วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

The X-Men Hangover Part 5+2


หลังจากจัดเวลาว่างได้ ผมต้องรีบไปเก็บหนังที่เป็นภาคต่อ ที่สร้างมาแล้ว 4 ภาคในรูปแบบภาคต่อบ้าง ภาคเฉพาะบุคคลบ้าง แต่สำหรับภาคที่ 5 นี้เป็นภาคต้นกำเนิด ผมขอย้อนเล่าไปจากหนังที่ดูก่อนเรื่องนี้สักหน่อยว่า บางคนอาจจะรัก Thor ขณะที่หลายคนชอบพอ Fast Five แต่ถ้าพูดถึงหนังฟอร์มใหญ่ของปีนี้ตั้งแต่ที่ได้ดูมา โดยส่วนตัวผมคิดว่า X-Men:First Class น่าจะเป็นผลงานที่กล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่า ผมรู้สึก “ชอบ” มากกว่าเรื่องอื่นๆ เพราะตลอดระยะเวลามากกว่า 2 ชั่วโมง กับการเล่าเรื่องย้อนหลังทวนเวลากลับไปหารากเหง้าต้นกำเนิดของตัวละครหลัก เอ็กซ์เมนภาคนี้ “ไม่มีข้อเสียหายใหญ่โต” ที่สามารถจะหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นได้เลย อันดับแรกสุด ผมคิดว่า บทภาพยนตร์นั้น ผ่านการปรุงแต่งขัดเกลามาอย่างเนียนกิ๊ก ทุกสิ่งทุกอย่างในเรื่อง มีเหตุมีผล ตรงนี้สำคัญนะครับ เพราะถ้าหนังตั้งโจทย์ให้กับตัวเองว่า จะพาผู้ชมไปค้นหาความเป็นมาของตัวละคร หาก “เหตุผล” ไม่แน่นจริง ก็ยากยิ่งที่จะทำให้คนเชื่อได้ แต่จุดนี้ หนังเอาตัวรอดไปได้แบบไร้ที่ติ แม้ผมจะรู้สึกว่า ช่วงๆ ท้าย หนังออกจะ “รวบรัด” ไปสักหน่อยตอนที่เกิดความแปรผันพลิกเปลี่ยนเกี่ยวกับตัวละครบางตัว แต่เมื่อคิดถึงว่า ตลอดระยะทางที่ผ่านมา หนัง “หยอด” ปัจจัยเงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ พอบทจะพลิกก็พลิกแบบกลับหลังหันอย่างฉับพลัน ก็เป็นอันเข้าใจได้
ขณะเดียวกัน เมื่อเหตุและผลถูกโยนลงไปในเรื่องราวซึ่งส่งผลให้หนังไม่เลื่อนลอยในแง่หลักการ ตัวละครหลักๆ ทั้งโปรเฟซเซอร์เอ็กซ์ (ซึ่งภาคนี้ยังใช้ชื่อว่าชาร์ลส์ เซเวียร์), แม็กนีโต้ (ชื่อเดิม อีริค เลนเชอร์) ไปจนถึงเรเว็น ดาร์กโฮล์ม หรือแม้กระทั่งแฮงค์ แม็คคอย เหล่านี้ต่างมีความซับซ้อนในตัวเองตามแบบแผนของตัวละครแบบ Round Character พูดง่ายๆ ก็คือมีความลึก เป็นมนุษย์ เป็นปุถุชน มีความหวั่นไหวอ่อนแอ ส่วนวายร้ายตัวใหญ่อย่างเซบาสเตียน ชอว์ ที่แม้จะเป็น “คนที่อ่านง่ายที่สุด” แต่การแสดงของเควิน เบคอน ที่สื่อสารความแข็งกระด้างของตัวละครออกมาได้ราวกับแท่งเหล็กไร้หัวใจ ก็ทำให้เรามองข้ามไปได้ว่าลุงเซบาสเตียนแกเป็นตัวละคร “แบนๆ” กว่าใครเพื่อน เหมือนตัวละครในหนังเก่าๆ บางเรื่องที่ชอบขีดเส้นแบ่งแยก ดีก็ดีสุดขั้ว ชั่วก็ชั่วสุดขีด ทำนองนั้น


