นรกตะรุเตา เป็นชื่อหนังที่ผมเคยดูเมื่อก่อน และทำให้รู้จักว่าชื่อนี้คือ เกาะที่น่าท่องเที่ยวอีกแห่งของไทย ...และอยากมานานมากกกแล้วที่ได้ไปเที่ยวคุกเก่าไว้ขังนักโทษ (ทั้งนักโทษการเมือง แล้วก็นักโทษทั่วไป) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2481 เป็นคุกธรรมชาติ ที่โหดมากเลยทีเดียว มีทะเลเป็นรั้ว คุกแห่งนี้ขังมาหลายกบฏแล้ว ตั้งแต่ กบฏบวรเดช แล้วก็กบฏนายสิบ
ตอนไปเที่ยวนั้นเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ บอกผมว่า ตอนเข้ามาบุกเบิกเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรกของไทยเรา เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ไม่ค่อยให้ข้อมูลเท่าไหร่ เพราะถือเป็นความอัปยศของกรมราชทัณฑ์มาก คิดดูแล้วกันว่านักโทษหลายพันคน กับผู้คุมไม่กี่สิบคน ที่คุมอยู่ การลงโทษจะโหดขนาดไหน ถ้าเป็นสมัยนี้ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนคงเล่นงานตายแน่ นอกจากจะเป็นเกาะที่สวยขนาดที่ได้ระดับความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติสูงแล้ว(ระดับ 4)ยังเป็นเกาะที่มีความลึกลับอยู่มากมาย นักโทษการเมือง กับนักโทษทั่วไปแยกกันอยู่ อย่างชัดเจน นักโทษการเมืองไม่ต้องทำงาน ท่าน สอ เศรษฐบุตร เขียนดิกชันนารีจบที่เกาะนี้ ก่อนที่จะถูกย้ายไปที่เกาะเต่า เมื่อคุกตะรุเตาปิดตัวลง ทางนักโทษทั่วไปนี่แหล่ะ ถูกใช้งาน (แต่ดูแล้วก็สร้างอาณาจักรของตัวเองด้วย) อย่างหนัก บทลงโทษสุดโหด แต่พี่จากกรมอุทยานฯ บอกว่า นักโทษที่นี่ไม่ได้เลวโดนสันดาน ตอนที่เป็นโจรสลัดตะรุเตา ปล้นเรืออังกฤษ เพื่อไปหายา, อาหาร, เงิน มาช่วยพรรคพวก ที่กำลังอดอยาก และล้มตายด้วยโรคระบาด รัฐบาลเริ่มไม่ส่งอาหารให้ แล้วก็ดึงหมอกลับไปบางกอก เพราะภัยสงครามโลกครั้งที่สอง โจรสลัดที่ออกไปปล้น กลับมาที่เกาะเกือบทุกครั้ง ทั้งๆ ที่หนีไปเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วโจรสลัดตะรุเตานี่แหล่ะที่ทำให้เกาะนี้ลึกลับ การตายด้วยโรคระบาด หรือถูกลงโทษ วันๆ นึงหลายร้อยคน ถูกโยนจับลงหลุม ฝัง ไม่มีการทำพิธีทางศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น ทุกศาสนาอยู่หลุมเดียวกัน ไม่มีการสวด เพราะฉะนั้น พวกเค้าก็ยังคงวนเวียนอยู่บนเกาะนี้นั่นแหล่ะ
ตอนกรมอุทยานฯมาเปิดเกาะ เอาพระมาทำพิธี สำรวจได้ไม่ทั่วเกาะ เดินไปก็วนอยู่ที่เดิม โดยเฉพาะตรงหลุม 700 ศพนั่น พระหลายรูปบอกว่าไม่ไหว แรงจริงๆ ตอนนี้เส้นทางท่องเที่ยวคงไม่ถึง 50% ของเกาะ อีก 50% ของเกาะ คงมีอะไรที่น่าค้นหา (อย่างน้อยกี๊กก็อยากรู้) อีกเยอะเลย เอาเป็นว่า มาเที่ยวตะรุเตา นอกจากจะได้เรียนรู้ทางประวัติศาสตร์แล้ว ธรรมชาติที่นี่ สวยยมาก มีทุกอย่าง ทะเล ปลา ปะการัง เขา น้ำตก ป่า นกเหงือก ค่าง ลิง ฯลฯ เอาเป็นว่า สมบูรณ์สุดๆ แล้วกัน
