
ในชีวิตการทำงานของผมที่ผ่านมาก็ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาหลายเรื่อง แต่ถ้าเลือกได้ก็อยากเลือกทำงานที่ทำแล้วมีความสุขมากกว่า ซึ่งก็อยู่ที่เราต้องเข้าใจพื้นฐานก่อนว่า..ทำงานอย่างไรให้มีความสุขแล้วควรมองทุกอย่างสบายใจ ในวันนี้เป็นวันกลางสัปดาห์ที่กำลังสนุกกับงาน ผมจึงอยากเขียนถึงเรื่อง ศิลปะการทำงานให้มีความสุขอย่างง่าย นั้นควรเริ่มต้นจากอะไร อย่างไรดี
1)ทำงานที่ใจรัก เพราะถ้าเราทำงานที่ใจรักทุกๆวันจะเป็นวันแห่งความสุข เราไม่ต้องรอว่าความสุขจะมาถึงเราวันเสาร์วันอาทิตย์ แต่ทุกวันที่เราทำงานจะเป็นวันแห่งความสุขของเรา เพราะว่าเราทำด้วยความรัก
2)ทำงานทุกชิ้นให้เต็มที่ให้ดี เพราะเมื่อเราสร้างงาน งานจะย้อนกลับมาสร้างคนงานคือเวทีแสดงออกซึ่งศักยภาพในการทำงานของเราทุกครั้งที่เราทำงานให้เต็มที่และทำอย่างดีที่สุดคนก็จะเห็นคุณค่าของเราว่ามีมากน้อยเพียงไร ดังนั้นเมื่อเราตั้งใจสร้างงาน งาน 1 ชิ้นก็จะย้อนกลับมาสร้างคน
3)ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสเพราะเมื่อเราทำงานด้วยความสุจริตโปร่งใสก็ไม่ต้องมานั่งระแวงภัยที่จะตามมาในอนาคต ซึ่งเกิดจากการตามจับผิดโดยหน่วยงานของทางการต่างๆ ถ้าเราทำวันนี้ให้ถูกต้องก็ไม่ต้องนั่งกังวลว่าวันวานมันจะผิด
4)เป็นนักประสานสิทธิ์ อย่ามัวแต่ทำงานจนหลงลืมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ไม่มีใครเก่งอยู่ได้คนเดียว แท้ที่จริงเราจะต้องอาศัยผู้ร่วมงานจากทุกฝ่ายอยู่เสมอ ดังนั้นอย่ามัวแต่ทำงานแต่จงทำคนด้วย เพื่อก่อให้เกิดสภาวะงานก็สัมฤทธิ์ ชีวิตก็รื่นรมย์ คนก็สำราญ งานก็สำเร็จ ใครทำงานได้อย่างนี้ คนๆนั้นจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน จนกล่าวได้ว่า งานก็สัมฤทธิ์ ชีวิตก็รื่นรมย์

ถ้าไม่ได้ทำงานที่เรารักจะมีความสุขหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ทำงานที่เรารัก วิธีคิดที่ดีคือ การมองเชิงบวก เวลาเจองานหนักก็ให้บอกตัวเองว่านี้คือการฝึกตัวเอง เวลาเจอปัญหาซับซ้อนก็บอกตัวเองว่ายิ่งปัญหาซับซ้อน เราก็ยิ่งได้เรียนรู้มากขึ้น เวลาเจอเจ้านายที่ละเมียดละไมเหลือเกินก็ให้บอกตัวเองว่า นายที่รอบคอบแบบนี้จะฝึกเราให้สมบูรณ์แบบ ฉะนั้นถ้าเรามองเชิงบวกให้เป็น ถึงแม้เราจะไม่ได้ทำงานที่เรารักแต่เราก็จะมีความสุขเสมอ ในเมื่อไม่มีสิ่งที่เราชอบ เราก็ควรชอบสิ่งที่เรามี เพราะในโลกนี้ไม่มีใครได้อะไรอย่างใจหวัง และจะไม่มีใครพลาดหวังทุกอย่างไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะทำมีแง่ดีแง่งามอยู่เสมอ ขอให้เรามองให้เห็น ถ้ามองเห็นเราก็จะเป็นสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า วิธีการมองเห็นทำอย่างไรถึงจะมองเห็นกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