สีสันของเรื่องทั้งหมดนั้น ดูเหมือนจะเทไปให้กับอีริค เลนเชอร์ ผู้จะกลายมาเป็นแม็กนีโต้ มากกว่าบทของพระเอกตัวจริงอย่างชาร์ลส์ เซเวียร์ ซึ่งผมคิดว่าเป็นการถูกต้องแล้วสำหรับหนัง เพราะเดาว่าคนดูเองก็คงอยากจะรู้ว่าเพราะอะไร สหายที่เคยเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาถึงได้ถูกฉุดดึงเข้าไปสู่ด้านที่มืดดำแบบนั้นได้ “ข่าวดีขายไม่ได้ ข่าวร้ายๆ ดันขายดี” ก็ทำนองเดียวกันครับ อันที่จริง วิธีการประมาณนี้ เราก็มักจะได้เห็นอยู่เป็นประจำล่ะครับสำหรับหนังซูเปอร์ฮีโร่ยุคหลังๆ ที่ “ตัวเด่น” ของเรื่อง มักฉีกขนบออกไป อย่างเช่น Batman : The Dark Knight แทนที่จะให้น้ำหนักกับบรูซ เวย์น ที่เป็นแบ็ทแมนเยอะๆ หนังก็เลือกที่จะเหวี่ยงความสำคัญไปให้กับ “คู่ตรงข้าม” อย่างโจ๊กเกอร์แทน ก็ได้สีสันไปอีกแบบหนึ่ง และ X-Men “รุ่นหนึ่ง” นี่ก็เช่นกัน (ชื่อไทยว่า “รุ่นหนึ่ง” เหมือนให้เซียนพระเครื่องตั้งให้อย่างไรไม่รู้)ผมรู้สึกว่า ท่ามกลางคาแรกเตอร์สีเทาๆ ไม่ขาวจัดดำจัด ของอีริค เลนเชอร์ นั้น เขาคือ “แสงสว่าง” ของหนัง เป็นแกนหลักของเรื่อง ทำให้เรื่องมี Story ที่จะเล่า ส่วนนักแสดงที่รับบทอีริคอย่างไมเคิล ฟาสเบนเดอร์นั้น มองบางมุม ชวนให้นึกไปถึงวิกโก้ มอร์เทนเซ่น (A History of Violence, The Road ฯลฯ) แต่ลักษณะเด่นของผู้ชายคนนี้ก็คือ การพลิกเปลี่ยนอารมณ์และสีหนาแววตาไปได้แบบสมูธ ไม่ขัดหูขัดตา เหมือนความมืดที่ค่อยๆ คลี่คลุมผืนฟ้าทีละนิด และเหมือนแสงอาทิตย์ที่ค่อยๆ ทอทาบขอบฟ้ายามเช้า

ส่วนคนที่ชอบแอ็กชั่น ผมคิดว่าก็ไม่มีอันใดให้ผิดหวัง แน่นอนล่ะ แม้ผมจะรู้สึกว่าฉากท้ายๆ ในหนังจะไม่ได้ออกมาพอที่จะเรียกได้ว่า “ฉากใหญ่” หรือฉากพีคๆ ต่างไปจากขนบหนังแอ็กชั่นทั่วไปที่มักจะวางฉากท้ายๆ ให้อลังการ แต่ฉากตึงตังโครมครามที่แทรกเข้ามาเป็นระยะๆ ก็เพียงพอต่อการที่จะทำให้เรา “รู้สึกตื่น” ไปกับหนังได้ตลอดทั้งเรื่อง บวกกับดนตรีประกอบที่ทำหน้าที่ได้ดี รู้ว่าจังหวะที่ไหนที่จะดังหรือเบา ช็อตไหนซีนใดที่จะคลอหรือโหมกระพือเพิ่มอรรถรสความตื่นเต้นระทึก แม็ทธิว วอห์น ผู้กำกับที่ดังมากๆ จากเรื่อง Kick-Ass คงถูกเรียกใช้อีกในหนังฟอร์มยักษ์เรื่องต่อไป เพราะผลิตงานออกมาได้ “เข้าตากรรมการ” ขนาดนี้ คงต้องมี “งานเข้า” อีกแน่นอน อันที่จริง แม็ทธิว วอห์น เคยกำกับหนังมาแล้วก่อนหน้า Kick-Ass คือ Layer Cake กับ Stardust ที่ก็แข็งปึ้กในด้านการเล่าเรื่อง และแม็ทธิว วอห์น ก็ใช้ “จุดแข็ง” ตรงนั้นมาใช้สอยกับเอ็กซ์เม็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่น่าคิด...