
คนกับงาน เป็นของคู่กันอย่างแยกไม่ออก ทั้งในเชิงการมองจากมิติความสำคัญของคนที่มีต่องาน และมิติที่คนเป็นผู้ที่ทำให้งานนั้นเกิดขึ้นมาได้ แต่การที่จะทำให้คนทำงานอย่างเกิดประสิทธิภาพและได้ประสิทธิผลนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่ว่าจะหาเครื่องมือหรือเทคนิคในการบริหารจัดการสารพัดนำเข้ามาใช้ หากแต่คนที่เป็นผู้ทำงานไม่อยากทำงาน ไม่รักและผูกพันกับองค์การ หรือไม่มีพื้นฐานของความคิด พื้นฐานของจิตใจที่เหมาะสม เช่น เจองานยากเป็นถอย หรือที่พบเห็นได้บ่อย คือ “รับปากผ่าน ๆ” เป็นต้นแล้วล่ะก็ ย่อมจะเกิดคำถามขึ้นมาอย่างแน่นอนว่า งานจะสำเร็จลงได้อย่างไร ในแวดงวงทางวิชาการหรือที่รู้จักกันในสาขาวิชาทางพฤติกรรมองค์การ และภาคปฏิบัติของการบริหารองค์การ จึงหันมาให้ความสนในเรื่องการสร้างค่านิยม วัฒนธรรมหรือรูปแบบความคิดความเชื่อที่เป็นรูปแบบเฉพาะขององค์การแต่ละองค์การขึ้นมา เพื่อเป็นเบ้าหลอมแนวคิด อันส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการทำงานของบุคลากร และเชื่อมโยงเรื่องของวัฒนธรรมองค์กรนี้ เข้ากับระบบการบริหารและประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อนำมาใช้ในหน่วยงาน แต่เรื่องนี้ก็ไม่หมู แต่ตรงข้ามกลับถือเป็นเรื่องยากและต้องอาศัยการบริหารการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ภายในองค์การ และลึกลงไปในจิตใจ การรับรู้ของบุคลากร กล่าวกันว่า ปัจจัยแห่งความสําเร็จขององค์กรประการหลักอันหนึ่งก็อยู่ที่ความสามารถในการบูรณาการระบบการบริหารผลงานเขากับวัฒนธรรมในการบริหารทรัพยากรบุคคลที่เป็นอยู่ในองค์การนั้นได้หรือไม่
ค่านิยมที่ว่าได้นี้ ความหมายก็คือ กระบวนการทางความคิดของบุคคลซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดหรือชี้นำให้บุคคลแสดงออกหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็ได้ ค่านิยมโดยทั่วไปมีบทบาทต่อพฤติกรรมของมนุษย์ในสองประการ ประการแรกคือ ค่านิยมเป็นมาตรฐาน (Standard)ที่โน้มนำหรือเป็นแนวทางให้บุคคลประพฤติปฏิบัติตน รวมไปถึงการประเมินว่าสิ่งใดดีหรือไม่ดี
และประการที่สอง คือค่านิยมมีบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติ รวมทั้งเสริมสร้างทัศนคติ ความสนใจ และความตั้งใจ ซึ่งจะนำไปสู่การแสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกับค่านิยมนั้นในที่สุด
ผมขอเขียนในทางวิชาการเพิ่มเติมสักเล็กน้อย ค่านิยมของบุคคลในองค์กรนั้น สามารถสร้างหรือปรับเปลี่ยนได้โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้และการกล่อมเกลาทางสังคม (Socialization) ภายในองค์การ กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม โดยนิยามแล้วคือ กระบวนการที่บุคคลที่เข้ามาทำงานในองค์กร ได้ทำความรู้จัก รับรู้และเข้าใจกับค่านิยม แบบแผนของความเชื่อ แบบแผนของพฤติกรรมที่องค์กรคาดหวัง และแบบแผนของความรู้ที่องค์กรต้องการจากผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นสิ่งช่วยบ่มเพาะรูปรอยพฤติกรรมและการแสดงออกของบุคลากรในองค์กร ตามแนวที่องค์กรพึงประสงค์ ทั้งการแสดงออกทางตรงและทางอ้อม ยิ่งองค์กรพยายามที่จะมีอิทธิพลต่อบุคลากรมากเพียงใด ค่านิยมของสมาชิกในองค์กรก็จะเป็นไปในทางที่สอดคล้องกับค่านิยมขององค์การมากขึ้นเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว องค์กรต่าง ๆ จึงมักใช้วิธีการคัดเลือกบุคลากรเพื่อเข้ามาร่วมงานในลักษณะที่พร้อมจะยอมรับการกล่อมเกลาจากองค์กร และเมื่อบุคลากรได้ใช้เวลากับองค์การมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้ค่านิยมของเขาสอดคล้องเข้ากันได้กับค่านิยมขององค์กรมากขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากหากบุคลากรมีความรู้สึกว่าเขามีความเหมาะสมกับองค์กรหรือสิ่งแวดล้อมใดแล้ว เข้าก็จะเลือกที่จะทำงานหรืออยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมนั้น อันจะนำมาซึ่งความพึงพอใจในการทำงาน รวมไปถึงความตั้งใจที่จะอยู่กับองค์กรต่อไปอีกนาน
นอกจากนี้ องค์กรยังใช้วิธีการฝึกอบรมเพื่อให้บุคลากรมีคุณสมบัติ รวมถึงวัฒนธรรมทางความคิด และการปฏิบัติที่เหมาะสมกับความต้องการในฐานะที่เป็นสมาชิกขององค์กรอีกด้วย โดยประการนี้ สิ่งที่ผู้บริหารจะต้องพิจารณาในเรื่องค่านิยมก็คือ ความพยายามที่องค์กรจะต้องปรับแต่งให้ค่านิยมส่วนบุคคลของบุคลากรสอดรับกับค่านิยมขององค์กร เพื่อให้เกิดความพึงพอใจในการทำงานในฐานะที่ค่านิยมเป็นปัจจัยหลักตัวหนึ่งต่อการมีความพึงพอใจในงานของบุคลากร โดยผู้บริหารพึงตระหนักเพิ่มเติมด้วยว่า ความเหมาะสมระหว่างบุคลากรกับองค์กร ซึ่งเรียกกันเป็นศัพท์เทคนิคว่า “Person-Organization Fit” นั้น เป็นสิ่งที่พึงได้รับความสนใจสร้างสรรค์และปรับแต่งอยู่ตลอดเวลาที่บุคลากรยังทำงานอยู่กับองค์กร มีประจักษ์ในองค์กรชั้นนำหลายแห่งที่พยายามสำรวจความพึงพอใจในงานของบุคคลในมิติความสอดคล้องระหว่างค่านิยมของบุคลากรกับค่านิยมขององค์การ แล้วนำผลที่ได้มาดำเนินการผ่านกระบวนการฝึกอบรมหรือกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น
วัฒนธรรม (Culture)เป็นคำที่มีความเป็นนามธรรม (Abstraction) ในระดับสูง นักวิชาการเสนอไว้ว่า การให้คำนิยามของวัฒนธรรมจึงมักอยู่บนพื้นฐานของการคำนึงถึงความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมกับบริบทที่ต้องการศึกษา จะเห็นได้จากการให้ความหมายของวัฒนธรรมในบริบทของสังคมศาสตร์ว่าหมายถึง สิ่งทั้งหมดที่มีลักษณะซับซ้อน โดยรวมไปถึง องค์ความรู้ ความเชื่อ ศิลปะ จริยธรรมศีลธรรม กฎหมาย ประเพณี ความสามารถ และอุปนิสัยอื่นๆ อีกหลายอย่างที่มนุษย์ได้มาจากการเป็นสมาชิกของสังคม วัฒนธรรมในมุมมองทางสังคมศาสตร์ กล่าวได้ว่าเป็นมรดกทางสังคม อันประกอบไปด้วย องค์ความรู้ ความเชื่อ ประเพณี และทักษะ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะถ่ายทอดไปยังสมาชิกของสังคม ที่ผ่านมาได้มีคนเสนอไว้ว่า ความหมายของวัฒนธรรมที่ได้ถูกนิยามเพื่อการอธิบายถึงพฤติกรรมของคนในสังคมด้วยเช่นกัน โดยเป็นระบบของการให้ความหมายร่วมกัน วัฒนธรรมจะเป็นตัวกำหนดว่าอะไรคือสิ่งที่เราสนใจ เราจะปฏิบัติตนอย่างไร และเราจะให้คุณค่ากับสิ่งใด หรืออีกนิยามหนึ่งที่กำหนดให้ โดยวัฒนธรรมหมายถึง แบบแผนการดำเนินชีวิตของบุคคลในสังคม ซึ่งครอบคลุมไปถึง ค่านิยม กฎเกณฑ์ในสังคม ความเชื่อ ประเพณี องค์ความรู้ต่างๆ ตลอดจนสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดความคิด ความรู้สึก และการกระทำของมนุษย์ในสังคมนั้นๆ และจะมีการถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนรุ่นต่อไปโดยอาศัยการเรียนรู้ วัฒนธรรมองค์กรในบริบทของการศึกษาลักษณะวัฒนธรรมที่มีผลต่อรูปแบบการบริหารองค์การที่มีประสิทธิผลว่าเป็น แบบแผนความคิดความรู้สึกของสมาชิกในองค์การที่ได้รับการกำหนดร่วมกัน ซึ่งมีผลทำให้สมาชิกขององค์การนั้นแตกต่างไปจากสมาชิกขององค์การอื่น จากที่ได้กล่าวถึงความหมายของวัฒนธรรมไปแล้ว เราจะได้เห็นถึงลักษณะสำคัญของวัฒนธรรมได้หลายประการ คือ