คุณสมบัติที่จะเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขนั้น มี 2 อย่าง
1.สังเกต สังเกตหาแง่ดีแง่งามของสิ่งต่างๆ ที่เราทำอยู่ให้เจอ เช่น งานบางอย่างของผมเป็นงานที่ต้องเดินทางบ่อยมากไปเป็นที่ปรึกษาตามต่างจังหวัด เพื่อนก็ถามว่าเหนื่อยไหม ถ้าถามผม ผมจะบอกว่ามันเหนื่อยก็จริงแต่มีความสุขมาก เพราะได้เดินทางไปหลายที่ ได้เจอผู้คนหลายแบบ ได้พบองค์กรใหม่ๆได้สร้างสัมพันธ์ใหม่ๆตลอดเวลา ฉะนั้นในความเหนื่อยผมก็ได้เดินทางไปตามที่ต่างๆ นี่คือแง่ดี แต่ส่วนใหญ่คนมักจะมองอยู่จุดเดียว มองแค่ว่าเรากำลังเหนื่อยหนักจริงๆ เหนื่อยก็แค่ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนที่ดีเมื่อพิจารณาจริงๆ แล้วมันมีมากกว่า ให้เราสังเกตอย่างนี้ รู้จักสังเกต รู้จักพินิจ พิจารณา เราจะเห็นความแตกต่างเสมอ
2.สังกาให้ตั้งคำถาม ว่าเราจะสร้างสรรค์งานที่เราทำอยู่ให้ดีขึ้นได้อย่างไร ถ้าเราถามว่า ทำไม ทำไม ทำไม ก็จะเกิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมาทุกครั้งไปกาลิเลโอก็ดี นิวตั้นก็ดี ประสบความสำเร็จในชีวิตเพราะว่า เขาชอบตั้งคำถามว่าทำไม นั่นแหละเคล็ดลับในการทำงานทำงานที่ชอบ
บางคนชอบถามผมในปัญหาเรื่องเงินเดือนน้อย มองอย่างไรให้เป็นสุข ถ้าเงินเดือนน้อย ก็ต้องลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของเราทิ้งไป แทนที่จะไปเรียกร้องเงินเดือนให้สูงขึ้นกว่าจะได้ก็ช้ามาก ก็ใช้วิธีปรับวิธีในการบริโภคของเราลง ที่จะบริโภคต่างความอยาก ซึ่งเติมอย่างไรก็ไม่เต็ม มาบริโภคตามความจำเป็น ดีกว่ามุ่งประโยชน์ใช้สอย อย่ามุ่งประโยชน์ใช้สวย ถ้าเราจับจ่ายใช้สอยในการถือหลักประโยชน์ใช้สวยมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ แต่ถ้าเราถือหลักจับจ่ายใช้สอย คือจำเป็นแค่ไหนก็จับจ่ายใช้สอยแค่นั้น พอกินพอใช้ ถึงแม้ไม่รวย แต่ก็ไม่ถึงขั้นตกต่ำย่ำแย่ แทนที่เราจะเรียกร้องเงินเยอะๆ ทำไมเราไม่ลดหรือเปลี่ยนวิธีในการบริโภคของเราแทนบริโภคตามตัณหาทำให้เรามีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ แต่บริโภคตามปัญญาถึงเงินไม่มากมายอะไรแต่เราก็มีความสุขตามอัตภาพ

วิธีการแก้ปัญหาในที่ทำงาน มักโดนนินทา โดนแกล้งถือว่ามารไม่มีบารมีไม่เกิด เวลาที่เราทำงานต้องมีอยู่แล้วคนแกล้ง คนไม่พอใจคนอิจฉาตาร้อนให้เราถือหลักว่า..
