
มาขอต่อกันเลยดีกว่า เรื่องที่จะเขียนให้ในวันนี้เกี่ยวกับการปรับปรุงบุคลิกภาพภายนอกเป็นตอนที่ 2
การปรับปรุงบุคลิกภาพภายนอก ได้แก่การทำให้กิริยามารยาทของบุคคลดูดีในสังคม อาจเรียกว่า การมีมารยาทในสังคม มนุษย์อยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ เราต้องอยู่กับคนอื่นและเมื่อต้องอยู่กับคนอื่น เราก็ต้องรู้จักมีมารยาทที่ดี ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น ในหัวข้อนี้จึงจำเป็นต้องศึกษาวิธีการ ปรับปรุงบุคลิกภาพภายนอกให้ดูดี หรือให้มีมารยาททางสังคม ที่คนทั่วไปเขาปฏิบัติ มารยาท หมายถึง กฎเกณฑ์ของพฤติกรรม หรือแบบแผนแห่งพฤติกรรม ซึ่งบุคคลพึงกระทำในสังคม พฤติกรรมที่สุภาพเรียบร้อยเรียกว่า สุภาพชน
มารยาท หมายถึง กิริยางดงามและอัธยาศัยไมตรี ที่บุคคลมีต่อบุคคลอื่นดี มารยาทเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า เราเป็นคนที่ใส่ใจต่อ ความรู้สึกของผู้อื่น ให้ความรู้สึกที่ดีแก่คนอื่น เช่น การแสดงความเคารพ การให้เกียรติคนที่อาวุโสกว่า เป็นต้น การที่บุคคลมีมารยาทดี ถือเป็นก้าวแรก ที่จำเป็นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต ในงานในอาชีพและการอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคม ซึ่งบุคคลจะต้องรู้จัก การแนะนำคนหลายคนให้รู้จักกันได้อย่างถูกต้องและไม่สับสน รู้จักการพูดคุยอย่างสุภาพ และรู้จักกฎระเบียบพื้นฐาน ในการอยู่ร่วมกับคนอื่น รวมถึง การสามารถแสดงอัธยาศัยที่ดีต่อผู้อื่น
การมีมารยาทที่ดีจะช่วยให้บุคคลรู้สึกมั่นใจในการพบปะผู้คนได้เกือบทุกสถานการณ์ การรู้ว่าอะไรควรและอะไรที่ไม่ควร การรู้จักวิธีการที่จะวางตัวให้เหมาะสมกับกาละโอกาส ไม่แสดงกิริยามารยาทที่ดูหมิ่นหยาบคาย ไม่ให้เกียรติผู้อื่น หรือทำร้าย ความรู้สึกของผู้อื่น แม้กฎเกณฑ์และมารยาทในสังคมปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่หลักการพื้นฐานทั่วไป เรื่องมารยาทยัง คงเหมือนเดิมเช่น ความเป็นผู้มีน้ำใจดี การระลึกถึงผู้อื่น และอัธยาศัยอันดีที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย ดังนั้นจึงกล่าวสรุปได้ว่า มารยาทที่เหมาะสมในสังคม เป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก สำหรับบุคคลทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่ผู้บริหารและผู้นำทุกระดับชั้น จนถึงคนระดับล่างๆ ก็ควรจะได้รับรู้และศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติตน ให้ถูกต้องตามหลักสากล ซึ่งในเรื่องเทคนิคการปรับปรุงบุคลิกภาพจะได้กล่าวถึงเรื่องดังต่อไปนี้คือ มารยาทในการแนะนำตัว การแต่งกาย มารยาทในการประทานอาหาร เรียงเป็นลำดับดังนี้
มารยาทในการแนะนำตัว
มารยาทในการแนะนำตัวนับเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพราะบุคคลจะต้องอยู่ในเหตุการณ์ที่จะต้องแนะนำตัวบ่อยครั้ง เช่น เมื่อเราพาเพื่อนไปร่วมงานเลี้ยง โดยมารยาทแล้วจะต้องแนะนำคนใหม่ให้รู้จักกับเพื่อนของเราด้วย ถ้าเราเป็นเจ้าภาพในงานนั้น เราจะต้องแนะนำแขกให้รู้จักซึ่งกันและกัน สำหรับงานเลี้ยงใหญ่ๆ เจ้าภาพจะแนะนำเพียงแขกกลุ่มที่อยู่ใกล้ ๆ เราเท่านั้น จากนั้นก็เป็นเรื่องของแขกผู้นั้น จะต้องหาทางแนะนำตัวเองให้รู้จักกับคนอื่น ๆ ในงานต่อไป
การแนะนำตัวเราเอง เราเพียงแต่จะพูดง่าย ๆ ว่า
“สวัสดีครับ ผมชื่อ………….” “สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อ………….”
แต่ถ้าเราบังเอิญเคยพบบุคคลนั้นมาก่อน เราอาจจะพูดต่อท้ายว่า
“เราเคยพบกันมาแล้วครับ ที่………” หรือ “ผมเป็นเพื่อนของ………..”
