วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

Love Movies (1)


อรุณสวัสดิ์วันจันทร์ยามเช้า หากจะพูดถึงเรื่องรักๆ จากหนังแล้ว ผมเป็นก็เป็นคนชอบดูเหมือนกัน แต่ดูน้อยกว่าหนังแนวแอ็คชั่น และสืบสวน แต่คราวนี้จะขอเขียนถึงสักหน่อย การตกหลุมรักใครสักคนในวันเดียวเป็นไปได้ไหม ต้องมาดูหนังเรื่องนี้ เรื่องรัก "One Day วันเดียว...วันนั้น...วันของเรา" ความเฉียบคมในงานเขียนของเดวิด นิโคลส์ดึงดูด โลน เชอร์ฟิก ผู้กำกับ One Day บอก แต่สิ่งที่ทำให้เขาสนใจจริงๆ คือการที่เรื่องราวนี้มันเป็นเรื่องรักจริงๆ มากแค่ไหน และมันก็เป็นระดับที่คุณไม่ค่อยจะได้พบด้วย “มันเป็นเรื่องรักครับ” เดวิด นิโคลส์ ผู้เขียน One Day นิยายเบสต์เซลเลอร์ที่ได้รับการยกย่องไปทั่วโลกในปี 2009 และมือเขียนบทของเวอร์ชันภาพยนตร์ในปี 2011 บอก “นอกจากนั้น มันยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับมิตรภาพและครอบครัว การหวนคิดถึงความหลังและความเสียใจ และลักษณะที่ความหวังและความฝันของเราไม่เป็นจริงซะทีเดียว อย่างน้อยที่สุด ก็ในรูปแบบที่เราคาดหวังให้เป็น มันเป็นอะไรที่หวานปนขมครับ”

“ผมอยากจะเขียนโรแมนซ์แบบเก่า ซึ่งผมว่าน่าจะใช่นะ ที่แสดงให้เห็นถึงจุดต่ำสุดและสูงสุดของความสัมพันธ์ระหว่างช่วงเวลาที่ยาวนานครับ” นิโคลส์ใช้เวลาเขียนนิยายเรื่องนี้สองปี “ผมเขียนเรื่องอื่นไปด้วยครับ” เขาตั้งข้อสังเกต “แล้วมันก็จำเป็นต้องอาศัยการวางแผนล่วงหน้า เหมือนตัวต่อจิ๊กซอว์ เป็นการปลูกเมล็ดพันธุ์เรื่องราวในปีหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นประเด็นพล็อตเรื่องในอีกปีหนึ่งครับ ผมจะต้องคิดหาคำตอบให้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 15 กรกฎาคมหลายๆ ปีบ้าง ผมไม่ได้เขียน One Day เป็นบทหนังแอบแฝง แต่ผมชื่นชอบการเขียนไดอะล็อคและนิยาย ดังนั้น มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคุณสมบัติแบบหนังเข้ามาครับ” “การเขียน One Day เป็นความสุขอย่างแท้จริง ผมเขียนครึ่งแรกเสร็จก็พักไปประมาณหกเดือน แล้วก็กลับไปแก้ครึ่งแรกใหม่ ก่อนที่จะสานต่อในครึ่งหลังครับ”