ใครที่จดจำภาพของแม็ทธิว วอห์น มาจากหนังเรื่อง Kick-Ass ที่มีอารมณ์ขันแบบตลกร้ายเป็นจุดขายอย่างหนึ่ง มาถึงเอ็กซ์เม็นเฟิร์สคลาส ก็ยังสามารถเก็บเกี่ยวอารมณ์แบบนั้นได้อยู่ มีมุกหลายๆ มุกเลยนะครับที่สะท้อนถึงการเป็นคนที่มี Sense of Humor ของหนัง คือถ้าไม่นับรวม “แขกรับเชิญ” ที่หน้าตาคุ้นๆ ซึ่งโผล่มาตอนที่สองสหาย (อีริคและชาร์ลส์)ไปรวบรวมสมัครพรรคพวก และทำให้คนดูที่เป็นแฟนหนังแฟรนไชส์ชุดนี้หล่นเสียงหัวเราะออกมากันทั้งโรงแล้ว ฉากที่อีริคแซวชาร์ลส์ตรงหน้าคฤหาสน์ของด็อกเตอร์หนุ่มเหมือนกับยาจกกำลังแสดงความเห็นใจเศรษฐี ตอนที่เหล่าพลพรรคกลายพันธุ์พากัน “โชว์ของ” แสดงพลังที่มีอยู่ในตัวเอง ซึ่งทั้งหมด ดูเหมือนจะ “โชว์รั่ว” มากกว่า “โชว์พลัง” เป็นที่ขำขันเฮฮา ก่อนบทหนังจะพาแต่ละคนเข้าสู่โหมดแห่งการฝึกใช้พลังในวิถีทางที่ถูกต้อง เหล่านี้คืออารมณ์ขันที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของเนื้อหาเรื่องราวของหนังได้เป็นอย่างดี ถ้าจะมีอะไรตรงไหนที่ผมรู้สึกว่า หนังน่าจะทำได้ดีกว่านี้ก็คงเป็นฉากที่อีริคต้องเผชิญหน้ากับชาร์ลส์ในห้วงขณะแห่งการ “ต้องเลือก” อะไรสักอย่างนั่นล่ะครับ ผมอาจจะคิดเยอะไปที่ไปเปรียบเทียบกับฉากหนึ่งในหนังเรื่อง Watchmen ตอนที่เหล่าฮีโร่ต้องทุ่มเถียงกันอย่างรุนแรงเพื่อปฏิบัติการบางอย่างในตอนท้ายเรื่อง ผมรู้สึกว่า การต้องเลือกข้างในหนังเรื่องนั้น ดูจะมี “พลังความสะเทือนใจ” ล้ำไปไกลกว่าเอ็กซ์เม็นอยู่หลายส่วน สาเหตุหนึ่ง คิดว่าคงเป็นเพราะหนังใกล้จะจบ ก็เลยรวบรัดอยู่สักหน่อย พูดกันอย่างถึงที่สุด หนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้ก็แทบจะไม่มีอะไรแปลกใหม่มากมายหรอกครับ วัสดุอุปกรณ์และชิ้นส่วนโครงสร้างต่างๆ ในหนังก็ล้วนเป็นของที่เคยเห็นกันมาหมดแล้วในหนังฮีโร่เหนือมนุษย์เรื่องอื่นๆ และผมว่าจุดดีของหนังอยู่ที่ความฉลาดในการหยิบโน่นหยิบนี่มาผสมผสานกัน ก่อร่างสร้างมันเป็น “บ้านที่สวยงาม” หลังหนึ่ง

ดังนั้น เวลาเราดูหนังไป ก็เหมือนจะนึกไปถึงหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เนืองๆ อย่างเช่น Push(พลังเหนือธรรมชาติ อาทิ เสียงหวีดมหาประลัย, Spider-man (ท่าห้อยหัวของหนุ่มแฮงค์) Daredevil (ปมทางใจอันเกี่ยวเนื่องกับผู้บังเกิดเกล้า) ฯลฯ การไปรวมรวมพลพรรค (เทคนิคนี้ เห็นเล่นกันเยอะมาก)การโชว์วิชาพลังฝีมือก็เหมือนหนังกำลังภายในสไตล์ชอว์บราเดอร์ส เพียงแต่เปลี่ยนจากควงหอกรำกระบี่มาเป็นปล่อยพลังเหนือธรรมชาติ การฝึกใช้พลังนั่นก็หนังจีนจอมยุทธ์อีก (แล้วที่ผมขำนิดๆ แบบไม่คิดหรอกครับว่าหนังเรื่องนี้จะไปหยิบมา คือผมรู้สึกว่า คุณน้องผู้หญิงที่บ้วนลูกไฟกลมๆ นั่น ก็พ้องพานกับ “ลูกท้อ” ที่หญิงชราคนหนึ่งในนิยาย (หนัง) “มังกรหยก” ภาค 2 ชอบถ่มซะเหลือเกิน)นั่นยังไม่ต้องเอ่ยถึงประเด็นใหญ่ๆ ในหนังที่อ้างถึงแง่มุมทางจิตวิทยาซึ่งฉุดกระชากลากพาตัวละครให้กลับกลายเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นประเด็นซึ่งเราเห็นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในหนังหลายต่อหลายเรื่อง อย่างไรก็ดี ถ้าจะพูดว่านี่เป็นอาหารการกินอย่าง “ยำ” หนึ่งจาน มันก็เป็นยำที่ผสมผสานออกมาได้รสได้ชาติยิ่ง และคนดู “ผู้ชิม” ก็พร้อมที่จะเอร็ดอร่อยไปกับ “ยำ” จานนี้ได้อย่างไม่รู้สึกเสียดายลิ้นหรือเวลาขบเคี้ยว "เอ็กซ์-เม็น" First Class มันทั้งน่าประทับใจและน่าจดจำ คุณจะดูเพื่อเสพรับความบันเทิงก็โอเค หรือจะดูเพื่อเก็บเกี่ยวเนื้อหาสาระก็ได้อีก มันอาจไม่ถึงกับหนักหน่วงข้นคลั่ก แต่ก็มี “ราก” ทางปรัชญาความคิดให้เราซอกซอนขบคิดตาม ไม่ว่าจะเป็นความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นและอย่าหวั่นไหวไปกับความแตกต่าง และเหนืออื่นใด มันเหมาะกับยุคที่คนเราต้องเลือกข้างอย่างยุคนี้ดีชะมัด เลือกข้างผิดเสียคนไปจนตาย ทุกอย่างของหนังเรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ เพราะเท่าที่ผมจำได้จากข้อมูล ในอนาคตมีสิทธิ์จะสร้างภาคต่ออีกเป็นภาคที่ 6 ในเวอร์ชั่นภาคของแม็กนีโต้ฉายเดี่ยว อืม..ผมจะรอดู


เอาหล่ะ มาต่ออีกเรื่องกันดีกว่า ซึ่งก็เป็นหนังภาคต่ออีกเหมือนกัน ตอนนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ เทศกาลการทำหนังการฉายหนังภาคต่อขยันสร้างมาฉายกันจริงๆ ถ้า The Fast and The Furious ยังด้นสดมาได้ถึง 5 ภาค Scream ยังกลับมาแล้วเป็นรอบที่ 4 และ Final Destination ภาค 5 ยังรอจ่อคิวฉาย การกลับมาอีกครั้งของ The Hangover หนังที่ได้ทั้งเงินทั้งกล่องในภาคที่แล้วก็คงไม่เรื่องที่เกินไปนัก ลองนั่งนึกกันดูเล่นๆ ว่า ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มี “หนังภาคต่อ” เข้าฉายทั้งหมดกี่เรื่อง คำตอบที่ได้ก็คือ 4 เรื่อง ไล่มาตั้งแต่ Fast Five ต่อด้วย Pirates of the Caribbean ภาค 4 ตามมาติดๆ กับ Kung Fu Panda 2 และ The Hangover Part II
