
เมื่อครั้งแรกที่หนุ่มสาวจีบกันใหม่ ๆ ดูเหมือนความรักจะหวานชื่น แต่เมื่อได้แต่งงาน การแสดงตัวจริงของทั้งสองฝ่ายออกมา บางครั้งอาจจะเกิดปัญหา และสิ่งที่ขัดเคืองใจกันและกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากความรักไม่สามารถเชื่อมจิตใจของคน 2 คนไว้ได้ ปัญหาการหย่าร้างก็จะตามมา จากรายงานของกรมสุขภาพจิต พบว่าสถิติในปี พ.ศ.2553 อัตราการหย่าร้างของไทยพุ่งสูงขึ้นอยู่ที่อัตรา 1 ใน 3 จากเมื่อ 10 ปีก่อนที่อยู่ 1 ใน 10 มีศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาแก่ครอบครัวท่านหนึ่งได้ให้คำแนะนำที่เป็นหลักในการรักษาความสัมพันธ์ของคู่สมรสและการแต่งงานไว้ 5 ข้อ ดังนี้
1. ข้อแรกที่สุดคือ การตัดสินจากสิ่งที่เห็นภายนอกแทนการสืบค้นข้อมูลภายใน สามีภรรยาหลายต่อหลายคู่มักพยายามตำหนิคู่ของตัวเองในทางลบ จากบุคลิกลักษณะหรือการแสดงออกภายนอก การตำหนิคู่สมรสไม่ใช่วิธีที่ดีเพราะจะนำไปสู่การแตกหักของความสัมพันธ์ อีกทั้งยังสะสมและสร้างความเจ็บปวดภายในจิตใจ ซึ่งอาจปะทุขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ ดังนั้นการแก้ปัญหาจะง่ายเข้า หากเข้าใจว่าคู่ของเรากำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่ในขณะนั้น ยกตัวอย่างเช่น สามีมักบ่นว่าภรรยาอยู่เสมอว่าเธอขี้บ่น จู้จี้ จุกจิก แต่แท้จริงแล้วเป็นเพราะเธอต้องทำงานนอกบ้าน และโดนตำหนิจากเจ้านายเรื่องงาน อีกทั้งเธอยังต้องกลับมาดูแลงานภายในบ้านอีก หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือภรรยาชอบบ่นว่าสามีว่าขี้เหนียว ไม่ยอมให้ไปช้อปปิ้งหรือซื้อของสวยงามนอกบ้าน แต่นั่นเป็นเพราะว่าสามีรู้ว่าไม่มีเงินเก็บเพียงพอ และเขากำลังจะตกงาน เป็นต้น
2. ใช้วิธีการแยกตัวเพื่อสงบสติอารมณ์และกลับมาพูดคุยกันใหม่ ไม่ใช่หนีปัญหาแต่สงบกับตัวเองและพิจารณาปัญหา เพราะบางคู่ใช้วิธี การด่าทอ การตะโกนใส่กัน การทำร้ายน้ำใจ หรือมากยิ่งกว่านั้นคือการทำร้ายร่างกาย หรือการทำร้ายทางเพศ (หากรุนแรงมากอาจต้องพึ่งศูนย์ช่วยเหลือการละเมิดทำร้ายร่างกายซึ่งประเทศไทยพอจะมีศูนย์ให้ความช่วยเหลือทางด้านนี้อยู่บ้าง) ดังนั้นหากมีเรื่องทะเลาะกันที่บ้านทางออกที่ดีทางหนึ่งคือ การแยกตัวออกจากสถานการณ์นั้น ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “time out” เมื่อเริ่มมีการทะเลาะกันรุนแรงขึ้นควรยอมให้สามี หรือภรรยามีโอกาสเดินออกไปนอกห้อง หรือออกไปข้างนอกบ้านเพื่อคิดทบทวนถึงสิ่งต่างๆ โดยไม่ขัดจังหวะ อีกสิ่งหนึ่งที่สามารถทำได้คือการเขียนเป็นสัญญา หรือเป็นข้อตกลงกันไว้ว่าเมื่อมีอารมณ์โกรธ หรือทะเลาะกันเกิดขึ้น สิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้บ้างเป็นเพื่อปกป้องความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น เช่นจะไม่ทำร้ายร่างกายกัน เป็นต้น

3. อย่าทำให้ปัญหาเล็กเป็นปัญหาใหญ่ ควรตัดไฟเสียแต่ต้นลม ปัญหาบางอย่างหากคู่สมรสหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า หรือพูดคุยกันอาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาได้ เช่น การแยกกันอยู่เพราะความจำเป็นเรื่องงาน การขาดความสัมพันธ์ทางเพศ การดื่มมากเกินไป ปัญหาสุขภาพเรื้อรัง สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาได้โดยคาดไม่ถึง ปัญหาเหล่านี้ควรปรึกษาและพูดคุยกัน เพราะอาจทำให้คู่สมรสมีความรู้สึกว้าเหว่ และระแวงว่า คู่ของตนอาจมีคนใหม่ ไม่สนใจ กำลังจะทิ้งไป เป็นต้น หากไม่คุยกันอาจทำให้ความสัมพันธ์ป่วย ซึ่งแสดงออกโดยการโกรธง่าย หงุดหงิดใส่กันอย่างไม่มีเหตุผล หรือไม่ชอบหน้าคู่สมรสขึ้นมาเฉย ๆ
4. การสร้างความสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยทักษะการแสดงออกและทักษะการเป็นผู้ฟัง เทคนิคหนึ่งที่นักจิตวิทยาใช้คือคำว่า ฉันรู้สึก “I message” ซึ่งหมายถึง การบอกว่าเรารู้สึกอย่างไรต่อปัญหานั้นมากกว่าการตำหนิคู่สมรสหรือการกล่าวหาคู่ของตัวเอง (หรือที่เรียกว่า You message) ยกตัวอย่าง เช่น ภรรยาอาจพูดว่าฉันรู้สึกเสียใจที่เธอไม่ชวนฉันไปงานคืนนี้ (I message) แทนที่จะพูดว่าเธอเห็นแก่ตัวจังที่ไปเที่ยวสนุกคืนนี้คนเดียว หรือเธอไปหากิ๊กใช่ไหม?(You message)เป็นต้น สังเกตได้ว่า คำว่าฉันรู้สึก “I message” แสดงอารมณ์พื้นฐานและความจริงใจออกมามากกว่า “You message” โดยปกติแล้วเมื่อบอกว่า เธออย่างนั้น เธออย่างนี้จะทำให้ผู้รับฟังอยากป้องกันตัวเอง หรือต้องการความเห็นใจ จนเกิดปัญหามือที่สามขึ้น ทักษะการฟังที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ฟังโดยไม่ขัดจังหวะ หรือเสริมความคิดของตัวเองเข้าไป อาจแสดงออกโดยพูดว่าคุณรู้สึกผิดหวังและเสียใจที่ผมไม่ได้ชวนคุยไปงานเลี้ยงคืนนี้ใช่ไหม แสดงว่าใส่ใจและเข้าใจ พร้อมที่จะช่วยกันแก้ปัญหานั้นร่วมกัน
5. ข้อสุดท้ายคือการให้กำลังใจ และคิดถึงข้อดีของซึ่งกันและกัน บอกเขาว่าเราชอบอะไรในตัวเขา และเขามีเสน่ห์ตรงไหน เช่น คิดว่าครั้งแรกเราชอบเขาตรงไหน นานแล้วนะที่เราไม่ได้ทำสิ่งนี้ด้วยกัน สัมพันธภาพที่ยืนนานมักมาจากความเห็นอกเห็นใจ การช่างสังเกต และการให้ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ แทนที่จะกล่าวโทษ จับผิด ลองทำสิ่งใหม่ที่ไม่คาดคิดให้ความรักของเราใหม่อยู่เสมอดูสิ
ที่ผมเขียนมาให้อ่านทั้งหมดเป็นหลักใหญ่ ๆ ของเคล็ดลับการสร้างครอบครัวให้มั่นคง แต่อาจจะมีอีกหลายข้อ ที่ไม่ได้กล่าวถึง ครอบครัวที่มั่นคงเป็นเหมือนการสร้างฐานที่มั่นคงต่อชีวิต ทั้งกับตัวคุณพ่อคุณแม่เองและสมาชิกที่อยู่ในบ้านทุกคน เหมือนกับรากของต้นไม้ที่มั่นคงจะเป็นร่มเงาให้นกกามาอาศัยได้อย่างมีความสุข เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น