
มาต่อกันตอนสุดท้ายของเรื่อง 6 จริตของมนุษย์ ตอนนี้จะเขียนถึงเรื่อง วิตกจริต
ลักษณะพื้นฐานคือ พูดไม่หยุด ประเภทน้ำไหลไฟดับ ชอบแสดงความคิดเห็น มีคำถามเยอะแยะไปหมด เพราะได้ยินเสียงพูดตลอดเวลา สมองเต็มไปด้วยความคิด ฟุ้งซาน สับสนวุ่นวาย มีหลายความคิดซ้อนกันอยู่ แต่มักสรุปประเด็นสำคัญหรือจัดระบบไม่ได้ อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปมักมองว่า คนที่วิตกจริตมีปัญญาสูงเพราะเป็นคนที่สามารถคิดได้เร็ว พูดได้มาก ประเด็นเต็มไปหมด ฟังเผินๆ แล้วน่าประทับใจถ้าไม่คิดอะไรมาก วิตกไม่สามารถหยุดความคิดของตัวเองได้ และไม่สามารถเลือกว่าจะคิดอะไรได้ การคิดมักจะย้ำคิดในทางลบ มองโลกในแง่ร้าย มักคิดว่าโลกชั่วร้าย คนอื่นจะพยายามเอารัดเอาเปรียบตัวเอง ไม่สามารถเชื่อใจใครได้ มักคิดในทางลบ เช่น การคิดอิจฉา คิดเรื่องต่างๆ ในแง่ไม่ดี และความคิดดังกล่าวจะผุดขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ เป็นการย้ำคิดในทางลบ คนที่เป็นจริตอื่นๆ อาจไม่เข้าใจว่าคิดไปทำไม แต่ผู้เป็นวิตกจริตไม่อาจปิดความคิด เหมือนอยู่ในน้ำทะเลโดนคลื่นกระชากไปเรื่อย หน้าตาปกติจะบึ้ง ยิ้มไม่ออก ไม่มีความรู้สึก แต่มีอารมณ์รุนแรง คำพูดจะรุนแรง เพราะอยู่ในความคิด เช่นเวลาวิจารณ์คนมักใช้คำพูดรุนแรงทำให้คนชอกช้ำเกิดกรรมเวร คนทั่วไปมักไม่ค่อยชอบหน้า และมักถูกทำร้ายทางกายวาจาและใจ เป็นการย้ำการมองว่าโลกชั่วร้ายมากยิ่งขึ้น และจะเป็นคนร้อนรุม แต่ในอีกด้านหนึ่งการพูดมาก คิดมาก ใช้พลังงานทำให้ดูเหนื่อยโทรม
คนที่เป็นวิตกจริตจะมีปากกับใจไม่ตรงกัน เวลาพูดนัยน์ตาจะกรอกไปกรอกมา พูดอย่างคิดอย่าง และยังไม่ค่อยชอบรักษาสัญญา เพราะมีความคิดแยะผุดขึ้นมาตลอด คิดกลับไปกลับมา ประกอบกับมีอัตตาสูง มักกลัวเสียเปรียบ ถ้าเปลี่ยนสิ่งที่ได้สัญญาไว้ ก็เปลี่ยนตลอดเวลา มักซ่อนสิ่งตัวเองต้องการเวลาติดต่อกับคนอื่น แม้ในระยะสั้น จะสร้างความประทับใจให้กับคนที่พบเห็นได้ก็ตาม แต่ในระยะยาว พฤติกรรมการไม่รักษาคำพูด ทำให้ไม่ค่อยเป็นคนมีศักดิ์ศรี คนไม่เชื่อถือ เป็นคนที่แยกโลกแห่งความจริงและโลกที่ตัวเองคิดขึ้นมาไม่ค่อยได้ หลายครั้งหลายเรื่องเป็นสิ่งที่ตัวเองคิดไปเองโดยไม่มองข้อเท็จจริง เป็นคนขยันขันแข่งหนักเอาเบาสู้ แต่ผลที่ออกมาน้อยหรือไม่ค่อยได้ประโยชน์เพราะคิดมากฟุ้งซ่านอยู่ตลอด ทำให้ไม่สามารถรักษาความสนใจในเรื่องหนึ่งเรื่องใดไว้ได้นาน และไม่สามารถรักษาสมาธิไว้ได้ เป็นคนเจ้ากี้เจ้าการ มีอัตตาสูง หลงกับความคิด คิดว่าตัวเองเก่งกาจ โดยเฉพาะถ้าเจอกับคนที่เป็นโมหะจริตที่นิ่งๆ สงบ คิดน้อย เศร้าสร้อย อยู่กับอารมณ์ พูดไม่ทันแล้ว คนที่เป็นโมหะจริตจะรู้สึกสะบักสบอม อยากรู้อยากเห็น ไม่รู้จักเลือกว่าควรจะรู้สิ่งใดสนใจสิ่งใด จึงมักจะสอดรู้สอดเห็นในสิ่งไม่มีประโยชน์ ใช้เวลาไม่ค่อยมีประโยชน์
