วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554

Web of Life 2


เมื่อคราวก่อนผมได้เขียนถึงเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับข่ายใยชีวิต มาตอนนี้ครั้งนี้ผมจะเขียนถึง หัวใจข่ายใยของชีวิต ที่แท้ก็คือ การคิดเชิงระบบ(Systems Thinking)ด้วยกระบวนทัศน์ใหม่จากทฤษฎีข่ายใยชีวิตนี้ ผมเชื่อว่าเป็นการสร้างความหมายใหม่แก่ "ชีวิต" ในมิติวิทยาศาสตร์ และเป็นการเปลี่ยนวิทยาศาสตร์แบบกลจักรให้เป็นวิทยาศาสตร์แบบชีวิต (Life Science)ที่จิต วัตถุ และชีวิต เป็นหนึ่งเดียวกัน ครั้งแรกเขาเชื่อว่ากระบวนทัศน์ที่เปลี่ยนย้ายนี้ จะก่อให้เกิดสิ่งที่เขาเรียกว่า การคิดเชิงระบบ(Systems Thinking)ด้วย เป็นระบบคิด วิธีคิดชุดใหม่ของมนุษย์ที่มีต่อสรรพสิ่ง และจะเปลี่ยนวิถีที่มนุษย์สัมพันธ์ กันทั้งหมด และสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากทฤษฎีข่ายใยชีวิต ครอบคลุมทั้งชีวิต ชุมชน องค์กรธุรกิจ ระบบการศึกษา สถาบันทางสังคม การเมือง ระบบนิเวศฯลฯ
จากการศึกษาค้นพบว่า ความคิดเชิงระบบเริ่มปรากฏและพัฒนามาในหลายสาขาวิชา จากการค้นพบใหม่ ๆ ทั้งในชีววิทยา จิตวิทยา นิเวศวิทยา แต่ที่ก่อผลเด่นชัดมากที่สุดคือ จากทฤษฎีควอนตัมในวิชาฟิสิกส์ ที่พบอย่างน่าตื่นใจว่า "ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าส่วนประกอบ (Part) อยู่เลย สิ่งที่เราเรียกว่า"ส่วนประกอบ"นั้น เป็นแบบแผน(Pattern) ของข่ายใยความสัมพันธ์ ที่แยกออกจากกันไม่ได้"ดังนั้น การเอาส่วนประกอบย่อยมาเชื่อมโยงเป็นองค์รวม จึงเหมือนการเอาวัตถุมาเชื่อมต่อให้สัมพันธ์กัน ซึ่งแน่นอนว่ามี ปฏิสัมพันธ์ และเกิดความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบเหล่านั้น แต่ความสัมพันธ์เกิดขึ้นเป็นอันดับที่ 2 หรือภายหลัง ในขณะที่ระบบองค์รวม เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ โดยตัวมันเองเป็นเครือข่ายของความสัมพันธ์ที่อยู่ในเครือข่ายที่ใหญ่กว่า นักคิดเชิงระบบ จึงเชื่อว่าความสัมพันธ์เชื่อมโยงเป็นสิ่งพื้นฐานหรืออันดับแรกสุด (เป็นตัวของระบบเอง)ส่วนขอบเขต ของรูปแบบหรือวัตถุ ที่มองเห็นนั้น เกิดขึ้นเป็นที่สอง ส่วนอีกทัศนะหนึ่ง คือกระบวนทัศน์แบบกลไก ลดส่วน แยกส่วน ที่สร้างขึ้นเป็นระบบคิดแบบวิเคราะห์ (Analytical Thinking)คือการแตกปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนให้เป็นส่วน ๆ แล้วศึกษาคุณสมบัติของส่วนประกอบนั้น เพื่อเข้าใจใน พฤติกรรมของทั้งหมด การเชื่อมโยงสัมพันธ์เกิดขึ้นภายหลัง ดังนั้นในขณะที่นักคิดเชิงระบบเห็นว่า "องค์รวมเป็นมากกว่าผลรวมขององค์ประกอบของมัน"(The whole is more than the sum of its parts) ระบบคิดแบบกลไกจะคิดว่า "องค์รวมไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากผลรวมขององค์ประกอบของมัน"
การคิดเชิงระบบ หมายถึงการเปลี่ยนย้ายมุมมองจากองค์ประกอบสู่องค์รวม และสิ่งที่องค์รวม มีมากกว่าคือ "สัมพันธภาพ" การคิดเชิงระบบจึงเป็นการคิดในมุมมองของสัมพันธภาพ เป็นการย้ายจุดเน้น (Focus)จากตัววัตถุมาอยู่ที่สัมพันธภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชั่งตวงวัดไม่ได้ แต่จะศึกษาและทำความเข้าใจได้โดยการทำแผนที่ (Mapping)ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ

ผมเห็นว่าการปรากฏซ้ำ ๆ ของสัมพันธภาพ นำไปสู่ "แบบแผน"(Pattern) ดังนั้น การคิดเชิงระบบ จึงเป็น การเปลี่ยนมุมมองจากตัวเนื้อหา (Contents)มาสู่การมองแบบแผน คือให้ความสำคัญแก่ระบบคิด วิธีการคิด มากกว่าเนื้อหา และกฎนิเวศทำให้เห็นว่า แบบแผนทั้งหมดสัมพันธ์อยู่กับบริบท สิ่งแวดล้อม หรือระบบที่ใหญ่กว่า เขาจึงเรียกการคิดเชิงระบบว่าเป็น "การคิดเชิงบริบท" (Contextual Thinking) และเป็นการคิดเชิงกระบวนการ (Process Thinking) ด้วย เพราะในตัวระบบ บริบทมีการเคลื่อนไหว เลื่อนไหลอยู่ตลอดเวลานั่นเอง อีกทั้งเห็นว่า การคิดเชิงระบบ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายดำรงอยู่เป็นระบบ การคิดของมนุษย์จึงต้องเป็นระบบด้วย คือ คิดแบบเชื่อมโยงกันและกัน มีสัมพันธภาพและบริบท (Interconnections Relationships and Context ) และถึงแม้ว่าโดยข้อเท็จจริง ความเชื่อมโยงกันหรือสัมพันธภาพของสรรพสิ่งจะมิได้เท่ากันหมด มีระดับแตกต่างกัน แต่มนุษย์ไม่สามารถแยกส่วนความคิด เลือกเฉพาะที่สำคัญมากสำหรับตนเอง แล้วทิ้งส่วนไม่สำคัญหรือสำคัญน้อย เพราะเท่ากับละเลยกฎความจริงของระบบชีวิต
จากความคิดหลักในทฤษฎีข่ายใยชีวิต ผมเชื่อว่า การคิดเชิงระบบของมนุษย์ มิใช่เป็นเพียง "ความคิด"ล้วน ๆ แต่รวมค่านิยม (Values) ไว้ด้วย ดังนั้น ระบบคิดจะประกอบด้วยความคิดและค่านิยม ตามแบบกระบวนทัศน์แต่ละแบบที่แสดงเปรียบเทียบได้ดังนี้ ระบบคิด วิธีคิดของกระบวนทัศน์ 2 แบบ
กระบวนทัศน์แบบกลไก ลดส่วน ฯ กระบวนทัศน์แบบนิเวศ /องค์รวม ระบบคิดแบบบูรณาการ
ระบบคิดแบบเดี่ยว (Self-Assertive) Integrative(การคิดเชิงระบบ)
ความคิด (Thinking) ความคิด (Thinking)
เหตุผล ( Rational) วิเคราะห์ ( Analysis)
เส้นตรง ( Linear) ลดส่วน แยกย่อย (Reductionist)
ญาณทัศนะ ( Intuitive) สังเคราะห์ (Synthesis)
ไม่เป็นเส้นตรง (Non-linear) องค์รวม ( Holistic)
ค่านิยม (Value) ค่านิยม (Value)
การแข่งขัน ( Competition) การแผ่ขยาย (Expansion)
การครอบครอง ( Domination) ปริมาณ (Quantity)
ความร่วมมือ ( Co-operation) การอนุรักษ์ (Conservation)
ความเป็นภาคี (Partnership) คุณภาพ (Quality)

ผมเห็นว่า ในทุกระบบชีวิตมีระบบคิดทั้ง 2 แบบ ทำหน้าที่แตกต่างกันเพื่อรักษาสัมพันธภาพภายในและภายนอกระบบให้สมดุล จึงไม่มีอันหนึ่งดีกว่าหรือเลวกว่าอีกอันหนึ่ง ในระบบชีวิตที่มนุษย์เกี่ยวข้องด้วย ปัญหาเกิดจากความไม่สมดุลในระบบคิด ซึ่งเสียดุลไปทาง ระบบคิดแบบเดี่ยว ตามกระบวนทัศน์แบบกลไก โดยละทิ้งระบบคิดแบบบูรณาการตามกระบวนทัศน์นิเวศ ผมเห็นว่าการคิดแบบเดี่ยวไปในทางแข่งขัน แผ่ขยาย ครอบครอง เป็นระบบคิดที่มักเชื่อมโยงกับเพศชาย ดังนั้นในสังคมชายเป็นใหญ่จึงมีแนวโน้มการคิดแบบเดี่ยวมาก โดยเฉพาะเมื่อรวมกับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และอำนาจด้วย ทำให้การเปลี่ยนสู่สมดุลของระบบคิด 2 แบบ จึงเกิดขึ้นยาก โดยเฉพาะ "อำนาจ" ในความหมาย ของการครอบงำ สั่งการนั้น มักไม่เปิดโอกาสให้แก่ระบบคิดแบบบูรณาการ เพศหญิงซึ่งมีระบบคิดแบบนี้มากกว่า จึงมีโอกาสเปลี่ยนดุลของระบบคิดได้ยาก อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่า การสร้างอำนาจขึ้นใหม่ด้วยระบบ "เครือข่าย"จะเป็นหนทางสำคัญของการปรับสมดุลของระบบคิดทั้ง 2 แบบได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น