วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หนังหนูดี มีแรงบันดาลใจ


หนังดีดีนานๆ ผมจะมีโอกาสดูสักที เป็นหนังเรื่องของหนูๆ ที่ไม่คิดว่านอกจากจะดูสนุกแล้วยังมีข้อคิดแฝงอยู่มากมาย ซึ่งในการเขียนครั้งนี้ผมขอไม่เขียนแบบที่เคยวิจารณ์ แต่เป็นการเขียนแบบมีแนวคิดแนะนำใส่เข้าไปดีกว่า...
ที่ผ่านมาไม่บ่อยครั้งเราต้องเผชิญปัญหาต่างๆ ทั้งจากที่ทำงาน ทั้งจากเรื่องส่วนตัว ที่มาบั่นทอนกำลังใจ คุณมีวิธีเผชิญและผ่านสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร ? ถ้าสิ่งเหล่านั้นกระทบชีวิตเราไม่มาก เราก็หาทางผ่านพ้นมันไปได้ โดยไม่เก็บมาให้รกพื้นที่ในสมอง แต่ถ้าสิ่งนั้นหนักหนาสาหัส เราจะพบว่ามันมีอิทธิพลมากในช่วงนั้นๆ เลยทีเดียว ทุกครั้งที่ผมท้อ ผมจะซึมไปเลย ไม่พูดกับใคร พาลกระทบกับเรื่องอื่นๆ ไปหมด แต่ครั้งล่าสุดที่ท้อกับการทำงานเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีคนใกล้ตัวเปิดหนังเรื่องหนึ่งให้ดู และหลังดูจบ ก็ได้แง่คิดมากมายพร้อมๆ กับแรงบันดาลใจในการทำงานโดยที่รู้ตัว !(ฮา)
"อยากทำอาหารเก่ง ต้องไม่ใจเสาะ ต้องลองผิดลองถูกดูบ้างและต้องไม่ยอมให้ใครมาบอกว่า คุณมีข้อจำกัด เพียงเพราะภูมิหลังของคุณ"
"ผมพูดจริงๆ ใครๆ ก็ทำอาหารได้ แต่คนที่ไม่กลัวเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ"
"อาหารดีๆ ก็เหมือนดนตรีที่เราดื่มด่ำได้ มีสิ่งที่ดีเลิศอยู่รอบๆ ตัวเรา เพียงแต่เราต้องรู้จักหยุดและปรุงรสมัน"

"ถ้ามัวหมกมุ่นกับอดีต ก็จะเป็นการหยุดและมองไม่เห็นอนาคต"
3 - 4 ประโยคข้างต้นมาจากหนังเรื่อง Ratatouille (ระ-ทะ-ทู-อี่) พ่อครัวหนูตัวจี๊ด หัวใจคับโลก เป็นประโยคกระตุ้นกำลังใจในการทำงานได้ดี Ratatouille (ระ-ทะ-ทู-อี่) เป็นหนังที่ได้รับรางวัลออสการ์ปี 2007 สาขา Best Animated Feature Film of the Year เรื่องราวเล่าถึง เรมี่ หนูฝรั่งเศสที่แสนทะเยอทะยาน ความใฝ่ฝันของเขาคือ การเป็นสุดยอดเชฟมือหนึ่งให้จงได้ ด้วยความหลงใหลในการทำอาหารของเขานี่เอง ทำให้เรมี่และครอบครัวจับพลัดจับพลูต้องย้ายจากชานเมืองของฝรั่งเศสเข้ามาสู่ "ปารีส"และได้พบว่าตัวเองได้มาอยู่ใต้ภัตคารอันเลื่องชื่อจากฝีมือของสุดยอดปรมจารย์เรื่องอาหารและยังเป็นฮีโร่ในดวงใจของเขา "เชฟ ออกุส กัสโตว์" ที่นี่เรมี่ได้(แอบ)ช่วยลิงกวินี่ เด็กก้นครัวที่ทำอาหารไม่ได้เรื่อง ปรุงซุปซึ่งได้รับคำชมจากนักวิจารณ์อาหารที่มีอิทธิพลระดับโลก เรมี่จึงได้ร่วมมือ(กึ่งๆควบคุม) กับลิงกวินี่ในการปรุงอาหารรสเลิศต่างๆ เมื่อพวกเขาเริ่มปฏิบัติการณ์ ความสนุกปนฮา และการไล่จับหนูอันน่าตื่นเต้นที่สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายไปทั่วทั้งเมืองจึงเกิดขึ้น ตามมาด้วยแง่คิดมากมายที่สอดแทรกอยู่ในหนัง