ชอบผัดวันประกันพรุ่ง ชอบสัญญาแต่ไม่อาจรักษา เพราะมีความคิดเต็มไปหมด ทำงานรวดเร็วแต่ค่อนข้างหยาบ อาจปวดหัวไมเกรน
การแต่งกาย จะจับโน่นประสมนี้ ให้ออกมาดูเด่นฉูดฉาด แต่ไม่สวยงาม เพราะไม่มีความรู้สึก มีแต่ความคิด
จุดแข็ง จุดอ่อน
ข้อดีของจริตนี้คือ มีความคิดมากสามารถเอาความคิดที่เป็นประโยชน์มาใช้ ถ้าคุณเป็นจริตอื่นๆ โดยเฉพาะโมหะจริตก็ควรหาเพื่อนหรือคู่ครองเป็นวิตกจะได้ฟังความคิดมากมายที่อาจใช้เป็นประโยชน์ได้ เป็นนักพูดที่เก่ง สามารถจูงใจคนได้เก่ง ทำให้หลายคนกลายเป็นผู้นำในวงการต่างๆ หรือนักการเมือง เป็นคนละเอียด รอบคอบ
เนื่องจากโดยนิสัยของคนจริตนี้ จะลงประเด็นเล็กประเด็นน้อยอยู่แล้วโดยธรรมชาติ จึงสามารถเห็นความผิดเล็กความผิดน้อยที่คนจริตอื่นไม่เห็น หรืออาจไม่สนใจจะมอง กล่าวอีกนัยหนึ่งจริตนี้เป็นนักจับผิดเก่ง
จุดอ่อนของคนจริตนี้ที่สำคัญคือ มองไม่เห็นภาพใหญ่ เห็นแต่ภาพเล็กๆ เพราะจิตชอบใจประเด็นเล็กประเด็นน้อย หยุมหยิมมากจนบ่อยครั้งลืมภาพใหญ่หรือประเด็นสำคัญ แม้กระทั่งอาจจะลืมเป้าหมายที่ตัวเองกำลังกระทำอยู่เพราะมุ่งให้ความสำคัญกับกระบวนการจนเกินไป คิดมากเกินความจำเป็น ไม่สร้างสรรค์ ชีวิตเหนื่อยหน่าย ทำงานหนัก แต่ไม่มีผลตามที่ต้องการ
การที่คนจริตนี้มักมองจุดเล็กจุดน้อยทำให้เห็นปัญหาได้ตลอดแต่หาทางแก้ไม่ได้ ทำให้เกิดความทุกข์กลายทุกข์ใจอยู่เป็นประจำ
เป็นคนลังเลสังสัย มีความคิดมาก แต่ไม่กลั่นกรอง มักจะพูดออกมาได้เร็ว แต่ไม่ค่อยจะมีระบบ เป็นลักษณะฟุ้งซ่าน ไม่ตรงประเด็น เปลี่ยนแปลงความคิดตลอด เปลี่ยนจุดยืนตลอด ไม่ทำตามสัญญา เชื่อถือไม่ค่อยได้ แยกแยะความจริงไม่ได้ ในสังคมไทย อาจได้รับการยกย่องเพราะเป็นเจ้าความคิด ช่างพูดช่างเจรจา แม้ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่พูดออกมามักจะไม่ได้คิด กลั่นกรองเท่าไรก็ตาม

นอกจากนี้ เป็นคนไม่ค่อยมีความรู้สึก ความรู้สึกแตกต่างจากอารมณ์ ความรู้สึกเกี่ยวกับวิจารณญาน การมีญาณสังหรณ์ แม้คนที่มีลักษณะวิตกจริตแม้จะมีความคิดมากมาย แต่จะไม่สามารถเลือกได้ ไม่มีวิจารณญานว่า อะไรถูกไม่ถูก เหมาะสมไม่เหมาะสม เพราะสมองไปติดด้านซ้าย จึงมักไม่รู้สึกว่า อะไรถูกอะไรผิด ไม่เข้าใจความรู้สึกคนอื่น และไม่ค่อยสนใจสิ่งแวดล้อม ชอบคิดซ้ำในเรื่องอดีต เมื่ออยู่คนเดียว แต่เมื่ออยู่กับคนอื่นจะคิดเรื่องโน่นเรื่องนี้ จะมีความสุขเพราะคิดว่า ตัวเองสามารถคิดได้เร็วกว่า ดีกว่าคนอื่น