ผู้อำนวยการสร้าง นีนา จาค็อบสัน ผู้ชำนาญในการพิจารณาศักยภาพการสร้างเรื่องราวจากหนังสือเป็นหนังและการผลักดันให้มันขึ้นสู่จอเงิน รู้สึกทึ่งที่ว่า One Day กระทบใจเธอขนาดไหนเมื่อเธอได้อ่านมัน เธอบอกว่า “ฉันตกหลุมรักตัวละครพวกนี้ เรื่องราวนี้เป็นอะไรที่สากลมากๆ ทั้งเอ็มมา และเด็กซ์เตอร์ และการเดินทางของพวกเขาถ่ายทอดถึงลักษณะที่คุณเปลี่ยนแปลงไปหลังจบมหาวิทยาลัยและใช้ชีวิตของคุณเองจริงๆ ว่าคุณเป็นใครในตอนนั้นและคุณเป็นใครในอีกยี่สิบปีให้หลัง” “เราต้องใช้เวลาในการเติบโต และจนกว่าเราจะโต เราก็ไม่จำเป็นที่จะได้อยู่กับคนที่เราควรจะอยู่ได้ เวลานั้นเป็นสิ่งจำเป็น แต่มันก็เป็นสิ่งที่คุณไม่สามารถเอาคืนมาได้ด้วย ดังนั้น เรื่องราวก็เลยมีโทนของการโหยหา”
เมื่อมองเห็นศักยภาพของนิยายเรื่องนี้ว่าเป็นหนังโรแมนซ์คลาสสิก เธอก็เลยจัดการซื้อลิขสิทธิ์ในการสร้างเรื่องราวนี้เป็นหนัง และสัญญากับนิโคลส์ว่าเธอจะรักษาเรื่องราวให้อยู่ภายในอังกฤษ ขณะที่เขาดัดแปลงหนังสือให้กลายเป็นบทภาพยนตร์ “นีนาเป็นคนที่ให้การสนับสนุนเรื่องราวนี้อย่างดีครับ” นิโคลส์บอก “เธอแรงมาก! ผมทึ่งจริงๆ ที่ทุกอย่างมารวมตัวกันได้เร็วแบบนี้” ทางนักเขียนผู้นี้เคยดัดแปลงนิยายเป็นบทภาพยนตร์มาก่อนแล้ว จากการที่นิยายเรื่อง Starter for Ten ของเขาได้กลายเป็นหนังเรื่อง Starter for 10 แม้ว่าการเล่าเรื่องของ One Day ท้าทายกว่า แต่อย่างที่นิโคลส์เล่าว่า “ยังไงซะ มันก็มีความท้าทายอยู่แล้วในการย่อชีวิตยี่สิบปีของตัวละครให้กลายเป็นนิยายเรื่องหนึ่ง ในตอนที่คุณต้องย่อมันให้กระชับกว่าเดิม ให้กลายเป็นเวลาหนังซักสองชั่วโมง คุณก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่าคุณต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง ถึงผมจะพูดแบบนั้น แต่ One Day ก็เป็นหนังที่ซื่อตรงต่อตัวต้นฉบับมากๆ ทั้งในแง่ของอารมณ์และโทน รวมไปถึงสไตล์เล่าเรื่องด้วยครับ” จาค็อบสันขยายความว่า “เด็กซ์และเอ็มได้พบกันมากกว่าหนึ่งวันในแต่ละปี แต่เราจะได้เห็นพวกเขาแค่ปีละครั้ง ในหนังสือเป็นแบบนั้น และในหนังก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน ด้วยความที่เขามีพื้นฐานเป็นนักเขียน คุณก็เลยรู้ว่าถึงแม้ว่าคุณจะต้องย่อหนังสือสามตอนให้กลายเป็นสองตอนในหนัง ธีมสำคัญของความรัก และการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ และความใกล้ชิดกันระหว่างเด็กซ์และเอ็ม ก็จะยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง” เชอร์ฟิกพร้อมรับงานนี้ทันที และเธอก็เริ่มจินตนาการถึงนักแสดงนำที่เหมาะสมกับจาค็อบสัน ผู้ยืนยันว่า “การคัดเลือกนักแสดงหนังควรจะให้ความรู้สึกที่ใช่ด้วย เพราะผู้คนมากมายได้อ่านและรักหนังสือเล่มนี้” เชอร์ฟิกตั้งข้อสังเกตว่า บังเอิญว่าแอนน์ แฮตธาเวย์ นักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ด ได้อ่านบท “ตั้งแต่ช่วงเริ่มแรก เธอชอบเอ็มมามากจนเธอบินจากลอนดอนมาคุยกับฉันแล้วบอกฉันถึงสาเหตุที่เธอควรจะได้รับบทนั้น! แอนน์มีอารมณ์ขันและความเข้มแข็งเหมือนเอ็มมา เธอเป็นนักแสดงมากประสบการณ์ ที่ใส่ความอบอุ่นและความเปราะบางลงไปให้กับบท มากกว่าคนอื่นๆ ที่ฉันสามารถจินตนาการได้อีก”
แฮตธาเวย์รำพึงว่า “ถ้าคุณโชคดี คุณก็จะเจอเรื่องราวที่ประทับใจคุณจริงๆ ถ้าคุณโชคดี คุณก็จะเจอตัวละครที่พูดกับคุณ และกับ One Day ฉันก็พบทั้งสองสิ่งนั้น”