ถ้าจะเขียนว่าหนังเรื่องนี้ให้แรงบันดาลใจตรงไหนบ้าง ผมคงต้องเล่าตลอดทั้งเรื่องอย่างละเอียดเลยทีเดียว แต่เนื่องด้วยไม่อยากให้เวลาอ่านนานมากไป ผมขอสรุปวิธีสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นพลัง และกำลังใจ ให้เรามาเป็นข้อๆ ดังนี้
ข้อแรก ต้องรู้จักศักยภาพของตัวเอง ง่ายๆ คือ คุณรู้จักตัวเองดีแค่ไหน ศักยภาพคุณมีแค่ไหนและนำมาใช้เต็มที่รึยัง ในเรื่องนี้ เรมี่รู้ว่า ศักยภาพและพรสวรรค์ของตัวเองคือ การดมกลิ่นที่เป็นเลิศ เรมี่จึงดึงจุดเด่นของตนเองมากลบจุดด้อยซะ ผมชอบที่หนังเรื่องนี้คัดเลือก เจ้าหนู มาเป็นพระเอกของเรื่องทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่า หนู เป็นสัตว์ที่สกปรกที่สุดในโลกของการทำอาหาร แต่หนังก็ทำให้เราเห็นว่า ไม่ว่าเราจะดูต่ำต้อย และมีข้อจำกัดเพียงใด แต่ความมุ่งมั่นตั้งใจ การวิ่งตามความฝันโดยไม่กลัวอุปสรรคก็ทำให้เราพบความสำเร็จได้ เพราะความปรารถนาอยากจะทำอาหารในภัตตาคารชั้นนำ ทำให้เรมี่ไม่เคยหวาดหวั่น ต่อปัญหาของการพยายามสร้างที่ทางของตัวเอง ในโลกของอาชีพที่เกลียดกลัวหนูเป็นที่สุด

ข้อสอง หา Role Model หรือ ต้นแบบ สร้างมโนภาพ รู้จักจินตนาการ ว่าสักวัน เราจะเป็นอย่างนั้น ไม่มีใครประสบความสำเร็จโดยไม่ผ่านอุปสรรคหรอก ลองมองหาใครซักคนมาเป็นต้นแบบในใจ ศึกษาประวัติเขาสักหน่อยและเรียกเขามาอยู่ในหัวเมื่อเริ่มรู้สึกเหนื่อยและท้อแท้ อย่าง เรมี่ เอาชนะความกลัวของตนเองโดยการสร้างจินตนาการว่ามี เชฟ ออกุส กัสโตว์ อดีตเชฟมือหนึ่ง และเป็นเจ้าของตำราทำอาหารเล่มโปรดของ เรมี่ เจ้าของคติ "ใครๆ ก็ทำอาหารได้" ที่เป็นแรงบันดาลใจของเรมี่เสมอมา มาคอยพูดกระตุ้นให้คิดและให้ทำอยู่ข้างๆ หู

ข้อสาม อย่าให้สิ่งไม่ดี คำพูดหรือคนไม่ดี มาบั่นทอนใจเรา เมื่อได้ยินคำพูดที่ทำให้เราหมดกำลังใจ อย่าเก็บเอามาคิดให้รกสมอง เปลี่ยนมาเป็นเอามากระตุ้นให้เราเอาชนะคำสบประมาทเหล่านั้นดีกว่า หนังเรื่องนี้เปิดเรื่องโดยกล่าวถึง กัสโตว์ เชฟมือหนึ่ง ที่หลังจากโดยคำวิจารณ์ของนักชิมอีโก้ ก็เสียศูนย์ ท้อแท้และตรอมใจตาย เราคนไม่ถึงขนาดนั้นใช่มั้ย อย่าให้คำพูด คำวิจารณ์ คำตำหนิเพียงไม่กี่คำ มาทำลายผลงานที่เราอุตสาห์สร้างนะ รับฟัง ปรับ แก้ไข และเอาชนะ ดีกว่ามานั่งหมดกำลังใจ

