วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554

Web of Life 1


เช้าวันเสาร์นี้ เป็นวันที่ผมรู้สึกอยากจะถ่ายทอดเรื่องๆ หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิต เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา มีความสำคัญมากถ้าได้เรียนรู้เชิงลึกแล้วจะรู้สึกว่าดีมาก มันเป็นเรื่องของ ข่ายใยชีวิต หรือ Web of life ที่มีความคิดหลัก(Main Idea/Key Concept)ในคำหลัก(Key Word)คือ สัมพันธภาพ(Relationship), เครือข่าย (Network), แบบแผน (Pattern),โครงสร้างกระจาย (Dissipative Structure), กระบวนการ (Process), วงจรป้อนกลับ(Feedback Loop), การจัดการตนเอง (Self Organization), การเรียนรู้และการสร้างสรรค์ (Learning and Creativity) โดยที่คำทั้งหมดเหล่านี้ เป็นองค์รวมของคุณสมบัติ หรือคุณลักษณะของระบบชีวิตทุกระดับเป็นคุณสมบัติ และลักษณะที่เชื่อมโยงอิงกันและกัน หมายความว่า คุณสมบัติจะดำรงอยู่ ต่อเมื่อ มันรวมกันอยู่เป็นองค์รวม ดังนั้น การแยกส่วนออกไปเท่ากับเป็นการทำลายคุณสมบัติของมันด้วย หรือการนำส่วนย่อยมารวมกันก็ไม่อาจเกิดคุณสมบัติเหมือนองค์รวมได้เช่นกัน
ความคิดหลักทางสัมพันธภาพ (Relationship)หรือ ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน คือ กุญแจสำคัญของระบบชีวิต ระบบนิเวศ ช่วยให้ผมเข้าใจสัมพันธภาพของระบบชีวิตทั้งหลายว่า

(1)มีสัมพันธภาพระหว่างองค์ประกอบย่อย ๆ ทั้งหมดที่อยู่ภายในระบบใดระบบหนึ่ง
(2)มีสัมพันธภาพระหว่างระบบนั้น และระบบใหญ่กว่าที่แวดล้อมอยู่ ซึ่งบอกได้ว่าสัมพันธภาพระหว่างตัวระบบ กับ สิ่งแวดล้อมของมัน คือสิ่งที่เราหมายถึงคำว่า บริบท หรือ"Context" โดยคำว่า Context นี้มาจากภาษาละติน แปลว่า "ถักทอเข้าด้วยกัน"
(3)บริบทจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ และการถักทอเข้าด้วยกันนี้เอง ทำให้เกิดความ สัมพันธ์แบบ"เครือข่าย" ที่เชื่อมโยงระบบต่างๆ ทั้งหลายเข้าด้วยกันทั้งหมด สัมพันธภาพแบบเครือข่ายจึงเป็น หัวใจสำคัญของ ทฤษฎีข่ายใยชีวิต เพราะเป็นความสัมพันธ์ที่มิได้เป็นเส้นตรง (Nonlinear)หากแต่เป็นสัมพันธภาพที่ไปในทุกทิศทาง เอื้อให้เกิด การเวียนกลับ การเรียนรู้ และการพัฒนาขึ้น

การจัดรูปของสัมพันธภาพที่เกิดขึ้นซ้ำๆทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า แบบแผน( Pattern )คือการจัดรูปของสัมพันธภาพระหว่าง องค์ประกอบของระบบทั้งหลาย และ ระหว่างระบบในระดับต่างๆ กันด้วย เขาเห็นว่า แบบแผนดังกล่าว มีทั้งส่วนที่เป็น โครงสร้างทางวัตถุที่เห็นได้ทางกายภาพ แต่แบบแผนเป็นมากกว่าโครงสร้างทางวัตถุ (Material Embodiment)คือมีส่วนของสัมพันธภาพระหว่างรูปธรรม นามธรรมด้วย ดังนั้น ทั้งโครงสร้างและแบบแผน จึงเป็นสิ่งเดียวกัน เนื่องจากแบบแผนการจัดองค์กรจะปรากฏได้ เมื่อมันอยู่ในส่วนประกอบของโครงสร้างทางกายภาพ

