วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

LAO ...ที่เราน่าไปเที่ยว


วันนี้ติดประชุมยาวเลยจนไม่มีเวลาเขียนส่งให้อ่าน แต่ก็คิดไว้แล้วว่าจะเขียนเรื่องประเทศลาว ที่ครั้งหนึ่งผมเคยไปทั้งเที่ยวและทำธุรกิจ...
ลองนึกถึงบรรยากาศโรแมนติกๆ ที่โอบล้อมไปด้วยขุนเขาพร้อมกับหมอกเย็นๆ สำหรับใครที่ชื่นชอบความงดงามของธรรมชาติและหลงใหลในกลิ่นอายของวัฒนธรรมพื้นเมือง ผมขอแนะนำให้คุณเตรียมแพ็คกระเป๋าจัดทริปไป ‘ลาว’ ประเทศพี่น้องของเราดีกว่า รับรองว่าจะต้องประทับใจจนต้องหาเวลากลับไปอีกครั้งแน่นอน จากการโหวตของเพื่อนๆ ร่วมทริปทำให้เราตัดสินใจมุ่งเป้าหมายการเดินทางไปที่ลาวเหนือ เนื่องจากหลายๆ คนอยากจะไปเห็นหมอกขาวๆ สัมผัสอากาศเย็นๆ และที่สำคัญอยากจะเป่าควันออกปากในแบบที่อยู่ในกรุงเทพฯ ไม่มีวันทำได้ และเมืองที่ป๊อบปูลาร์สุดๆ สำหรับลาวเหนือก็คงจะหนีไม่พ้น เวียงจันทน์ วังเวียง และหลวงพระบาง โดยเป้าหมายแรกของเราคือนครเวียงจันทน์ เมืองหลวงของลาว สะบายดี ‘เวียงจันทน์’ เมื่อมาถึงนครเวียงจันทน์ ขอแนะนำให้เช่ารถจักรยานปั่นชมเมืองจะดีกว่า ราคาตกประมาณ 40-80 บาทต่อวัน ซึ่งจะประหยัดกว่าเช่ารถจัมโบ้มาก (รถตุ๊กๆ ลาว)


สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจที่ไม่ควรพลาดคือ วัดพระธาตุหลวง ถือว่าเป็นโบราณสถานคู่ลาวเลยทีเดียว สร้างมาหลายพันปีแล้วเช่นเดียวกับพระธาตุพนมในไทย บริเวณหน้าลานกว้างจะมีพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช วีรกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักรล้านช้างให้เราได้ไปสักการะ แต่ถ้าใครอยากได้วิวสวยๆ บรรยากาศดีๆ ขอแนะนำให้ไปช่วงเช้าๆ เพราะนอกจากบรรยากาศจะไม่ร้อนแล้ว คุณยังได้ตื่นตากับหมอกสวยๆ ที่โอบล้อมพระธาตุและตื่นใจกับแสงสีทองอร่ามยามต้องแสงพระอาทิตย์ พอตกสาย ลองใช้เวลาเที่ยวชมความงามของวัดต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากในนครเวียงจันทน์ หากใครไม่มีเวลามากนัก ขอแนะนำวัดสีสะเกด วัดชื่อดังที่เก่าแก่มากๆ สร้างขึ้นสมัยเจ้าอนุวงศ์ รัชกาลสุดท้ายแห่งอาณาจักรล้านช้าง ภายในบริเวณหอพิพิธภัณฑ์มีกมเลียนล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน แต่ละด้านมีพระพุทธรูปองค์เล็กๆ อยู่ตามฝาผนังที่ทำด้วยดินเผา ไม้ และอื่นๆ รวมทั้งหมด 6,840 องค์ ส่วนด้านบนทำด้วยประทายเพชรมีจำนวน 120 องค์ แม่พิมพ์เดียวกัน รวมพระพุทธรูปที่มีอยู่ทั้งหมด 10,136 องค์ ถือเป็นแหล่งรวมมรดกวัฒนธรรมทางศาสนาเลยทีเดียว ตกเย็น ลองปั่นจักรยานกินลมโดยให้จุดหมายอยู่ที่ประตูชัยสิ แต่ถ้าใครอยากจะเข้าไปชมความงดงามของสถาปัตยกรรมข้างใน

