

แตน แต้น แต๊น แตน แตน แตน แตน แ ต น(ดนตรีบรรเลงแนวชอว์บราเดอร์)มีภาพตัวหนังสือไตเติ้ลวิ่งขึ้นมาเขียนว่า..หยกกี้ ฟิล์ม ภูมิใจเสนอ โดย วาย โปรดักส์ชั่นขึ้นตามมา ในการลำดับชื่อเรื่องของหนังจีนจะเริ่มต้นไล่ขึ้นต้นด้วยผู้ผลิตหนังก่อน แล้วไล่ลำดับไปตามดาราผู้แสดงนำ ผู้แสดงสมทบ ฝ่ายดูแลงานด้านอื่นๆ และก็มาปิดท้ายด้วยชื่อหนังเรื่องอะไร จากนั้นก็เข้าเรื่อง ทุกภาษาเขียนของหนังจีนทุกเรืองจะมีภาษาเขียนกำกับ 2 ภาษาเสมอคือ ภาษาจีนกลางกับภาษาอังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของหนังจีนอีกอย่าง สำหรับวันนี้ผมขอนำเสนอหนังจีนเรื่อง 2 เรื่องควบ เรื่องแรกชื่อเรื่อง คาราเตคิด( เฮ้ยๆ ไม่ใช่ ที่จริงน่าจะเป็น กังฟูคิดมากกว่า) ขอเข้าเรื่องเลยดีกว่า
จากอดีตที่ผ่านมาเคยมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งสอนผมไว้ว่า ชีวิตของคนเรานั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ใน 2 วิ วิแรกก็คือ วิสัยทัศน์ ซึ่งนับเป็นการมองภาพในอนาคต และกำหนดเป้าหมายของชีวิตไว้อย่างแน่วแน่ มีการตัดสินใจที่เด็ดขาด รวมทั้งมีพลังและความเป็นไปได้ของสิ่งๆ นั้นรวมอยู่ ส่วนวิที่สองคือ วิกฤต เมื่อใดก็ตามที่ชีวิตของเราเกิดวิกฤต เราก็มีโอกาสเปลี่ยนแปลงชีวิตไปในทางที่ดีได้เช่นกัน เหมือนอย่าง เดร (จาเดน สมิธ ลูกชาย วิลล์ สมิธ) เด็กชายวัย 12 ขวบ ในเรื่อง The Karate Kid ก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ.1984 หนังเรื่องนี้เคยถูกสร้างมาแล้วและได้รับความนิยมอย่างสูงจนกลายเป็นหนังแห่งยุคสมัย 80s หลายๆ คนที่เกิดไม่ทันก็อาจจะพลาดเวอร์ชั่นในสมัยนั้นไป โดยเนื้อเรื่องในตอนนั้นเป็นเรื่องของ แดเนี่ยล หนุ่มน้อยผู้อ่อนโยน เขาต้องย้ายไปเมืองใหม่ ที่นั่นเขาถูกเพื่อนแกล้ง จนกระทั่งได้ไปเรียนรู้คาราเต้จากลุงชาวญี่ปุ่นที่อยู่อพาร์ตเมนต์เดียวกัน และนั่นก็ทำให้วิถีชีวิตเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
ผมเองได้ดูหมดทุกเวอร์ชั่น บอกได้เลยว่าชอบภาคแรกและภาค 2 ส่วนภาค 3 ต่อมาเป็นการสร้างเอาใจตลาดมากกว่า ส่วนเวอร์ชั่นปี ค.ศ.2010 เล่าเรื่องราวของ เดร ปาร์กเกอร์ เขาต้องเดินทางตามแม่ (ทาราจิ พี. เฮนสัน)ไปใช้ชีวิตที่ประเทศจีน และด้วยความแตกต่างทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรม ทำให้เขาถูกกลั่นแกล้งจาก เฉิงและแก๊งค์เด็กหัวโจก หลังจากที่เข้าไปทำความรู้จักกับ เหม่ยอิง (ฮันเหวินเหวิน)ทำให้เดรได้มาพบกับฮัน (เฉินหลง)ปรมาจารย์กังฟู ที่ช่วยขัดเกลาเปลี่ยนวิกฤตให้กับเดร