ในทฤษฎีข่ายใยชีวิต ผมได้ศึกษาและให้ความเข้าใจใหม่ในเรื่องของโครงสร้างของระบบชีวิตว่าเป็น "โครงสร้างกระจาย" (Dissipative Structures)ที่มีลักษณะเอื้อต่อการเลื่อนไหลของความสัมพันธ์กับระบบอื่น ในขณะที่รักษาความสมดุล ของระบบตนเองไว้ด้วย พร้อมกันนั้น หากมีการเลื่อนไหลของพลังงานหรือสสารเกิดขึ้นในระดับมาก จนกระทั่งถึง จุดที่ไร้เสถียรภาพ โครงสร้างจะแปรตัว เป็นโครงสร้างใหม่ แบบแผนใหม่ ที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น มีสภาพ ระเบียบ พฤติกรรมใหม่ที่แตกต่างจากคุณสมบัติเดิม เรียกว่าเป็นการบังเกิด (Emergence) หรือเป็น "ความสร้างสรรค์"(Creativity) ของระบบชีวิต เป็นการจัดองค์กรด้วยตนเองของระบบชีวิต ที่ทำให้มีการพัฒนา การเรียนรู้และวิวัฒนาการ จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าระบบชีวิตมีการเคลื่อนไหวแปรเปลี่ยนตลอดเวลา จึงมีลักษณะ "กระบวนการ"(Process) ดังนั้น โครงสร้าง แบบแผน กระบวนการ จึงแยกกันไม่ออก และจากผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ "ทฤษฎีซานติเอโกว่าด้วย พุทธิภาวะ"(The Santiago Theory of Cognition) ผมเห็นว่าช่วยทำให้เกิดแนวคิดใหม่ ความเข้าใจใหม่ในเรื่อง จิตของระบบชีวิต ด้วย โดยทฤษฎีดังกล่าวพบว่ากระบวนการของการรู้ เป็นสิ่งเดียวกับกระบวนการของระบบชีวิต มีความเกี่ยวข้องกับการสร้างตนเอง การรักษาไว้ซึ่งเครือข่ายของระบบชีวิต และรวมการรับรู้ (Perception) อารมณ์ความรู้สึก(Emotion) และพฤติกรรม(Behavior)ด้วยพุทธิภาวะจึงมิได้เกิดจากสมองและระบบประสาท เพียงเท่านั้น

ระบบชีวิตมีกระบวนการที่เคลื่อนไหวเป็น วงจรหรือวัฏ มีวงจรป้อนกลับ(Feedback Loops)อยู่ในเครือข่าย แบบแผน โครงสร้าง ทำให้เกิดการจัดการด้วยตนเอง (Self Organization) และควบคุมตนเอง (Self Regulation)ได้ ระบบจึงพัฒนาได้เองด้วย อย่างไรก็ตาม การที่ทุกส่วนเป็นเรื่องของสัมพันธภาพโดยรวม การจัดการด้วยตนเอง จึงมิได้หมายถึง ความอิสระอย่างสิ้นเชิงหรือสัมบูรณ์ แต่หมายถึงการจัดการด้วยตนเองเกิดขึ้นได้ เพราะสัมพันธภาพ ที่มีร่วมเป็นองค์รวมกันองค์ประกอบอื่นภายในระบบเอง และกับระบบอื่นทั้งหมด ระบบทั้งหลายจึงเป็นระบบเปิด(Open Systems) และการที่ระบบสามารถจัดการตนเองได้ ระบบจึงมีประสบการณ์ที่เรียกว่า เป็นการเรียนรู้ที่สะสม จาก ประสบการณ์ในระบบชีวิตทำให้เกิดการพัฒนา(Development)ขึ้นด้วย และความสัมพันธ์แบบเครือข่าย ทำให้ความร่วมมือ(Cooperation) และการเป็นหุ้นส่วน (Partnership)ความเป็นหมู่คณะ (Collective)ขององค์กร มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดมากกว่าการแข่งขัน(Competition)
คุณสมบัติต่าง ๆ ของระบบชีวิตดังที่กล่าวเห็นว่า ไม่อาจเข้าถึงหรือทำความเข้าใจได้ด้วยการใช้ตรรกะหรือเหตุผล (Rational) ซึ่งมีลักษณะเส้นตรง (Linearity)แต่การเข้าถึงความจริงของระบบชีวิตต้องอาศัยประสบการณ์ที่เป็นญาณทัศนะ (Intuition) เป็นการหยั่งรู้แบบเชื่อมโยงสรรพสิ่งในเวลาเดียวกัน เชื่อมการรับรู้ภายในเข้ากับ ความเป็นไปของ ภายนอก ให้เป็นเอกภาพเดียวกัน ซึ่งเขาเห็นว่าคนในสังคมตะวันตกไม่เข้าใจและคุ้นเคย หากแต่เป็นสิ่งที่ปกติสามัญใน กระบวนการเรียนรู้ของศาสนาตะวันออก (สมาธิ)จากความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศนี้ ทำให้รู้ถึงคุณสมบัติสำคัญอีก 2 ประการของทุกระบบชีวิตในทุกระดับ คือ ความยืดหยุ่น (Flexibility) และความหลากหลาย (Diversity) การที่แบบแผน โครงสร้าง กระบวนการมีพลวัต ระบบชีวิต จึงมีการแกว่งไหว(Fluctuation) อย่างต่อเนื่องจึงมีความยืดหยุ่นสูง ไม่ตึง เข้มงวด ทำให้ระบบชีวิตฟื้นฟูสภาพ หรือจัดระเบียบตนเองได้ง่าย และการที่สัมพันธภาพ มีความหลากหลายย่อมเอื้อต่อการพัฒนาระบบชีวิต แต่ประเด็นสำคัญ เกี่ยวกับความหลากหลาย ซึ่งเป็นคำที่มีการกล่าวถึง และให้ความสำคัญในระยะหลังมานี้ว่า หากเข้าใจไม่ถูกต้อง อาจทำให้ระบบชีวิตเกิดวิกฤตมีความรุนแรงขึ้นในระบบได้
กล่าวคือ ความหลากหลายจะเป็นประโยชน์แก่เครือข่าย ต่อเมื่อมีการเลื่อนไหลของข้อมูลข่าวสาร (Information) อย่างทั่วถึง ตลอดเครือข่าย ทำให้ความหลากหลายนั้นเป็น การเรียนรู้ความต่างของกันและกัน เพื่อปรับการเปลี่ยนแปลง ให้เหมาะสม นำไปสู่วิวัฒนาการใหม่ ๆ ในทางตรงข้ามความหลากหลาย จะกลายเป็นอุปสรรค หากการเลื่อนไหล ของความแตกต่าง ถูกจำกัดไว้ ทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นในระบบ กลายเป็นความรุนแรงได้ ตัวอย่างเช่นสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม จะได้ประโยชน์จากความหลากหลายต่อเมื่อมีการพึ่งพาอาศัยกัน มีการแลกเปลี่ยน และการไหลเลื่อนของข้อมูล การเรียนรู้ ฯลฯ ในทางตรงข้าม ความหวาดระแวงและความรุนแรง จะเกิดขึ้นสูง เมื่อความหลากหลายถูกสกัดกั้นในระบบ ปราศจากสัมพันธภาพ

