะคลายลง ระหว่างรอช่างประปา ผมพบว่าความสัมพันธ์ของความรีบเร่งมีความเกี่ยวเนื่องกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วง พ.ศ.2443 อย่างน่าสนใจ
ประเด็นหลักคือระบบแบ่งงานกันทำที่ เฮนรี่ ฟอร์ด นำมาใช้ในการผลิตรถยนต์ฟอร์ด โมเดล ที ซึ่งทำให้ฟอร์ดสามารถผลิตรถยนต์คันนี้ได้มากถึง 15 ล้านคันในช่วงเวลา 19 ปีแรกของการคิดค้นการทำงานแบบระบบสายพาน ทำให้เราต้องแบ่งงานกัน ทำงานแข่งกับเวลาและควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในสายพาน ซึ่งเชื่อว่าเป็นหนทางสู่ความสำเร็จ ความคิดเช่นนี้ถูกประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทุกวันนี้เรารู้เฉพาะบางเรื่อง ผมซ่อมท่อน้ำประปาไม่ได้ทั้งๆ ที่ใช้มันทุกวัน ช่างประปาคงล้างแอร์ไม่เป็น และทำกับข้าวอาจไม่ค่อยอร่อยเท่าแม่ค้าหน้าปากซอย เพราะไม่ได้ถูกฝึกมาให้ทำอย่างนั้น แต่ทั้งผมและช่างประปา ต่างเป็นฟันเฟืองของโรงงานโลกที่ต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้าไม่แตกต่างจากโรงงานผลิตรถยนต์ ความคิดแบบนี้ถูกโปรแกรมมาตั้งแต่เรายังเรียน ทุกอย่างถูกให้ค่าด้วยการทำให้ได้มากที่สุด ภายในเวลาที่สั้นที่สุด เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด ว่ากันว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่มนุษย์เราเดินเร็วมากที่สุดตั้งแต่เดินสองขามา ที่น่าชวนหัวก็คือ แม้เราจะมีช่างประปาคอยซ่อมท่อ มีเครื่องซักผ้าคอยช่วยผ่อนแรง มีร้านอาหารตามสั่งหน้าปากซอย คอยทำหน้าที่หุงหาอาหารแทนเรา แต่เอาเข้าจริงๆ ประชากรกว่าครึ่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและฝรั่งเศสก็ยังบ่นว่ามีเวลานอนไม่พอ ไม่มีเวลาเล่นกับลูกหรือหาคู่จู๋จี๋ เมื่อความช้ากลายเป็นของต้องห้ามในโลกของการพัฒนา การแข็งขืนของผมจะทำให้ผมกลายเป็นแกะดำ หรือกลายเป็นผู้ค้นพบที่ยิ่งใหญ่กันแน่
วันที่ 2 : เราควรรู้สึกผิดกับการไม่ทำอะไรไหม ?
เช้านี้ผมตื่นมาพร้อมกับนึกทบทวนเรื่องวุ่นๆ ของเมื่อวาน กว่าช่างจะซ่อมท่อประปาเรียบร้อยก็ปาเข้าไปเกือบ 3 โมงเย็น ผมต้องรีบ (อีกแล้ว) ออกจากบ้านเพื่อไปให้ทันงานตอน 4 โมงเย็น กว่าจะกลับเข้าบ้านอีกครั้งก็ดึกดื่น ประเมินดูจากเมื่อวาน ชีวิตผมไม่ได้ช้าลงไปสักเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้เกิดคำถามว่า ความเกี่ยวข้องกันของความช้าหรือเร็วในการใช้ชีวิต เกี่ยวข้องโยงใยไปถึงการเคลื่อนไหวระดับมหภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหมือนๆ กับว่าความรีบเร่งของเรามาพร้อมกับการล่าอาณานิคมของตะวันตก เอ่อ...เหมือนผมเริ่มจะเพ้อไปไกลอีกแล้ว ...เอาละ หายใจลึกๆ หายใจลึกๆ ความขัดขืนอย่างหนึ่งที่นักต่อสู้เพื่อความเนิบช้ามักใช้เป็นอาวุธต่อกรกับความเร็วก็คือ การอยู่เฉยๆ หมายถึงการทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ไม่ได้ก่อเกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ และทำอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป เป็นหลักการเดียวกันกับที่ คาร์ล โฮโนเร่ (Carl Honore) ผู้เขียนหนังสือ The Praise of Slowness (ชื่อภาษาไทยคือ เร็วไม่ว่า ช้าให้เป็น : ศิลปะแห่งการใช้ชีวิตเนิบช้า แปลโดย กรรณิการ์ พรมเสาร์) พูดไว้ในการประชุม TED ที่มอนเตร์เรย์ แคลิฟอร์เนีย (TED ย่อมาจาก Technology Entertainment Design เป็นการจัดสัมมนาที่ทำต่อเนื่องมากว่า 15 ปี มุ่งเน้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนและวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ในโลกของเราอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่เรื่องโบราณคดี การวิเคราะห์พฤติกรรม ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ดนตรี จิตวิทยา เลยไปถึงศิลปะการพับกระดาษโอริกามิ ผู้ร่วมงานมีตั้งแต่ช่างภาพ นักวิทยาศาสตร์ เจ้าของรางวัลโนเบล และผู้ที่อยู่ในธุรกิจบันเทิง คุณสามารถเข้าไปดูคลิปการปาฐกถาของ คาร์ล โฮโนเร่ ได้ที่ www.ted.com คีย์คำว่า Carl Honore ในช่อง search) ว่า “หากวันหนึ่งที่เราต้องเล่นโยคะด้วยความรีบเร่งวันนั้นหายนะได้มาถึงคุณแล้ว” ผมจึงลองไปค้นดูว่า การทำกิจกรรมอย่างอื่นที่เน้นความช้านั้น ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับชีวิตเราบ้าง
• Slow Sex การมีเซ็กซ์ที่ยาวนานขึ้น ทำให้คุณรู้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของคู่ของคุณได้มากขึ้น ดอกเตอร์ลอรี่ บัคลีย์ (Lori Buckley) นักบำบัดเรื่องเพศสัมพันธ์ เขียนไว้ในเว็บไซต์ของเธอ (www.drloribuckley.com) ว่า “หากคุณมีเซ็กซ์ที่ยาวนานขึ้น คุณจะรู้ว่าการผ่อนจังหวะให้ช้าลงเมื่อคุณผู้ชายกำลังจะถึงจุดสุดยอด จะช่วยยืดเวลาของการร่วมรักให้นานขึ้นได้ด้วย”
• Slow Swing อันนี้เป็นเคล็ดลับที่ได้จากคนเล่นกอล์ฟว่า การฝึกวงสวิงให้แน่นอนและนิ่งขึ้น เคล็ดลับง่ายๆ ก็คือ ต้องช้าไว้ก่อน หายใจลึกๆ และฝึกวงสวิงของคุณให้ช้าลงกว่าปกติ วิธีการนี้ นิก ฟัลโด ก็เคยบอกไว้เช่นกันว่า นอกเหนือจากได้ความแน่นอนแล้ว อาการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดจากการหวดผิดท่าก็จะลดน้อยลง
• Slow Read นี่เป็นเรื่องของการทำงานของสมองล้วนๆ แบรี่ กอร์ดอน ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยา ผู้เขียนหนังสือชื่อ Intelligent Memory หรือ ‘ความจำอันแสนปราดเปรื่อง’ เขาบอกว่า หากคุณต้องการอ่านเพื่อซึมซับเรื่องราวต่างๆ ให้อ่านอย่างน้อยๆ สองรอบและค่อยๆ อ่าน รอบแรกสมองของคนเราจะจัดระเบียบเรื่องราวในหัว จากนั้นพอเราอ่านประโยคเดิมอีกครั้งสมองจะใส่รายละเอียดลงไป ที่สำคัญการอ่านอย่างช้าๆ นั้นช่วยให้เกิดความคิดใหม่ๆ ระหว่างบรรทัดได้อีกด้วย
• Slow Sculpt แด่นักกล้ามทั้งหลาย นักกายภาพบำบัดอย่าง เพ็ญพิชชากร แสนคำ จากสถาบันปรับโครงสร้างร่างกายอริยะ บอกว่าผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บจากการยกน้ำหนักที่เร็วเกินไปและใส่น้ำหนักมากเกินไป ซึ่งเชื่อกันผิดๆ ว่าการทำแบบนี้จะช่วยให้พวกเขามีกล้ามขึ้นทันตาเห็น เธอบอกว่านอกจากผิดแล้ว ยังสร้างความเสียหายให้กับกล้ามเนื้อในระดับลึกและแก้ไขยาก การยกน้ำหนักที่ถูกต้องก็คือต้องค่อยๆ เริ่มจากน้ำหนักน้อยๆ กำหนดลมหายใจระหว่างการยก เพื่อให้ร่างกายนำออกซิเจนไปใช้และของแบบนี้ต้องอาศัยเวลา โรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวฉันใด อาร์โนลด์ก็ไม่ได้สร้างกล้ามภายในข้ามคืนฉันนั้น
