วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

วิธีใหม่...กระตุ้นขวัญและสร้างแรงจูงใจ


ต่อจากนี้ไปอย่ามัวแต่คิดแบบเดิมๆ เพราะตอนนี้เงินไม่ใช่สิ่งที่จะเรียกขวัญและกำลังใจของพนักงานกลับมาได้เสมอไป เจ้าของธุรกิจทุกรายต่างก็อยากให้พนักงานของตนเองนั้นทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพและขยันขันแข็ง ซึ่งแน่นอนว่าในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ หลายต่อหลายบริษัทก็กำลังประสบกับปัญหาพนักงานทำงานได้ไม่เต็มกำลังความสามารถที่มี ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อฝ่ายบริหาร ผู้นำบางคนอาจจะกำลังแก้ไขปัญหาด้วยวิธีผิดๆอยู่ ที่ผ่านมาผมเคยเห็นมามากที่มีการเข้าใจผิดกัน อย่างเช่น..
1.ให้เงินพิเศษ
แน่นอนว่าใครๆก็ชอบการได้โบนัสกันทั้งนั้น ซึ่งพนักงานผู้รับได้โบนัสก็จะทำงานกันขยันขันแข็งมากขึ้นเมื่อได้รับเงินพิเศษจำนวนนี้ แต่ความสุขที่ว่าก็อยู่ได้ไม่นาน จากการวิจัยพบว่าหลังจากผ่านไป 6 เดือน พนักงานก็ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับโบนัสที่ได้ไปแล้ว และมันก็ไม่ได้ส่งผลหรือช่วยกระตุ้นให้พวกเขาขยันเหมือนกับเมื่อตอนแรกๆที่ได้รับมันอีกต่อไป ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่าเงินไม่สามารถที่จะรักษาแรงกระตุ้นให้คงอยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ สิ่งที่จะช่วยสร้างแรงผลักดันให้พนักงานของคุณมีกำลังใจที่จะทุ่มเทให้กับการทำงานจริงๆก็คือการเป็นที่ยอมรับในที่ทำงานและการเลื่อนสถานะขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เจ้านายให้โบนัสกับพนักงานขายคนหนึ่งที่สามารถทำยอดได้มากที่สุดในแผนก ทุกๆคนรับรู้ถึงความสำเร็จของพนักงานคนนั้นและเขาเองก็รู้สึกภาคภูมิใจ การได้รับการยกย่องและการได้เป็นที่หนึ่งนั้นเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้พนักงานคนดังกล่าวเกิดแรงกระตุ้นในการที่จะทำงานให้ดียิ่งขึ้น แม้เงินจะสามารถช่วยผลักดันได้แต่ก็ได้ผลเพียงแค่ในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น สิ่งที่เจ้านายควรจะทำจริงๆก็คือ ให้โอกาสแก่พนักงานที่จะมาพิสูจน์ฝีมือของแต่ละคน และได้รับความรู้สึกของความสำเร็จของตน พนักงานจะมีเกิดแรงกระตุ้นมากที่สุดกับการได้รับโอกาสใหม่ๆ การเป็นที่ยกย่อง และการเติบโตของตำแหน่งหน้าที่การงาน

2. ทำยังไงก็ได้ให้พนักงานมีความสุขไว้ก่อน
บางบริษัทถึงกับทำห้องเล่นเกมส์ หรือห้องสันทนาการอื่นๆไว้ให้กับพนักงานได้ใช้ในช่วงพัก ด้วยความคาดหวังที่ว่าความสุขเล็กๆน้อยๆนี้จะทำให้พนักงานสามารถกลับมาทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่จริงๆแล้วถึงแม้พนักงานจะรอคอยช่วงเวลาเบรกขนาดไหน ก็ไม่ได้ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพวกเขา


3. มองข้ามปัญหาไปซะก็จบ
นักธุรกิจบางคนชอบเผชิญอุปสรรคและแก้ปัญหา ในขณะที่เจ้านายและลูกน้องบางคนก็เลือกที่จะปล่อยปัญหาให้ผ่านไปแทนที่จะหาวิธีแก้ไข ผู้บริหารหลายคนกังวลเรื่องการเป็นที่รักมากเกินไปจนไม่ได้ทำตามหน้าที่ของตนเองและจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที อย่าลืมว่าการมองผ่านปัญหานั้นไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีแก่ใครเลย ไม่ว่าจะต่อบริษัทหรือพนักงาน