ข้อสี่ การเคารพผู้อื่น เหมือนที่ต้องการให้ผู้อื่นเคารพตน มีความจริงใจ ไม่ดูถูกและไม่แบ่งแยกชนชั้น รู้จักรักษาน้ำใจมากกว่าจะมานั่งจับผิด ข้อนี้เป็นการรู้จักให้ ถ้าอยากได้สิ่งดีๆ ตอบแทน ก็ต้องให้ก่อน หนังสอนให้เรารู้จักให้ความสำคัญกับทุกชีวิต ตอนที่กัสโตส์ในจินตนาการของเรมี่ ถามเรมี่ว่า ในครัวมีใครสำคัญบ้าง เรมี่ตอบในทุกๆ คนที่สวมชุดพ่อครัวว่าสำคัญ จนมาคนสุดท้าย ที่เรมี่ใหคำตอบว่า ไม่สำคัญ เพราะเขาเป็นเด็กล้างจาน แต่กัสโตว์กลับสอนว่า ทุกคนสำคัญแม้กระทั่งเด็กล้างจานเพราะทุกคนมีบทบาทหน้าที่ของตนเอง อีกประเด็นคือ ถ้าเรารู้จักเคารพผู้อื่น เมื่อถึงเวลาที่เราคิดว่าไม่มีใคร จะกลับมีมือหลายมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างที่เราไม่คาดคิด ดังเช่น ทีมงานหนู ที่มาช่วยทำอาหารช่วงสุดท้าย แถมยอมทำตามเรมี่ทุกอย่าง แม้กระทั่งถูกฆ่าเชื้อโรค

ข้อห้า คิดนอกกรอบ สัมผัสพิเศษ อาจต้องมี หากอยากเป็นยอดเชฟ แต่มากกว่านั้นคือ แรงบันดาลใจ, จินตนาการ และความมุ่งมั่น ที่ต้องมีหากเราอยากเป็นอะไรซักอย่างให้ดี แม้จะผิดจากที่ควรจะเป็น เช่น เป็นหนูจะมาทำอาหารได้อย่างไร คิดนอกกรอบไปเลย หากมีดีในตัว มั่นใจเข้าไว้ สักวันฝันจะเป็นจริง หรือเวลาที่เชฟกัสโตว์คิดสูตรอาหาร เขาจะคิดเสมอว่า รสชาติมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน การผสมรสหนึ่งเข้ากับอีกรสหนึ่ง จะเกิดรสใหม่เสมอ

ข้อสุดท้าย คือการมีความยืดหยุ่น รู้จักเข้าหาคนที่มีลักษณะและความคิดที่แตกต่างกัน เหมือนกับที่ เรมี เข้าหา ลิงกัวนี่ จนเป็นสิ่งที่สร้างสรรและมิตรภาพที่ยั่งยืนไง

ท่ามกลางความสนุกสนาน ภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังได้ถ่ายทอดสายสัมพันธ์ของมิตรภาพและความภักดี การต่อสู้กับความคาดหวังของครอบครัว และการยืนหยัดได้ด้วยขาของตัวเองโดยไม่พึ่งพวกเขา และที่สำคัญที่สุด การซื่อตรงต่อตัวตนของตัวเอง แม้ว่าคุณจะไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ คาดคิดไว้ก็ตาม...
สุดท้ายหลายคนคงสงสัยว่าคำว่า Ratatouille(ระ-ทะ-ทู-อี่) คืออะไร คำตอบคือ อาหารชนิดหนึ่งในฝรั่งเศสที่เป็นอาหารง่ายๆ และมักจะทำกันในครอบครัวของคนจน ตอนท้ายของเรื่อง นักวิจารณ์ที่ชื่อ อีโก้ คนที่เคยวิจารณ์เชฟกัสโตว์จนต้องตรอมใจตาย ต้องการทำให้ร้านนี้พังอีกครั้งโดยการสั่งอาหารอะไรก็ได้ และ เจ้าหนูเรมี่ตัดสินใจทำ Ratatouille มาเสริฟ เมื่ออีโก้ชิมคำแรกก็หวนนึกไปถึงสมัยเด็กที่ยากจนและแม่ทำ Ratatouille ให้กินพาลจะน้ำตาไหล และยอมแพ้ (ที่จริงแพ้ภัยตัวเอง)สะท้อนให้เห็นว่า สูงสุดสุดท้ายก็คืนสู่สามัญ เห็นมั้ย หนังเรื่องนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ เห็นทีผมต้องดูซ้ำแล้วแนะนำให้เพื่อนๆ และเปิดให้ลูกดู

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น