• Slow Eat การกินให้ช้าลงไม่ได้หมายถึงให้คุณอมข้าวเหมือนเด็ก 4 ขวบ เรากำลังหมายถึงการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดมากขึ้น เพราะนอกจากจะดีกับระบบย่อยอาหาร มีการวิจัยจากมหาวิทยาลัย Rhode Island ยืนยันว่า มันสามารถช่วยลดแคลอรีในการบริโภคต่อครั้งลงไปได้ถึง30-70 แคลอรี เนื่องจากการเคี้ยวนานๆ ทำให้เราอิ่มเร็วและทำให้เรารู้ว่าควรกินมากน้อยแค่ไหน
• Slow Drive แน่นอนอย่างแรกเลยคือลดการเกิดอุบัติเหตุ และอย่างที่สองประหยัดน้ำมัน แต่ที่สำคัญ ขับช้าน่ะชิดซ้ายนะครับพี่น้อง
หลายคนมักเข้าใจผิดไปว่า การทำอะไรช้าๆ หมายถึงเฉื่อย มันคนละเรื่องกัน การทำชีวิตให้ช้าไม่ได้หมายถึงว่าผมมีข้ออ้างในการส่งงานได้ช้าลง หรือไปผิดนัดได้นิดหน่อย ข้ออ้างที่ว่า ‘อยู่ในช่วงปรับปรุงความเร็ว’ นั้นใช้ไม่ได้ ความเนิบช้าของผมก็คือ บางเรื่องที่ควรประณีตก็น่าจะทำ แต่ปวดฉี่แทบตายก็ไม่ต้องอั้น ไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนฉี่ นั่นผิดประเด็น แม้แต่ คาร์ล โฮโนเร่ เอง ที่โด่งดังมาจากการเขียนหนังสือก็เป็นคนพูดค่อนข้างเร็ว แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่พูดช้าหรือเร็ว แต่อยู่ที่คิดก่อนที่จะพูดหรือไม่ต่างหาก “ในศตวรรษที่ 21 เชื่อว่าความเนิบช้า (Slowness) จะกลายเป็นหัวข้อหลักของการใช้ชีวิตของคนเรา ชีวิตคนเราสับสนเกินไปและทำงานหนักเกินไปแล้ว การคิดให้ช้าและทำในแบบค่อยเป็นค่อยไปจะเป็นหนทางที่ทำให้เราอยู่ได้อย่างยั่งยืน” เป็นอีกประโยคที่ผมจำได้จากคลิปวิดีโอของโฮโนเร่ แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในการประณีตกับชีวิตมากขึ้น เพราะดูเหมือนมีกระบวนทัศน์หลายอย่างในสังคมที่เป็นตัวขัดขวางการเดินช้าของเราอยู่
อย่างแรก ก็คือแง่มุมทางเศรษฐศาสตร์ ความคิดของนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิกอย่าง อดัม สมิธ (Adam Smith, 1723-1790) หรือจะนีโอคลาสสิกอย่าง จอห์น เมย์นาร์ด คีนส์ (John Maynard Keynes, 1883-1946) ที่เห็นว่าคนเราร่ำรวยได้จากการผลิตมากๆ ยังครอบงำความคิดกระแสหลักอยู่
อย่างที่สอง ในกระบวนความคิดเชิงชีววิทยาก็มีผลไม่น้อย หนังสือ The Origin of the Species ของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin, 1809-1882) ที่ว่าด้วยกฎการคัดเลือกตามธรรมชาติ (Natural Selection) ก็ตอกย้ำคุณค่าเรื่อง ‘ความเร็ว’ ไว้ไม่น้อย ผู้อยู่รอดคือผู้ที่วิ่งเร็วกว่า แข็งแรงกว่า ผสมพันธุ์ได้มากกว่าเท่านั้น ความคิดนี้เป็นพื้นฐานของการให้ค่าการแข่งขันทุกประเภท (เร็วกว่า แข็งแรงกว่า คือผู้ชนะ) การเดินย้อนศรกับทฤษฎีของดาร์วินและเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอาจไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับผมมันเกือบคล้ายๆ การต่อสู้ในแนวทางอหิงสาของท่านคานธีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ความรีบเร่งส่งผลกับเรามากกว่าที่คิด นอกเหนือจากความกล้า การจะเปลี่ยนชีวิตเราคงต้องอาศัยส่วนอื่นประกอบด้วย โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่เราสังกัดอยู่ เราอยู่ภายใต้กฎเหล็กของบริษัทซึ่งคิดแบบเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่วัดตัวเลขทุกสิ้นปีและตัวเลข GDP มีค่ายิ่งกว่าเลขหวย แล้วจะมีบริษัทไหนไหม ที่ปล่อยให้พนักงานมีชีวิตเนิบช้าได้ทั้งวัน ? คิดดู...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น