
อดีต..เป็นสิ่งที่หลายคนอยากกลับไปแก้ไข อนาคต..เป็นสิ่งที่คนอยากไปวางแผนไว้ ปัจจุบัน..เป็นสิ่งที่คนอยากได้ผลของสิ่งที่เกิดในการได้กลับไปแก้ไขอดีตที่ล้มเหลวและวางแผนอนาคตเพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จ แล้วคุณเคยมีความคิดแบบนี้ไหมที่อยากจะย้อนเวลากลับสู่อดีต เพื่ออยากกลับไปแก้ไขในสิ่งที่ตนเองทำผิดพลาดมาแล้ว แต่ไม่ว่าจะคิดหนักมากมายสักเพียงไหนก็ไม่สามารถหาวิธีที่จะย้อนเวลากลับไปได้ไปทำการแก้ไขสิ่งที่ทำมา ผมมีโอกาสได้ดูหนังแนวย้อนเวลามามากหลายเรื่องเช่นกัน เอาตั้งแต่เรื่อง Back to The Future 1-3 ที่สามารถสะกดจินตนาการผมได้ให้เป็นภาพจริงขึ้นมา หรือหนังแนวย้อนอดีตที่มีเครืท่องนำพาไปมาจากอดีตสู่อนาคตอย่าง Time Machine ก็ดูสนุกไปอีกแบบ หรือแม้แต่หนังสงครามอวกาศที่มักมีการย้อนสู่อดีตเช่น คือ Star Trek ผมคิดโชคดีที่เรามีหนังที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ได้ดีจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และทุกแนวของหนังสามารถย้อนอดีตไปมาได้ แต่คราวนี้เป็นแนวนิยายโบราณที่ยึดเอาเครื่องมือการย้อนอดีตเป็นกริช ดาบเล่มเล็กที่มีทรายย้อนเวลาได้อยู่ตรงด้ามมือถือ ผมกำลังเขียนถึงหนังเรื่อง Prince of Persia: The Sands of Time ที่พระเจ้าได้ให้เครื่องมือชนิดหนึ่งซึ่งสามารถทำให้เวลาหมุนย้อนกลับได้ หนังเรื่องนี้เป็นการประกบคู่ของผู้มีอิทธิพลในวงการฮอลลีวู้ด อย่าง เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ ผู้อำนวยการสร้างหนังไตรภาคฟอร์มยักษ์ Pirates of the Caribbean และผู้กำกับ ไมค์ นีเวลล์ ที่ฝากฝีมือไว้กับ Harry Potter and the Goblet of Fire ทั้งยังได้นักแสดงฝีมือดีอย่าง เจค จินเลนฮาล ที่เคยสร้างความประทับใจไว้ใน Brokeback Mountain มารับบทเจ้าชายแดสตัน ส่วนฝ่ายหญิงก็ได้ เจมม่า อาร์เทอตัน ที่เคยสร้างความน่ารักๆ ไว้ในบทธิดาเทพในเรื่อง Clash of the Titans พร้อมทั้งนักแสดงฝีมือดีอีกเพียบ เช่น เซอร์ เบน คิงส์ลีย์, อัลเฟรด โมลินา มาสร้างความสนุกสนานอีกด้วย ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ส่วนหนึ่งมาจากหนังที่พัฒนามาจากเกมยอดนิยมซึ่งถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 จากฝีมือของ จอร์แดน เมชเนอร์ โดยเขามีส่วนร่วมในการทำบทหนังของเรื่องนี้ด้วย

Prince of Persia: The Sands of Time เป็นเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่ชื่อ แดสตัน เขาถูกพระราชาเก็บมาเลี้ยง จากความประทับใจเมื่อครั้งเขายังเด็ก เมื่อโตขึ้น เขาได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมที่จะยึดครอง อลามุท นครศักดิ์สิทธิ์อันแสนสวยงามและเงียบสงบ เพียงเพราะมีผู้วางแผนต้องการกริชแก้วโบราณที่มีทรายแห่งกาลเวลาซึ่งสามารถย้อนเวลากลับได้ และนั่นทำให้เขาถูกใส่ร้ายว่าเป็นผู้สังหารพระราชา ทำให้ ทัส (ริชาร์ด คอยล์) ลูกชายคนโตแท้ๆ ของพระราชาขึ้นครองราชย์แทน และสั่งให้ การ์ซีฟ (โทบี้ เค็บเบลล์) น้องชายไปไล่ล่าเจ้าชายแดสตันกลับมาลงโทษให้จงได้ เจ้าชายแดสตันต้องร่วมมือกับ ทามิล่า (เจมม่า อาร์เทอตัน) องค์หญิงแสนสวยแห่งนครอลามุท ซึ่งหน้าที่ของเธอคือคอยปกป้องกริชแก้วโบราณไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนชั่ว ท้ายที่สุดแล้ว โชคชะตาเท่านั้นที่จะรู้ว่าบทสรุปของเรื่องราวจะไปลงเอยที่ใด บทของภาพยนตร์เรื่องนี้แม้จะดัดแปลงมาจากในเกม แต่ก็มีความตื่นเต้น สนุกสนาน แถมยังเป็นหนังแอ๊คชั่น ผจญภัยที่แฝงไปด้วยข้อคิดอีกด้วย แง่มุมหนึ่งของหนังนำเสนอเรื่องราวของชาติกำเนิดที่เลือกเกิดไม่ได้ แต่สามารถเลือกใช้ชีวิตและเลือกที่จะเป็นได้ เด็กหนุ่มแดสตัน ผู้เร่ร่อนไม่มีแม้กระทั่งที่อยู่ กลับได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ในวังใหญ่ และได้รับการเลี้ยงดูปูเสื่อราวกับเจ้าชายคนหนึ่ง นี่คือสิ่งที่เรียกว่าความสามารถส่วนตัวสามารถทดแทนชาติกำเนิดที่ขาดหายไปได้ แม้กระทั่งพระราชาชาราแมนก็ยังยอมรับว่าเขาคิดไม่ผิดที่วันนั้นเขาพาแดสตันออกมาจากชุมชนเมืองนั้น ไม่เพียงเท่านั้น ความไม่เคยลืมตัวของแดสตัน ก็ทำให้หลายๆ คนค่อยๆ ยอมรับเขา แม้ว่าจะต่างสายเลือดกันก็ตาม
สิ่งที่เกิดขึ้นกับแดสตันเป็นเรื่องราวที่คนในชีวิตจริงน่าจะหยิบมาเป็นตัวอย่าง ความไม่หลงลืมตัว และไม่ระเริงกับอำนาจที่มีมากเกินไป น่าจะมีโอกาสทำให้สังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันดีขึ้นบ้าง ถึงแม้ว่าชีวิตจริงจะไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรที่ผิดพลาดได้เหมือนอย่างในหนังก็ตาม หากแต่สังคมรู้จักการยอมรับและให้อภัยซึ่งกันและกัน เหตุร้ายต่างๆ ก็คงไม่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองหรือตัวเราแน่นอน ภาพที่เกิดขึ้นในหนังนั้น บางฉากก็สมจริง บางฉากก็ไม่สมจริง แต่ก็ยังสามารถถ่ายทอดความรู้สึกยิ่งใหญ่ของนครศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งฉากสำคัญๆ ออกมาได้อย่างเหมาะเจาะ และน่าจะเป็นการดีหากวันหนึ่งหนังไทยสามารถพัฒนาไปถึงระดับนี้ได้
Prince of Persia ยังมีความสนุกในระดับที่ดึงดูดให้คนดูไม่อยากลุกไปไหน เพราะแต่ละฉากแต่ละตอนนั้นตื่นเต้น และผูกเรื่องราวกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากพลาดตอนไหนไปสักตอน ก็ต้องบอกว่าน่าเสียดาย บทสรุปของหนังจากเกมเรื่องนี้ต้องบอกว่าทำได้น่าประทับใจ และหวังใจว่าอยากให้มีหนังดีๆ สนุกๆ แบบนี้ออกมาให้ได้ชมกันอีก ทั้งหมดนี้เป็นความสนุกของหนังที่ผมได้ดูพักผ่อนในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น