4. พนักงานบางคนทำอย่างไรก็ไม่เกิดแรงกระตุ้น
การเชื่อว่าพนักงานบางคนนั้นทำอย่างไรก็ไม่สามารถกระตุ้นได้นั้นผิดอย่างยิ่ง ความจริงก็คือพนักงานแต่ละคนนั้นต้องได้รับการผลักดันที่แตกต่างกันไป ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะต้องวิเคราะห์ให้ออกว่าอะไรคือปัจจัยที่จะทำให้พวกเขามีกำลังใจในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการเจริญเติบโตของบริษัท

5. ไม่จำเป็นต้องผลักดันพนักงานที่เก่งอยู่แล้ว
บริษัทไหนๆก็อยากได้พนักงานเก่งๆมาทำงานด้วย เพราะคนเหล่านี้เรียนรู้ไว ปรับตัวได้ง่าย และมีประสิทธิภาพ จนทำให้เจ้านายคิดไปเองว่าไม่จำเป็นที่จะต้องทำอะไรเพื่อพนักงานเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ความเก่งไม่ได้มาพร้อมกับการผลักดันตนเองเสมอไป มีพนักงานฉลาดๆมากมายที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ตนเองเกิดแรงกระตุ้น ซึ่งจะตามมาด้วยการขาดความใส่ใจในงานที่ทำ เจ้านายที่ฉลาดจะต้องสร้างบรรยากาศการทำงานที่จะช่วยกระตุ้นไฟการทำงานของพนักงาน ซึ่งจะช่วยให้ฝ่ายบริหารทราบว่าพนักงานอยากทำอะไรเพื่อความก้าวหน้าของบริษัท และงานส่วนไหนที่พนักงานชอบและไม่ชอบทำ เป็นต้น

เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ยังไม่สายหากคิดจะกระตุ้นให้กลับมาทำตามสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งมันพอมีวิธีง่ายๆในการกระตุ้นพนักงาน
* การพูดชื่นชมในงานที่ทำสำเร็จ หรืออาจจะแค่บางส่วนที่สำเร็จแล้ว ถ้าพนักงานดูเหนื่อยหน่ายกับงานที่ทำ ก็เรียกพวกเขาแต่ละคนมาคุยเพื่อดูว่าจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อการพัฒนาเส้นทางอาชีพหรือสายความก้าวหน้า เช่น การเลื่อนขั้นจากการวัดผลการทำงาน
* ชี้แจงให้กระจ่างว่าอะไรคือความคาดหมายที่ต้องการได้รับจากงานแต่ละชิ้น
* ดูว่าลักษณะงานที่ทำต้องประกอบไปด้วยภารกิจงานที่หลากหลาย ไม่ซ้ำซากจำเจ
* แสดงให้พนักงานเห็นว่างานที่พวกเขาทำได้ก่อประโยชน์ต่อบริษัทมากแค่ไหน
* ทำให้พนักงานรู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นมีความหมายมากเพียงใด
* ติชมหรือชี้แนะการทำงานพนักงาน ไม่ว่าจะด้านบวกหรือด้านลบก็ตาม
* ให้อิสระแก่พนักงานในการรับผิดชอบงานที่พวกเขาทำ มากน้อยขึ้นอยู่กับผลงานการทำงานของพวกเขาที่ผ่านมา
* สร้างความลึกซึ้งของงานที่พนักงานแต่ละคนทำ เช่น ดูว่าพนักงานมีความสามารถด้านไหนที่จะสามารถ* พัฒนาได้บ้างและเพิ่มศักยภาพเหล่านั้นของพวกเขาด้วยการส่งไปฝึกหรืออบรมความรู้เพิ่มเติม
* เปิดโอกาสอย่างเหมาะสมให้พนักงานได้ประสบความสำเร็จในสายงานที่ทำ
ทุกข้อที่บอกไปนี้ ผมเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจได้พอสมควร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น