ภาคต่อหนังตลก The Hangover ทำลายสถิติรายได้เปิดตัวหนังตลกในอเมริกาเพียงวันแรกที่เปิดตัว The Hangover 2 ได้ทำลายสถิติหนังตลกที่มีรายได้วันเปิดตัวสูงสุด ด้วยรายได้ 31.7 ล้านดอลลาร์ในวันเปิดตัว และ 86.5 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์แรก เอาชนะภาพยนตร์เรื่อง Bruce Almighty ในปี 2003 รวมถึงสถิติเปิดตัวในสัปดาห์แรกของภาคก่อนที่ทำไว้ 45 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังทำรายได้ในอังกฤษไป 10 ล้านปอนด์ภายในสี่วันแรกที่เปิดตัวกลายเป็นภาพยนตร์ตลกอเมริกาที่ทำรายได้เปิดตัวดีที่สุดในอังกฤษอีกด้วย หนังเรื่อง The Hangover 2 กำกับโดย ทอดด์ ฟิลลิปส์ เป็นภาคต่อจากภาพยนตร์สุดฮิตในปี 2009 เรื่อง The Hangover ที่เป็นภาพยนตร์ตลกเรทอาร์ที่มีรายได้สูงสุดตลอดกาล และได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แนวคอมเมดี้หรือละครเพลง ในภาคนี้นำแสดงโดย แบรดลีย์ คูเปอร์, เอ็ด เฮล์มส, แซ็ค แกลิเฟียนาคิส และจัสติน บาร์ธ่า ถ้ามองไปยังปรากฏการณ์ Sequel ทางออกแรกของอาการฮอลลีวู้ดหมดมุกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเข้าฉายของหนังภาคต่อ 4 เรื่องในเดือนเดียวนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก และถ้าสังเกตกันลงไปอีก หนังที่กลับมาในรูปแบบภาคต่อนั้นล้วนทำรายรับแบบเป็นกอบเป็นกำในภาคก่อนหน้า การออกภาคต่อจึงการันตีแน่ๆ ว่าจะได้แฟนขาประจำของหนังแถมแฟนหน้าใหม่ตีตั๋วไปดูในโรง รวมทั้งยังขายดีวีดีของหนังภาคก่อนหน้าได้อีกหนึ่งรอบ เรียกว่าสร้างหนังเรื่องเดียวได้เงินหลายต่อ แบบนี้หนัง Sequel จึงเกลื่อนไปหมดอย่างที่เราเห็นกัน พลันที่ The Hangover เอาชนะหนังอย่าง (500) Days of Summer, Nine, Julie&Julia และ It’s Complicated บนเวทีลูกโลกทองคำปี 2009 สาขาภาพยนตร์เพลงและตลกยอดเยี่ยม ได้รับเสียงวิจารณ์ระดับเอบวก ต่อด้วยการทำรายรับแบบไม่เกรงใจหนังตลกเรื่องอื่นๆ ตอกย้ำกระแสปากต่อปากว่ามีผลทางตรงต่อการสร้างรายรับให้กับหนัง กลายเป็นหนังตลกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการภาพยนตร์ แต่ ณ ตอนนั้นใครจะคิดล่ะว่า เรื่องที่เกิดขึ้นในลาสเวกัสมันไม่จบลงที่ลาสเวกัส ดันมีภาคต่อและยังมาเมาค้างกันต่อที่กรุงเทพฯ บ้านเราอีกต่างหาก ผมยอมรับแบบไม่เกรงใจใครว่า นิยมชมชอบหนังภาคแรกอยู่มากพอสมควร ด้วยความที่ลงตัวทุกอย่างในแง่ของภาพยนตร์ ทีมนักแสดงที่เคมีต้องกัน เนื้อเรื่องที่ง่ายๆ แต่มีวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจมาก ถ้าหนังตลกสร้างขึ้นมาเพื่อเรียกเสียงหัวเราะ The Hangover ก็ประสบความสำเร็จตั้งแต่วินาทีแรกที่ภาพปรากฏบนจอ

นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้คนดูอยู่ติดกับหนังตลอดระยะเวลาราวๆ 100 นาทีก็คือ การคาดเดาไม่ได้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง เปิดห้องน้ำไปเจอเสือทั้งตัว เปิดตู้เสื้อผ้าไปเจอเด็กทารก เปิดท้ายรถไปเจอผู้ชายแก้ผ้า เปิดประตูห้องโรงแรมเจอไมค์ ไทสัน เรียกว่ามีเรื่องให้ประหลาดใจอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ความดีความชอบทั้งมวลเลยทำให้หนังที่ดูธรรมดา ออกแนวหนังเกรดบีด้วยซ้ำ ณ ตอนนั้น กลายมาเป็นหนังดีแบบไม่ได้อาศัยโชคช่วย เกิดจากฝีมือล้วนๆ ของผู้กำกับ “ทอดด์ ฟิลลิปส์”
The Hangover นำเสนอคาร์แรคเตอร์ของผู้ชาย 3 แบบที่เป็นเหมือนตัวแทนของยุคสมัย ทั้ง “ฟิล” ผู้ชายเท่ หล่อ ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบ “สตู” เด็กเนิร์ดนิดๆ ไม่บอกก็รู้ว่าเรียนเก่ง ออกแนว Loser หน่อยๆ และ “อลัน” อันนี้เพี้ยนเต็มขั้น เหมือนจะบ้าแต่ว่าไม่โง่ เรียกว่าผ่านการคิดมาแล้วว่าตัวละครทั้ง 3 แบบนี้เมื่อมาอยู่รวมกัน แต่ละคนจะแสดงออกในสถานการณ์ที่เผชิญอย่างไร ความดีความชอบของหนังภาคแรก ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะตั้งหน้าตั้งตารอการกลับมาอีกครั้งของ 3 หนุ่ม 3 มุม ซึ่งความในภาคนี้นั้น สตูกำลังจะแต่งงานที่เมืองไทย ว่าแล้วทั้งก๊วนก็ยกโขยงมาแดนสยาม ซึ่งประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอย อาการเมาค้างทำเหตุ โดยงานนี้คนที่หายตัวไปคือ เท็ดดี้ น้องชายของคู่หมั้นสตู ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของว่าที่พ่อตา การผจญภัยแบบ The Hangover ก็เลยเริ่มต้นขึ้นอีกคำรบ หนังตลกที่เพิ่งสร้างสถิติใหม่ด้วยการเป็น Comedy Movieที่เปิดตัวด้วยรายรับสูงสุดตลอดกาลค่อนข้างล้มเหลวเมื่อเปรียบเทียบกับภาคแรก เมื่อพิจารณาในแง่เนื้อเรื่อง หนังไม่ได้ไปไหนไกลจากของเดิม แทบจะถอดมาจากเบ้าหลอมเดียวกัน ถ้ามองในแง่การกลับมาเพื่อให้แฟนขาประจำรำลึกถึงวันคืนเมาค้างก็พอได้อยู่ เป็นการสร้างเครื่องหมายการค้าให้หนังตัวเอง

แต่ก็อีกเช่นกัน ถ้ามองว่าเป็นภาคต่อ หนังก็ควรจะมีพัฒนาการในด้านเนื้อหา การย้ำต๊อกอยู่กับที่ก็เท่ากับฆ่าตัวตายทางอ้อม อันนี้ก็แล้วแต่มุมมอง ความคิดใครความคิดคนนั้น ซึ่งมองในอีกแง่ชื่อหนังเป็นอะไรที่จำกัดขอบเขตของเนื้อเรื่องพอสมควร เหมือนกับ Prison Break ที่ตัวละครก็ต้องแหกคุกอยู่วันยังค่ำ ซึ่ง The Hangover ก็ต้องพูดถึงอาการเมาค้าง ก็ไม่ผิดนะ เป็นเอกลักษณ์ของหนัง แต่ความที่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ดูจะซ้ำกับของเดิมมากไปนิด