1)มารไม่มีบารมีไม่เกิด
2)สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นกำไรเสมอ
3)อยู่ใต้ฟ้าอย่ากลัวฝน เกิดเป็นคนอย่ากลัวคำนินทา
4)ถูกชมก็เข้าท่า ถูกด่าก็ไม่เลว
เหล่านี้เป็นคติที่ผมใช้ทำงานอยู่เสมอจึงสามารถรับมือได้ทุกกระบวนท่ากว่าจะผ่านปัญหาไปได้ต้องฝึกฝนตัวเองอย่างไรจะต้องทำตัวให้หนักแน่นดังแผ่นผา ลมมาพัดก็ไม่ปลิวไปตามลม ฝนสาดก็ไม่เปื่อยสลาย แดดส่องก็ไม่ละลายไปกับแสงแดด ฉะนั้นทำตัวให้หนักแน่นดั่งแผ่นผาเราก็จะอยู่ในทุกสภาวะของชีวิตกรณี
ทีนี้สำหรับคนที่ตกงานล่ะ ควรมีวิธีคิดอย่างไรไม่ให้เครียด
1.ต้องหางานทำ
2.หาแล้วไม่ได้ต้องสร้างงานขึ้นมา ตกงานได้แต่อย่างให้ใจตก เพราะถ้าใจตกชีวิตจะตกตกต่ำทันที ดังนั้นไม่ต้องเสียใจ คนที่รวยที่สุดในโลกตอนนี้ สตีฟ จอบส์ ก็เคยตกงาน แต่ว่าเค้าตกงานแล้วไม่ตกใจจึงลุกขึ้นมาสร้างบริษัทใหม่ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จได้ ฉะนั้นเราตกงานได้แต่ไม่ได้หมายความว่าความรู้ความสามารถของเราตกไปด้วย มันยังอยู่กับตัวเรา ก็เอาความรู้ความสามารถที่อยู่ในเนื้อในตัวเราลุกขึ้นมาสร้างงานใหม่ ทำอย่างนี้แล้วเราจะประสบความสำเร็จได้ โอกาสยังคงมีเสมอสำหรับผู้ที่ไม่ปิดกั้นตัวเอง ต้องหาความรู้เพิ่มเติม ให้ถือหลักพึ่งตนเองอย่ารอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในบรรยากาศที่บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ การพึ่งตนเองสำคัญที่สุดเลยถ้ายังไม่ได้งานแล้วหันไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผิดหรือเปล่า

เอาวันเวลาที่ไปบนบานสานกล่าว สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมาพินิจพิจารณาหาช่องทางทำกิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเราได้ในทางจิตวิทยาคือทำให้เราเคลิ้มๆแต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่แท้จริง พูดอีกอย่างหนึ่ง สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นยาทา การใช้ปัญญาเป็นยากิน การรักษาโลกต้องใช้ยากิน การใช้ยาทาก็เป็นการรักษาแต่ภายนอก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ถ้าศักดิ์สิทธิ์จริง ประเทศไทยจะมีคนจนไหม ไม่มี ประเทศที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดในโลกคืออินเดีย ปรากฎว่ามีประชากรกว่าร้อยล้านคนตกงาน นี้คือบทเรียนของการรอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฉะนั้นให้หันมาพึ่ง ลำแข้ง ลำขา สติปัญญาของตัวเองจึงจะดีที่สุด