การเดินทางตอนนั้นผมได้ลงเรือกันตอนบ่ายสาม ที่ท่าเรือปากบารา อ.ละงู จ.สตูล ประมาณ 30 นาทีก็ถึงตะรุเตา ตื่นเต้นกันค่ะ เพราะพ่อ แม่ ไม่เคยได้เที่ยวเกาะ พอเอาของไปเก็บ ก็ออกมาถ่ายรูปเล่นที่หาด ปูลมเพียบ หอยก็เพียบเหมือนกัน วันแรกไม่ได้ไปไหน เดินเล่นที่หาด แล้วก็กินข้าว คืนนั้นหลับเป็นตาย เอาแรงสำหรับเที่ยววันรุ่งขึ้นด้วย วันที่สอง(วันกลับ.....ด้วยความที่ไม่มีเวลา เลยต้องกลับบ่ายวันนี้ ไม่ได้เที่ยวอีกหลายที่เลย ต้องไปใหม่ๆ)ตื่นแต่เช้าเพื่อเดินขึ้นดอยไปดูจุดชมวิว ทางไม่ลำบาก แล้วก็ไม่ไกลด้วย เดินประมาณ 20 นาทีก็ถึงแล้ว ยอดดอย (ผาโต๊ะบู)ระหว่างทางมีหลากหลายชีวิตให้ศึกษา ตื่นตาตื่นใจสุดๆ พอถึงจุดชมวิว สวยจริงๆ ถ่ายรูปกันบนนั้นซะหลายสิบนาที ก่อนจะเดินกลับ ไปกินข้าวเช้า แล้วก็เตรียมตัวขึ้นรถไปทัวร์คุก ที่อีกฝั่งนึงของเกาะ รถไปคุกออกประมาณ 9 โมง เราไปถึงที่นัดหมายก่อนเวลา เลยมีเวลาเดินดูนิทรรศการ (ย่อมๆ) เกี่ยวกับประวัติของคุกมหาโหดแห่งนี้ เครื่องพันธนาการนักโทษ ดูน่ากลัว ขวานอันใหญ่ (ยังสงสัยอยู่เลยว่าใครจะยกขึ้น) แล้วก็ภาพนักโทษการเมืองอีกหลายท่าน พอถึงเวลา 9 โมงครึ่งรถออก ก็ได้เวลาไปดูของจริง จากที่ทำการอุทยานฯ ขับรถไปประมาณ 30 นาที ก็ถึงอ่าวตะโลวาว ระหว่างทางเห็นความสมบูรณ์ของป่า ลิง ชะมด นก มากมายเต็มไปหมด เส้นทางประวัติศาสตร์ มีพี่ของกรมอุทยานฯ เป็นไกด์ (ฮาสุดๆ)เราใช้เวลาเดินกันประมาณ 2 ชั่วโมงได้ ทุกอย่างน่าสนใจไปหมด พี่เล่าไป ก็แทรกเรื่องลึกลับไปด้วย ฟังแล้วก็รู้สึกหวิวๆ เส้นทางประวัติศาสตร์นี้ คือที่ขังนักโทษธรรมดา สิ้นสุดเส้นทางใกล้ๆ หลุม 700 ศพ ทางต่อจากนั้น เข้าไปไม่ได้ ความจริงมันจะติดกับที่พักของนักโทษการเมือง ซึ่งอยู่อีกอ่าวนึง ระหว่างทางเป็นไง ถ้าให้เล่านี่ คงเขียนเป็น pocket book ได้เลย พอประมาณเที่ยงเราก็เดินกันเสร็จ ออกมาถ่ายรูปตรงอ่าวซักแป๊บ แล้วก็ต้องรีบเดินทางกลับ ความจริงจะได้แวะอ่าวสน (ซึ่งเค้าบอกว่าสวยมาก) ก่อนไปกินข้าวเที่ยง แต่เวลาไม่อำนวย เราเลยได้แวะแค่อ่าวเมาะและ (แปลว่า สวย)แทน สวยเหมือนกัน ลักษณะเด่นของอ่าวนี้ คือมีทั้งต้นมะพร้าว และต้นสน มีบ้านพักเรียงราย เหมือนเพิ่งจะสร้างใหม่ด้วย แล้วก็ฝรั่งคู่หนึ่ง ที่บอกว่ามาอยู่บนเกาะนี้ 3 เดือนแล้ว คงเดินป่าทุกวันเลยกี๊กว่า เจ๋งจริงๆ
จากอ่าวเมาะและ ก็ได้เวลาอำลา คนอื่นๆ ที่มีเวลา วันนี้ไปพายคายักที่ป่าชายเลน บางคนก็จะไปดำน้ำที่หลีเป๊ะ ได้แต่อิจฉา เพราะต้องกลับตอนบ่ายสามนี้แล้ว มาขึ้นเรือตอนบ่ายสาม 40 นาทีก็ถึงฝั่ง ออกเดินทางไปหาดใหญ่ พักหาดใหญ่หนึ่งคืน เพราะวันรุ่งขึ้นต้องอำลาใต้แล้วเศร้าจัง เมืองไทยเราสวยที่สุดแล้ว ไม่ไปไม่รู้จริงๆ ที่เที่ยวครบทุกรส หวาน มัน เผ็ด เปรี้ยว เค็ม แต่ทุกที่ทุกรสรวมกันได้กลมกล่อมเลยทีเดียว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น