ผมขอขยายความในเนื้อเรื่องย่อของหนัง เริ่มต้นตรงเด็กชายวัย 12ขวบ เดร ปาร์กเกอร์ (เจเดน สมิธ) อาจจะเป็นเด็กที่โด่งดังที่สุดในย่านดีทรอยต์ แต่การทำงานของแม่ของเขา (ทา ราจิ พี. เฮนสัน)ทำให้พวกเขาต้องเดินทางย้ายถิ่นกันไปถึงจีนแผ่นดินใหญ่ ในตอนแรก เดร ไม่ค่อยมีเพื่อน จนกระทั่งเขาสามารถผูกมิตรกับเพื่อนร่วมห้องเรียน เหม่ยอิง ได้ แต่แม้ทั้งคู่จะมีความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน แต่ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมกลับสร้างรอยร้าวให้ แก่มิตรภาพ ซ้ำร้าย เดร ยังกลายเป็นศัตรูของ เช็ง อันธพาลขาใหญ่ประจำห้อง เดร มีฝีมือคาราเต้เพียงเล็กน้อย และในดินแดนแห่งกังฟูนี้ เช็งสามารถจัดการคว่ำ คาราเต้ คิด ให้หมอบกระแตกับพื้นได้สบายๆ ความรู้สึกโดดเดี่ยวในต่างแดน ทำให้เดร ไม่ อาจหาเพื่อนปรับทุกข์ได้เลย มีเพียงแค่ภารโรงอย่างคุณฮัน (เฉินหลง) ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นปรมาจารย์กังฟูพลางตัวมา คุณฮันเริ่มฝึกฝนกังฟูให้กับเดร พวกเขากลายเป็นเพื่อนสนิทกัน และร่วมกันฝึกฝนเพื่อการเผชิญหน้ากับเช็งในการประลองกังฟู คุณฮัน สอนเดร ให้รู้ว่ากังฟูไม่ได้มีแค่การเตะต่อยเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความเป็นผู้ใหญ่และความนิ่งสงบด้วย เดร จึงตระหนักได้ว่า การประจันหน้ากับเหล่าเด็กเกเรครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้ที่สำคัญในชีวิตของเขา
บทหนังเรื่องนี้นั้นเชื่อแน่ว่าหลายๆ คนในสมัยเด็กที่ย้ายโรงเรียนหรือย้ายบ้านบ่อยๆ อาจจะเคยตกอยู่ในสภาวะเดียวกับเดร แม้ก่อนหน้านั้น เดรจะเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนๆ ที่ดีทรอยท์มากแค่ไหนก็ตาม แต่ด้วยความที่เป็นคนใหม่ รวมทั้งมีหลายสิ่งหลายอย่างแตกต่างกัน ก็ทำให้เดรซึ่งถือเป็นคนนอกและตกเป็นเป้าได้ง่ายกว่า แต่เรื่องแค่นี้ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เดรท้อแท้ เดรเลือกที่จะไม่ยอมแพ้ต่อวิกฤตที่เกิดขึ้น แม้ว่าเขาจะถูกรังแก กลั่นแกล้งด้วยวิธีต่างๆ นานา แต่ลึกๆ แล้ว เขาก็ไม่ได้อยากยอมแพ้ และพร้อมที่จะหาวิธีที่จะรับมือต่อสิ่งที่เกิดขึ้นให้จงได้ เหมือนสวรรค์มีตา จึงได้ส่ง ฮัน ปรมาจารย์ทางด้านกังฟูตัวจริงมาเป็นอาจารย์ให้แก่เขา แม้หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องของความโชคดี หากแต่ถ้าตัวละครอย่างเดรเองไม่ได้มีความตั้งใจจริงในสิ่งที่เขาลงมือทำ วิกฤตที่เกิดขึ้นในชีวิตเขา ก็ไม่มีทางเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน และที่เปลี่ยนก็ไม่ใช่แค่ชีวิตเขา เพราะมันทำให้คนรอบข้างเปลี่ยนตามไปกับเขาด้วยเช่นกัน