สำหรับคนมีงานทำแล้วชอบน้อยใจทำงานมานานแล้วไม่มีโบนัส มีวิธีคิดอย่างไร ถ้าโบนัสไม่มาเอาเท่าที่มีก่อนก็ได้ มีคนอีกมากที่ตกงานแต่เรายังมีงานทำ มองเป็นก็จะเห็นธรรม แต่ถ้ามองไม่เป็นก็จะมาน้อยใจ เวลาที่เรารู้สึกแย่ มองคนที่แย่กว่าเรา แล้วเราจะรู้สึกว่าเรายังได้เปรียบอยู่ ถ้าเป็นพวกที่บ้างานหนักจะทำอย่างไร ต้องแสวงหาทางสายกลาง พวกที่เป็นโรค Workaholic ทั้งหลาย จะต้องแสวงหาทางสายกลางในการทำงาน การทำงานต้องประสานกับคุณภาพของชีวิตคือผลสัมฤทธิ์ของคนทำงานมืออาชีพ ฉะนั้นอย่าเป็นคนบ้างานจนหลงลืมคุณภาพของชีวิต จะต้องรักษาสมดุลของงานสมดุลชีวิตให้ลงตัวพอเหมาะพอดีสัดส่วนสมดุลย์ในการทำงาน ใช้ทางสายกลางในการทำงานและการดำรงชีวิต 50-50 คือ งานกับชีวิตจะต้องสมดุลกันในลักษณะ 50-50 บ้างานมากเกินไป สิ่งที่ได้กลับมาก็คือความเครียดและสุขภาพไม่ดี บ้าใช้ชีวิตมากเกินไป สิ่งที่ได้กลับมาก็คือ จะอดตายเอา ไม่มีเงินกิน ไม่มีเงินใช้ ฉะนั้นต้องให้ทั้งสองส่วนมาสมดุลย์กัน 50-50 นี่คือ ทางสายกลาง
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผมมีอยู่ครั้งหนึ่งได้รู้จักน้องที่ทำงานเป็นผู้บริหาร เขามีความรักงานบ้างานมากจนถึงมากจนขั้นเสียชีวิต โดยไม่รู้ตัว กับเงินเดือนแค่ 30,000 แต่ทำงานเหมือนตัวเองได้เงินเดือน 3 แสน ผลคือเป็นโรคมะเร็งและรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าไม่พบสาเหตุจากพันธุกรรม พบอยู่สาเหตุเดียวคือแบกความเครียดนานเกินไป เงินที่หามาทั้งชีวิตต้องนำมารักษาโรคมะเร็งทั้งหมด ฉะนั้นสาเหตุหลักของมะเร็งในตอนนี้คือความเครียด นี่คือตัวอย่างของโรค Workaholic โรคบ้างาน ทำงานมากเกินไปสุดท้ายต้องไปใช้เงินในโรงพยาบาล ไม่ได้ใช้เงินอย่างมีความสุข ผมขอแนะนำวิธีผ่อนคลายในการทำงานของพวกมนุษย์เงินเดือนว่า ถ้าเราทำงานแล้วคุณภาพชีวิตไม่ดีแสดงว่าเรากำลังเดินผิดทางมันกำลังสุดโต่ง ฉะนั้นเวลาทำงาน อย่ามัวแต่ทำงานให้สังเกตคุณภาพชีวิตของตัวเองด้วย เมื่อเราทำงาน เรามีเวลากินข้าวกับครอบครัวไหม เรามีเวลาพักผ่อนวันเสาร์วันอาทิตย์ไหม เรามีเวลาอยู่กับลูกและภรรยาไหม เรามีเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดบ้างหรือเปล่า ถ้าสิ่งเหล่านี้ได้หายไปในชีวิตแสดงว่าคุณได้เสียสมดุลย์ชีวิตไปแล้ว ถ้าไม่ปรับมาสู่ทางสายกลางแสดงว่าอนาคตอันใกล้คุณกำลังป่วย เอาเงินที่หามาทั้งชีวิตมาใช้ในโรงพยาบาล นี่เป็นโรคอารยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นกับมนุษย์ในยุคทุนนิยมทั่วโลก ที่อเมริกา ที่ญี่ปุ่นป่วยด้วยโรค Workaholic เป็นอันดันต้นๆของโลก ประเทศไทยอันดับต้นๆของเอเชีย เพราะเราเครียดจากการเมือง