

ถ้าจะให้เขียนถึง พูดถึงหนัง 3 มิติ แล้วละก้อ ผมจำได้ว่าหนังยุคแรกๆ ที่ผมเคยดูไม่ได้เป็นหนังฝรั่ง 3 มิติ แต่เป็นหนังจีนกำลังภายในในรูปแบบ 3 มิติ ถ้าจำไม่ผิดชื่อเรื่อง ศึกมันทะลุฟ้า(Magnificent Bodyguards)
ที่มีพระเอกเฉินหลง แสดงนำด้วย ภาพในหนังที่ดูน่ากลัวตอนนั้นเป็นฉากที่หัวหน้าขันทีใช้วิชากรงเล็บจิกเปิดกระโหลกแล้วหยิบเนื้อในของสมองออกมา ตอนนั้นถือว่าฉากนี้ในรูปแบบ 3 มิติน่าตื่นเต้นที่ได้เห็น ต่อมาก็ไม่ได้ดู เพราะสมัยนั้นไม่ค่อยชอบสร้างกันมากเท่ากับในสมัยนี้ มาตอนนี้ผมได้เห็นหนังที่ถูกสร้างเป็นแนวนี้มากมาย ทุกเรื่องของหนังฝรั่งมีความขยันสร้างใส่เทคนิคเป็น 3 มิติทั้งหมดทั้งเรื่อง ทุกครั้งที่มีการโปรโมทหนังมักจะบอกย้ำว่าเป็น 3D (3ดี คือ ดีที่จับต้องได้เหมือนมาอยู่ข้างหน้าเรา ดีที่ดูแปลกตาที่ต้องคอยหลบ ดีที่ต้องมีอุปกรณ์เสริมไม่เหมือนดูหนังปกติ..หรือเปล่า)เพื่อให้เกิดควาแตกต่างในการดู ซึ่งก็ไม่ได้ทุกเรื่องที่จะมีการถ่ายทำออกมาแล้วจะดูสวยงามเหมือนหนังที่เป็นหนัง 3 มิติจริงๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาในการฉายที่ไม่นาน ในการกลับมาฉายหนังแนวนี้ยุคแรก จะไม่ทำหนังฉายให้ดูนานเกิน 1 ชั่วโมง แต่เดี๋ยวนี้ ทำเพื่อฉายทั้งเรื่อง ก็นานเป็น 2 ชั่วโมง บางคนดูจบออกมาแล้วก็มีอาการปวดหัวนิดๆ การดูหนัง 3D สมัยก่อนจะมีอุปกรณ์ใช้ดูเรียกว่า แว่น 3 มิติ เป็นแว่นกระดาษ ด้านซ้ายเป็นสีแดง ด้านขวาเป็นสีน้ำเงิน ภาพที่ออกมาก็เป็นแนวผสมสีระหว่างสีน้ำเงินและสีแดง หากดูไม่มีแว่นก็จะเป็นภาพซ้อน ดูไม่ชัด แต่จะชัดก็ต่อเมื่อใส่แว่นเท่านั้น ต่อมาการดูหนัง 3D ก็ได้พัฒนาประยุกต์ลงในจอทีวีด้วย แต่ก็ถ้าจะดูก็ใช้แว่นอยู่ดี นี่ถือเป็นกฎข้อบังคับที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้น หากใครจะดูหนังแนวนี้ 3D แล้วไม่อยากใส่แว่นดู ผมขอแนะนำว่าให้ไปหาดูในแบบปกติดีกว่า ราคาตั๋วค่าดูก็ถูกด้วย ไม่ยุ่งยากวุ่นวาย ดูง่ายดี หนังของใครๆ ตอนนี้ก็ขยันทำหนังให้เป็น 2 แบบนำมาฉายเสมอ เผื่อจะได้ตอบสนองความต้องการของคนรักการดูหนัง 3D ตัวจริง จากเรื่องราวต่างๆ ของ 3D ที่ผมเขียนมาถึงตรงนี้ ก็ต้องขอบอกเลยว่า ไม่ว่าเทคนิคแบบไหน อย่างไร ถ้าหนังที่ทำออกมาไม่มีเนื้อหาที่ดี องค์ประกอบที่สมบูรณ์ตามภาษาของหนังปกติแล้ว การใส่เทคนิคเข้าไปก็หมดคุณค่าก็คือ คนไม่ดู ไม่ซือตั๋วเข้าไป หนังเรื่องนั้นๆ ก็หมดคุณค่าไปทันที เทคนิคหนัง 3D ที่ผมเคยชอบและติดตา รู้สึกว่าดีก็เป็นแนวสารคดีที่ไม่ฉายนาน เช่น เรื่องไดโนเสาร์ ภาพการถ่ายมุมต่างๆ ทุกมุม ดูเป็น 3D ที่สวย และใช่จริงๆ...

