
ใครจะเชื่อว่า...สมัยนี้ยังมีเรื่องแบบนี้อยู่อีกเหรอ กับการจับคู่แต่งงานไฟท์บังคับที่เรียกกันว่า ‘คลุมถุงชน’!? ….. ก็แหม ขนาดชนเผ่ากินคนยังมีหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันได้เลย แล้วทำไมขนบประเพณีการแต่งงานเช่นนี้ จะสูญหายไปได้ง่ายๆล่ะ เพียงแต่รูปแบบมันอาจจะต่างออกไปจากเดิมเท่านั้นเอง คืออาจจะไม่ได้มีการแต่งเพื่อฐานะเหมือนในสมัยก่อน หากเป็นไปเพื่อความเป็นปึกแผ่นของวงศ์ตระกูล ที่มีประวัติความเป็นมาคล้ายคลึงกัน แต่จะเป็นในรูปแบบไหนก็เถอะ เจ้าการคลุมถุงชนเนี่ย (ไม่รู้ใช้ถุงอะไร) มันก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรต่อชีวิตคู่ของคนที่ถูกคลุมบ้างล่ะ? ในบทความนี้ผมจะนำผู้อ่านประจำมาลองดูตัวอย่างเปรียบเทียบกันจากหัวข้อต่อไปนี้…………
* ความสุข/ ความพึงพอใจ
จากการสอบถามผู้ที่แต่งงานกันแบบคลุมถุงชนนั้น ฝ่ายชายมักจะเป็นฝ่ายที่มีความสุขมากกว่า เพราะพวกเขามักจะมีส่วนในการเลือกด้วย กล่าวคือหากพวกเขาไม่เห็นด้วยแล้ว ต่อให้ใครมาจับคลุมถงชน พวกเขาก็ไม่มีวันยอมง่ายๆ แต่ต่อให้พวกเขายอมแต่ง พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจภรรยาเท่าใดนัก เพราะเอาแต่ทำงานอย่างเดียว สำหรับฝ่ายหญิงแล้ว ในบางคู่ ฝ่ายหญิงที่ถูกคลุมถุงชน ไม่ได้มีความสุขเลยแม้แต่นิดเดียว หากแต่ผู้หญิงที่ถูกคลุมถุงชนก็มักจะปรับตัวได้ในระดับหนึ่ง พวกเธอบางคนยังภาคภูมิใจ และมองโลกในแง่ดีว่า พวกเธอได้ทำหน้าที่สำหรับลูกเพื่อความต้องการของพ่อแม่แล้ว อีกทั้งพวกเธอยังคิดว่า หากต้องให้ไปหาคู่ด้วยตนเอง พวกเธออาจจะไปเจอสามีที่แย่กว่านั้นก็เป็นได้
* ความซื่อสัตย์
เป็นที่น่าแปลกใจมาก เมื่อเราพบว่า คู่แต่งงานที่เกิดจากการคลุมถุงชนนั้น มักจะมีความซื่อสัตย์ต่อกัน มากกว่าคู่ที่แต่งงานกันตามปกติ สาเหตุก็คือว่า คู่ที่คลุมถุงชน มักจะยึดมั่นกับคำสัญญา ที่ให้ไว้กับบรรดาญาติผู้ใหญ่ รวมถึงคำสัญญาที่บรรดาญาติผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงกันไว้ด้วย จึงเป็นเสมือนโซ่ตรวน เอ๊ย! โซ่ทองที่คล้องใจคู่สามีภรรยาเอาไว้นั่นเอง
ส่วนคู่แต่งงานทั่วๆไปนั้น เนื่องจากพวกเขาเลือกเอง ต่างฝ่ายจึงต่างถือว่าการแต่งงานเป็นเรื่องของคนสองคน พวกเขาจึงไม่ค่อยกลัวว่าจะทำให้บรรดาญาติผู้ใหญ่คนใดเสียใจ หากว่าจะไปมีนอกมีในกับคนอื่นบ้าง พวกเขาถือว่าเป็นสิทธิที่จะทำ หากไม่ได้มีผลกระทบในทางลบถึงคู่แต่งงานของตัวเอง (ผู้ชายบางคนที่เราสอบถามมา ยังเอาของขวัญที่กิ๊กซื้อให้ ไปให้ภรรยาตัวเองด้วยซ้ำไป)
* ความก้าวหน้า
โดยส่วนใหญ่แล้ว คู่แต่งงานแบบคลุมถุงชน ฝ่ายภรรยามักจะได้รับบทบาทเป็นแม่บ้านเสียมากกว่า ดังนั้น ในเรื่องของการเป็นเท้าซ้ายเท้าขวาที่เกื้อหนุนกันในด้านหน้าที่การงานนั้น ก็จะจำกัดอยู่แค่การช่วยงานสามีเท่าที่จะทำได้ ส่วนสิทธิในการตัดสินใจ จะขึ้นอยู่กับฝ่ายชายแต่เพียงผู้เดียว โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญๆ ดังนั้น ผู้หญิงที่ถูกแต่งงานแบบคลุมถุงชน มักจะใช้ชีวิตอย่างสมถะเรียบง่าย และเจียมตัวกว่าผู้หญิงที่แต่งงานแบบปกติ เนื่องจากผู้หญิงเหล่านั้น มักจะทำงานนอกบ้าน และหาเงินได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องคอยพึ่งพา หรือฝากชีวิตเอาไว้กับฝ่ายชาย จึงไม่ต้องกลัวว่าจะดูแลตัวเองไม่ได้หากสูญเสียสามีไป