เครียดจากเศรษฐกิจ เครียดจากแข่งขันในระบบทุนนิยมด้วย ดังนั้นใครที่เป็นโรคบ้างานจะต้องระมัดระวังถามตัวเองด้วยว่า เรามีภาวะสมดุลงานสมดุลชีวิตแล้วหรือยัง อย่าทำงานจนป่วยตาย อย่าหลงเสน่ห์อบายมุข แม้ว่างานมีความจำเป็นต่อชีวิตก็ตาม งานจำเป็นต่อชีวิตเพราะทุกคนต้องกิน ต้องใช้ แต่ต้องไม่ลืมว่าถ้าไม่มีชีวิต มีงานก็ศูนย์เปล่า ความหมายของ "งาน" ในรูปแบบของผม งานของผมก็คือ การให้คำปรึกษาทางด้านชีวิตและธุรกิจ ให้คำแนะนำ บอกกล่าวทำให้เขามีความสำเร็จ มีความสุข ทุกวันผมมีความสุขมากเพราะเป็นงานที่ไม่ได้ทำร้ายใครเลย สมัยก่อนก็ได้เคยไปสอนหนังสือตามมหาวิทยาลัยเหมือนกัน ซึ่งก็เป็นการเอาความรู้ไปถ่ายทอดให้กับคนที่ไม่รู้ ฉะนั้นวันไหนที่ผมได้เดินทางออกจากบ้านไปสอน ผมจะมีความสุขมาก ผมทำไปไม่หวังผลประโยชน์มาก หวังแค่ประโยชน์สุขที่เกิดขึ้นกับคนฟัง ผมมีความสุขที่เห็นคนอื่นมีความสุขเป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากการทำให้คนอื่นมีความสุข เรียกว่าให้สุขแก่ท่านสุขนั้นถึงตัว ฉะนั้นชีวิตการทำงานของผมก็ถือว่ามีความสุข เพราะได้ทำงานที่ตัวเองรัก และปรัชญาในการทำงานของผมก็คือ งานของเราคือการทำให้เขามีความสุขเพราะฉะนั้น ความสุขของคุณ คือ ความภูมิใจของผม แล้วงานที่ดีที่สุดคืออะไร งานที่จะทำให้เราอยู่ได้ในทางเศรษฐกิจและมีชีวิตที่มีความร่มเย็นในจิตใจคือ งานในอุดมคติที่มนุษย์ทุกคนพึ่งสร้างสรรค์พัฒนาขึ้นมาให้ได้ ย้ำอีกครั้งหนึ่งคือสามารถอยู่ได้ในทางเศรษฐกิจ มีชีวิตที่ร่มเย็นในจิตใจ เรียกว่าในทางกายภาพก็อยู่ได้ ในทางใจก็เป็นสุข
ดังนั้น ในเชิงรูปธรรมล่ะ..แบบไหนเป็นการเริ่มต้นทำงานอย่างมีความสุข ? ผมเชื่อว่าทุกคนอยากเริ่มต้นการทำงานอย่างมีความสุขด้วยกันทั้งนั้น และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเริ่มต้นทำงานอย่างมีความสุข คุณต้องค้นหาสิ่งเหล่านี้ในตัวคุณให้เจอ
* เรื่องที่มักจะสนใจ
สังเกตตัวเองซิว่าเราเป็นคนสนใจในเรื่องอะไรบ้าง อาทิ ชอบวาดรูป ชอบอ่านหนังสือ ชอบฟังเพลง ชอบเรื่องประวัติศาสตร์ ชอบเรื่องดีไซน์ออกแบบ หรือชอบเรื่องสวย ๆ งาม ๆ ฯลฯ เพราะบางครั้งเราอาจจะลืมไปว่าในสิ่งที่เราชอบทำ ชอบดู หรือชอบฟังนั้น ทุกอย่างเริ่มต้นมาจากความสนใจภายในตัวเรา
* เรามีความสุขกับสิ่งใด
คุณมีความสุขกับสิ่งใดหรือเมื่อได้ทำอะไร ให้หัวใจของคุณตอบคำถามนี้ด้วยความรู้สึกจริง ๆ เพราะการมีความสุขในสิ่งนั้น ๆ เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นที่จะทำให้คุณค้นหาตัวเองเจอได้ง่ายที่สุด
* รู้ว่าความสามารถอยู่ในระดับไหน