The Karate Kid ยังแฝงไปด้วยความคิด วัฒนธรรม และความสวยงามของประเทศจีน แหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ อย่าง พระราชวังต้องห้ามที่ไม่ได้ถูกใช้ถ่ายทำในภาพยนตร์เรื่องใดกว่า 20 ปี ก็มีให้เห็นในเรื่อง หรือจะเป็นกำแพงเมืองจีน หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ที่ชาวจีนภาคภูมิใจ โดยทีมงานของภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องแบกอุปกรณ์ต่างๆ ขึ้นไปเองเพราะไม่มีใบอนุญาตในการนำพาหนะขึ้นไปบนกำแพง ยังมีหุบเขาบู๊ตึ๊งที่ผู้กำกับ ฮารัลด์ ซวอร์ต พบระหว่างหาหุบเขาสวยๆ ของประเทศจีนอีกด้วย โดยฉากของหุบเขาแห่งนี้นับเป็นฉากที่สำคัญมากๆ ฉากหนึ่ง เพราะจะเป็นแรงบันดาลใจที่จะนำไปสู่ตอนท้ายของเรื่อง นอกจากสถานที่สำคัญและสวยๆ ในเรื่องแล้ว ศิลปะการต่อสู้ที่ถูกนำมาใช้ในเรื่องอย่าง กังฟู ก็มีสิทธิ์ทำให้ผู้คนที่นั่งชมอยู่ลุกขึ้นไปขยับแข้งขยับขาตามบ้าง อีกทั้งคำสอนของฮันที่มีต่อเดรเกี่ยวกับการต่อสู้ที่ว่า ชีวิตประจำวันของเรานี่ล่ะที่สามารถปรับมาใช้ในการต่อสู้ได้ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่า ทุกๆ การกระทำของเรา หากเราใส่ใจต่อมัน รวมทั้งมองลึกลงไปให้ถึงแก่นแท้ เราจะสามารถพบกับหนทางแห่งโชคชะตาที่ดีได้
มีอยู่ฉากหนึ่งผมรู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือ ฉากที่เดรและฮันขึ้นไปบนภูเขาสูงเพื่อดื่มน้ำในบ่อมังกรศักดิ์สิทธิ์ ก่อนที่จะไปถึงบ่อน้ำ เดรเห็นนักพรตคนหนึ่งกำลังยืนร่ายรำต่อหน้างูเห่าตัวยักษ์ที่กำลังแผ่แม่เบี้ยอยู่ เดรหยุดยืนดูด้วยความสนใจ และหันไปคุยกับฮันว่า เขาอยากทำแบบนี้ได้บ้าง เขาอยากรำตามงูบ้าง แต่สิ่งที่ฮันตอบกลับมาก็คือเดรยังมองสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ลึกพอ เพราะดูผิวเผินเหมือนจะเป็นนักพรตร่ายรำตามงู แต่ในความเป็นจริง นักพรตคนนั้นสะกดให้งูร่ายรำตามเขาต่างหาก ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่า The Karate Kid ฉบับรีเมคจะทำได้ถูกใจคอหนังยุคก่อนหรือไม่ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ก็คือ ในทุกๆ วิกฤตมักมีโอกาสเล็กๆ แฝงอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะยอมรับมันได้หรือไม่เท่านั้นเอง
หนังเรื่องนี้ The Karate Kid เดอะ คาราเต้ คิด ได้ฉายไปเมื่อปีที่แล้ว แต่ผมเพิ่งได้ดูเมื่อวานนี้เองก็สนุกดี แต่การวางพล็อตไม่ถึงจุดดี แรงพอจะเกิดความประทับใจเท่ากับเรื่องเนื้อเรื่องเดิมสักเท่าไหร่