ถ้าท่านเป็นวิตกจริต ค่อนข้างยากที่ปรับเปลี่ยน เพราะมักมีอัตตาสูง คิดว่าตัวเองเก่ง มีความคิดพิสดารกว่าคนอื่น จึงรู้สึกว่าไม่ต้องการจะเปลี่ยนหรือปรับปรุงอะไร และไม่ได้เสียใจกับสิ่งต่างๆ ที่ได้ทำไปในอดีต ไม่ค่อยรู้ตัว เพราะตัวเองอยู่ในความคิดเกือบตลอดเวลา แตกต่างจากพวกโทสะจริตที่จะมีช่วงเวลาเสียใจในสิ่งที่ได้ทำไป และเห็นปัญหาของตัวเอง
ประการแรก ท่านที่มีลักษณะวิตกจริตต้องเลือกความคิด อย่าให้ความคิดลากพาท่านไป ต้องเลือกคิดว่า ควรคิดไหม ควรทำไหม ถามตัวเองว่าคิดไปแล้วมีประโยชน์หรือไม่ ต้องรีบวางแผนชีวิตว่า ในชีวิตเราต้องการบรรลุอะไร ต้องฝึกนั่งสมาธิมากๆ เพราะคิดมากจิตเหนื่อย ไม่มีพลัง การนั่งสมาธิต้องนั่งแบบสมถภาวนา สร้างวินัย ต้องสร้างกรอบเวลา เพราะจิตใจไม่มีกรอบเวลา จึงต้องสร้างกำหนดการ มิฉะนั้นแล้วจะไม่สามารถทำงานให้สำเร็จตาม deadline อาจต้องการเพื่อนที่เป็นโทสะจริตเพื่อสร้างระเบียบวินัย ต้องฝึกการมองภาพรวม คิดทุกอย่างครบวงจร ไม่คิดเป็นจุดๆ เนื่องจากจิตจะลงลึกและลงรายละเอียดมาก จนมองไม่เห็นภาพรวมภาพใหญ่ ดังนั้น จะไม่สามารถหาทางแก้ปัญหาต่างๆ ที่กำลังประสบได้
ถ้ามีเจ้านายเป็นวิตกจริต
หากมีเจ้านายเป็นวิตกจริต มักจะมีพฤติกรรมทำให้ลูกน้อยกลุ้มใจ ที่เห็นเด่นชัดก็คือ การที่เป็นคนมีความคิดมาก จึงมีหลายโครงการ ทำให้สั่งงานมากไปด้วย แต่ไม่รู้ว่าอะไรสำคัญก่อนหลัง แต่จะเร่งลูกน้องตลอดเวลา ไม่ทันที่เรื่องแรกจะเสร็จ ก็มีความคิดใหม่ผลุดขึ้นมาอีกแล้ว เรียกได้ว่า ลูกน้องต้องทำงานตัวเป็นเกลียวเหมือนมีเทียนลนก้นตลอดเวลา แต่ความคิดหรือโครงการนั้นจะเป็นประโยชน์หรือสร้างสรรค์ต่อองค์กรมากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ลูกน้องคงต้องเหนื่อยก่อน เป็นคนที่มองว่าตัวเองเก่ง ถ้าลูกน้องความสามารถไม่ถึง จะถูกกด ดูถูกทำให้เจ็บช้ำน้ำใจได้เสมอ ประกอบกับเป็นคนที่พูดไว คำพูดรุนแรง สามารถกล่าวคำเสียดแทงใจได้ง่ายๆ
มีความคิดที่แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามแต่ปัจจัยใหม่เข้ามาได้เห็นได้ยิน ดังนั้น อาจต้องระวังว่า สิ่งที่เคยทำถูกในอดีตกลายเป็นสิ่งไม่ถูกต้องไม่ชอบใจไปแล้ว ปากกับใจไม่ตรงกันเพราะต้องการแสวงหาประโยชน์ความมีหน้ามีตาเข้าตัวมากที่สุด ไม่สนใจว่าใครจะชอบใครจะเกลียด และพร้อมจะโยนความผิดให้ลูกน้อง หากมีความเป็นวิตกจริตในระดับสูงจะมีความเจ้าเล่ห์ สามารถเอาผลงานลูกน้องไป เป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ในยามวิกฤตไม่อาจตัดสินในได้