เพราะอย่างกรณีที่ได้สอบถามมา ผู้หญิงที่แต่งแบบคลุมถุงชนนั้น พอสามีนักธุรกิจของเธอเสียชีวิตลง เธอก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากขายโรงงานทิ้งไป และต้องมีชีวิตอยู่อย่างขัดสน หากไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากลูกๆ หลังจากที่ได้นำเสนอ คลุมถุงชนกัน แล้วต้องเคลมประกันกับใคร ภาคแรก ไปแล้ว บางคนอาจจะยังคาใจ ในบางประเด็น ว่าการแต่งงานแบบคลุมถุงชนเนี่ย มันก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรต่อชีวิตคู่ของคนที่ถูกคลุมบ้างล่ะ? นอกจากประเด็นในเรื่องของ ความสุข ความพึงพอใจ ความซื่อสัตย์ และความก้าวหน้า ที่ได้นำเสนอไปแล้วบทความนี้จะมาให้ความกระจ่างกันเพิ่มเติมครับ
* ความเท่าเทียม
มันขึ้นอยู่กับว่า คุณให้คำจำกัดความของ ‘ความเท่าเทียมกัน’ไว้แบบไหน หากคุณหมายถึง การที่ฝ่ายภรรยาสามารถทำอะไรก็ตามที่สามีทำได้แล้วล่ะก็ คู่แต่งงานแบบคลุมถุงชน ก็มีความเท่าเทียมเช่นกัน เว้นเสียแต่ว่าบางครั้ง การตัดสินใจใดๆ มักจะตกเป็นเรื่องของฝ่ายชายเสมอ แต่ถึงกระนั้น มันก็สมเหตุสมผลอยู่ เนื่องจากฝ่ายชายจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด หากการตัดสินใจใดๆนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เลวร้าย ต่างกับคู่แต่งงานแบบปกติ ที่บ่อยครั้ง ฝ่ายหญิงมักเรียกร้องความเท่าเทียมในการตัดสินใจ โดยที่อ้างสิทธิตามสังคมสมัยใหม่ แต่แล้วพอเอาเข้าจริง ก็มักจะไม่สามารถแบกรับผลที่ตามมาในภายหลังได้ หากตัดสินใจผิดพลาด
* ความยั่งยืน
อย่างที่ได้บอกไปในข้ออื่นๆที่ผ่านมาแล้ว คู่แต่งงานแบบคลุมถุงชนนั้น มักจะไม่ค่อยมีปัญหาให้เลิกราหย่าร้างกัน เนื่องด้วยมีชนักติดหลังเป็นสัญญาใจ ด้วยว่ามีบรรดาญาติผู้ใหญ่คอยสอดส่องดูแลอยู่ การแต่งงานจึงไม่ใช่เรื่องของคนสองคน ที่นึกจะทำอะไรก็ทำได้อีกต่อไป ต่อให้ฝ่ายชายเป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่าฝ่ายหญิงหลายปี ก็มักจะมีวุฒิภาวะทางอารมณ์พอที่จะควบคุมดูแลปัญหาต่างๆให้ผ่านไปได้เสมอ และฝ่ายภรรยาก็มักจะเชื่อฟังและปฏิบัติตามเป็นอย่างดี จึงทำให้คู่คลุมถุงชนมีอัตราการหย่าร้างเกือบจะเป็นศูนย์เลยทีเดียว ในขณะที่คู่แต่งงานแบบปกตินั้น นับวัน อัตราการหย่าร้างมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากคู่แต่งงานมักจะชอบเรียกร้องสิทธิของตนเองมากเกินไป ไม่รู้จักประนีประนอม
ทีนี้ก็ได้เห็นการเปรียบเทียบกันไปแล้ว ระหว่างข้อดีข้อเสียของการแต่งงานแบบปกติกับการแต่งงานแบบคลุมถุงชน จะเห็นได้ว่า แต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียสลับกันไป ดังนั้น สรุปได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องของประเพณีโบราณหรือสมัยใหม่ ไม่ใช่เรื่องของความเต็มใจหรือการบีบบังคับ หากแต่เป็นเรื่อง ‘จริต’ของแต่ละคนต่างหากว่า เหมาะสมกับการแต่งงานแบบใดมากกว่ากัน หากคู่แต่งงานทั้งฝ่ายสามีและภรรยา มีจริตที่ตรงกันแล้วล่ะก็ จะแต่งแบบไหน ก็มีแต่จะทำให้ชีวิตคู่ราบรื่น ยืนนาน ไม่ใช่หวานเฉพาะช่วงเริ่มต้น เพราะฉะนั้น ครั้งต่อไปที่คุณได้ยินว่า พ่อแม่ของคุณจะพาคุณไปดูตัวกับใครนั้น อย่าเพิ่งพลันรีบปฏิเสธเสียก่อนล่ะ จะได้ไม่มานั่งเสียใจทีหลัง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น