ประการแรก วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์ได้มาโดยการเรียนรู้จากสังคม ผ่านการถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง โดยมนุษย์จะต้องเรียนรู้วัฒนธรรมตั้งแต่เด็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และจะต้องเรียนรู้ไปจนกว่าจะประพฤติปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคมเหมือนกับสมาชิกคนอื่นๆ และเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็มีหน้าที่ในการถ่ายทอด วัฒนธรรมของตนให้คนรุ่นหลังต่อไป โดยเครื่องมือที่สำคัญในการถ่ายทอดและเรียนรู้วัฒนธรรมคือ การสื่อสารกันโดยการใช้ภาษา กระบวนการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมนี้ เรียกว่า การกล่อมเกลาทางสังคม(Socialization)
ประการที่สอง วัฒนธรรมมีพื้นฐานจากการใช้สัญลักษณ์ (Symbolic)พฤติกรรมของมนุษย์มีต้นกำเนิดจากการใช้สัญลักษณ์ ชีวิตประจำวันของเราได้เกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ไม่ว่าจะเป็น เงินตรา สัญญาณไฟจราจรสัญลักษณ์ทางศาสนา สัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดที่มนุษย์ใช้คือ ภาษา ซึ่งเป็นเครื่องสื่อความหมายซึ่งกันและกันนอกจากนี้ภาษาและระบบสัญลักษณ์อื่นๆ ยังช่วยให้มนุษย์สามารถเก็บรวบรวมความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่างๆอย่างเป็นระบบและสามารถถ่ายทอดความรู้ไปยังคนรุ่นหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประการที่สาม วัฒนธรรมเป็นความคิดร่วม (Shared Idea)กล่าวคือ สมาชิกส่วนใหญ่ในสังคมนั้นเข้าใจความหมายร่วมกัน และใช้ร่วมกัน สมาชิกของสังคมเดียวกันสามารถสื่อความหมายในสิ่งกระทำต่อกันได้ มีสัญลักษณ์ใช้ร่วมกัน สมาชิกทุกคนถูกคาดหวังให้ปฏิบัติตามบรรทัดฐานเดียวกัน
ประการที่สี่ วัฒนธรรมเป็นองค์รวมของความรู้และภูมิปัญญา (Wisdom)วัฒนธรรมเป็นการสะสมความรู้ของสังคมมนุษย์ วัฒนธรรมในสังคมปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นในยุคนี้เท่านั้น แต่เป็นการสั่งสมและถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ แม้จะมีการเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องอาศัยองค์ความรู้เดิมเป็นรากฐานทั้งสิ้น
ประการที่ห้า วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่งหากแต่มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมมีสาเหตุหลายประการเช่นการเปลี่ยนแปลงมาจากการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม (Diffusion) เช่นความคิดและค่านิยมที่มาจากวัฒนธรรมอื่นและมีผลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการยอมรับในวัฒนธรรมของเรา
ประการที่หก วัฒนธรรมเป็นกระบวนการที่มนุษย์กำหนดนิยามความหมายให้กับชีวิตและสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราและกระบวนการการกำหนดนิยามและความหมายอาจแสดงออกในรูปของความเชื่อทางศาสนาพิธีกรรม เทพปกรณัม จักรวาลวิทยา เป็นต้น
เรื่องราวของวัฒนธรรมองค์กรยังไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ยังมีอีกโปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น