“เราเคยพบกันมาแล้วค่ะ ที่………” หรือ “ดิฉันเป็นเพื่อนของ………..” เป็นต้น
เมื่อเราแนะนำให้คนสองคนได้รู้จักกัน ก็เท่ากับเป็นการเสนอคนหนึ่งให้รู้จักกับอีกคนหนึ่ง หรืออีกนัยหนึ่งเรากำลังขออนุญาตบุคคลผู้นั้นแนะนำอีกคนหนึ่งให้รู้จักกัน เช่น
ในกรณีที่เป็นผู้ชาย “คุณภูมเรศ ผมขอแนะนำให้รู้จักกับคุณนิด…ครับ”
“คุณนิดครับ นี่คือคุณภูมเรศ…ครับ”
ในกรณีที่เป็นผู้หญิง “คุณนิดคะ ดิฉันขอแนะนำให้รู้จักกับคุณหน่อย…ค่ะ”
“คุณหน่อยคะ นี่คือคุณนิด…ค่ะ”
มารยาทในการแนะนำให้บุคคลรู้จักกันในสังคม จะต้องคำนึงสิ่งต่าง ๆ 4 ข้อดังต่อไปนี้
1. จะต้องแนะนำคนที่อ่อนวัยกว่าต่อผู้อาวุโสกว่าเสมอ
2. จะต้องแนะนำผู้ชายก่อนให้ผู้หญิงรู้จักก่อนเสมอ
3. การแนะนำผู้ที่อยู่ในตำแหน่งต่ำกว่าต่อผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่าเสมอ
4. ในทางธุรกิจ จะต้องแนะนำพนักงานระดับต่ำกว่าต่อพนักงานระดับสูงกว่าเสมอในกรณีที่เราเป็นผู้ถูกแนะนำ เราก็ควรแสดงอาการรับรู้ด้วยการกล่าวคำทักทาย เช่นใช้คำว่า
“สวัสดีครับ” และจะเป็นการช่วยให้เราจำชื่ออีกฝ่ายหนึ่งได้ดีขึ้น ถ้าเราจะเอ่ยชื่อของเขาซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เช่น “สวัสดีครับ คุณสมชาย…ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ในสังคมไทยเราไม่นิยมการจับมือกัน ยิ่งถ้าเป็นการแนะนำให้รู้จักกับสุภาพสตรีด้วยแล้ว ประเพณีไทย อาจจะมีการยกมือไหว้ ถ้าบุคคลมีความอาวุโสต่างกันมาก หรือผู้หญิงอาจจะเพียงแต่ยิ้มพร้อมพยักหน้าน้อยๆ พร้อมกับกล่าวคำทักทายว่า “สวัสดีค่ะ” ถ้าหากเป็นการแนะนำกับชาวต่างประเทศก็จะมีการสัมผัสมือด้วย ผู้หญิงส่วนใหญ่จะยื่นมือให้สัมผัสโดยอัตโนมัติ และฝ่ายชายก็ไม่จำเป็น ที่จะต้องรอให้ฝ่ายหญิงยื่นมือมาให้ แต่จะยื่นมือให้ก่อนและฝ่ายหญิงก็ไม่ควรลังเลที่จะสัมผัสมือกับฝ่ายชาย เพราะหากไม่ยอมสัมผัสมือ เมื่อฝ่ายหนึ่งยื่นมือมาแล้ว มารยาทตะวันตกถือว่า เป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่ง
ในการสัมผัสมือ บุคคลไม่ควรบีบมือของอีกฝ่ายหนึ่งแรงจนเกินไปนักแต่ก็ไม่ปล่อยมือให้อ่อนปวกเปียกจนไม่มีกระดูก การสัมผัสมือไม่ควรจะเนิ่นนานเกินไปควรเขย่ามือสั้น ๆ 2 – 3 ครั้งไม่ทำแรงเกินไป และจับมือให้กระชับให้เกิดความรู้สึกที่เป็นกันเอง ก็เพียงพอแล้วข้อเสนอแนะในการสร้างความประทับใจเมื่อพบครั้งแรก
1. แต่งตัวให้เหมาะสมกับความคาดหวังของที่เราจะมาพบหรือ แต่งตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ที่คนอื่นคาดหวังว่า เราควรจะแต่งกายอย่างไร
2. ยิ้มกับบุคคลที่พบเห็นเสมอ การยิ้มเป็นภาษาสากล การยิ้มเป็นการทักทายกับคนที่รู้จัก
3. การพูดคุยต้องประสานสายตาของผู้ที่เราจะคุยด้วยให้ความสนใจในรายละเอียดแต่ไม่ใช่จ้องหน้าเวลาพูดต้องมองหน้าคนไม่ก้มดูพื้น หรือมองไปที่อื่นในขณะที่ท่านคุยกับคู่สนทนา อย่าจ้อง หน้าคู่สนทนามากเกินไป