คนเราไม่อาจจะได้เป็นหรือทำในสิ่งที่รักหรือสนใจได้ทุกอย่าง ฉะนั้นคำตอบให้ได้ว่าแท้จริงระดับขีดความสามารถของตนเองอยู่ตรงจุดไหน และอย่าลืมที่จะพัฒนาความสามารถ เพราะนี่คือสิ่งที่จะพาชีวิตคุณก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างมีความหมาย
* รู้จุดอ่อนของตัวเอง
คุณเป็นคนนอนดึกไม่ได้ คุณเป็นคนเห็นเลือดแล้วเข่าอ่อน คุณเป็นคนไม่ชอบนั่งอยู่กับที่นาน ๆ คุณเป็นคนไม่ค่อยกล้าแสดงออก คุณไม่สนุกกับการพบปะผู้คน คุณเบื่อที่จะต้องคลุกคลีกับเด็ก ๆ คุณไม่ชอบอ่านหนังสือ ฯลฯ การรู้จุดอ่อนของตนเอง จะทำให้คุณรู้ว่างานแบบไหนเหมาะหรือไม่เหมาะกับตัวคุณอย่างไร เพราะถ้าคุณฝืนในสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของตัวเองแล้วละก็ จำไว้ว่า...จุดอ่อนคือตัวฉุดรั้งความสำเร็จในอาชีพ
* จงคิดเสมอว่าตัวเองเป็นคนมีคุณค่า
ทุกคนมีความสามารถ และมีคุณค่าอยู่ในตัวเองทั้งนั้น ไม่ว่าวันนี้คุณจะตกงาน หรือยังไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรดี อย่าคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่มีคุณค่า หากคิดดูถูกตัวเอง คุณจะไม่มีแม้แต่วันที่คิดว่าจะพบกับความสำเร็จในชีวิต เพราะการทำงานหมายถึงอนาคต (ที่ดี) ของเรา ฉะนั้น แค่ดูงานแบบไหนที่เหมาะกับตัวเองอาจจะยังไม่พอ แต่งานแบบไหนที่เหมาะและมีความสุขด้วยต่างหาก ที่จะนำมาซึ่งอนาคตการทำงานที่ดี
เพราะถ้ามีความสุขคุณก็พร้อมที่จะลุย แต่ทั้งนี้ใครจะมาชี้แนะนำอย่างไร ถามใจตัวเอง แล้วคำตอบที่มาจากตัวเราเองนั่นแหละ คือใช่ที่สุด จริง ๆ ก็ไม่เห็นต้องให้ใครมาบอกเลยว่า...เราชอบอะไร...ใช่ไหม? และนี่คือเคล็ดลับการทำงานอย่างมีความสุขที่ผมจะแถมให้ทิ้งท้าย
1. เริ่มงานอย่างสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ปลอดโปร่ง
2. ปรับปรุงบุคคลิกภาพ ให้เหมาะกับตำแหน่งและลักษณะงาน
3. สนทนาแลกเปลี่ยนกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานอยู่เสมอ
4. ศึกษาวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม
5. ใส่ความกระตือรือร้น และพลังวังชาลงไปในงาน
6. หมั่นบันทึกคำเตือนเพื่อกันลืม สำหรับตนเอง
7. หมั่นหาความรู้เพื่มเติมตลอดเวลา
8. หากต้องการคลายเครียด ลองหาหนังสือธรรมะมาอ่าน
9. อย่าจริงจังกับงานและชีวิตจนเคร่งเครียด
10. แบ่งงานออกเป็นส่วน ๆ แล้วลำดับความสำคัญของงาน
11. กำหนดเวลาพักผ่อน เวลาทำงาน และเวลานั่งสมาธิให้ชัดเจน
ขอให้ทำตามนี้ดู ผมกล้ารับรองว่าความสุขที่ว่าหายาก ไม่แน่กลับหาง่ายกว่าที่คิดก็เป็นได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น