หากเจอหัวหน้าประเภทนี้ และท่านไม่ใช้วิตกจริตด้วย หากหลบได้ก็ควรหลบ แต่ถ้าหลบไม่ได้ เมื่อเผชิญหน้ากับหัวหน้าจริตนี้ต้องพูดห้ามนิ่ง เพราะถ้านิ่งเขาจะดูถูกว่าเขลา ไม่มีปัญญา การทำตัวเป็นที่น่าสงสารมักใช้ไม่ได้ผล เพราะไม่มีความรู้สึก เมื่อยามพูดควรใช้คำน้อย คมและตรงประเด็น จิตเขาจะตกใจ ต้องพยายามหาเหตุผลหักล้างให้ได้ เพราะเขาอยู่ในโลกความคิด ไม่มีความรู้สึก หากไม่อาจหักล้างความคิดเขาได้เป็นเปลาะๆ เขาก็จะเชื่อมั่นว่า เขาถูกต้อง ในส่วนนี้ต้องตั้งสติและสมาธิให้ดี เพราะน้ำเสียงของวิตกจริตจะรุนแรงเย้ยหยันอยู่แล้ว ประกอบความคิดของเขาจะมากมายพร้อมที่จะถลมถลายความคิดของคนจริตอื่นๆ ได้อย่างสบาย หากเจอเจ้านายเป็นวิตกจริต เราต้องพยายามศึกษาว่าเขาสนใจอะไร แล้วหาข้อมูลในเรื่องนั้นให้ดี และพยายามพูดในเรื่องที่เขาสนใจ เขาจะติดในประเด็นนั้น และมักจะลงดิ่งไปเลย ถ้าคนยอมรับคุณเป็นลูกน้อง เขาจะใช้วิธีการช่วยเหลือได้ในทุกรูปแบบ
หากมีลูกน้องเป็นวิตก
การที่เป็นคนเจ้าความคิดและคิดละเอียดจนเกินไป ถ้างานยากใช้ความละเอียดมากก็เป็นเรื่องดี เพราะเขาสามารถคิดได้ลึกซึ้งและมีแง่คิดที่คนส่วนใหญ่นึกไม่ถึง แต่คนจริตนี้มักไม่สามารถแยกความแตกต่างหรือจัดลำดับความสำคัญได้ดีนัก ผลก็คือ จะลงละเอียดไปหมดในทุกเรื่อง และเนื่องจากจะฟุ้งซ่านอยู่โดยนิสัย จึงมองว่าทุกอย่างเกี่ยวข้องโยงใยกันไปหมดโดยไม่คำนึงว่าจำเป็นหรือสำคัญมากน้อยแค่ไหน ทำให้ทำงานล่าช้า ไม่มีผลงานออก แม้ส่งงานสายแต่ไม่รู้สึกเพราะหาเหตุหาผลว่า มีงานต้องทำมากมาย แต่ทำไม่เสร็จจึงแนวโน้มจะชอบหมกงาน หากมีลูกน้องวิตกจริตต้องแก้ด้วยการให้ทำในกรอบแคบ แต่ให้ลงลึก อย่าให้ทำหลายอย่างพร้อมกัน ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนแต่ละวัน และต้องหมั่นตรวจสอบบ่อยๆว่าได้บรรลุเป้าหมายนั้นแล้วหรือยัง ไม่ควรสั่งงานสำคัญกับลูกน้องที่เป็นวิตกจริต และควรกรอบว่าให้ทำอะไรและจะให้เสร็จเมื่อไร และต้องแนะนำว่าจะต้องทำอะไรในแต่ละวัน ควรทำอะไร อย่างปล่อยให้ว่างเพราะจะฟุ้งซ่าน ต้องคอยระวังในเรื่องการทำลายความสามัคคี เพราะชอบวิเคราะห์วิจารณ์ พูดในทางไม่ค่อยสร้างสรรค์ทำให้คนจริตอื่นไม่สบายใจไม่อยากร่วมงานด้วย และยิ่งผู้ที่เป็นวิตกจริตมาเจอกันเองแล้วโอกาสทะเลาะวิวาทกันก็มีสูง ไม่เคารพกฎเกณฑ์หากมีช่องทางก็จะหาทางละเมิดกฎระเบียบต่างๆ โดยหาเหตุผลต่างๆนาเข้าข้างตัวเองเก่ง ดังนั้น ต้องคอยปรามตักเตือนไว้ทันทีที่ทำไม่ถูกต้อง และถ้าไม่ตักเตือน จะใช้การที่ไม่ตักเตือนมาเล่นงานหัวหน้าได้ เป็นคนมีอัตตาสูงในด้านความคิด แต่ไม่มีความรู้สึก ไม่รักตัวเอง คิดจะทำลายตัวเอง และพร้อมจะดึงหัวหน้าตามไปด้วย
ศรัทธาจริต จริตตัวต่อมานี้คือ..