เธอรายงานว่า “นีนา จาค็อบสันส่งหนังสือเรื่องนี้ ซึ่งตีพิมพ์แล้วในอังกฤษ แต่ยังไม่ตีพิมพ์ในอเมริกา ให้ฉัน ฉันได้อ่านบทก่อนที่จะได้อ่านหนังสือเสียอีก ฉันจำได้ว่าฉันนั่งอ่านหนังสือเรื่องนี้ตรงโต๊ะในครัว บทหนังมันเหมือนร้อนเป็นไฟเลย เพราะมันสุกสว่างมาจากข้างใน ฉันสนุกกับมันมาก มีสิ่งที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นมากมาย ฉันจินตนาการได้ถึงหนังทั้งเรื่องอย่างชัดเจน ฉันได้ยินเสียงของเอ็มมา สำเนียงอังกฤษเหนือของเธอ ฉันเข้าใจเธอและรักเธอ” “ฉันคิดว่าพวกเขาจะไม่พิจารณานักแสดงอเมริกันคนไหนๆ เลย ดังนั้น พอฉันรู้ว่าโลนยอมพบกับฉัน ฉันก็ซึ้งมาก” เชอร์ฟิกพูดถึงเอ็มมาว่า “ฉลาด ไม่มั่นใจ ทำงานหนัก และเป็นหนอนหนังสือ มันมีคำถามหนึ่งที่เราและเธอถามกันว่า เด็กซ์เตอร์เป็นพวกอภิสิทธิชนเกินไปสำหรับเธอรึเปล่า เขามั่นใจในตัวเองเกินไปรึเปล่า ด้วยความสามารถหลากหลายของเธอในฐานะนักแสดง แอนน์ได้ถ่ายทอดความเคลือบแคลงนั้นออกมาพร้อมๆ กับคุณสมบัติแง่บวกอื่นๆ ของเธอ และความสามารถของเธอที่จะมองทะลุหน้ากากของเด็กซ์เตอร์ได้น่ะ” “การตีความเอ็มมาของเธอทำให้เราเห็นใจเธอและไม่โจ่งแจ้งเกินไปค่ะ ความอบอุ่นและความกล้าหาญของแอนน์ในฐานะนักแสดงเป็นอะไรที่พิเศษสุด มันเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากของเธอ ซึ่งเหมือนกับดาราดังบางคนในวงการหนังคลาสสิกอังกฤษและอเมริกัน”

สำหรับแฮตธาเวย์ “ตัวละครสองตัวนี้ถูกเขียนขึ้นอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาในงานเขียนของเดวิด คุณจะรู้สึกทันทีเลยว่าคุณรู้จักพวกเขา เมื่อพวกเขารู้สึกอะไร คุณก็จะรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน จังหวะที่สะเทือนใจจะกระทบใจคุณอย่างแรงเพราะคุณจะเอาใจไปใส่ในตัวเอ็มและเด็กซ์ทั้งในฐานะปัจเจกและในฐานะคู่รัก” “พวกเขาแต่ละคนต่างก็มีสิ่งที่ตัวเองให้ความสำคัญ ความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง และความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ก็มีความเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน คุณจะได้เห็นพวกเขาทำผิดพลาดในแบบที่เข้าใจได้ และคุณก็จะคิดว่า ‘ฉันเองก็อาจจะทำอย่างนั้นเหมือนกัน’ น่ะ” นิโคลส์ให้ความเห็นว่า “เอ็มมา มอร์ลีย์เป็นตัวละครซับซ้อน ผู้พยายามทุ่มเทเพื่อทำให้สิ่งที่เธอใฝ่ฝันเป็นจริงขึ้นมา เราได้เห็นเธอเมื่อเธอผิดหวังครั้งแรก ในความรักที่เหมือนจะเป็นความรักข้างเดียวที่เธอมีให้กับเด็กซ์เตอร์ และในการที่เธอทำงานใน โลโค คาเลียนเต้ ร้านอาหารเท็กซ์-เม็กซ์ และหลังจากนั้น เธอก็มาเป็นครู ก่อนที่เธอจะพบตัวเองในฐานะนักเขียนหนังสือสำหรับเด็กน่ะครับ” “แอนน์ แฮตธาเวย์มีความเปราะบางและความเฉลียวฉลาดอย่างที่เอ็มมา มอร์ลีย์ต้องการ และคุณก็จะได้เห็นเอ็มมาเติบโตและเปลี่ยนแปลงผ่านตัวแอนน์ เธอแสดงได้สมบทบาทมากครับ” แฮตธาเวย์กล่าวว่า “ฉันเชื่อในตัวเอ็มมาค่ะ ฉันอยากจะรู้จักเธอ เธอเป็นเด็กสาวที่ฉันพบว่าสมจริง และฉันก็หวังว่า ถ้าฉันคิดแบบนั้นได้ คนอื่นๆ ที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ก็จะคิดแบบนั้นได้เหมือนกัน”