หนังเรื่องที่ 2 เป็นหนังจีนกำลังภายนอก แนวแอ็คชั่น เป็นผลงานลำดับที่ 4 ของ เจียงเหวิน ผู้กำกับรุ่นหกของวงการหนังจีน ที่ผลงานการกำกับเรื่อง Devils on the Doorstep จนได้รับรางวัล Grand July Prize จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ Let the Bullets Fly นำแสดงโดยดาราที่ผมเคยประทับใจเขามาก่อนในบทโจรผู้ร้าย(พระเอก)มาดเท่ห์ จากเรื่อง โหดเลวดี ทั้ง 3 ภาค เขาคือ โจวเหวินฟะ ซุปเปอร์สตาร์แห่งเอเชีย กับการกลับมารับบทนำในหนังแอ็คชั่นบู๊ล้างผลาญยุคเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้อีกครั้ง หนังเรื่องนี้ ผมยอมรับจริงๆ ว่าบทหนังเขียนออกมาได้ดี กำกับได้เยี่ยมสมกับที่เคยได้รับรางวัลมา เนื้อเรื่องย่อก็คือ จาง (เจียงเหวิน)หัวหน้ากองโจรชื่อก้อง หลบหนีออกจากเมืองหลวงมาชุบตัวในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ด้วยการปลอมตัวเป็นนายกเทศมนตรี แต่การเสวยสุขของเขาพบกับกระดูกชิ้นโต เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ หวง (โจวเหวินฟะ)มาเฟียขาใหญ่ประจำหมู่บ้านที่มีลูกบ้าไม่แพ้กัน ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองต้องใช้ทั้งไหวพริบและความโหดเต็มพิกัดในการต่อสู้เพื่อ ช่วงชิงความเป็นใหญ่ หนังเน้นการชิงไหวพริบ ลูกเล่น การคิดวางแผนได้ดี ดูแล้วก็ติดตามได้ไม่ยาก ที่ชอบก็คือ มุกของหนังแต่ละตอนคิดไว้ได้แบบกวนๆ ดีมาก ดูแล้วหัวเราะได้ตลอด จนเหมือนไม่ได้ดูหนังแอ็คชั่น ตอนแรกหนังถูกวางไว้ให้ฉายช่วงต้นเดือนเมษา แต่ก็มีอันเป็นต้องเลื่อนไป ทำให้หลาย ๆ คนต้องอดชมกัน แล้วก็มาฉายจริงปลายเดือน หนังดังเรื่องนี้สุดฮือฮาในเมืองจีน และยังมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ ในฐานะงานซึ่งเป็นเหมือนการกอบกู้ชื่อเสียงของพระเอกคนดังอย่าง “โจวเหวินฟะ” ให้คืนมาอย่างสวยงามด้วย

Let the Bullets Fly เป็นหนังที่มีจุดขายสำคัญอยู่ที่ 3 นักแสดงนำชายของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เจียงเหวิน ผู้รับหน้าที่ผู้กำกับควบคู่ด้วย หรือ เก๋อหยู หนึ่งในนักแสดงที่ถือว่าโด่งดังที่สุดแล้ว ในวงการบันเทิงจีนยุคปัจจุบัน แต่คนที่เราสนใจมากที่สุดต้องเป็นขวัญใจคนเดิมอย่าง โจวเหวินฟะ อย่างแน่นอน เพราะสำหรับแฟน ๆ ของนักแสดงฮ่องกงผู้โด่งดังคนนี้ นี่คือหนังที่ดีที่สุดในรอบหลายปีของเขาเลยล่ะครับ
โจวเหวินฟะ นั้นโด่งดังในตลาดหนังตะวันตกในฐานะดาราแอ็กชั่นมาดเท่ห์ เจ้าของฉากบู๊ด้วยปืนในสไตล์ “Bullet Ballet” อันลือลั่น แต่ถ้าคุณติดตามผลงานของเขามาอย่างยาวนานเกิน 10 ปี ก็คงจะรู้ว่า โจวเหวินฟะ นั้นเป็นดารายอดฝีมืออย่างแท้จริง ที่ไม่ได้แสดงเฉพาะหนังแอ็กชั่นดุเดือด แต่ยังเล่นหนังชีวิตเข้มข้นได้อย่างถึงพริกถึงขิง และเล่นหนังตลกได้ฮาสุด ๆ ด้วย ซึ่งหลังจากเต็มไปด้วยผลงานอันน่าเบื่อ ไม่น่าจดจำมานานหลายปี Let the Bullets Fly ได้เปิดโอกาสให้ โจวเหวินฟะ ได้พิสูจน์ว่าเขาเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดแค่ไหนอีกครั้ง