4. อย่าลืมกล่าวทักทายกล่าวคำว่า “สวัสดีคะ” หรือ การจับมือซึ่งต้องจับมืออย่างเต็มใจ จริงใจ ใส่ความรู้สึกที่ดีๆขณะจับมืออย่าบีบมือแรง
5. ให้การต้อนรับอย่างจริงใจพร้อมกล่าวทักทาย “สวัสดีครับ…คุณสบายดีหรือครับ ดีใจที่ได้พบคุณมาร่วมงาน” “เชิญข้างในก่อนคะ”
6. เรียกชื่อผู้ติดต่อด้วย ให้ถูกต้องชัดเจน จะเป็นชื่อจริงหรือชื่อเล่นก็ได้ดูว่าสนิทระดับใด
7. อย่าพูดค่อยหรือพูดดังจนเกินไป การพูดเสียงค่อยเกินไปอาจจะตีความได้ว่าท่านไม่ค่อยมั่นใจ และไม่ต้องการสนทนาด้วย ในทางตรงกันข้ามถ้าพูดเสียงดังเกินไปอาจจะดูไม่สุภาพนัก
8. ถ้าเป็นเจ้าของบ้านทำหน้าที่รับแขก อาจจะต้องหาน้ำหรือกาแฟมาให้แขกดื่มถ้าแขกของท่านต่างวัฒนธรรม ต้องแสวงหาความคาดหวังของเขาตามรูปแบบวัฒนธรรมของเขา
9. ถ้าเป็นการประชุมในที่ทำงานของท่าน ให้ท่านยืนต้อนรับที่หน้าประตูทางเข้าห้องประชุมให้ท่านยืนต้อนรับแขกและส่งแขก
10. ถ้าเป็นแขกไปเข้างานให้สังเกตวัฒนธรรมเจ้าของบ้าน สังเกตวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แสดงออกและวางตนให้เหมาะกับวัฒนธรรมนั้นๆ
11. ศึกษาประวัติบุคคล และหน่วยงานที่ท่านจะไปเข้าร่วมประชุม ศึกษานิสัยใจคอบุคคลที่เราจะไปพบ สิ่งที่เขาชอบไม่ชอบความสนใจเรื่องวัฒนธรรมองค์การควรศึกษาก่อนไปพบ
12. การรู้จักสังเกตกฎเกณฑ์พื้นฐาน ความสุภาพ และพฤติกรรมที่ถูกต้องทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาสนทนากับใครอย่าพูดตัดบท
13. การฝึกเป็นนักฟังมากกว่านักพูดแบบไร้สาระการฟังจะทำให้บุคคลฉลาดขึ้น ดูน่านับถือมากขึ้น จะได้รับความสนใจ มีเสน่ห์มากขึ้น ในทางตรงกลับกันถ้าผู้ที่เราสนทนาด้วยเป็นผู้ฟังที่ดีเราก็อยากจะพูดด้วย จงเป็นได้ทั้งผู้พูดที่ดีและผู้ฟังที่ตั้งใจจะฟัง
14. การพูดไม่ควรนำเรื่องเครียดมาพูดในงานรื่นเริง รู้จักเลือกหัวข้อที่จะพูด มีศิลปะในการพูดและพูดให้ถูกเวลา ถูกสถานที่และถูกเรื่อง การพูดคุยเพื่อการสร้างมิตรภาพต่างจากการพุดเพื่อเสนอขายสินค้า จงอย่าใช้เวลาแห่งมิตรภาพ ลงมือพูดเพื่อขายของ ถ้าทำเช่นนั้นท่านอาจจะไม่มีมิตรต่อไปหรือพอเห็นหน้าท่านเพื่อนอาจจะเปลี่ยนกลุ่มทันทีก็ได้
15. การพูดควรมีอารมณ์ขัน รู้จักแทรกข้อคิดตลก ทำให้บรรยากาศในการรู้จักกันผ่อนคลาย แต่ไม่ใช่พูดตลกแบบหยาบทะลึ่ง จนฟังแล้วไม่งามนัก เช่นตั้งคำถามว่า “คุณเคยไปนรกมั๊ย” คำถามนี้ทำให้คนฟังนิ่ง จะมาทางไหน...แน่ นรกกับสวรรค์ห่างกันไม่ถึง 10 เมตร แต่เราไปสวรรค์ยากกว่ามาก (คนฟังชักงง ตั้งใจฟังต่อ) นรกกับสวรรค์เขาตกลงสร้างถนนโดยแบ่งกันสร้างคนละ 5 เมตรไม่ถึงสองวันฝ่ายนรกก็สร้างเสร็จ ปรากฏว่าฝ่ายสวรรค์ยังสร้างไม่เสร็จ เดือนผ่านไป ฝ่ายนรกก็ถามว่าทำไม่สร้างถนนไม่เสร็จสักที สวรรค์บอกว่าผู้รับเหมาบนสวรรค์ไม่มี จึงสร้างถนนไม่ได้นะซิ” เป็นต้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น