จิม สเตอร์เกสส์กล่าวเสริมว่า “เด็กซ์บอกเอ็มมาว่าเธอเป็น ‘คนที่ฉลาดที่สุดเท่าที่ผมรู้จัก’ มีความเป็นเอ็มมาอยู่เยอะในตัวแอนน์ครับ เธอมีไหวพริบเหมือนกับเอ็มมา ในกองถ่าย ผมมักพบตัวเองนั่งอยู่ข้างแอนน์ ผมจะอ่านนิตยสารไร้สาระ ส่วนเธอก็จะอ่านนิยายชั้นสูง เหมือนเอ็มกับเด็กซ์เลยครับ! เธอน่ารักมากและเราก็เข้ากันได้ดีในทันที ผมดีใจที่ได้แสดงประกบคนที่แคร์กับเรื่องราว ซึ่งมันสนุกแต่ก็สะเทือนอารมณ์ด้วย และตัวละครเหล่านี้ด้วยครับ” จาค็อบสันเล่าว่า สเตอร์เกสส์ได้แสดงประกบแฮตธาเวย์เพราะว่า “ในตอนแรกที่เราได้เห็นจิมออดิชันกับแอนน์ หนึ่งในสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือพวกเขาให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนกันอย่างเป็นธรรมชาติ และคุณอยากจะให้พวกเขาอยู่ด้วยกันมากแค่ไหน สำหรับภาพยนตร์โรแมนซ์ นั่นเป็นวัตถุดิบสำคัญ”
“แอนน์เข้าใจเอ็มมาอย่างดี และจิมก็เข้าใจในทันทีว่าเด็กซ์เตอร์เป็นตัวละครที่ซับซ้อนขนาดไหน รวมถึงว่าเขาจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์มากแค่ไหนด้วย จิมมีอารมณ์ขันและความสง่างามแบบสบายๆ แบบเด็กซ์เตอร์ และเขาก็เข้าใจดีถึงวิธีการที่จะถ่ายทอดช่วงเวลาที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์นักของตัวละครตัวนี้ในรูปแบบที่คุณสามารถเข้าใจและสามารถยกโทษให้กับความผิดพลาดของเด็กซ์เตอร์ได้ ซึ่งมีหลายครั้งเลย” เชอร์ฟิกกล่าวเสริมว่า “จิมชื่นชอบมิวสิคัลและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เขาจะพูดถึงความพยายามของตัวเองว่าไม่สลักสำคัญอะไร แต่ฉันพบว่าเขาได้เตรียมตัวมาอย่างดีโดยการให้ความใส่ใจกับรายละเอียดต่างๆ ซึ่งรวมถึงในแง่ของจิตวิทยาด้วย”

นิโคลส์ให้ความเห็นว่า “จิม สเตอร์เกสส์เป็นนักแสดงหน้าตาดี ที่มีเสน่ห์และความอบอุ่น ผมชื่นชมเขาเสมอในหนังหลายเรื่องที่เขาเล่น เขาสามารถลดความน่ารังเกียจในการกระทำที่เลวร้ายที่สุดหลายๆ อย่างของเด็กซ์เตอร์ เมย์ฮิวได้ครับ” เมื่อถูกขอให้ประเมินตัวละครของเขา สเตอร์เกสส์ก็พูดถึงเด็กซ์อย่างให้โอกาส โดยเขากล่าวว่า “ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะไม่ตัดสินเขารุนแรงเกินไป เขาเป็นตัวละครที่ตัดสินได้ยากเพราะเขาเปลี่ยนแปลงไปมากระหว่างเรื่องและผมก็คิดว่าเขาไม่รู้หรอกว่าตัวเขาเองจริงๆ แล้วเป็นใคร เขาก็แค่อยากจะใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ที่สุดเท่านั้น” “แต่เขาเป็นสิ่งต่างๆ สำหรับหลายๆ คน ซึ่งผมก็รู้สึกว่าเราเองก็เป็นอย่างนั้นในชีวิตจริงเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น เด็กซ์เริ่มต้นจากการเป็นเด็กเกเรที่น่ารักและเป็นนักเรียนที่ไม่แคร์อะไรสำหรับอลิสัน แม่ของเขา ที่รับบทโดยแพทริเซีย คลาร์คสัน ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ด เขาเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนกลับไปถึงวัยเยาว์ของเธอและเธอก็ชื่นชอบเรื่องแผลงๆ และจิตวิญญาณของเขาครับ” แต่นั่นไม่ใช่ความคิดของสตีเวน พ่อของเด็กซ์เตอร์ ผู้รับบทโดยเคน สท็อตต์ เจ้าของรางวัลโอลิเวียร์ อวอร์ด สเตอร์เกสยอมรับว่า “สตีเวนมองลูกชายของเขาว่าเป็นเด็กมีปัญหา เด็กซ์ถูกห้อมล้อมในโลกของเซเล็บในฐานะที่เขาเป็นผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ แต่เขาก็เปลี่ยนไปอีกเมื่อเขากลายเป็นสามี ของซิลวี ที่รับบทโดยโรโมลา กาไร ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ และพ่อคน

สเตอร์เกสส์ไม่เคยลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กซ์ แม้กระทั่งในตอนที่ตัวละครตัวนี้ลืมเลือนไปก็ตาม เขาบอกว่า “เรื่องราวนี้นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า ‘รักแรกพบ’ ในลักษณะที่สมจริงครับ สิ่งที่สม่ำเสมอที่สุดสำหรับเด็กซ์เตอร์ตลอดทั้งเรื่องคือการเป็นคนที่เอ็มมา มอร์ลีย์รัก นั่นเป็นพลังที่ก่อให้เกิดความมั่นคง แล้วเขาเลือกที่จะรับมือกับเรื่องนี้ยังไงล่ะ นั่นเป็นการเดินทางของเขาในเรื่องราวนี้ครับ” แฮตธาเวย์กล่าวว่า การเดินทางนั้น “เป็นส่วนสำคัญในเรื่องราวของ One Day เด็กซ์เตอร์ไม่เคยถูกท้าทายซักเท่าไหร่ในชีวิต ในตอนเริ่มต้นเรื่อง เขามีความรู้สึกว่าเขาอยู่ที่ไหนก็ได้ ความรู้สึกที่ว่าทุกอย่างจะออกมาดี และมันก็เป็นอย่างนั้นได้ซักพัก แต่เมื่อสิ่งต่างๆ เลวร้ายลงสำหรับเขา และชีวิตจริงเริ่มขึ้น เขาไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับมันดี เขาหลงทาง และเราก็ได้เฝ้ามองเขาด้วยความหวังว่า เขาจะหาทางกลับมาได้”
ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้มีการถ่ายทอดออกมาได้ดี ทั้งบทประพันธ์และบทภาพยนตร์ รวมถึงตัวนักแสดงด้วย ดูแล้ว โรแมนติกดีจริงๆ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น