มาเข้าเรื่องหนัง 3D ที่ผมจะเขียนต่อกันในเช้าวันจันทร์ดีกว่า ถ้าในอดีตที่ไม่นานมานี้ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยนั่งลุ้นตัวเกร็งกับการดูความท้าทายจากความตายมาแล้วใน The Final Destination 3D และ เคย อึ้ง ทึ่ง เสียว กับกองทัพงูอสรพิษ ที่เลื้อย อย่างร้าย บนเครื่องบิน กับ ภาพยนตร์ Snakes On A Plane เดือนกันยายนนี้ ถึงคิวมากรี๊ดสุดเสียง กับเพชฌฆาตอันดับหนึ่งแห่งท้องทะเล Shark Night 3D ผลงานจาก เดวิด อาร์ เอลลิส ผู้กำกับสุดสร้างสรรค์แห่งฮอลลีวูด ที่เคยกำกับทั้ง The Final Destination 3D และ Snakes On A Plane โดย เดวิด มั่นใจสุดพลังว่า Shark Night 3D จะทั้ง โหด มันส์ เปี่ยมลูกบ้า สะใจคนดูแน่ โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบภาพยนตร์ 3มิติ ผู้กำกับบอกว่า " ต้องการทำให้ Shark Night 3D กลายเป็น Jaw สำหรับคนในยุคสมัยของหนัง 3มิติ ผมอยากทำให้คนดูออกไปแล้วไม่กล้าลงเล่นน้ำ เหมือนอย่างที่พวกเขากลัวตอนที่ Jaw ออกฉายใหม่ ๆ " ที่สำคัญเมื่อขึ้นชื่อว่า เป็นภาพยนตร์ที่กำกับโดย เดวิด อาร์ เอลลิสแล้ว นอกจากฉากตื่นเต้น หวาดเสียว ที่มีให้ได้ลุ้นกันตลอดทั้งเรื่อง ยังจะมีลูกบ้า แปลก แหวกทุกกฎ ที่ผู้กำกับคนนี้ จะทำให้เราต้อง ทึ่ง และ จดจำ
Shark Night 3D เป็นเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนสนิท 7 คน ที่เดินทางไปพักร้อนในทะเลสาบ และหวังว่าทริปหฤหรรษ์นี้จะเป็นทริปที่น่าจดจำไปตลอด… และมันก็ได้สร้างความจดจำไปตลอดจริง ๆ แต่เป็นในทางตรงข้าม เมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับ ฉลามโหด! พวกเขาจะเอาชีวิตรอดได้หรือไม่ หรือ ทะเลสาบแห่งนี้ จะเป็นสถานที่สุดท้ายในชีวิต…
ฉลามสุดโหดใน Shark Night 3D ถูกสร้างโดย วอลต์ คอนติ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแอนิมาทรอนิค ที่เคยสร้างหุ่นกลไกที่ทุกคนจดจำได้อย่างเช่น งูยักษ์ใน Anaconda, ฉลามอัจฉริยะใน Deep Blue Sea รวมถึงปลาวาฬเพชฌฆาตใน Free Willy รวมทั้งยังได้ อลัน อัลโปน เมคอัพอาร์ตติสชื่อดังที่มีผลงานในหนังบล็อคบัสเตอร์ เช่น Iron Man, Iron Man 2, Snakes on a Plane และ The Day the Earth Stood Still มาร่วมสร้างการกัดแหลกแหวกสยอง ในไทยกะจะฉายในเดือนกันยายนโน้น ขอท้าคนกล้าวัดใจกับฉลามร้ายในโรงหนังระบบ สามมิติด้วยนะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น