แม้ระบบชีวิตจะมีคุณลักษณะสำคัญดังที่กล่าวมา แต่ก็เห็นว่าสรรพสิ่งมิได้สัมพันธ์กันในแบบเดียวกันหมด และในระดับเท่ากันหมด โดยระบบชีวิตทุกระดับที่มีมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั้น โดยเฉพาะระดับสังคม(Social Systems) จะมีความแตกต่างอย่างสำคัญ คือ มีความสัมพันธ์ 3 ระดับ ได้แก่

ระดับวัตถุ (Material) เช่น เงิน ทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ,
ระดับชีววิทยา คือชีวิตและจิตใจ (Life and Mind) และ
ระดับสุดท้าย คือจิตสำนึก อันเป็นเรื่องของการให้ความหมาย ค่านิยม จริยธรรม ซึ่งเป็นระดับที่มีในมนุษย์เท่านั้น
การบริหารจัดการองค์กรของมนุษย์ จะต้องรู้และไปครบทั้ง 3 ระดับ จึงจะพัฒนาองค์กรที่มีมนุษย์เกี่ยวข้องอยู่ได้สำเร็จ นอกจากนี้มนุษย์ยังเป็นระบบชีวิตที่มีจุดมุ่งหมาย (Purpose) ซึ่งสร้างขึ้นจาก ความสามารถใน การสร้างภาพของจิต (Mental images) ซึ่งเป็นคุณลักษณะของจิตสำนึกมนุษย์ที่ไม่มีในพืชและสัตว์ที่อยู่ระดับต่ำกว่า และ พุทธิภาวะของมนุษย์นั้น ยังมีความคิดเชิงมโนทัศน์ (Conceptual Thought) สติสัมปชัญญะ (Self Awareness) และจิตสำนึก (Consciousness) ที่ไม่มีในระบบชีวิตอื่นด้วย และในอาณาบริเวณของสังคมมนุษย์ การสื่อสาร(Communication) ภาษาและการสนทนา (Conversation) เป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการของระบบชีวิตมนุษย์ ..โปรดติดตามตอน 2 ต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น