ขอแนะนำให้ไปถึงก่อน 5 โมงเย็น แต่สำหรับคนที่ชอบความโรแมนติก รอให้เย็นหน่อยแล้วค่อยไป รับรองไม่มีคำว่าผิดหวังแน่นอน นอกจากนี้สถานที่แห่งนี้ยังถือเป็นสวนสาธารณะใจกลางเมืองของคนเวียงจันทน์อีกด้วย เพราะมีคนมาวิ่งออกกำลังกาย เล่นสเก็ตบอร์ด หรือหนุ่มสาวบางคู่ก็ใช้เป็นสถานที่นัดเดตกัน ดูกุ๊กกิ๊กน่ารักไปอีกแบบ ‘วังเวียง’ ปายเมืองลาว หลังจากใช้เวลาอยู่ที่เวียงจันทน์ 1 วันเต็มๆ วันรุ่งขึ้นเราก็ออกเดินทางต่อไปยังวังเวียง กุ้ยหลินแห่งเมืองลาว ตอนแรกก็รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร แต่พอมาถึง โอ้โห! แทบจะร้องอุทานออกมาดังๆ ว่า ว้าว! เพราะวิวสวยและแปลกตามากๆ ทั้งความยิ่งใหญ่ของขุนเขา ความเขียวขจีของทุ่งหญ้า และบรรยากาศสบายๆ กับลำน้ำสายเล็กๆ ที่ชื่อลำน้ำซอง หากสังเกตให้ดีที่นี่จะมีชาวต่างชาติแวะเวียนมาพักค่อนข้างบ่อย ส่วนมากจะเป็น backpacker มองดูคล้ายกับบรรยากาศข้าวสารบ้านเรา วังเวียงถือว่าเป็นเมืองสงบอีกเมืองหนึ่ง ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร และผับบาร์ต่างก็ดูคล้ายปายของเราสมัย 10-20 ปีที่แล้ว (ตอนที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวคลาคล่ำเหมือนอย่างทุกวันนี้) ที่พักของที่นี่ก็มีหลายราคา ขึ้นอยู่กับความสะดวกสบายและทำเลที่ตั้ง สำหรับนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ ขอแนะนำให้รีบไปถึงก่อนค่ำ เพราะคุณจะได้มีเวลาหาที่พักใกล้ๆ กับริมลำน้ำซองได้ ซึ่งราคาเริ่มต้นก็มีตั้งแต่ร้อยกว่าบาทไปจนถึงหลักพัน แต่สำหรับคนรักธรรมชาติตัวจริง เห็นทีคงต้องข้ามลำน้ำซองด้วยสะพานไม้เล็กๆ ไปอีกฝั่งหนึ่งซะแล้วละ ที่นั่นจะเป็นที่ตั้งของเกสต์เฮาส์สุดแนวชื่อ Otherside Guesthouse ที่พักเป็นแบบกระท่อมและห้องไม้เรียงติดกัน จุดไฮไลท์ที่สำคัญคือแบ็คกราวด์สวยๆ ของทุ่งนาสีทองตัดกับภูเขาสีเขียว ดูแล้วช่างคล้ายกับสวรรค์บนดินเลยทีเดียว นอกจากจะมีที่พักสุดเก๋ไว้คอยบริการแล้ว ยังมีบาร์ริมน้ำสุดกิ๊บให้คุณได้นั่งฟังเพลงเพราะๆ จิบคอกเทลชิลๆ ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศธรรมชาติของริมลำน้ำซองอีกด้วย แต่สำหรับใครที่อยากสัมผัสกับแหล่งแฮงค์เอาต์สุดฮิตของหนุ่มสาวชาวลาวละก็ ต้องไม่พลาด The Moon เธคและคาราโอเกะของชาววังเวียง รับรองว่าคุณจะได้สัมผัสกับสีสันของวัยรุ่นลาวแบบเจาะลึกกันทีเดียว ‘หลวงพระบาง’ เมืองมรดกโลก หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศธรรมชาติๆ ของวังเวียงแล้ว จุดหมายต่อไปก็คือหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกที่คนไทยคุ้นกันดี แหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นสุดๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นวัด เพราะมีอยู่เยอะมาก บางวัดห่างกันไม่ถึงร้อยเมตร และวัดสำคัญที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งก็คือ วัดเชียงทอง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมืองหลวงพระบาง ถือเป็นวัดที่สวยงามที่สุดแห่งสถาปัตยกรรมลาว สิ่งที่เด่นสะดุดตามากๆ เห็นจะเป็นพระอุโบสถ (ภาษาลาวเรียกว่าสิม) หลังคาจะมีลักษณะแอ่นโค้ง ลาดต่ำลงมาซ้อนกันอยู่สามชั้น ส่วนกลางของหลังคาจะมีเครื่องยอดสีทอง 17 ช่อ เรียกว่าช่อฟ้า นอกจากนี้ยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งที่ต้องแวะชมให้ได้ ไม่อย่างนั้นถือว่ามาไม่ถึงหลวงพระบาง นั่นก็คือพระธาตุพูสี ตั้งอยู่บนยอดสูงสุดของพูสีบนความสูง 150 เมตร มีบันได 328 ขั้น ยอมเหนื่อยสักนิด เพื่อแลกกับทิวทัศน์ 360 องศาของหลวงพระบาง ก็ถือว่าคุ้มสุดคุ้ม เวลาที่เหมาะจะขึ้นไปชมน่าจะเป็นตอนเช้าๆ เพราะคุณจะได้สัมผัสทั้งหมอกเย็นๆ และแสงสีทองของพระอาทิตย์ยามเช้า อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นมนต์เสน่ห์ของที่นี่ไม่แพ้ความสวยงามของสถาปัตยกรรมก็คือวิถีชีวิตของชาวพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นความเรียบง่ายของตลาดเช้า ตลาดสดของคนลาว รวมไปถึงสีสันคึกคักของตลาดมืดยามเย็น แหล่งช้อปปิ้งสุดฮิตบริเวณถนนศรีสว่างวงศ์ ซึ่งจะเริ่มขายกันตอนเย็นๆ ประมาณหกโมงกว่าๆ จนถึงสี่ทุ่ม มีของพื้นเมืองให้เลือกชมมากมาย ทั้งผ้าซิ่น เสื้อยืด เครื่องดนตรี จนถึงเครื่องประดับเก๋ๆ ในราคาย่อมเยา
นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น หากใครอยากจะสัมผัสเสน่ห์ของประเทศเล็กๆ อย่างลาวให้ถึงแก่นแล้วละก็ ขอแนะนำให้มาสัมผัสด้วยตัวเองจะดีกว่า เพราะคงไม่มีใครสามารถทำให้คุณเห็นภาพได้ดีเท่ากับการมาสัมผัสด้วยตัวเองอีกแล้ว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น