เชื่อมั่นว่าตัวเองมีหลักการอุดมการณ์ คิดว่าตนเองเป็นคนดีน่าศรัทธาประเสริฐมากกว่าพุทธิ เพราะคิดอย่างมีหลักการและพูดอย่างมีหลักการตลอด แต่คนที่มีศรัทธาจริตพระพุทธเจ้ากล่าวว่า เป็นคนมีปัญญาต่ำ เพราะมีความเชื่ออย่างรุนแรงว่าจะเป็นอย่างนั้น และจะไม่ยอมรับความคิดของคนอื่น หากคนอื่นมีความคิดแตกต่างจากเราก็ไม่ยอมรับ ไม่ได้พิจารณาเหตุผล ไม่พิจารณา ต้องคิดถึงหลักกาลามสูตร อย่าเชือเพราะตามกันมา อย่าเชื่อเพราะเป็นศาสดา อย่าเชื่อเพราะเป็นครูบาอาจารย์ อย่าเชื่อเพราะเห็นว่ามีเหตุมีผลสอดคล้องกับความคิดของเรา โดยธรรมชาติเวลาเราสั่งสอนคนก็อยากให้คนอื่นเชื่อ คนพูดก็ให้รับฟังก่อน แต่หลังจากนั้น ให้ดูเหตุดูผล ตามสติปัญญาอำนวย พิจารณาให้เต็มที่ ถ้าเชื่อคนก็ไม่ใช่พุทธศาสนิกชนไม่รู้จักประนีประนอม ความจริงมี อยู่หนึ่งเดียว คนไม่เห็นด้วยเป็นฝ่ายผิด ทำให้คนมีศรัทธาไม่มีเมตรา เพราะคนมีความคิดไม่ตรงกันเราเป็นคนเลว ศรัทธาแรงๆ จะแยกแยะขาวดำ ไม่มีสีเทา คนคิดไม่เหมือนกันจะเอาเป็นเอาตาย คิดจะทำกิจการโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา จะต่อต้านการทำแท้งโดยใช้ระเบิดบอมม์ มีจุดบวก ถ้ามีพุทธิด้วยจะเป็นพลังที่แรง แต่ถ้าไม่มีก็เหมือนมีเครื่องแรง แต่อาจวิ่งไปในทางผิดได้
หากมีเจ้านายเป็นศรัทธาจริต
มีกฏมระเบียบมากมาย เช่นต้องมาตรงเวลา แต่ตอนเย็นอาจอยู่ช่วย เอารัดเอาเปรียบ พร้อมลงโทษด้วยความรวดเร็ว โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ไม่มีความเมตตา
ถ้าลูกน้องเป็นศรัทธาจริต
เป็นบุญ เพราะตั้งใจทำงาน อยากเป็นคนดี อยากเป็นลูกน้องที่ดี มีคาวมเคารพเจ้านาย แต่อาจไม่ยอมรับคำตำหนิเพราะคิดว่าตัวเองดี และการที่คิดว่าตัวเองดีจึงชอบตัดสินคนรองข้างและวิพากวิจารณ์ หากคิดไม่เหมือนก็มองว่าเป็นคนเลว
ตัวต่อมา พุทธิจริต
จะเรียนรู้เร็ว พูดอะไรเป็นเหตุเป็นผล ตัวกูของกูไม่สูงต่ำกว่าวิตก พร้อมจะรับความคิดเห็นเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นสูงขึ้น จึงยอมรับความคิดใหม่ซึ่งมีเหตุผล จิตปักอยู่ในเหตุผลจึงตรงประเด็น ไม่เอาเปรียบ มีความเมตราท่วมจิต เพราะคิดตามความเป็นจริง และไม่คิดในทางลบ ต้องการพัฒนาขัดเกลาจิตใจ ตลอดเวลา จึงเห็นปัญหาและทางแก้ เมื่อเห็นผู้อื่นจึงเกิดความเมตราไปด้วย ในคนพูดเต็มไปด้วยสติและปัญญา แตกต่างวิตกที่พูดแยะทำแยะแต่ผิดๆถูก เป็นคนที่เชื่อถือได้ หน้าตาผ่องใส แตกต่างกับวิตกเพราะฟุ้งซ่านจึงเหี่ยวย่นเหนื่อยอเน็จอนารถ พุทธิจึงหน้าไม่ทุกข์ มีสมาธิเข็มแข็ง มองโลกตามความเป็นจริง มีพลังซึ่งแตกต่างจากโมหะซึ่งไม่เบิกบาน เศร้า ถึงเวลาพูดก็ไม่พูด ไม่มีพลัง ตา สว่างไสว รู้ โทสะ ตาแข็งโปน เป็นประกายแห่งความเหี้ยมดุ โมหะ ตาเยิ้มแต่เศร้า ราคะจะเปล่งปลั่ง วิตกตาจะหลอก แหลก จะรู้จักสังเกตุสิ่งต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นสีหน้า เพื่อที่จะปรับความคิด การพูด การกระทำของตัวเอง หาได้ลำบากในสังคม เป็นกัลยาณมิตร ต้องการให้คนอื่นก้าวหน้า คบคนประเภทก็เป็นคนประเภทนั้น ควรคบคนที่สูงกว่าดีกว่าเรา ถ้าเลือกได้ แต่การให้ความช่วยเหลือต้องให้กับทุกคน การให้ความช่วยเหลือต้องทำโดยไม่ให้ตัวเองเดือนร้อน หากเรามีกำลังจิตไม่พอจะถูกครอบหงำโดยคนรอบข้าง น้อยคนที่จะเป็นเพราะต้องมีเหตุผล ต้องมีพลังศรัทธาตามด้วย ความอยากที่จะรู้ จิตใจเป็นอย่างไร
ถ้านายเป็นพุทธิจริต
ควรทำงานด้วย เพราะชอบแนะนำชอบสอน ไม่ได้ตำหนิ เปิดให้ก้าวหน้าพัฒนา และพึ่งพาได้ และสามารถช่วยเหลือได้ เพราะเป็นคนมีธรรม และต้องการพัฒนา
ถ้ามีลูกน้องเป็นพุทธิจริต
สามารถพัฒนาได้ ให้เป็นมือขวา รู้สูงต่ำ อะไรควรไม่ควร เลิกเอาตัวเราเป็นที่ตั้ง ควรดูคนที่เราคุยด้วยเป็นประเภทอะไร จะทำให้เราเข้าใจเขา เพราะวิธีในการพูดคุยกับคนประเภทหนึ่งย่อมแตกต่างจากคนอีกประเภทหนึ่ง
ข้อเสียของพุทธิจริต
มีความมั่นใจมาก จิตใจราบรื่น เป็นสุขดี ทำให้มีแรงเฉี่อย ทำให้ไม่ต้องการพัฒนาจิตใจด้านธรรม ไม่ต้องปรับปรุงเมื่อเจอพลังด้านลบ อาจเอาตัวไม่รอด หรืออาจจบลงด้วยความเครียด มึนงงว่าจะแก้ได้อย่างไร ไม่เข้าใจคนอยู่ในมุมมืดมุมอับ ต้องพึ่งธรรมว่าจะฝ่าฟันโลกไปได้
ทั้งหมดก็ครบ 6 จริตของมนุษย์แล้ว ก็ดูเอานะครับใครเป็นจริตแบบไหนอย่างไร ใช่หรือเปล่า แล้วก็ลองทำความเข้าใจและหาทางแก้ไขกันนะครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น