เลยทำให้เราอดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ พูดตรงๆ ก็คือ หนังดูจะขี้เกียจไปหน่อย ใช้ของเดิมเป็นต้นแบบแล้วเปลี่ยนรายละเอียด แค่นั้นเลย ในหนังมีลิงขายยา สาวประเภทสอง มาเฟียข้ามชาติ และฉากไล่ล่าบนถนน ซึ่งพอเทียบกับภาคแรกที่มีเด็กทารก เสือตัวใหญ่ ไมค์ ไทสัน และแก๊งชาวจีน ขอบอกว่าส่วนประกอบของภาคแรกลงตัวกว่า แต่ทั้งหมดก็ถูกสร้างขึ้นมาเป็นตัวตายตัวแทนกัน กรุงเทพฯแทนลาสเวกัส ลิงแทนเสือ มาเฟียแทนแก๊งชาวจีน เท็ดดี้แทนดั๊ก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกัน ต่างกันเพียงกรรมและวาระ ถ้าภาคที่แล้ว “อลัน” เป็นตัวละครที่ขโมยซีน ภาคนี้หน้าที่โจ๊กเกอร์ก็เป็นของ “สตู” ภาคแรกผู้กำกับทอดด์ ฟิลลิปส์ ดูจะปล่อยของแบบจัดเต็มไปแล้ว เรียกว่ามีอะไรขนมาหมด มุกไหนคิดได้ใส่มาเต็มที่ ส่วนภาคนี้รู้สึกหมดแรง แม้จะพาคนดู (ชาวต่างชาติ)ไปเจอกับสถานที่แปลกใหม่ อย่างกรุงเทพฯ มาเป็นตัวช่วยแต่ก็ดูจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากสถานที่มากเท่าไหร่นัก ตามมุมมองของเรา สถานที่ในหนังเรื่องนี้นั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับสถานการณ์ที่ตัวละครจะต้องเผชิญ ภาพของกรุงเทพฯในสายตาผู้สร้างก็ยังคงเหมือนเดิม เราได้เห็นภาพของช้างเดินบนถนน มาเฟียยาเสพติด และสาวประเภท 2 มุกตลกบางมุกค่อนข้างอ่อนไหว เท่าที่สังเกตตลกฝรั่งบางฉาก (ลิงอมขวดน้ำพลาสติก) ทำเอาคนดูที่เป็นคนไทยเงียบกริบ แต่ชาวต่างชาติขำเสียงดัง ความสดใหม่และการคาดเดาไม่ได้ที่สร้างชื่อให้กับหนังภาคแรกเหือดหายไป เราเดาได้ตั้งแต่ 20 นาทีก่อนหนังจบว่า เท็ดดี้หายไปอยู่ที่ตรงไหน ถ้ามองเป้าหมายว่า หนังตลกต้องเรียกเสียงหัวเราะ เราบอกตรงนี้เลยว่า The Hangover Part II นั้นตลกตามมาตรฐาน (อาจจะน้อยกว่าภาคแรกเล็กน้อย) และเราจะไม่แปลกใจถ้าจะมี Part III ตามมา หากถึงตรงนี้ถ้าใครยังไม่เคยดู Part I ขอแนะนำด่วนๆ ว่าต้องหามาดู จะดูก่อนหรือหลังไปดูภาคนี้ก็ได้ แล้วก็จะพบว่า หนังภาคแรกมักจะดีกว่าหนังภาคต่อจริงๆ อันนี้เกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนThe Hangover แค่ตอกย้ำความคิดนั้นอีกรอบเท่านั้นเอง
สรุป หากให้คะแนนหนังเรื่อง The Hangover Part 2 ที่มาเลือกเอาฉากถ่ายทำและเรื่องราวเกิดขึ้นในกรุงเทพนี้แล้ว ผมขอให้คะแนนของหนังภาคแรกมากกว่า ทั้งๆ ที่มีพล็อตการนำเสนอหลักเป็นแบบเดิมทั้งหมด จบข่าว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น