Let the Bullets Fly มีฉากหลังอยู่ในช่วงเวลาการล่มสลายของราชวงศ์ชิง ที่ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นต่างเรืองอำนาจ กอบโกยความมั่งคั่งและอิทธิพลอย่างไม่ต้องเกรงกลัวต่อสิ่งใด รวมถึงใน “หมู่บ้านห่าน” ที่เจ้าพ่อหวง (โจวเหวินฟะ)ปกครองถือสิทธิ์ขาดมานาน จนกระทั่งต้องถูกท้าทายอำนาจ จากการเดินทางมาถึงของนายกเทศมนตรีคนใหม่ (เจียงเหวิน) ที่แท้จริงแล้วเป็นโจรป่าสวมรอยเข้ามารับตำแหน่งเพื่อเหตุผลบางประการ พร้อมมีลูกสมุนสุดยอดฝีมือติดตามมาด้วย รวมถึงที่ปรึกษาจอมกวน (เก่อหยู)สุดยอดแห่งนักต้มตุ๋นซึ่งจับพลัดจับผลูมาร่วมภารกิจโค่นล้มเจ้าพ่อคนเดิมครั้งนี้ด้วย
Let the Bullets Fly มีชื่อไทยว่า “คนท้าใหญ่” เป็นชื่อที่ชี้ชวนให้นึกถึงหนังเจ้าพ่อหักเหลี่ยมโหดแนวฮ่องกง และอาจจะทำให้เราคาดหวังถึงคิวบู๊มันส์ ๆ สไตล์ “จอห์น วู” ในหนังเรื่องนี้ด้วย ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ แล้วหนังไม่ได้มีอะไรที่ว่าให้ดูกันเลย โดยเนื้อแท้แล้ว Let the Bullets Fly เป็นหนังตลกครับ เป็นตลกร้ายกวน ๆ ในแนวทางเดียวกับหนังของฝั่งตะวันตกอย่างงานของ เควินติน ตารันติโน่ หรือ กาย ริชชี่ ที่เต็มไปด้วยตัวละครมากหน้าหลายตา, พูดกันไม่หยุด และมีอะไรไม่คาดฝันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญ เจียงเหวิน ยังแสดงความกล้าหาญ ด้วยการใส่เนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองลงไปแบบเนียน ๆ ทั้งการพูดถึงความฉ้อฉลของชนชั้นปกครอง, นักการเมืองและระบบราชการ แม้กระทั่งชนชั้นล่างที่ขี้ขลาดและเห็นแก่ตัวก็ถูกจิกกัดในหนังเรื่องนี้ด้วย นอกจากนั้นหนังยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับการลุกฮือต่อต้านอำนาจที่เหนือกว่าของประชาชนรากหญ้า ตามปกติแล้วไม่ใช่เนื้อหาที่รัฐบาลชื่นชอบนัก แต่หนังก็สามารถผ่านการตรวจพิจารณาจนเข้าฉายได้ และทำเงินได้สวยด้วย ถึงขั้นที่ว่ามีเสียงวิจารณ์ในอินเตอร์เน็ตว่า Let the Bullets Fly คือ แรงสนับสนุนกระแสต่อต้านรัฐบาลประจำปี 2011 ที่เรียกกันว่า 'ปฏิวัติดอกมะลิ'จากเนื้อหาที่ตัวละครเลือกใช้วิธีปลุกระดมชาวบ้านเพื่อต่อสู้กับอำนาจปกครอง แม้ต่อมาผู้สร้างจะออกมาตัดไฟว่า "มันก็แค่หนังเรื่องหนึ่ง อย่าไปคิดมากเลย" แต่ด้วยประวัติส่วนตัวของผู้กำกับ ที่ทำหนังซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สังคมและรัฐบาล มาอย่างยาวนาน จนต้องกระทบกระทั่งกับรัฐบาลมาก็ไม่น้อย ก็ทำให้หลายคนอดคิดไปในทางนี่ไม่ได้
แน่นอนสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดประการหนึ่งในหนังเรื่องนี้ก็คือ นักแสดงโดยเฉพาะขวัญใจของเราอย่าง โจวเหวินฟะ ที่กลับมาคืนฟอร์มสุดยอดอีกครั้ง เขาผสมทั้งความโหดมันฮาบ้าดีเดือด แต่ก็ยังไม่ทิ้งแง่มุมมิติที่ลุ่มลึก ๆ เป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยม ในหนังที่สุดยอด เรียกว่าชดเชยความล้มเหลวในผลงานอย่าง Dragon ball, Pirates of the Caribbean: At World's End กับ 10 ปีอันสูญเปล่าในฮอลลีวูดได้อย่างสวยงาม ถึงตอนนี้ Let the Bullets Fly ทำรายได้ไปร่วม 730 ล้านหยวน เป็นรองเพียงหนังจากฮอลลีวูดอย่าง Avatar เท่านั้น และเรียกได้ว่าเป็นหนังจีนที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลไปแล้ว
เรื่องนี้พิเศษสุดตรงที่มีหลิวเต๋อหัวตัวปลอมแสดงด้วยนอกจากนักแสดงชื่อดังและไม่ดังมากมาย โดยสามหนุ่มใหญ่ตัวนำของเรื่องคือกลุ่มที่อยู่ในแถวหน้า ขณะที่ฝ่ายหญิงแม้มีบทที่ด้อยกว่า แต่ทุกคนคงจะไม่สามารถมองข้าม หลิวเจียหลิง ไปได้ ส่วนหนุ่ม ๆ อีกหลายคนก็คงหลงเสน่ห์สาว โจวหยุน ที่ร่วมแสดงอยู่ในหนังเรื่องนี้ไปไม่น้อย ซึ่งเธอคนนี้ ยังมีฐานะเป็นภรรยาของตัวผู้กำกับ เจียงเหวิน ด้วยครับ อย่างไรก็ตามท่ามกลางการประชันบทบาท แย่งชิงความโดดเด่นบนจอภาพ ยังมีนักแสดงอยู่คนหนึ่งที่สามารถขโมยซีน เป็นที่สนใจของคนดู โดยไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับฝีไม้ลายมือการแสดงเลยก็คือ ตู้อี้เหิง หรือ หลิวเต๋อหัว 2 ซึ่งรับบทสมทบในหนังเรื่องนี้เป็น 1 ใน 6 สมุนคนสนิทของตัวละครที่แสดงโดย เจียงเหวิน เป็นตัวละครที่มีบทบาทอยู่ตลอดเรื่อง แต่ก็ไม่ได้ถึงกับโดดเด่นน่าสนใจอะไร แต่สิ่งที่ทำให้ ตู้อี้เหิง เป็นที่สนใจมากที่สุดก็คือ ใบหน้าของเขาที่ไปละม้ายกับใครบางคน ปกติเขาเป็นสตั้นแมน ผู้ผันตัวเป็นนักแสดงมีผลงานมามากมาย คนที่มีโอกาสได้ดูหนังจีนอยู่บ้าง จะน้อยจะมากก็ต้องผ่านตางานของเขามาบ้าง แม้จะจดจำชื่อหรือใบหน้าไม่ได้เลยก็ตาม เพราะปกติ ตู้อี้เหิง ต้องคอยหลบใบหน้า อยู่ตลอดอาชีพในวงการบันเทิง กับการทำหน้าที่สตั้นแมนของ หลิวเต๋อหัว Let the Bullets Fly คือหนังเรื่องแรกที่ทำให้ สตั้นแมนหนุ่มผู้นี้มีบทบาทเป็นตัวเป็นตนในหนัง เอาเป็นว่านอกจาก เจียงเหวิน, เก่อหยู และโจวเหวินฟะ แล้ว Let the Bullets Fly ก็ยังมี หลิวเต๋อหัว มาให้ดูกันด้วย แม้จะเป็นเพียงหลิวเต๋อหัวตัวปลอมก็ตามเถอะ
สรุปหนัง 2 เรื่องควบนี้ ผมชอบเรื่องที่ 2 และประทับใจมากกว่าเรื่องหนังแรก เพราะไม่ว่าเป็นเนื้อเรื่องโดยรวม บทหนังที่ไม่ค่อยได้เห็นทำนองนี้มานาน การกำกับการแสดง การถ่ายภาพที่สวยงาม และเสียงพากย์ที่กวนๆ ของนักพากย์ให้เสียงภาษาไทยโดยทีมมืออาชีพ ถ้าให้คำชมผมบอกให้รู้เลยว่าหนังเรื่องที่สองนี้ดูแล้วรู้สึกดีดีดีจริงจริง 555
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น